• Partagez
  • E-mail
  • Intégrer
  • J'aime
  • Télécharger
  • Contenu privé
ตัวอย่างบทที่ 2 วิทยานิพนธ์เว็บไซต์เพื่อสุขภาพ
 

ตัวอย่างบทที่ 2 วิทยานิพนธ์เว็บไซต์เพื่อสุขภาพ

on

  • 4,678 vues

ตัวอย่างบทที่ 2 วิทยานิพนธ์เว็บไซต์เพื่อสุขภาพ

ตัวอย่างบทที่ 2 วิทยานิพนธ์เว็บไซต์เพื่อสุขภาพ

Statistiques

Vues

Total des vues
4,678
Vues sur SlideShare
4,651
Vues externes
27

Actions

J'aime
2
Téléchargements
0
Commentaires
0

2 Ajouts 27

http://www.รับทําโปรเจค.net 15
http://www.xn--42ch8blg9bd2il6lta4k.net 12

Accessibilité

Catégories

Détails de l'import

Uploaded via as Adobe PDF

Droits d'utilisation

© Tous droits réservés

Report content

Signalé comme inapproprié Signaler comme inapproprié
Signaler comme inapproprié

Indiquez la raison pour laquelle vous avez signalé cette présentation comme n'étant pas appropriée.

Annuler

ตัวอย่างบทที่ 2 วิทยานิพนธ์เว็บไซต์เพื่อสุขภาพ ตัวอย่างบทที่ 2 วิทยานิพนธ์เว็บไซต์เพื่อสุขภาพ Document Transcript

  • ชื่อโครงงาน ขายสิ นค้าเพื่อสุ ขภาพและความงามผ่านเว็บไซต์ บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และผลงานวิจัยทีเ่ กียวข้ อง ่ การวิจยครั้งนี้ผวิจยได้คนคว้า ศึกษาตํารา เอกสารและงานวิจยที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์เพื่อ ั ู้ ั ้ ัสุ ขภาพและความงามของผูคนที่สนใจที่จะศึกษาค้นคว้าข้อมูล ของการเลือกบริ โภคอาหารเพื่อ ้สุ ขภาพ และความงามของร่ ายกาย การออกแบบเว็บไซต์ จะแบ่งออกเป็ นส่ วนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ให้ความรู ้ดานสุ ขภาพ และความงาม ระบบสั่งซื้ อสิ นค้า กรณี สั่งซื้อหนังสื อเพื่อสุ ขภาพ ส่ วนของ ้การสมัครสมาชิก และส่ วนของการรับข้อเสนอ แนะของเว็บไซต์เพื่อนําไปปรับปรุ ง โดยอาศัยหลักการและทฤษฏี ดังต่อไปนี้ 2.1 ความรู ้เกี่ยวกับการเลือกบริ โภคอาหารเพื่อสุ ขภาพและความงาม 2.2 แนวคิดทัวไปเกี่ยวกับสุ ขภาพและความงาม ่ 2.3 ระบบจัดการฐานข้อมูล (Database management system : DBMS) 2.4 เทคโนโลยีที่นามาใช้ในการพัฒนาระบบ ํ 2.5 งานวิจยที่เกี่ยวข้อง ั1. ความรู้เกียวกับการเลือกบริโภคอาหารเพือสุ ขภาพและความงาม ่ ่ เรื่ องของการรับประทานอาหาร ให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ก็คงจะเหมือนกับที่เราคุยกัน ในสมัยก่อนว่า ควรรับประทานอาหาร ให้ครบทั้ง 5 หมู่ แต่ในปั จจุบนนี้ อาจจะมีรายละเอียด ัเพิ่มเติม อาทิ สัดส่ วนของอาหาร อาหาร 5 หมู่ ไม่ได้หมายถึง การรับประทานอาหาร แต่ละหมู่เท่าๆกันหมด แต่กลุ่มที่เป็ นอาหารหลัก คือ กลุ่มข้าวที่เป็ นธัญพืช ผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็ นข้าวกล้อง ข้าวเหนียว ก๋ วยเตี๋ยว บะหมี่ ส่ วนปริ มาณที่เพิ่มขึ้นมา ก็คือ ผักและผลไม้ ซึ่ งจะได้ประโยชน์ ทั้งใยอาหารและแร่ ธาตุต่างๆ ส่ วนปริ มาณที่จะต้องจํากัด รับประทานอาหาร ในปริ มาณที่พอสมควรเท่านั้น ก็คือ พวกเนื้อสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะเนื้อแดง นํ้ามัน นอกเหนือจากนั้น ก็คือ เรื่ องของการดูแล ่เรื่ องนํ้าหนักให้อยูในเกณฑ์ปกติ เพื่อป้ องกันไม่ให้เกิดโรคขาดอาหาร และโรคที่เกิดจากโภชนาการ
  • อาหารเกิน เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิ ตสู ง โรคหัวใจ โรคอัมพฤกษ์ ข้อปฏิบติเกี่ยวกับัอาหารประเภทอื่ นๆ ก็คือ พวกอาหาร และเกลือโซเดี ยมในปริ มาณที่ สมควร งดเหล้า เบียร์แอลกอฮอล์ ส่ วนการกระจายอาหารในแต่ละมื้อ ก็ควรจะให้ครบถ้วนทั้ง 3 มื้อ ในปั จจุบน อย. กําหนดให้เรี ยก ผลิตภัณฑ์เสริ มอาหาร มีหลายรู ปแบบ ทั้งในแง่ของ ัวิตามิน แร่ ธาตุ หรื อสารอื่นๆ ที่สกัดจากธรรมชาติ ถ้าจะถามว่ามีประโยชน์หรื อไม่ คงจะต้องดูจากวัย หรื อบางขณะของโรคที่เป็ นอยู่ ก็อาจจะมีความต้องการสารอาหาร หรื อแร่ ธาตุต่างๆ เพิ่มมากขึ้นซึ่ งบางกลุ่มช่วงอายุ ก็มีขอมูลยืนยันชัดเจนว่า การให้ผลิตภัณฑ์เสริ มอาหารบางชนิ ด อาจจะช่วยได้ ้เช่น ขณะที่ต้ งครรภ์ เราก็จะให้ธาตุเหล็กเสริ ม หรื อผูหญิงที่วนหมดประจําเดือน ก็จะแนะนําให้ ั ้ ัรับประทานแคลเซียมเพิ่มมากขึ้น หรื อในคนป่ วยที่รับประทานอาหารได้นอย ก็ควรจะรับประทาน ้อาหารเสริ มแร่ ธาตุ หรื อวิตามินในช่วงสั้นๆ สําหรับคนทัวไปที่ไม่เจ็บป่ วย และสามารถรับประทาน ่อาหารตามปกติได้ท้ ง 3 มื้อ เรื่ องของการใช้ผลิตภัณฑ์เสริ มอาหาร ก็ไม่มีความจําเป็ น ั 1.1 การเลือกอาหารตามช่ วงอายุ การรู ้จกเลือกรับประทานอาหารไม่เพียงแต่ช่วยเรื่ องสุ ขภาพเท่านั้น หากยังเอื้อต่อความ ัสวยความงามอีกด้วย ความจริ งการเลือกอาหารให้เหมาะสมตามช่วงวัยก็เป็ นอีกวิธีหนึ่ งที่ช่วยให้สุ ขภาพดีได้ เพราะในแต่ละช่วงอายุมีความแตกต่างกันในด้านพัฒนาการของร่ างกายและลักษณะการ ดําเนินชีวิต วันนี้ จึงขอเสนอเรื่ องราวของอาหารที่เกี่ยวข้องกับช่วงอายุท้ ง 4 ซึ่งไม่ใช่เรื่ องยาก ั วัยที่ข้ ึนต้นด้วยเลข 2 ช่วงอายุต้ งแต่ 20 ปี ขึ้นไปเป็ นช่วงที่ร่างกายมีการพัฒนาและ ั ่เติบโตเต็มที่ ไม่วาจะเป็ นเรื่ องการเรี ยน การทํางาน และเป็ นวัยที่ใช้ชีวิตอย่างไม่รู้จกเหน็ดเหนื่ อย ยิง ั ่มีการเคลื่อนไหวในชีวิตประจําวันมากเท่าไร ร่ างกายก็ยิ่งเผาผลาญและใช้พลังงานมากขึ้นเท่านั้นดังนั้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม โดยเลือกรับประทานจําพวกเนื้อสัตว์และถัวต่างๆ ่รวมถึงข้าวและแป้ งมากเป็ นอันดับหนึ่ ง ตามด้วยผักผลไม้เป็ นอันดับสอง ส่ วนนมและอาหารทดแทนแคลเซียมต่างๆ เช่น เต้าหู ้ ปลาเล็กปลาน้อย นมถัวเหลืองเสริ มแคลเซี ยม ตามมาเป็ นอันดับ ่สาม และให้ความสําคัญของไขมันเป็ นอันดับสุ ดท้าย ปลาเป็ นอาหารสมองที่ช่วยรักษาผนังเซลล์ประสาทในสมองให้แข็งแรง ไม่หลงลืมอะไรง่ายๆ ผักสี เขียวอย่างผักบุง ผักกระเฉด ผักคะน้า ้ถัวฝักยาว ช่วยบํารุ งสายตา สร้างกระดูกและฟั นให้แข็งแรง ผักผลไม้สีเหลืองอย่างกล้วยหอม ก็ถือ ่เป็ นผลไม้คลายเครี ยดชนิดหนึ่ง
  • วัยที่ข้ ึนต้นด้วยเลข 3 อายุข้ ึนเลข 3 หลายคนเริ่ มตกใจกลัว แต่การรู ้จกเลือกรับประทาน ัจะทําให้ผอื่นไม่สามารถเดาอายุคุณจากรู ปร่ าง หน้าตาได้เลย ในช่วงเริ่ มวัยผูใหญ่ความต้องการ ู้ ้พลังงานยังคงอยู่ เพราะเป็ นช่วงชีวิตของการทํางาน แต่ตองเพิ่มความระมัดระวังในเรื่ องของไขมัน ้และคลอเรสเตอรอลที่จะส่ งผลกระทบ กับรู ปร่ างหน้าตาภายนอกที่เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชดเจน ันอกจากนี้ยงส่ งผลกระทบต่อสุ ขภาพร่ างกายในอนาคตด้วย เพราะการรับประทานอาหารที่มีไขมัน ัหรื อคลอเรสเตอรอลสู ง เช่น หมูสามชั้น เนยแข็ง กะทิ เนยเทียม เป็ นต้น จะสร้างปั ญหาให้หลอดเลือดและหัวใจ แต่คุณสามารถเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดไขมันและคลอเรสเตอรอล เช่นปลาทะเล ช่วยลดความดันโลหิ ต พวกถัวเมล็ดแห้งอย่างถัวแดง ถัวเขียว ถัวเหลือง ช่วยลดความเสี่ ยง ่ ่ ่ ่จากโรคหัวใจ และมีโปรตีนสู งเพื่อให้พลังงานแทนสัตว์ใหญ่ได้อีก อาหารจําพวกข้าว ธัญพืชไม่ขด ัสี อย่างข้าวซ้อมมือ ขนมปั งโฮลวีท มีใยอาหารสู ง ช่วยให้อิ่มท้องนานและส่ งผลดีต่อระบบลําไส้ วัยที่ข้ ึนต้นด้วยเลข 4 วัยทองถูกเรี ยกแทนวัย 40 ปี ขึ้นไป เนื่องจากสภาพร่ างกายเริ่ มเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผูหญิง ส่ วนผูชายวัยนี้ ก็จะเริ่ มมีโรคต่างๆที่ไม่เคยออกอาการ ซึ่งเรี ยกกันว่า ้ ้ ุ่เป็ น “วิถีทางธรรมชาติ” แต่ท้ งนี้การชะลอวัยหรื อป้ องกันโรคต่างๆที่มากับวัยไม่ได้ยงยากเกินกว่า ที่ ัเราจะทําได้ สําหรับช่วงวัยนี้ ความต้องการพลังงานจะลดลง แต่ความต้องการแคลเซียมและวิตามินต่างๆเพิ่มขึ้น ซึ่ งจะได้รับจากผักผลไม้ที่มีกากใยอาหารสู ง แล้วยังมีสารต้านอนุ มูลอิสระอย่างวิตามินซี จากอาหารที่หารับประทานได้ง่าย เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ แคนตาลูป ส่ วนอาหารที่มีวิตามินอี ได้แก่ นํ้ามันพืช เนยถัว ถัวลิสง อัลมอนด์ นอกจากนี้ควรรับประทานเต้าหู ้ โปรตีนไขมัน ่ ่ตํ่า ซึ่ งให้แคลเซี ยมมากกว่าเนื้อสัตว์อย่างอื่น แต่ไม่ควรลืมหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็ นตัวเร่ งความแก่ให้เร็ วขึ้น เช่น อาหารไขมันสู งประเภททอดกรอบหรื อผัดนํ้ามันมากๆ เครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่ องดื่มคาเฟอีนทั้งหลาย วัยที่ข้ ึนต้นด้วยเลข 5 การก้าวเข้าสู่ ช่วงวัย 50 เป็ นต้นไปนั้นไม่ได้ส่งผลต่อร่ างกายอย่างเดียว แต่ยงส่ งผลต่อสภาพจิตใจด้วย เพื่อเตรี ยมพร้อมรับมือกับวัยนี้ คุณควรเข้าใจการทํางานของ ัร่ างกายที่มี ประสิ ทธิ ภาพลดลง โดยเฉพาะระบบการย่อยการดูดซึ มอาหาร ทําให้ร่างกายขาดสารอาหารบางอย่าง ช่วงนี้คุณอาจไม่รู้สึกกระหายนํ้าเท่าไหร่ แต่ควรดื่มนํ้าให้สมํ่าเสมอ อย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว เพื่อป้ องกันการขาดนํ้าโดยไม่รู้ตว ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตให้นอยลงและ ั ้พยายามเลือกชนิ ดไม่ขดสี เน้นอาหารจําพวกปลาเพื่อไม่ให้ขาดโปรตีน ที่สาคัญคือเป็ นเนื้อสัตว์ที่ ั ํย่อยง่าย วัยนี้ จะพบปั ญหากระดูกเปราะ กระดูกพรุ นอย่างชัดเจน ดังนั้น ควรได้รับแคลเซี ยม ่อย่างเพียงพอ อาหารแคลเซียมสู งอยูในนม โยเกิร์ตชนิดครี ม เนยแข็ง หรื อแม้แต่ปลาตัวเล็กตัวน้อย
  • พวกผักใบเขียวก็มี เช่ น คะน้า กวางตุง และบรอกโคลี จะช่ วยลดปั ญหาเรื่ องกระดูกให้รุนแรง ้น้อ ยลง การแก้ไ ขภาวะขาดนํ้า อาจให้ดื่ ม นํ้า สมุ น ไพร เช่ น กระเจี๊ ย บ เก๊ ก ฮวย นํ้า ใบเตยนอกเหนื อจากนํ้าเปล่า เพราะช่วยบรรเทาโรคบางอย่างและให้ประโยชน์กว่าการดื่มเครื่ องดื่มที่มีคาเฟอีน สิ่ งสําคัญไม่ว่าคุณจะอยูในช่วงวัยใดควรดูแลเรื่ องการกินอยูตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็ น ่ ่โรคหรื อไม่ก็ตาม เพราะคนส่ วนใหญ่มกจะดูแลตัวเองเมื่อพบว่าตัวเองมีโรคหรื อมีปัญหาสุ ขภาพ ัแล้ว เท่านั้น นอกจากนี้ การเพิ่มกิจกรรมเคลื่อนไหวระหว่างวันให้มาก ทําบ่อยๆจนติดเป็ นนิ สัย จะช่วยให้สุขภาพดีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประโยชน์ดานระบบการไหลเวียนเลือด ควบคุมนํ้าหนักตัว ้และลดความเครี ยดของร่ างกายได้ การบริ โ ภคอาหารอย่า งมี สั ด ส่ ว น อาหารในแต่ ล ะมื้ อ ควรมี ส ารอาหารครบทั้ง 5ประเภทเพื่อการกินดี มีสุข คือประกอบด้วยสารอาหารดังต่อไปนี้ อาหารที่มีสารอาหารประเภทคาร์ โบไฮเดรตและไขมัน จะให้พลังงานและความอบอุ่น อาหารที่มีสารอาหารประเภทโปรตีนจะช่วยสร้างเสริ มและซ่ อมแซมส่ วนที่สึกหรอ อาหารที่มีสารอาหารประเภทเกลือแร่ และวิตามินจะช่วยควบคุมการทํางานของร่ างกายให้เป็ นปกติ ความต้อง การสารอาหารมนุษย์ทุกคนต้องการอาหารหรื อสารอาหารในจํานวนที่ เพียงพอต่อความต้องการของร่ างกาย ซึ่ งในแต่ละวัยก็มีความต้องการสารอาหารที่แตกต่างกันออกไป 1. วัยทารก (แรกเกิด- 1 ปี ) อาหารหลักคือ นํ้านม นมแม่เป็ นอาหารทีดีและเหมาะที่สุดสํา หรั บ ทารกนอกจากนมแม่ แ ล้ว ทารกยังจํา เป็ นต้อ งได้รับ อาหารเสริ มดัง ตารางต่ อ ไปนี้ 2. เด็กวัยก่อนเรี ยน (2 - 5 ปี ) เด็กวัยนี้ ตองการอาหารเช่นเดียวกับทารกในระยะ 1 ปี ้แรกแต่ตองการปริ มาณมากขึ้นเพราะมีความสําคัญต่อการเจริ ญเติบโต ้ 3. เด็กวัยเรี ยน (6 - 13 ปี ) เป็ นวัยที่ร่างกายกําลังเจริ ญเติบโตช้า ๆ แต่สมํ่าเสมอ การที่จะเจริ ญเติบโตอย่างสมบูรณ์ได้เด็กต้องได้อาหารถูกต้อง ตามหลักโภชนาการในปริ มาณที่เหมาะสมและเพียงพอกับความต้องการของร่ างกาย ปั ญหาโภชนาการของเด็กวัยนี้ คือได้รับอาหารโปรตีนและแคลอรี ไม่เพียงพอกับ ความต้องการของร่ างกาย ทําให้มีน้ าหนักตํ่ากว่าเกณฑ์มาตรฐาน ํกลายเป็ นโรคขาดสารอาหาร หรื อได้รับมากเกินไปทําให้ภาวะโภชนาการเกินหรื อเป็ นโรคอ้วน ซึ่งอาจเกิดโรคแทรกซ้อน ได้แก่ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ความดันโลหิ ตสู ง ไขข้ออักเสบ
  • 4. เด็กวัยรุ่ น (13 - 19 ปี ) วัยรุ่ นควรได้รับสารอาหารครบทุกประเภท คือ กินข้าวเนื้อสัตว์ ถัว ไข่ นํ้านม ไขมัน ผักและผลไม้ทุกวัน เนื่องจากเป็ นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้ง ่ด้านรู ปร่ าง หน้าตา จิตใจ อารมณ์ และการร่ วมสังคมกับคนอื่นๆ 5. วัยผูใหญ่ (20-40 ปี ) เป็ นวัยที่ร่างกายเจริ ญเติบโตเต็มที่แล้ว แต่ร่างกายก็ยงต้องการ ้ ัสารอาหารเพื่อนําไปใช้ในการทํางานของร่ างกาย และซ่อมแซมส่ วนที่ชารุ ดทรุ ดโทรม ผูใหญ่ควร ํ ้กินอาหารให้ครบได้สัดส่ วนตามความต้องการของร่ างกาย ความต้องการวิตามินยังคงเท่ากับวัยรุ่ นสําหรับธาตุเหล็กร่ างกายยังต้องการมาก ควรลดปริ มาณการกินของหวาน นํ้าตาล ไขมันโดยเฉพาะไขมันจากสัตว์เพิ่ม ปริ มาณการกินผักและผลไม้มากขึ้น 6. วัยชรา ไม่ตองการแคลอรี มากเพราะมีการเคลื่อนไหวน้อย จึงต้องการอาหาร ้ประเภทไขมัน และคาร์โบไฮเดรตน้อยแต่ตองการเหล็กและแคลเซียมมากเพื่อความแข็งแรง ของ ้กระดูก ควบคุมการทํางานของประสาท กล้ามเนื้ อ และการแข็งตัวของโลหิ ตส่ วน ที่เป็ นนักกีฬาอาหารของนักกีฬาที่ให้พลังงานอย่างมาก จะต้องมีสดส่ วนดังนี้ คือ โปรตีน 12 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 33 ัเปอร์ เซ็นต์ และคาร์ โบไฮเดรต 55 เปอร์เซ็นต์ แต่ตองดื่มนํ้าให้เพียงพอต่อการดูดซึมอาหารและทํา ้ให้กากอาหารไม่จบตัวแข็ง และถ่ายสะดวก ก่อนการแข่งขันนักกีฬาต้องกินอาหารน้อยๆ เพราะถ้า ักิ นมาก เลือดจะถูกดึ งจากกล้ามเนื้ อไปให้กระเพาะเพื่อย่อยอาหาร ทําให้เล่นกี ฬาได้ไม่เต็มความสามารถ ดังนั้นก่อนการแข่งขันควรดื่มนํ้าผลไม้เพื่อป้ องกันการเสี ยนํ้ามากเกินไปซึ่ง ทําให้เหนื่อยเร็ ว สําหรับผูใหญ่ที่มีร่างกายเล็กหรื อใหญ่หรื อ ทํางานหนักก็รับประทานอาหารลดลงหรื อ ้เพิ่มขึ้นจากปริ มาณดังกล่าวนี้ 1.2 การเลือกอาหารป้ องกันโรค 1.2.1 การเลือกอาหารป้ องกันโรคหัวใจ 1.2.1.1 ไขมันกับโรคหัวใจ อาหารสุ ขภาพจะต้องประกอบไปด้วยอาหาร 5 หมู่ได้คาร์โบไฮเดรตโปรตีน ไขมัน ผักผลไม้ และนม ไขมันเป็ นอาหารที่ให้พลังงานมากที่สุดเมื่อเทียบกับนํ้าหนักที่เท่ากัน ไขมันที่เรารับประทานมีอยู่ 3 รู ปแบบ คือ 1. Triglyceride 2. Cholesterol 3. Phospholiphid
  • กรดไขมัน(Fatty acid) คืออะไร กรดไขมันเป็ นการเรี ยงตัวของธาตุคาร์ บอน(Carbon ,C) โดยที่ปลายด้านหนึ่ งเป็ น methyl group อีกด้านหนึ่งเป็ น carboxyl group ความยาวของCมีได้หลายตัวหากมีความยาวน้อยกว่า 6 เรี ยก Short chainsk หากมี C มากกว่า 12 เรี ยก long chainfatty acid กรดไขมันเป็ นอาหารของกล้ามเนื้อ หัวใจ อวัยวะภายในร่ างกาย กรดไขมันส่ วนที่เหลือใช้จะถูกสะสมในรู ป triglyceride(ใช้กรดไขมัน3 ตัวรวมกับ glycerol)ซึ่ งจะสะสมเป็ นไขมันในร่ างกาย ภาพที่ 2.1 แสดง Essential features of a fatty acid ไขมันอิ่มตัว Saturated fat หมายถึง กรดไขมันที่มีธาตุ C ต่อกันด้วย single bondเท่านั้นการรับประทานอาหารไขมันชนิ ดอิ่มตัวจะทําให้ไขมันในเลือดสู งและเป็ น ปั จจัยเสี่ ยงของโรคหลอดเลือดตีบ แหล่งอาหารของไขมันอิ่มตัวได้แก่ นํ้ามันปาล์ม กะทิ เนย นม เนื้อแดงชอคโกแลต ภาพที่ 2.2 แสดง Steaic acid , a saturated fatty acid
  • ไขมันไม่อิ่มตัวเชิ งเดี่ ยว Monounsaturated เป็ นกรดไขมันที่มีธาตุ C ต่อกันด้วยDouble bond เพียงหนึ่ งตําแหน่ง นักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าการรับประทานอาหารไขมันประเภทนี้ทดแทนไขมันอิ่มตัวจะ ช่วยลดระดับ LDL Cholesterol ซึ่ งเป็ นไขมันที่ไม่ดีก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบ อาหารที่มีไขมัน Monounsaturatedได้แก่ avocados, nuts, and olive, peanut and canolaoils ภาพที่ 2.3 แสดง Oleic acid กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน Polyunsaturated หมายถึง กรดไขมันที่มีธาตุ C ต่อ ่กันด้วย Double bond อยูหลายตําแหน่ง หากรับประทานแทนไขมันอิ่มตัวจะไม่เพิ่มระดับไขมันในร่ างกาย อาหารที่มีไขมันชนิ ดนี้ คือ นํ้ามันพืชทั้งหลายเช่น นํ้ามันข้าวโพด นํ้ามันดอกทานตะวันนํ้ามันถัวเหลือง ่ ภาพที่ 2.4 แสดงกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน
  • essential fatty acids เป็ นกรดไขมันที่จาเป็ นสําหรับร่ างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถ ํสร้างเองได้ตองได้รับจากอาหารที่เรารับประทาน ้ Trans fatty acids เป็ นไขมันที่เตรี ยมจากนํ้ามันพืช เช่น นํ้ามันข้าวโพด ไปทําให้ร้ อน เพื่อทําให้น้ ามันมี อายุใช้งานได้นานขึ้น และทําให้น้ ามันข้นขึ้นจนเป็ นของแข็ง การ ํ ํรับประทานนํ้ามันชนิ ดนี้ มากจะทําให้ไขมัน LDL ในเลือดเพิ่มขึ้นซึ่ งเป็ นปั จจัยเสี่ ยงทําให้เกิ ดโรคหัวใจและหลอดเลือด omega-3 fatty acids และ omega-6 fatty acids เป็ นกรดไขมันที่จาเป็ นสําหรับ ํร่ างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองต้องได้รับจากสารอาหาร omega-3 fatty acids จะมี Doublebond ที่ตาแหน่ง C3 นับจากกลุ่ม Methyl group omega-3 fatty acids จะพบมากในอาหารจําพวก ํปลาและนํ้ามันพืช เช่น salmon, halibut, sardines, albacore, trout, herring, walnut, flaxseed oil, andcanola oil omega-6 fatty acids เป็ นกรดไขมันที่จาเป็ นสําหรับร่ างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถ ํผลิตเองต้องได้รับจากสารอาหารomega-6 fatty acids จะมี Double bond ที่ตาแหน่ง C6 นับจากกลุ่ม ํMethyl group omega-6 fatty acids จะพบมากในอาหารจําพวกปลาและนํ้ามันพืช corn, safflower,sunflower, soybean, and cottonseed oil ่ ไขมันในเลือด เมื่อ 20 ปี ที่ผานมาเมื่อท่านไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุ ขภาพและพบว่าไขมันในเลือดสู งแพทย์ มักจะแนะนําว่า ให้รับประทานอาหารที่มีไขมันตํ่า แต่ปัจจุบนต้องเน้นถึง ัชนิ ดของไขมันในอาหาร หากมีไขมันที่ไม่ดีมากก็จะทําให้เกิดโรคหัวใจได้ง่ายขึ้น หากมีไขมันดีมากจะช่วยลดการเกิดโรคหัวใจ ภาพที่ 2.5 ไขมันในอาหาร
  • โรคหลอดเลื อดไปเลี้ยงหัวใจตี บเป็ นสาเหตุการตายอันดับ ต้นๆของประเทศCholesterol จะพบว่าเป็ นส่ วนประกอบของเซลล์ผิวและอยู่ในกระแสเลือด ร่ างกายของคนเราได้cholesterol จากสองแหล่งคือ จากอาหารที่เรารับประทาน เช่น เครื่ องใน เนื้อ นม และจากการสร้างของตับ ไขมันในเลือดมีกี่แบบ เนื่ องจากไขมันในเลือดไม่ละลายนํ้าจึงจําเป็ นต้องมีตวทํา ัละลายที่เราเรี ยกว่า Lipoprotein lipoprotein ที่สร้างจาดตับมีสองชนิดคือ low-density lipoproteins(VLDL) และ high-density lipoproteins (HDL) ไขมัน VLDL cholesterol เมื่อเข้ากระแสเลือดจะถูกเปลี่ยนไปเป็ น LDL cholesterol ส่ วนไขมันที่จบกับ hdl เรี ยก HDL cholesterol ั ไขมันสู งกับภาวะสุ ขภาพ ่ ภาพที่ 2.6 ไขมันที่อยูภายใต้ช้ น ั โรคหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบเป็ นสาเหตุการตายอันดับ ต้นๆของประเทศ ไขมันในโลหิ ตสู งเป็ นปั จจัยเสี่ ยงข้อหนึ่ งของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ การเปลี่ยนแปลงอาหารและการออกกําลังกายสามารถระดับไขมันในเลือดได้ และลดอัตราเสี่ ยงต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ ถ้าหากcholesterol ในเลือดสู งไขมันจะเกาะติดผนังหลอดเลือดแดงที่เรี ยกว่า plaque ขบวนการที่ทาให้ ํหลอดเลือดตีบเรี ยก Atherosclerosis ซึ่งหากเป็ นมากทําให้ หลอดเลือดแดงตีบ เลือดไปเลี้ยงไม่พอจึงเกิดอาการ เช่นเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด หรื ออัมพฤกษ์ นอกจากนั้นคราบไขมันอาจจะหลุดจากผนังหลอดเลือดทําให้เกิดอาการหัวใจขาดเลือดเฉี ยบพลัน นอกจากระดับ cholesterol แล้วปั จจัยที่มีผลต่อการเกิดหลอดเลือดแข็งคือ ตัวที่จะพาไขมันไปตามเส้นเลือดซึ่งเรี ยกว่า lipoprotein ที่สาคัญมีสองชนิดคือ ํ
  • • Low-density lipoproteins (LDL) ซึ่งจะพา cholesterol จากตับไปสู่ ร่างกาย LDL เป็ นไขมัน ที่ไม่ดีหากมีมากจะทําให้เกิดหลอดเลือดแดงตีบได้ง่าย • High-density lipoproteins (HDL) เป็ นตัวที่พา cholesterol จากร่ างกายเข้าสู่ ตบ หากมีHDL ั สูงการเกิดโรคหลอดเลือดจะน้อยลง 1.2.1.2 มะเร็ งเต้านม พบว่าประเทศที่รับประทานอาหารมันจะมีอุบติการณ์ของโรค มะเร็ งเต้านมสู ง แต่ยง ั ัไม่ มี ห ลัก ฐานที่ แ น่ ชัด ประเทศทางยุ โ รปได้พ บว่ า หากรั บ ประทานอาหารที่ มี ไ ขมันmonounsaturated fats (พบมากในนํ้ ามัน olive oil) จะเกิดโรคมะเร็ งเต้านมตํ่า 1.2.1.3 มะเร็ งลําไส้ใหญ่ ก่อนหน้านี้ มีความเชื่อว่ารับประทานไขมันมากจะเกดโรค มะเร็ งลําไส้ได้มาก แต่ ัปัจจุบนพบว่าการรับประทานเนื้อแดงจะมีความสัมพันธ์กบการเกิดมะเร็ งลํา ไส้ใหญ่ ั 1.2.1.4 มะเร็ งต่อมลูกหมาก จากข้อมูลที่ได้ยงไม่พบความสัมพันธ์ที่ชดเจน แต่มีความเชื่อว่าการรับประทาน ั ัอาหารไขมันอิ่มตัว มากจะเพิ่มความเสี่ ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ งต่อมลูกหมาก 1.2.1.5 โรคอ้วน ก่อนหน้านี้ แพทย์จะแนะนําเรื่ องลดนํ้าหนักโดยการลดอาหาร มันซึ่ งไม่ถูกต้องทั้งหมด ปั จจุบนแนะนําให้รับประทานปริ มาณไขมันไม่เกิน 30 %ของปริ มาณพลังงานทั้งหมดและ ัให้ลดปริ มาณพลังงานที่รับประทานในแต่ละวัน ํ ระดับไขมันแค่ไหนถึงจะดี ประเทศอเมริ กาได้กาหนดระดับไขมันที่เหมาะสมสําหรับคนที่ มีอายุมากกว่า 20 ปี ไว้ดงนี้ ั • Total cholesterolน้อยกว่า 200 (mg/dl) • HDL cholesterol มากกว่า 40 mg/dl • LDL cholesterol น้อยกว่า 100 mg/dl ปริมาณไขมันทีต้องการในแต่ ละวัน ่ สมาคมโรคหัวเบาหวาน สมาคมโรคหัวใจและสมาคมโภชนาของประเทศอเมริ กาได้แนะนําให้รับประทานอาหารที่ เป็ นไขมันไม่เกินร้อยละ 30 ของปริ มาณพลังงานทั้งหมด แต่จากการศึกษาพบว่าชนิ ดของไขมันที่รับประทานจะมีผลต่อสุ ขภาพมากกว่าปริ มาณ โดยพบว่าหากรับประทานอาหารไขมันชนิ ดไขมันอิ่มตัวและ tran-fatty acid จะทําให้ความเสี่ ยงต่อโรคหัวใจ
  • เพิ่มขึ้น ในทางกลับกันหากให้รับประทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว ( monounsaturated orpolyunsaturated fat ) จะทําให้การเกิดโรคหัวใจลดลง นอกจากนั้นควรจะรับประทานไขมันที่ได้จากปลา omega-3 ซึ่ งจะช่วยลดการเกิดโรคหัวใจ สมาคมโรคหัวใจแนะนําให้รับประทานปลาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง 1.2.1.6 ไขมันกับไข่ ภาพที่ 2.7 ไขมันกับไข่เป็ นที่ทราบกันดี ว่าไขมันสู งเป็ น ปั จจัยเสี่ ยงต่อการเกิ ดโรคหัวใจ และปริ มาณไขมันในไข่ก็มีปริ มาณค่อนข้างสู ง ทําให้แพทย์มกจะแนะนําให้ลดการรับประทานไข่ แต่จากการศึกษาพบว่าการ ัรับประทานไข่วนละฟองไม่เพิ่มอุบติการณ์การเกิดโรค หัวใจ และมีผลต่อระดับไขมันน้อยมาก ั ันอกจากนั้นในไข่แดงยังมี protein, vitamins B12 and D, riboflavin, and folate ซึ่ งช่วยลดการเกิดโรคหัวใจ ดังนั้นจึงแนะนําว่าคนปกติสามารถรับประทานได้ทุกวัน สําหรับผูป่วยโรคเบาหวานให้ ้รับประทานสัปดาห์ละ 2-3ฟอง 1.3 การเลือกอาหารเพือความงาม ่ ่ กินเพื่ออยูอย่างเดียวเห็นจะไม่พอควรมอง ไกลไปถึงสุ ขภาพด้วย อย่างที่เรา ๆ ท่าน ๆทราบกันดี นันแหละ คนเราจะมีสุขภาพดีได้น้ ันขึ้นอยู่กบปั จจัยหลายประการ เช่ น กรรมพันธุ์ ่ ัสุ ขภาพจิต วิถีการดําเนินชีวิต สิ่ งแวดล้อม รวมถึงอาหารการกินของเรา อาหารบางประเภท สามารถป้ องกันหรื อลดโอกาสการเกิดโรคบางชนิด เช่น ผักผลไม้ช่วยป้ องกันโรคต่าง ๆ ได้ อาทิ โรคหัวใจมะเร็ ง เบาหวาน ไขมันในเลือดสู ง ความดันโลหิ ตสู ง โรคในระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูกริ ดสี ดวงทวาร เป็ นต้น อย่างไรก็ตาม เดี๋ยวนี้เราไม่ได้คานึงแค่กินเพื่อสุ ขภาพอย่างเดียว เทรนด์การกินมีการ ํปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย คนรุ่ นใหม่มองไปถึงว่ากินยังไงให้สวย กระแสอาหารเพื่อสุ ขภาพจึง
  • ขยับมาสู่ อาหารเพื่อความงาม (Food for Beauty) เพื่อความสวยที่มาจากภายในสะท้อนผ่านสู่ภายนอกมิใช่ความงามจากการตกแต่งภายนอกเพียงฉาบฉวย อาหารมีบทบาทสําคัญกว่าที่คุณ เคยคิดมากนัก จะประทินโฉมด้วยครี มบํารุ งดี เลิศขนาดไหนก็คงช่ วยได้ไม่ มาก ถ้ายังมองข้ามความสําคัญของอาหารการกิ นที่ถูกต้อง ดังนั้นลองหันมาใส่ ใจอาหารที่คุณรับประทาน เพื่อเสริ มสร้างผิวพรรณของคุณให้สวยงาม เปล่งปลัง ดูอ่อนกว่าวัย เส้นผมเงางามเป็ นประกาย ไม่ ่เปราะหรื อร่ วงง่าย ตลอดจนมีสุขภาพเล็บที่สมบูรณ์แข็งแรง เรี ยกว่างามกันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเลยทีเดียว คงมีคาถามตามมาว่าแล้วจะเริ่ มต้นกินอย่างไรดี ง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนค่ะ เพียงแค่คุณ ํไม่เลือกกินเฉพาะในสิ่ งที่ชอบ แต่เลือกกินให้หลากหลายเข้าไว้ นันก็คือรับประทานอาหารให้ครบ ่5 หมู่ เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่จาเป็ นต่าง ๆ ไปช่วยบํารุ งผิวพรรณ เส้นผมและเล็บของคุณให้ ํสวยงามแข็งแรง สารอาหารต่าง ๆ ที่เข้าสู่ ร่างกาย คือกุญแจสําคัญที่ไขไปสู่ ความงาม พวกเราส่ วนใหญ่มกได้ยนชื่อสารอาหารเหล่านี้ กนอยูเ่ สมอ แต่ไม่ทราบว่าเกี่ยวพันกับความสวยงามของร่ างกาย ั ิ ัของเรา อย่างแคลเซียม ชื่อนี้คงคุนเคยกันดี เรารู ้วาแคลเซียมมีส่วนช่วยในการสร้างกระดูก และฟัน ้ ่แต่อาจไม่ทราบว่า แคลเซี ยมนั้นช่วยสร้างความแข็งแรงให้เส้นผมและเล็บด้วยค่ะ สารอาหารตัวอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ซ่อนคุณค่าที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง เป็ นต้นว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่พบมากในปลาทะเลไทย เช่น ปลาทู ปลารัง ปลากะพง ปลาเก๋ า ปลาสําลี ปลาอินทรี ปลาโอ ฯลฯ ช่วยป้ องกันการอักเสบและติดเชื้อภายในร่ างกาย เพื่อความแข็งแรงของเซลล์ต่าง ๆ ธาตุเหล็ก เป็ นองค์ประกอบสําคัญ อย่างหนึ่งในการสร้างเม็ดเลือดแดง จึงช่วยให้ผิวพรรณดูเปล่งปลังมีเลือดฝาด ่ทองแดงช่วยในการสร้างคอลลาเจน สังกะสี ช่วยในการซ่ อมแซมคอลลาเจนที่สึกหรอ เสริ มสร้างการเจริ ญเติบโตของเซลล์ และช่วยรักษาสิ วอีกด้วย โปรตีน หนึ่ งในอาหารหลักห้าหมู่ที่เรี ยนกันมาตั้งแต่สมัยประถม เป็ นสารอาหารสําคัญในการสร้างเนื้ อเยื่อ และซ่ อมแซมส่ วนที่สึกหรอในอวัยวะต่าง ๆ จึ งมี ความจําเป็ นอย่างยิ่งในการสร้ างและซ่ อมแซมเซลล์ผิว รวมไปถึ งเส้นผมกลุ่มของพวกวิตามินต่าง ๆ กันบ้างค่ะ คุณประโยชน์ของวิตามินในแง่ความสวยความงาม เช่นวิตามิน ดี พบมากในนํ้ามันตับปลา ตับ นม เนย แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าก็ช่วยให้ร่างกายสร้างวิตามินดีได้ วิตามินดีมีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึ มแคลเซี ยม คงยังไม่ลืมว่า แคลเซี ยมมีส่วนช่วยสร้างความแข็งแรงให้เส้นผมและเล็บ วิตามินเค พบมากในตับวัวและผักใบเขียว เช่นผักกาดหอม กะหลํ่าปลี นอกจากนี้ แบคทีเรี ยในลําไส้ใหญ่ของคนเรายังสังเคราะห์ข้ ึนได้ดวย ้วิตามินเคมีหน้าที่สร้างโปรตีนหลายชนิ ด ที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด ส่ วนในแง่ความสวยงามช่วยให้รอยเส้นเลือดขอด หรื อเส้นเลือดฝอยแตกบนผิวจางลง อีกทั้งยังช่วยเยียวยาผิวที่ถูกแสงแดดทําร้ายให้หายเร็ วขึ้น วิตามินบี เป็ นต้นว่า วิตามินบี 3 ช่วยกระตุนการไหลเวียนของเลือด ้
  • และทําให้ผวหนังไม่ซีด วิตามินบี 5 ช่วยลดริ้ วรอยต่าง ๆ ของผิวพรรณ วิตามินบี 9 (หรื อกรดโฟ ิลิก) ช่วยในเรื่ องการแบ่งและเจริ ญเติบโตของเซลล์ และมีส่วนสําคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง จึง ่ช่วยให้ผวพรรณดูผองใสมีสุขภาพดี วิตามินบี 12 ทํางานร่ วมกับกรดโฟลิกในการช่วยบํารุ งและแบ่ง ิเซลล์ สารอาหารสําคัญที่จะลืมไม่ได้อีก 3 ตัว ถ้าไม่กล่าวถึงเห็นจะเชยแย่ก็คือ วิตามินเอ ซี และ อีวิตามินเหล่านี้ เป็ นสารแอนดี้ออกซิ แดนท์ที่สาคัญ ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเสื่ อม ํของผิวหนัง "อนุมูลอิสระ" คืออะไร ปกติในร่ างกายของคนเราจะเกิดสารอนุมูลอิสระจากการเผาผลาญอาหาร หรื อขบวนการทางเคมีในร่ างกายอยูแล้ว แต่ก็จะมีกลไกควบคุมไม่ให้สารเหล่านี้เกิด ่อันตรายต่อร่ างกาย โดยร่ างกายจะสร้างสารต้านอนุมูลอิสระขึ้นต่อต้าน แต่บางภาวะ ถ้าเกิดความไม่สมดุลระหว่างอนุ มูลอิสระและสารต้านอนุ มูลอิสระแล้ว ก็จะเกิดผลเสี ยต่อร่ างกายได้ โดยสารอนุมูลอิสระส่ วนเกินที่เกิดขึ้นเชื่อว่า เป็ นต้นเหตุหนึ่ งของภาวะหรื อโรคหลาย ๆ ชนิด รวมทั้งการเสื่ อมของเซลล์ผวหนังของคนเรา วิตามินเอ พบมากในผักใบเขียวและสี เหลือง ได้แก่ ผักใบเขียว ิต่าง ๆ แครอท ฟั กทอง มะละกอ ส้ม สับปะรด ช่วยป้ องกันการเสื่ อมอายุของผิวหนังกระตุน ้กระบวนการผลัด เซลล์ผิว ช่ ว ยให้ริ้วรอยบนผิวลดเลื อนลงและบรรเทาการเกิ ดสิ วได้ด้ว ยวิตามิน อี พบมากในวีทเจิม ซีเรี ยล นํ้ามันพืช ไข่แดง เนยสด ช่วยชะลอเซลล์ผวแก่ก่อนวัย ช่วยให้ ิผิวหนังชุ่มชื้น ลดการอักเสบ วิตามินซี พบมากในมะเขือเทศ ฝรั่ง ส้มทุกชนิ ด มะขามเทศมะขามป้ อม สตรอเบอร์ รี่และผักใบเขียว ช่วยกระตุนการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็ นปั จจัยสําคัญที่ทา ้ ํให้ผวเรี ยบตึง ไร้ริ้วรอยและช่วยกระตุนระบบการไหลเวียนโลหิ ต ทําให้ผวเปล่งปลังมีน้ ามีนวลขึ้น ิ ้ ิ ่ ํส่ วนที่จะลืมไม่ได้อีกประการก็คือ การดื่มนํ้าสะอาดเพียงพอ นํ้าเป็ นปั จจัยสําคัญมากในการบํารุ งผิวพรรณ คุณควรดื่มนํ้าวันละ 6-8 แก้วต่อวันจะช่วยให้ผวพรรณไม่แห้ง เต่งตึงสดใส ส่ วนพวกชา ิกาแฟ หรื อเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ อย่าเหมาว่าเป็ นของเหลวเหมือนกัน ควรงดดื่มไปจะดีกว่า เพราะเป็ นตัวทําลายเซลล์ผวหนังให้แก่ก่อนวัยอันควร เลือกกินให้เป็ นให้ได้สาร อาหารครบถ้วน มีส่วน ิช่วยเสริ มสร้างความงามได้แน่นอน มาเริ่ มปฏิบติการสวยจากภายใน ั
  • 1.3 คุณค่ าของสารอาหารทีจําเป็ นต่ อการดํารงชีวต ่ ิ ภาพที่ 2.8 สารอาหารที่จาเป็ นต่อการดํารงชีวิต ํ 1.3.1 วิตามิน (Vitamin) ทําหน้าที่เป็ นตัว Co=enzyme ช่วยให้เอนไซม์ต่าง ๆ ในร่ างกายทําหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ยงช่ วยในการเผาผลาญสารอาหารต่าง ๆ ให้เป็ น ัพลังงาน ช่วยในการเจริ ญเติบโต และซ่อมแซมส่ วนที่สึกหรอของร่ างกาย ถ้าร่ างกายขาดวิตามินจะทําให้เกิดโรคต่างๆได้ 1.3.2 เกลือแร่ (Mineral) ที่จาเป็ นต่อร่ างกายมี 16 ชนิ ด ช่วยในการเสริ มฤทธิ์กับ ํวิตามิน ช่วยให้ร่างกายทํางานตามปกติ ช่วยเร่ งการเผาผลาญสารอาหารต่าง ๆ ในร่ างกายให้เป็ นพลังงาน ช่วยในการเจริ ญเติบโต ซ่อมแซมส่ วนที่สึกหรอของร่ างกาย และสร้างเซลล์เนื้อเยือใหม่ ๆ ่ 1.3.3 เส้นใยอาหาร (Fiber) มีส่วนสําคัญต่อร่ างกายในขบวนการย่อยอาหาร และช่วยในการดูดซึ มสารอาหารที่ให้พลังงานป้ องกันอาการท้องผูก และท้องเสี ย และอื่นๆอีกมากมาย 1.3.4 โปรตีน (Protein) ร่ างกายย่อยโปรตีนให้เป็ นกรดอะมิโน มีส่วนสําคัญในการเสริ มสร้ างกล้ามเนื้ อ ซ่ อมแซมส่ วนที่สึกหรอ ช่ วยในการเสริ มสร้ างเซลล์ใหม่ กระตุนระบบ ้ภูมิคุมกันในร่ างกายและยังให้พลังงานอีกด้วย ้2. แนวคิดทัวไปเกียวกับสุ ขภาพและความงาม ่ ่ 2.1 ความหมายของสุ ขภาพ 2.1.1 พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ได้ให้ความหมายของ “สุ ขภาพ”ไว้ว่า “ความสุ ขปราศจากโรค, ความสบาย” ก่อน พ.ศ.2500 เราใช้คาสุ ขภาพกันน้อยมาก เพราะ ํขณะนั้นเราใช้คาว่า “อนามัย” (อน + อามัย) ซึ่ งหมายถึง ‘ความไม่มีโรค’ ซึ่งเมื่อเปรี ยบกันแล้วจะ ํเห็นว่า คําว่า “สุ ขภาพ” มีความหมายกว้าง และสมบูรณ์กว่า “อนามัย” เพราะสุ ขภาพเน้นสุ ขภาวะคือ ภาวะที่ทาให้เกิดความสุ ขปราศจากโรคซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปั จจัย และมีความหมายในเชิง ํบวก ส่ ว นอนามัย นั้ นเน้ น ที่ โ รค ซึ่ งเป็ นความทุ ก ข์ มี ค วามหมายในเชิ ง ลบ
  • สําหรับองค์การอนามัยโลก (WHO : World Health Organization) ได้ให้ความหมายของ สุ ขภาพไว้ในธรรมนูญขององค์การอนามัยโลกเมื่อปี ค.ศ.1948 ไว้ดงนี้ “สุ ขภาพหมายถึง ั ่สภาวะแห่ งความสมบูรณ์ของร่ างกายและจิตใจ รวมถึงการดํารงชีวิตอยูในสังคมได้อย่างเป็ นปกติสุ ข และมิได้หมายความเฉพาะเพียงแต่การปราศจากโรคและทุพพลภาพเท่านั้น” ต่อมาในที่ประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลก เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2541 ได้มีมติให้เพิ่มคําว่า “Spiritual well-being” หรื อสุ ขภาวะทางจิตวิญญาณเข้าไป ในคําจํากัดความของสุ ขภาพเพิ่มเติม ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงสุ ขภาพในปั จจุบนจะต้องครอบคลุมถึงสิ่ งที่สาคัญ 4 ประการ คือ ั ํ1. ภาวะทัวไปของร่ างกายและจิตใจจะต้องแข็งแรงสมบูรณ์ ่2. มีสุขภาวะทางจิตวิญญาณ3. จะต้องปราศจากโรคหรื อความทุพพลภาพ4. จะต้องเป็ นผูที่สามารถดํารงตนและปฏิบติภารกิจต่างๆในสังคมได้เป็ นปกติสุข ้ ั 2.1.2 ตามร่ างพระราชบัญญัติสุขภาพ แห่ งชาติ 2545 ให้ความหมายของคําว่า“สุ ขภาพ” คือภาวะที่มีความพร้อมสมบูรณ์ท้ งทางร่ างกาย คือ ร่ างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง คล่องแคล่ว ัมี ก ํา ลัง ไม่ เ ป็ นโรค ไม่ พิ ก าร ไม่ มี อุ บ ัติ เ หตุ อ ัน ตราย มี สิ่ ง แวดล้อ มที่ ส่ ง เสริ ม สุ ข ภาพ ทางจิ ตใจ คื อ มี จิตใจที่ มีความสุ ข รื่ นเริ ง ไม่ ติด ขัด มี เมตตา มี สติ มี สมาธิ ทางสังคม คือ มีการอยูร่วมกันด้วยดี มีครอบครัวที่อบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง สังคมมีความ ่ยุติธรรม และทางจิตวิญญาณ คือ ความสุ ขที่เกิดขึ้นเมื่อทําความดีหรื อจิตใจได้สมผัสสิ่ งที่มีคุณค่าอัน ัสู ง ส่ ง โดยทั้ง 4 ด้านนี้ จะต้องเกิดขึ้นจากการจัดการทางสุ ขภาพในระดับต่างๆทั้งสุ ขภาพในระดับของ ปั จเจกบุคคล (Individual Health) สุ ขภาพของครอบครัว (Family Health) อนามัยชุมชน(Community Health ) และสุ ขภาพของสาธารณะ (Public Health) 2.1.3 สุ ขภาพ หมายถึง ภาวะแห่ งความสมบูรณ์ของร่ างกาย จิตใจ และการ ่ดํารงชีวิตอยูในสังคมด้วยดี ไม่ใช่เพียงแต่ความปราศจากโรค หรื อทุพพลภาพเท่านั้น (Health isdefined as a state complete physical, mental and social well-being and merely the absence ofdisease infirmity : World Health Organization - WHO (องค์การอนามัยโลก) , 2491) สุ ขภาพจึ งมีความหมายที่เน้นความเป็ นอยู่ที่สมบูรณ์ท้ งทางร่ างกาย จิ ตใจ และสังคม ันันคือ ต้องมีสุขภาพกาย สุ ขภาพจิต และสุ ขภาพทางสังคมครบทุกด้าน และในที่ประชุมสมัชชา ่องค์การอนามัยโลก เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2541 ได้ตกลงเติมคําว่า “Spiritual Well-being”หรื อสุ ขภาวะทางจิตวิญญาณเข้าไป ในคําจํากัดความของสุ ขภาพเพิ่มเติม จึงอาจกล่าวได้ว่าสุ ขภาพ หมายถึง ภาวะของการดํารงชีวิตที่มีความสมบูรณ์ท้ งร่ างกาย จิตใจ รวมทั้งการอยูร่วมกัน ั ่ ่ในสังคมได้ดวยดี อยูบนพื้นฐานของคุณธรรม และการใช้สติปัญญา ้
  • ในอดีตคําว่า สุ ขภาพ หมายถึง สุ ขภาพกายเป็ นหลัก ต่อมาจึงได้รวมสุ ขภาพจิตเข้าไปด้วย เพราะเห็นว่าคนที่มีสุขภาพกายสมบูรณ์แข็งแรง แต่สุขภาพจิตเสื่ อมโทรมหรื อเป็ นโรคจิตก็ไม่สามารถดําเนินชีวิตเป็ นปกติสุขได้ ซํ้าร้ายอาจจะทําร้ายผูอื่นได้อีกด้วย ปั จจุบน คําว่า สุ ขภาพ มิได้ ้ ัหมายความเฉพาะสุ ขภาพกายและสุ ขภาพจิตเท่านั้น แต่ยงได้รวมถึงสุ ขภาพสังคม และสุ ขภาพจิต ัวิญญาณอีกด้วย จึงสามารถสรุ ปได้ว่าในความหมายของ "สุ ขภาพ" ในปั จจุบน มีองค์ประกอบ 4ัส่ วน ด้วยกันคือ 1. สุ ขภาพกาย (Physical Health) หมายถึง สภาพที่ดีของร่ างกาย กล่าวคือ อวัยวะต่างๆ ่อยูในสภาพที่ดี มีความแข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ร่ างกายสามารถทํางานได้ตามปกติ ัและมีความสัมพันธ์กบทุกส่ วนเป็ นอย่างดี และก่อให้เกิดประสิ ทธิภาพที่ดีในการทํางาน 2. สุ ขภาพจิต (Mental Health) หมายถึง สภาพของจิตใจที่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ มีจิตใจเบิกบานแจ่มใส มิให้เกิดความคับข้องใจหรื อขัดแย้งในจิตใจ สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมและสิ่ งแวดล้อมได้อย่างมีความสุ ข สามารถควบคุมอารมณ์ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งผู ้มีสุขภาพจิตดี ย่อมมีผลมาจากสุ ขภาพกายดีดวย ดังที่ John Lock ได้กล่าวไว้ว่า “A Sound mind is in ้ ่a sound body” คือ “จิตใจที่แจ่มใส ย่อมอยูในร่ างกายที่สมบูรณ์” 3. สุ ขภาพสังคม (Social Health) หมายถึง บุคคลที่มีสภาวะทางกายและจิตใจที่สุขสมบูรณ์ มีสภาพของความเป็ นอยู่หรื อการดําเนิ นชีวิตอยูในสังคมได้อย่างปกติสุข ไม่ทาให้ผอื่น ่ ํ ู้ ่หรื อสังคมเดือดร้อน สามารถปฏิสมพันธ์และปรับตัวให้อยูในสังคมได้เป็ นอย่างดีและมีความสุ ข ั 4. สุ ขภาพจิตวิญญาณ (Spiritual Health) หมายถึง สภาวะที่ดีของปั ญญาที่มีความรู ้ทว ั่รู ้เท่าทันและความเข้าใจอย่างแยกได้ในเหตุผลแห่ งความดีความชัว ความมีประโยชน์และความมี ่โทษ ซึ่งนําไปสู่ ความมีจิตอันดีงามและเอื้อเฟื้ อเผือแผ่ ่ ในองค์ประกอบสุ ขภาพทั้ง 4 ด้านนั้น แต่ละด้านยังมี 4 มิติ ดังนี้ 1. การส่ งเสริ มสุ ขภาพ เป็ นกลไกการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สุขภาพกาย สุ ขภาพจิตสุ ขภาพสังคม และสุ ขภาพจิตวิญญาณ 2. การป้ องกันโรค ได้แก่ มาตรการลดความเสี่ ยงในการเกิดโรค รวมทั้งการสร้างภูมิคุมกันเฉพาะโรค ด้วยวิธีการต่างๆ นานา เพื่อมิให้เกิดโรคกาย โรคจิต โรคสังคม และโรคจิต ้วิญญาณ 3. การรักษาโรค เมื่อเกิดโรคขึ้นแล้ว เราต้องเร่ งวินิจฉัยโรคว่าเป็ นโรคอะไร แล้วรี บให้การรักษาด้วยวิธีที่ได้ผลดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดเท่าที่มนุ ษย์จะรู ้และสามารถให้การบริ การรักษาได้ เพื่อลดความเสี ยหายแก่สุขภาพ หรื อแม้แต่เพื่อป้ องกันมิให้เสี ยชีวิต
  • 4. การฟื้ นฟูสภาพ หลายโรคเมื่อเป็ นแล้วก็อาจเกิดความเสี ยหายต่อการทํางานของระบบอวัยวะหรื อทําให้พิการ จึงต้องเริ่ มมาตรการฟื้ นฟูให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงปกติที่สุดเท่าที่จะทําได้ ทั้ง (1) การส่ งเสริ มสุ ขภาพ และ (2) การป้ องกันโรคนี้ เราเรี ยกรวมกันว่า "การสร้างสุ ขภาพ" เป็ นการทําก่อนเกิดโรค ส่ วน (3) การรักษาโรค และ (4) การฟื้ นฟูสภาพนี้ เราเรี ยกรวมกันว่า "การซ่ อมสุ ขภาพ" เป็ นการทําหลังจากเกิดโรคแล้ว และเป็ นที่เชื่อกันว่า "การสร้างสุ ขภาพ" มีประสิ ทธิผลดีกว่า และเสี ยค่าใช้จ่ายน้อยกว่า "การซ่อมสุ ขภาพ" เนื่ องจาก "การสร้างสุ ขภาพ" เป็ นสิ่ งที่ประชาชนสามารถทําได้ดวยตัวเอง ้ ส่ วน "การซ่ อมสุ ขภาพ" ต้องอาศัยหน่วยงานด้านการแพทย์เป็ นหลัก แม้ว่าสุ ขภาพโดยองค์รวมแล้วจะเป็ นภาวะของมนุษย์ที่เชื่อมโยงกันทั้ง ทางกาย ทางจิต ทางปั ญญา และทางสังคม แต่ในเรื่ องของสถิติสาขาสุ ขภาพนั้น มีขอจํากัดในการศึกษาทําให้ ้ในขั้นต้นจะกล่าวถึงเฉพาะสุ ขภาพทางกาย และสุ ขภาพทางจิต เท่านั้น 2.2 ความสํ าคัญของสุ ขภาพ สุ ขภาพเป็ นสิ่ งสําคัญและจําเป็ นยิงต่อความเจริ ญงอกงามและพัฒนาการทุก ๆ ด้านใน ่ตัวบุคคล สุ ขภาพเป็ นรากฐานที่สาคัญของชีวิต โดยเริ่ มมาตั้งแต่มีการปฏิสนธิ ในครรภ์มารดาวัย ํทารก วัยผูใหญ่จนถึงวัยชรา ้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เป็ นพระพุทธสุ ภาษิตว่า“อโรคยา ปรมาลาภา” ซึ่งแปลว่า “ความไม่มีโรคเป็ นลาภอันประเสริ ฐ” พระพุทธภาษิตข้อนี้ แม้แต่ชาวอารยประเทศทางตะวันตกก็ยงยอมรับนับถือกัน และเห็ นพ้องต้องกันว่า “สุ ขภาพคือพรอัน ัประเสริ ฐสุ ด (Health is the greatest blessing of all)” นอกจากนี้ยงมีสุภาษิตของชาวอาหรับโบราณ ักล่าวไว้ว่า “คนที่มีสุขภาพดีคือคนที่มีความหวัง และคนที่มีความหวังคือคนที่มีทุกสิ่ งทุกอย่าง (Hewho has health has hope and he who has hope has everything)” ซึ่ งนันก็หมายความว่าสุ ขภาพ ่จะเป็ นเสมือนหนึ่งวิถีทางหรื อหนทางซึ่งจะนําบุคคลไปสู่ความสุ ขและความสําเร็ จต่างๆ นานาได้ ชีวิตเป็ นสิ่ งมีค่ายิงกว่าทรัพย์สินใด ๆ ทุกคนย่อมรักษาและหวงแหนชีวิตของตนเอง ่ปรารถนาให้ตนเองมีชีวิตที่อยูเ่ ย็นเป็ นสุ ข จึงจําเป็ นต้องรักษาสุ ขภาพอนามัยให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ การมีสุขภาพดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บหรื อการบาดเจ็บจากอุบติเหตุต่าง ๆ มีกล้ามเนื้ อที่ ัทํางานได้ดี สามารถทํางานได้อย่างมีประสิ ทธิภาพ ร่ างกายสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่ งแวดล้อมได้ดี ่ไม่มีความวิตกกังวล ไม่ถูกความเครี ยดมารบกวน สามารถดํารงชีวิตอยูในสังคมได้อย่างมีความสุ ขย่อมเป็ นสิ่ งที่ปรารถนาของมนุษย์ทุกคน สุ ขภาพจึงเปรี ยบเสมือนวิถีแห่ งชีวิต ที่จะนําไปสู่ ความสุ ขและความสําเร็ จต่างๆ ในชีวิตได้ ประสิ ทธิ ภาพในการทํางานของประชาชนในทุกสาขาอาชีพจะต้องอาศัยสุ ขภาพที่ดีแข็งแรงสมบูรณ์เป็ นปั จจัยสําคัญ การพัฒนาประเทศจะดีหรื อไม่ข้ ึนอยู่กบสุ ขภาพที่ดีของคนใน ั
  • ชาติ เ ป็ นสําคัญ ประเทศที่ ประชาชนมี สุขภาพดี มี สติ ปัญญา มี คุณธรรมและจริ ยธรรม มีความสามารถในการประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ ไม่เบียดเบียนและทําร้ายซึ่ งกันและกัน ย่อมเกิ ดความสงบสุ ข และเมื่อบุคคลในชาติมีสุขภาพกายและจิตดี มีมนสมองที่มี ัศักยภาพ ย่อมเป็ นผูที่มีความสามารถเรี ยนรู ้ และสร้างสรรค์ส่ิ งต่าง ๆ ได้ดี ซึ่ งจะส่ งผลต่อการ ้พัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยรวม กรอบความคิดเรื่ องสุ ขภาพในปั จจุบนวางอยู่บนฐานที่ว่าด้วยเรื่ อง สุ ขภาวะ (well- ัbeing) ทั้งมิติ ทางกาย ทางใจ ทางสังคม และทางปั ญญา (จิตวิญญาณ)และทั้งมิติของคนครอบครัว ชุมชน และสังคม ดังนั้นสุ ขภาพมีผลกระทบมาจากหลายปั จจัย จึงต้องให้ความสําคัญกับองค์ความรู ้ ทั้งเรื่ องของการดําเนิ นงานทางสาธารณสุ ข การจัดบริ การสาธารณสุ ข และเรื่ องต่างๆ ที่ปรากฏในสังคม เพราะสิ่ งเหล่านี้ มีผลกระทบต่อสุ ขภาพทั้งทางตรง และทางอ้อม ทั้งด้านบวก และด้านลบ องค์ความรู ้ เพื่อการพัฒนาสุ ขภาพและระบบสุ ขภาพจึงไม่ใช่ เรื่ องของระบบการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่เป็ นเรื่ องความร่ วมมือกันของสังคม ที่จะมาร่ วมสร้างค่านิ ยมที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุ ขภาพ สร้างสิ่ งแวดล้อมที่ปลอดภัย และเอื้อต่อการมีสุขภาพดี ร่ วมสร้างวัฒนธรรมของการดําเนินชีวิตที่ไม่เบียดเบียนตนเองและผูอื่น และร่ วมกันสร้างสังคม ที่อยูร่วมกันอย่างมีสันติ ้ ่สุ ข 2.2.1 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อสุ ขภาพ สิ่ งที่มีอิทธิพลต่อสุ ขภาพของคนเรานั้นมีมากมายหลายสาเหตุ แต่ในที่น้ ีจะแบ่งออกเป็ น 3 องค์ประกอบที่สาคัญ ๆ ดังนี้ํ 1. องค์ประกอบด้านตัวบุคคล 1.1 ลักษณะทางพันธุกรรม (Genetic makeup) 1.2 เชื้อชาติ (Race) 1.3 เพศ (Sex)อายุและระดับพัฒนาการ (Age and development level) 1.4 ปั จจัยทางสรี รวิทยา (Physiological factors) 1.5 ปั จจัยทางด้านจิตใจ (Poychological Factors) 1.6 ความรู ้ ความเชื่อ ค่านิยม และทัศนคติ 1.7 พฤติกรรมอนามัย (Health behavior) หรื อสุ ขปฏิบติ (Health ัPractice) 2. องค์ประกอบด้านสิ่ งแวดล้อม (Environment Factors) สิ่ งแวดล้อมอาจแบ่งเป็ น 4 ด้านใหญ่ คือ
  • 2.1 สิ่ งแวดล้อมทางกายภาพ (Physical environment) 2.2 สิ่ งแวดล้อมทางเคมี (Chemical environment) 2.3 เพศ (Sex)อายุและระดับพัฒนาการ (Age and development level) 2.4 สิ่ งแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม (Social-economicenvironment) 3. องค์ประกอบทางด้านระบบการจัดการสาธารณสุ ขและการบริ การสุ ขภาพ ่(Health Service System Factors) หมายถึง การบริ หารจัดการทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยูของรัฐในการที่จะสนองตอบต่อการส่ งเสริ มให้บุคคลที่อาศัยอยู่ในชุ มชนนั้นๆ มีสุขภาพที่ดี และเท่าเทียมกันส่ งเสริ มให้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการเข้าถึงระบบบริ การทางการแพทย์3. ระบบจัดการฐานข้ อมูล (Database management system : DBMS) ฐานข้อมูล (Database) คือ การจัดเก็บข้อมูลอย่างมีระบบซึ่งผูใช้สามารถเรี ยกใช้ขอมูล ้ ้ในลักษณะต่างๆได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพได้แก่ การนําข้อมูลมาแก้ไขเพิ่มเติม การลบข้อมูล การเรี ยกดูขอมูล เป็ นต้น ซึ่ งการจัดเก็บข้อมูลโดยนําเอาข้อมูลต่างๆที่ มีความสัมพันธ์กนซึ่ งแต่เ ดิ ม ้ ัจัด เก็บ อยู ่ใ น แต่ ล ะแฟ้ มข้อ มูล มาจัด เก็บ ไว้ใ นที ่ เ ดี ย วกัน ข้อ มู ล ต่ า งๆที ่ ถ ูก จัด เก็บ เป็ นฐานข้อ มู ล นอกจากจะต้องเป็ นข้อมูลที่ ตองมีความสัมพันธ์กันแล้ว จะต้องเป็ นข้อมูลที่ ใช้ ้สนับสนุนการดําเนินงานอย่างใดอย่างหนึ่งขององค์กร เรี ยกฐานข้อมูลนั้นว่า "ระบบฐานข้อมูล"(Database System) ระบบจัดการฐานข้อมูล ( Database Management System: DBMS ) เป็ นโปรแกรมที่ทา ํ ้ ัหน้าที่เป็ นตัวกลางในการติดต่อระหว่างผูใช้กบฐานข้อมูลที่ เกี่ ยวข้องเพื่อใช้จดการและควบคุม ัความถูกต้อง ความซํ้าซ้อนและความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลต่างๆภายในฐานข้อมูลในการติดต่อกับฐานข้อมูลไม่ว่าจะใช้กลุ่มคําสั่งหรื อโปรแกรมต่างๆโดยทุกคําสั่งที่ ใช้กระทํากับข้อมูลจะถูกโปรแกรมระบบจัดการฐานข้อมูลนํามาแปล (Compile) เป็ นการกระทํา (Operation) ต่างๆภายใต้คําสั่งนั้นๆ เพื่อนําไปกระทํากับตัวข้อมูลภายในฐานข้อมูลต่อไป สําหรับการทํางานต่างๆภายในโปรแกรมระบบจัดการฐานข้อมูลที่ทาหน้าที่ในการแปลคําสั่งไปเป็ นการกระทําต่างๆที่จะกระทํา ํกับข้อมูลนั้นซึ่ งจะช่วยในการเข้าถึงข้อมูลในตําแหน่งที่ตองการ ช่วยในการสร้างความสัมพันธ์กน ้ ัระหว่างข้อมูลส่ วนต่างๆ รวมถึงการควบคุมการใช้งานจากผูใช้ที่มีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลที่ต่างกัน ้หากเป็ นงานที่มีหลายองค์กรหรื อหน่วยงานที่ใช้ฐานข้อมูลร่ วมกัน
  • ข้อดี ที่เกิ ดจากการรวมข้อมูลในฐานข้อมูลโดยมี ระบบจัดการฐานข้อมูลช่ วยในการเข้าถึงข้อมูล ได้แก่ • การจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูล จะทําให้มีการรวมข้อมูลเข้าด้วยกันเป็ น โครงสร้างซึ่งมีความสัมพันธ์กนระหว่างข้อมูลภายในโครงสร้าง ทําให้ง่ายต่อการใช้ ั ข้อมูลง่ายต่อการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ เนื่องจากจะเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกมากขึ้น • การจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลจะมีการกําหนดมาตรฐานที่เกี่ยวกับข้อมูลขึ้น เช่น รู ปแบบของข้อมูลและวิธีการอ้างถึงข้อมูลทําให้ง่ายต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง ระบบ • การจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูล โดยมีระบบบริ หารฐานข้อมูลเป็ นตัวกลางในการ เข้าถึงข้อมูลจะทําให้การจัดเก็บข้อมูลกับการประยุกต์ใช้งานมีความเป็ นอิสระจากกัน เมื่อข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมโครงสร้างข้อมูลหรื อปรับปรุ งวิธีการจัดเก็บ ข้อมูล ก็สามารถใช้โปรแกรมประยุกต์เดิมทํางานได้โดยไม่ตองแก้ไข อาจมีเพิ่ม ้ โปรแกรมบ้างสําหรับงานใหม่ เมื่อย้ายฐานข้อมูลไปเก็บในระบบคอมพิวเตอร์ อื่น ก็จะไม่กระทบกับตัวโปรแกรมประยุกต์เช่นกันเพียงแต่ระบุตาแหน่งที่จดเก็บ ํ ั ฐานข้อมูลในโปรแกรมระบบบริ หารฐานข้อมูลเท่านั้น 3.1 ข้ อดีของการจัดเก็บข้ อมูลในฐานข้ อมูล การประมวลผลโดยใช้ฐานข้อมูลมีขอดีกว่าการประมวลผลโดยแยกข้อมูลกันในแต่ ้ละระบบ โดยสามารถกล่าวถึง ได้ดงนี้ ั 1. ลดความซํ้าซ้อนของข้อมูล (Minimal Redundancy) การจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลช่วยจะลดความซํ้าซ้อนของข้อมูลให้เหลือน้อยลงโดยมีการนําข้อมูลชุดเดียวกันมาเก็บไว้ที่เดียว 2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูล (Consistency of Data) เนื่องจากทุกๆส่ วนขององค์กรใช้ขอมูลชุดเดียวกันที่เก็บไว้ที่เดียวกันและการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูล จะเกิดขึ้นที่เดียวกันจึงไม่ ้เกิดความขัดแย้งของข้อมูล 3. สามารถใช้ขอมูลร่ วมกัน (Sharing of Data) ทุกๆส่ วนขององค์กรสามารถใช้ขอมูล ้ ้ร่ วมกันได้ ทําให้ประหยัดเนื้อที่ในการเก็บข้อมูลและเวลาที่ใช้ในการป้ อนและแก้ไขข้อมูล ซึ่งง่ายต่อการดูแลรักษา และตรวจสอบแก้ไข
  • 3.2 การใช้ ประโยชน์ ฐานข้ อมูล การใช้งานฐานข้อมูลมีประโยชน์นอกจากการประมวลผลทัวไปยังถูกนํามาใช้ใน ่ด้านอื่นๆ ด้วยซึ่งตัวอย่างประเภทงานที่นาฐานข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้แก่ ํ • ระบบประมวลผลข้อมูลที่มีการใช้ขอมูลร่ วมกันจากหลายระบบงานย่อย เป็ น ้ การใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลอย่างเต็มที่ ทั้งการประมวลผลข้อมูล การ เข้าถึงข้อมูล การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล การกําหนดสิ ทธิการใช้งาน สําหรับระบบงานย่อยต่างๆ และผูใช้โปรแกรมแต่ละคน ้ • ระบบประมวลผลขนาดเล็กไปจนถึงใหญ่ซ่ ึงอาจมีเพียงงานเดียวแต่ประกอบด้วย ั รายการข้อมูลหลายชนิดที่ตองมีความสัมพันธ์กนระหว่างข้อมูลต่างๆ ้ เนื่องจากโปรแกรมประมวลผลฐานข้อมูล สามารถช่วยลดงานในการเขียน ั โปรแกรมเพื่อทํางานกับข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กนและการประมวลผลข้อมูลด้วย วิธีการต่างๆผูเ้ ขียนโปรแกรมไม่ตองเขียนรายละเอียดโปรแกรมลงไปถึงการเข้าถึง ้ ข้อมูลเองระบบบริ หารฐานข้อมูลจะช่วยให้เกิดการประมวลผลเบื้องต้นเหล่านั้น ให้ • ระบบงานที่มีผใช้หลายคนซึ่งอาจใช้ขอมูลเหมือนกันหรื อต่างกันซึ่งระบบบริ หาร ู้ ้ ฐานข้อมูลจะจัดการเรื่ องการใช้ขอมูลร่ วมกันในเวลาเดียวกัน ้ • ใช้ในการจัดการบริ หารข้อมูลของโปรแกรมสําเร็ จรู ปประเภทต่างๆ ทั้ง โปรแกรม ด้านประมวลผลข้อมูล โปรแกรมด้านกราฟฟิ ก โปรแกรมที่ใช้ พัฒนาโปรแกรมอื่นๆ การสร้างคําสังช่วยเหลือสําหรับโปรแกรมต่างๆ เป็ นต้น ่ 3.3 Normalization Normalization คือ กระบวนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ relation schema ่ให้อยูในรู ปแบบ "Normal Form" ในลําดับต่างๆ Normal Form (NF) คือ รู ปแบบโครงสร้างของ relation ที่มีคุณสมบัติเฉพาะNF มีหลายระดับ NF ระดับที่สูงกว่า จะมีการจัดโครงสร้างข้อมูลที่ดีกว่า และลดปั ญหาที่อาจเกิดขึ้นใน NF ระดับที่ต่ากว่าได้ ประโยชน์หลักๆของการทํา Normalization คือ การลดความ ํซํ้าซ้อนของข้อมูล และขจัดปั ญหาความผิดปกติของข้อมูลที่เกิ ดจากการเพิ่ม/การลบหรื อแก้ไขข้อมูล ( insertion/ deletion/ update anormalies ) ในการทํา normalization หากมีการเปลี่ยนแปลงrelation schema จะต้องคํานึ งถึง การคงความถูกต้องของข้อมูล คือ ต้องรักษาคุณสมบัติเหล่านี้ ไว้คือ Lossless/nonadditive join property คือ เมื่อมีการแบ่งแยก relation ออกเป็ น relation ย่อย แล้ว
  • ถ้านํามารวมกัน (join) ต้องได้ขอมูลที่ครบถ้วนถูกต้อง เหมือนเดิม และไม่มีขอมูลเกิน Dependency ้ ้preservation property คือ คุณสมบัติการรักษา dependency ที่มีอยูเ่ ดิม ให้คงอยูต่อไปใน Normal ่Form ลําดับที่ 1-3 มีการพิจารณา key ของ Relation และ Functional Dependencies ส่ วน NF ลําดับที่สูงขึ้นไปจะพิจารณา dependency รู ปแบบอื่นๆ เพิมเติม ่ 3.3.1 First Normal Form (1NF) คุณสมบัติของ 1NF คือ ทุก attribute ของ relation เก็บค่าข้อมูลเพียงค่าเดียว นันคือแต่ละ tuple ในทุก attribute จะมีเพียงข้อมูลเดียว เรี ยกว่า atomic หรื อ indivisible value ่ดังนั้น attribute ของ relation ต้องเป็ น simple และ single-valued attributeตัวอย่าง relation ที่เป็ น non-1NF Department DNUMBE DNAME DMGRSSN DLOCATIONS R 5 Research 123425127 BL, SGL, HST 4 Administration 235142242 STF 1 Head Quarter 485935710 HST, BL 6 Production 859013450 STF, JFC ่Relation นี้ ไม่อยูใน 1NF เพราะ Attribute DLOCATIONS ไม่เป็ น atomic เพราะเก็บค่าชื่อเมืองที่ต้ งของ department หนึ่ง ได้มากกว่าหนึ่งค่า ัเทคนิคการทํา Relation ให้เป็ น 1NF มี 3 วิธีการ คือ1. Relation decomposition คือ การแบ่งออกเป็ น relation ย่อย นันคือเอา attribute ที่ไม่เป็ น atomic ่ไปสร้าง relation ใหม่พร้อมด้วย Primary Key ของ relation เดิม เช่น Department แตกออกเป็ นDepartment1 และ Department2 ซึ่งเป็ น 1NF ทั้งสอง relation ดังนี้ Department1 DNUMBE DNAME DMGRSSN R 5 Research 123425127 … … …
  • Department2 DNUMBE DLOCATIONS R 5 BL 5 SGL 5 HST 4 STF … …2. กําหนดค่า maximum ของจํานวนข้อมูลใน attribute ที่ไม่เป็ น atomic แล้วเพิ่มเป็ น attribute ใหม่เช่น สมมติ ใน relation Department แต่ละ department มี location ไม่เกิน 3 ที่ ก็เปลี่ยนเป็ นattribute DLOCATION_1, DLOCATION_2 และDLOCATION_3 แต่ขอเสี ยคือ ทําให้มีหลาย ้tuple ที่มีค่าว่าง (NULL) เกิดขึ้น และ ในบางกรณี ไม่สามารถทราบค่า maximum ของจํานวนattribute ได้ Department_123 DNUMBE DNAME DMGRSSN DLOCATIO DLOCATIO DLOCATIO R NS_1 NS NS 5 Research 123425127 BL SGL HST 4 Administration 235142242 STF NULL NULL 1 Head Quarter 485935710 HST BL NULL 6 Production 859013450 STF JFC NULL3. เก็บข้อมูลของ attribute ที่ไม่เป็ น atomic แยกกันเป็ นแต่ละ tuple ซึ่ง key ของ relation ก็จะถูกเพิ่มด้วย attribute นี้ดวย เช่น ้ Department3 DNUMBE DNAME DMGRSSN DLOCATIONS R 5 Research 123425127 BL 5 Research 123425127 SGL
  • 5 Research 123425127 HST 4 Administration 235142242 STF … … … …ข้อเสี ย คือเกิดข้อมูลที่ซ้ าซ้อนกันมาก (data redundancy) ซึ่งอาจก่อให้เกิดปั ญหา Anomaly ตามมา ํซึ่งมี 3 ลักษณะ คือ1. Insertion Anomaly เช่น ถ้าต้องการเพิ่ม location ใหม่ของ department หมายเลข 4 จําเป็ นต้อง ่ ใส่ DNAME และ DMGRSSN ซึ่งเป็ นข้อมูลที่มีอยูแล้ว และต้องใส่ ขอมูลให้ถูกต้อง สอดคล้อง ้ กับที่มีอยูเ่ ดิม ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดความขัดแย้งกันของข้อมูลได้2. Deletion Anomaly เช่น หากต้องการ ลบ location หนึ่งของ department หนึ่ง ซึ่งเหลือเป็ น tuple สุ ดท้าย ข้อมูล อื่นของ department นั้นก็จะหายไปหมด3. Update Anomaly เช่น หากมีการเปลี่ยนแปลง Manager ของ department หนึ่ ง ก็ตองตามไป ้ แก้ไข ในทุกๆ tuple ที่เป็ น department เดียวกัน หากแก้ไขไม่ครบถ้วน ก็จะเกิดความขัดแย้ง ของข้อมูล 3.3.2 Second Normal Form (2NF) ใน 2NF มีการพิจารณาถึง Functional Dependency ระหว่าง Primary keyกับ attribute อื่นๆ ใน relation นั้น ่ ั Full Functional Dependency คือ FD ที่ ตัว dependent ขึ้นอยูกบทุกattribute ของ determinant ไม่ใช่เพียงบางส่ วน นันคือ FD: X Y เป็ น full FD ก็ต่อเมื่อ ไม่มี Z ่ซึ่เงป็ น subset แท้ของ X ( Z ⊂ X ) ซึ่งมีคุณสมบัติ Z YFD ที่ไม่ใช่ Full FD เรี ยกว่า Partial Functional Dependencyข้อสังเกต หาก X ประกอบด้วย attribute เดียว X Y จะเป็ น Full FD เสมอตัวอย่าง A XYZ full FD B XZ full FD AC XYZ partial FD (เพราะมี A XYZ) XY EF full FD ( หากไม่มี X EF หรื อ Y EF ) Prime attribute คือ attribute ซึ่งเป็ นส่ วนหนึ่งของ P.K Nonprime attribute คือ attribute ซึ่งไม่เป็ นส่ วนหนึ่งของ P.K
  • ่Relation R อยูใน Second Normal Form ถ้า R เป็ น 1NF และ ไม่มี nonprime attribute ใดใน R ที่ มีความสัมพันธ์ แบบ Partial FD กับ Primary Key นันคือ Primary key ต้องมีความสัมพันธ์แบบ Full ่ ่ ัFD กับทุก nonprime attribute หรื อ ไม่มี nonprime attribute ใดที่ข้ ึนอยูกบบางส่ วนของ P.Kตัวอย่าง ORDER1 CustID CustName City ZoneSale ProductID OrderQTY FD FDP.K. ของ ORDER1 คือ { CustID, ProductID }FD ของ ORDER1 คือ FD1: { CustID, ProductID } OrderQTY FD2: CustID { CustName, City, ZoneSale } ่ORDER1 เป็ น 1NF แต่ไม่อยูใน 2NF เพราะ FD2 ทําให้เกิด partial FD จาก P.K. ไปยัง nonprimeattribute ่ การทํา relation ให้อยูใน 2NF ทําได้โดยการแบ่งแยก R ออกเป็ น relation ย่อย ด้วยการนําnonprime attribute ที่มีปัญหาออกไปสร้าง relation ใหม่ พร้อมด้วยส่ วนหนึ่งของ P.K ที่เป็ นตัวกําหนดค่า attribute นั้น โดยใน relation เดิม attribute ส่ วนหนึ่งของ P.K. นั้นก็จะเป็ น Foreign keyที่ช้ ีไปยัง relation ใหม่ ซึ่งมี attribute นั้นเป็ น P.K 3.3.3 Third Normal Form (3NF) ใน 3NF มีการพิจารณาถึง Transitive Dependency ระหว่าง Primary keyกับ attribute อื่นๆ ในrelation นั้น Transitive Dependency FD: X Y เป็ น transitive dependency ถ้า มี Z ซึ่ง X Z และ Z Yตัวอย่าง A XYZ YZ E A E เป็ น transitive dependency
  • ่Relation R อยูใน 3NF ถ้า R เป็ น 2NF และ R ต้องไม่มี transitive dependency ระหว่าง Primary กับnonprime attribute นันคือ ไม่ nonprime attribute ใดที่ข้ ึนกับ nonprime attribute อื่น ( ไม่มี X ่Y โดยที่ มี X Z และ Z Y ซึ่ง X เป็ น P.K. และ Y,Z เป็ น nonprime attribute ทั้งคู่ ) ่ การทํา relation ให้อยูใน 3NF ทําได้โดยการแบ่งแยก R ออกเป็ น relation ย่อย ด้วยการนําnonprime attribute ที่ทาให้เกิด transitive dependency ออกไป สร้าง relation ใหม่ ( Y และ Z ) ซึ่ง ํrelation ใหม่จะมี determinant attribute (Z) เป็ น P.K และ ที่ relation เดิมยังคง Z ไว้เพื่อเป็ นForeign key เช่น หาก relation CUST เกิดมีความสัมพันธ์ระหว่าง City กับ ZoneSale คือ FD3 :City ั ZoneSale นันคือ เมืองๆหนึ่งสัมพันธ์กบค่า ZoneSale เพียงค่าเดียว ทําให้เกิดเป็ น FD ่ ่ระหว่าง nonprime attribute จึงทําให้ relation CUST ไม่อยูใน 3NF ก็ให้แยกออกมาเป็ น CUST2และ CityZone ดังนี้ CUST CustID CustName City ZoneSale FD FD CUST2 CustID CustName City FD CityZone City ZoneSale FD
  • 3.3.4 Fourth Normal Form (4NF) ใน 4NF มีการพิจารณา dependency ลักษณะอื่ น นอกเหนื อจากfunctional dependency นันคือ Multi-valued Dependency (MVD) ่ Multi-valued Dependency มักเกิดจาก multi-valued attributes ที่เป็ น ่อิสระต่อกัน อยูรวมกันใน relation เดียว แล้วในการทํา 1NF ต้องกระจายค่าต่างๆออก จึงต้องมีการเก็บค่าข้อมูล ซํ้าๆ เพื่อยังคง independence ของ attributes เดิมไว้ เช่น EMP คือ relation เก็บข้อมูลชื่อพนักงาน (ENAME) , ชื่อ Project ที่พนักงานทํางานอยู่ (PNAME) และ ชื่อลูก (DNAME) EMP ENAME PNAME DNAME Smith PJX, PJY John, Anna Jen PJZ Jim, Joe 1NF EMP_1 ENAME PNAME DNAME Smith PJX John Smith PJX Anna Smith PJY John Smith PJY Anna Jen PJZ Jim Jen PJZ Jim การทํา 1NF normalization ต้องกระจาย multi-valued attribute ทุกค่าออกมาอยูใน tuple แยกกัน เนื่องจาก PNAME กับ DNAME เป็ นอิสระต่อกัน จึงต้องจับคู่ ค่าข้อมูลทั้งสอง ่attribute ให้ครบทุกกรณี (ทํา combination )
  • 3.3.5 Fifth Normal Form (5NF) – Project – Join Normal ใน 5NF มีการพิจารณาถึง Dependency ที่เรี ยกว่า Join Dependency ซึ่งเป็ นการตรวจสอบว่า การแยก relation ออกเป็ น relation ย่อย เมื่อนํามารวมกัน ด้วยวิธีการ join นั้นได้ relation กลับมาเหมือนเดิมทุกประการหรื อไม่ Join Operation หรื อ Natural Join ถ้ามี R1(X,Y) และ R2(Y,Z) *(R1,R2) หรื อ R1 JOIN R2 = R3(X, Y, Z) โดยที่ t(x, y, z) อยูใน R3 ก็ต่อเมื่อ มี t1(x,y) อยูใน R1 ่ ่ ่และ t2(y,z) อยูใน R2เช่น R1 A B C A1 B1 C1 A1 B2 C1 A2 B2 C2 R2 D C E D0 C1 E1 D1 C1 E2 D6 C3 E3 R2 A B C D E A1 B1 C1 D0 E1 A1 B2 C1 D0 E1 A1 B1 C1 D1 E2 A1 B2 C1 D1 E2
  • Join Dependency (JD) ในการแยก relation ออกเป็ นส่ วนย่อย (decomposition หรื อ projection คือการเลือกบางส่ วน) R1, R2, R3, …, Rn R1, R2, R3, …, Rn มีคุณสมบัติ Join Dependency ก็ต่อเมื่อ R1 JOIN R2 JOIN R3 … JOIN Rn = R นันคือเมื่อเอา relation ย่อยมารวมกัน ก็ตอง ่ ้ได้ relation ดั้งเดิม ที่ใม่มีขอมูลสู ญหาย ( nonlossl ) และไม่มี tuple ที่เกินมา ที่เรี ยกว่า Spurious ้tuple ่ ่ นิยาม 5NF " relation R อยูใน 5NF ถ้า R อยูใน 4NF และ การแบ่งแยกrelation R มีคุณสมบัติ Join Dependency " ในทางปฏิบติ relation ที่ตอง normalize จนถึง 4NF และ ั ้5NF มักไม่พบพบมากนัก เพราะมีรูปแบบที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง โดยปกติ อย่างน้อย relation ที่ดีควรจะทําการ normalize BNCF 3.4 Data Flow Diagram แผนภาพกระแสข้อ มู ล ประกอบด้ว ยสั ญ ลัก ษณ์ ต่ า งๆ ที่ แ ทนองค์ป ระกอบของระบบซึ่ งส่ ว นใหญ่ จ ะใช้ สั ญ ลัก ษณ์ 4 แบบ แทนองค์ ป ระกอบ 4 อย่ า งของระบบ คื อกระบวนการหรื อการประมวลผล (Process) แฟ้ มข้อมูลหรื อที่เก็บข้อมูล (Data store) กระแสข้อมูล(Data flow) และหน่ วยงานภายนอก (External entity) สัญลักษณ์ที่ใช้แทนองค์ประกอบต่างๆเหล่ านี้ จะแตกต่ างกันออกไปแล้วแต่ ผูเ้ ขี ยนแต่ละคน แต่ ในที่ น้ ี จะใช้สัญลักษณ์ ที่เดอมาโครได้แนะนําไว้ 3.4.1) กระบวนการหรื อการประมวลผล (Process) เป็ นองค์ประกอบที่แสดงการทํางานของระบบ แต่ละกระบวนการมีขอมูลเข้า 1 ตัว หรื อหลายตัวก็ได้ และประมวลผลได้ ้เป็ นผลลัพธ์ 1 ตัว หรื อหลายตัวก็ได้เช่นกัน 3.4.2) แฟ้ มข้อมูลหรื อที่เก็บข้อมูล (Data store) เป็ นที่เก็บข้อมูลที่ใช้ในระบบโดยกระบวนการสามารถจะเก็บข้อมูลในที่ เก็บข้อมูล หรื อนําข้อมูลออกจากที่เก็บข้อมูลได้ในแผนภาพกระแสข้อมูล ที่เก็บข้อมูลจะแทนด้วยเส้นตรง และที่เก็บข้อมูลแต่ละที่มีชื่อเดียวเท่านั้น 3.4.3) หน่วยงานภายนอก ( External entity ) หมายถึง หน่วยงานที่อยูนอกระบบ ่และส่ งข้อมูลเข้ามาในระบบ หรื อรับข้อมูลที่ได้จากการทํางานของระบบ และเป็ นหน่ วยงานที่นก ัออกแบบระบบไม่ได้เข้าไปควบคุมการทํางาน อาจจะเป็ นกลุ่มของลูกค้า หรื อหน่ วยงานอื่น ๆ ที่ ่ ัติดต่ออยูกบระบบ หน่ วยงานภายนอกจะแทนด้วยสี่ เหลี่ยม หน่วยงานภายนอกที่รับข้อมูลที่ได้จากการทํางานของระบบ เรี ยกว่า ( Source ) และหน่วยงานภายนอกที่ได้รับข้อมูลที่ได้จากการทํางานของระบบ เรี ยกว่า ปลายทาง ( Sink หรื อ Destination )
  • 3.4.4 ) กระแสข้อมูล ( Data flow ) หมายถึง กลุ่มของข้อมูลในระบบจะแสดงด้วย ่เส้นตรงที่อยูระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบและทิศทางการส่ งผ่านข้อมูลในระบบจะแสดงด้วยหัวลูกศร เส้นตรงที่แทนกระแสข้อมูลจะมีช่ื อของข้อมูลที่ส่งผ่านไป กระแสข้อมูลในระบบสามารถเกิดขึ้นได้ในลักษณะดังต่อไปนี้ คือ ระหว่างกระบวนการ 2 กระบวนการ จากที่เก็บข้อมูลไปยังกระบวนการ จากกระบวนการไปยังที่เก็บข้อมูล จากหน่ วยงานภายนอกที่เป็ นแหล่งกําเนิ ดข อ ง ข้ อ มู ล ไ ป ยั ง ก ร ะ บ ว น ก า ร แ ล ะ จ า ก ก ร ะ บ ว น ก า ร ไ ป ยั ง ห น่ ว ย ง า น ภ า ย น อ กที่เป็ นปลายทาง สัญลักษณ์ ความหมาย กระแสข้อมูล (Data flow) หรื อเส้นทางไหลของข้อมูล หน่ วยงานภายนอก (External entity)หรื อหน่ วยงานที่อยู่นอก ระบบ และส่ งข้อมูลเข้ามาในระบบ และรับข้อมูล จากระบบ โปรเซส (Process) หรื อหน่ วยประมวลผล เป็ นองค์ประกอบที่ แสดงการทํางานของระบบ แฟ้ มข้อมูล (Data store) หรื อที่เก็บข้อมูล ภาพที่ 2.9 สัญลักษณ์ของ Data Flow Diagram แสดงการเขียนภาพข้อมูลที่ผดกฎ และแสดงการเขียนภาพข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งจะ ิสังเกตเห็ น ว่าการเขี ยนแผนภาพข้อมู ลที่ ถูก ต้อง ด้านใดด้านหนึ่ งของกระแสข้อมูลจะต้องเป็ นกระบวนการเสมอ กล่าวคือ กระแสข้อมูลจะต้องเชื่อมระหว่างองค์ประกอบที่เป็ นกระบวนการกับองค์ประกอบอื่นๆ เสมอ รวมทั้งระหว่างกระบวนการ 2 กระบวนการด้วย
  • (ก) แผนภาพกระแสข้อมูลที่ผดกฎ ิ (ข) แผนภาพกระแสข้อมูลที่ถูกต้อง ภาพที่ 2.10 การเขียนแผนภาพที่ถูกกฎและผิดกฎ 3.5 Entity – Relation Model ในการออกแบบสารสนเทศ จะต้ อ งอาศั ย แบบจํ า ลองของข้ อ มู ล เพื่ อนําเสนอรายละเอียดต่างๆ ที่ เกี่ ยวข้องกับข้อมูลที่ออกแบบ เนื่ องจากแบบจําลองของข้อมูลจะมีรู ป แบบในการนํา เสนอรายละเอี ย ดต่ า งๆ ที่ เ กี่ ย วข้อ งกับ ฐานข้อ มู ล ที่ เ ป็ นมาตรฐาน จึ ง ทํา ให้สามารถนําเสนอต่อผูใช้ในแต่ละระดับที่มีมุมมองแตกต่างกันได้เป็ นอย่างดี สําหรับแบบจําลองที่ ้นิยมใช้ ได้แก่ Entity - Relationship Model คําศัพท์พ้ืนฐานที่เกี่ยวข้องมีดงต่อไปนี้ ั 1. เอนทิต้ ี (Entity) หมายถึง ชื่อของสิ่ งใดสิ่ งหนึ่ง เช่น คน สถานที่ 2. แอททริ บิวต์ (Attiribute) หมายถึง รายละเอียดของข้อมูลในเอนทิต้ ีหนึ่ง 3. ความสัมพันธ์ (Relationship) หมายถึง คํากริ ยาที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิต้ ี 4. ความสัมพันธ์ระหว่างสองแอนทิต้ ี (Cardinality ratio) แบ่งออกได้เป็ น 3ประเภทคือ 4.1) ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One – to – One Relationship) ัความสัมพันธ์ของข้อมูลของเอนทิต้ ีหนึ่ งว่ามีความสัมพันธ์กบข้อมูลอย่างมากหนึ่ งข้อมูลกับอีกเอนทิต้ ีหนึ่งในลักษณะที่เป็ นหนึ่งต่อหนึ่ง
  • 4.2) ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม (One – to – Many Relationship) ัเป็ นการแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลของเอนทิต้ ีหนึ่งว่ามีความสัมพันธ์กบข้อมูลหลายข้อมูลกับอีกเอนทิต้ ีหนึ่ง 4.3) ความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม (Many – to – Many Relationship)เป็ นการแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลของเอนทิต้ ีในลักษณะแบบกลุ่มต่อกลุ่ม 3.5.1 โมเดลเชิงสัมพันธ์ คําศัพท์พ้ืนฐานเกี่ยวกับโมเดลความสัมพันธ์ รี เลชัน (Relations) โมเดลเชิงสัมพันธ์น้ ีจะมีการเก็บข้อมูลในรู ปแบบของ ่ตาราง (Table) ซึ่ งสามารถเรี ยกอี กอย่างหนึ่ งว่า รี เลชัน แถวแต่ละแถวในตารางจะมีความหมาย ่เหมือนกับระเบียน และคอลัมน์ แต่ละคอลัมน์ของตารางก็จะมีความหมายเหมื อนกับเขตข้อมูลในระบบการประมวลผลแฟ้ มข้อมูล คอลัมน์ในรี เลชันจะสามารถเรี ยกอีกอย่างหนึ่งว่า แอททริ บิวต์ ่(Attribute) ของรี เลชัน สําหรับแถวของรี เลชันจะเรี ยกได้อีกอย่างว่า ทัพเพิล (Tuple) ่ ่ โดเมน (Domain) กลุ่ ม ของข้อ มู ล ทั้ง หมดที่ เ ป็ นไปได้ข องแอททริ บิ ว ต์หนึ่ งๆ จะเรี ยกว่าโดเมนของแอททริ บิวต์น้ ัน โดเมนสองโดเมนจะเป็ นโดเมนเดี ยวกันถ้าสองโดเมนนั้นมีความหมายเหมือนกัน คําว่าง (Null values) ถ้ามีแอททริ บิวต์ใดไม่มีค่าข้อมูลเก็บอยู่ จะเรี ยกว่าแอททริ บิวต์ นั้นมีค่าว่างเก็บอยู่ แต่ค่าว่างนี้ ไม่ใช่ช่องว่าง (Blank) หรื อเลข 0 เป็ นเพียงการรู ้หรื อยังไม่พร้อมที่จะใส่ ขอมูลอะไรลงไปในแอททริ บิวต์น้ น ซึ่งในตอนหลังอาจจะกลับมาใส่ ใหม่กได้ ้ ั ็ คียหลัก (Primary Key) ถ้ามีแอททริ บิวต์หรื อกลุ่มของแอททริ บิวต์ใดที่ ์มีขอมูลไม่ซ้ ากันเลย (Uniqueness) และแอททริ บิวต์น้ นสามารถใช้เจาะจงถึงแถวของคนงานคนใด ้ ํ ัคนหนึ่งได้จะเรี ยกแอททริ บิวต์น้ นว่า คียหลัก คุณสมบัติของคียหลัก ั ์ ์ 1) ข้อ มู ล แอททริ บิ ว ต์ ที่ มี ค วามหมายเป็ นหนึ่ งเดี ย ว(Uniqueness) กล่าวคือ ทุกๆ แถวของตารางจะต้องไม่มีขอมูลของแอททริ บิวต์ที่เป็ นคียหลักซํ้า ้ ์กันเลย 2) ต้องประกอบไปด้วยจํานวนแอททริ บิวต์ที่นอยที่สุด ที่ ้จะสามารถใช้เจาะจง หรื ออ้างอิงถึงแถวใดแถวหนึ่งในรี เลชันได้ ่ คียรวม (Composite key) คือ คียหลักที่ประกอบไปด้วยแอททริ บิวต์ ์ ์มากกว่าหนึ่งแอททริ บิวต์ คียคู่แข่ง (Candidates key) คือ แอททริ บิวต์ที่มีคุณสมบัติที่สามารถเลือก ์ขึ้นมา เป็ นคียหลักได้ ์
  • คียนอก ( Foreign key) คือ เป็ นคียที่ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ์ ์รี เลชัน คุณลักษณะของคียนอกจะมีดงต่อไปนี้ ่ ์ ั 1) เป็ นแอททริ บิวต์หรื อกลุ่มของแอททริ บิวต์ที่อยูในรี่เลชันหนึ่ งๆ ที่ ค่าของแอททริ บิวต์น้ ันไปเป็ นปรากฏเป็ นคียหลักในอีรีเลชั้นหนึ่ ง (หรื ออาจเป็ น ่ ์รี เลชันเดิมก็ได้) ่ 2) คียนอกเปรี ยบเสมือนกาวที่เชื่อข้อมูลในรี เลชันหนึ่ งกับ ์ ่อีกรี เลชันหนึ่งซึ่งเป็ นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรี เลชัน ่ ่ 3) คียนอก และคียหลักของอีกรี เลชันที่มีความสัมพันธ์กน ์ ์ ่ ั ่จะต้องอยูภายใต้โดเมนเดียวกัน และคียนอกไม่จาเป็ นต้องมีชื่อเหมือนกับคียหลักของอีกรี เลชันที่มี ์ ํ ์ ่ความสัมพันธ์กน ั 4) รี เลชันหนึ่ ง ๆ อาจจะมีคียนอกอยูหรื อไม่มีก็ได้แต่ทุก ๆ ่ ์ ่รี เลชันจะต้องมีคียหลักเสมอ ่ ์ กฎควบคุมความคงสภาพของข้อมูล (Integrity constraint) 1) กฎความคงสภาพของเอนทิต้ ี (Entity integrity rule) เป็ นกฎที่ ่กล่าวไว้วา จะต้องไม่มีแอททริ บิวต์ใดที่ประกอบขึ้นเป็ นคียหลักของรี เลชันข้อมูลเป็ นว่าง หรื อกล่าว ์ ่อีกนัย หนึ่งคือ ข้อมูลของคียหลักจะต้องไม่เป็ นคําว่าง (Null value) ์ 2) กฎความคงสภาพของการอ้างอิง (Referential integrity rule) เป็ นกฎที่กล่าวไว้ว่า ถ้ารี เลชันใดที่มีแอททริ บิวต์ที่เป็ นคียนอกอยู่ ข้อมูลที่เป็ นคียนอกนั้นจะต้องเป็ น ่ ์ ์ข้อมูลที่มีอยูในคียหลักของรี เลชัน หรื อถ้าไม่มีขอมูลที่เป็ นคียนอกนั้นจะต้องมีค่าเป็ นค่าว่าง ่ ์ ่ ้ ์ ฟังก์ชนการขึ้นต่อกัน (Functional dependencies) ั่ เป็ นกฎเกณฑ์อนหนึ่ งที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนอร์มลไลซ์ โดยจะเป็ น ั ัการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลของแอททริ บิวต์สองแอททริ บิวต์ใดๆ ในรี เลชันหนึ่ง ว่ามี ่ ัความสัมพันธ์กนหรื อไม่อย่างไร
  • 3.6 พจนานุกรมข้ อมูล ( Data Dictionary ) เป็ นองค์ประกอบทางซอฟต์แวร์ ทําหน้าที่รายละเอียดที่เกี่ ยวกับข้อมูลภายในฐานข้อ มู ล เช่ น โครงสร้ า งของแต่ ล ะตาราง ใครเป็ นผูส ร้ า ง สร้ า งเมื่ อ ใด และแต่ ล ะตาราง ้ประกอบด้วยเขตข้อมูลอะไรบ้าง คุณลักษณะของแต่ละเขตข้อมูลเป็ นอย่างไร มีการเรี ยกใช้อยู่ใน ัโปรแกรมประยุกต์อย่างไรบ้าง และมีตารางใดที่มีความสัมพันธ์กนบ้าง มีเขตข้อมูลใดเป็ นคียบาง ์ ้ดังรู ปที่ 2.11 ชื่อข้อมูล Allias : Definition : Type : Relationship : ภาพที่ 2.11 แสดงรู ปของ Data dictionary
  • 3.4 ฐานข้ อมูลเชิงสั มพันธ์ ( Relational Database ) ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database) เป็ นรู ปแบบฐานข้อมูล(Database Mdel)ที่นิยมในปั จจุบน กล่าวคือจะมีการจัดเก็บข้อมูลไว้ในรู ปแบบตาราง 2 มิติ โดยข้อมูลที่รวบรวมเก็บ ัไว้ในตารางนั้นได้ถูกสร้ างความสัมพันธ์กันไปยังตารางอื่ นๆ ในรู ปแบบแถวข้อมูล กล่าวโดยกระชับ ก็คือฐานข้อมูลแบบตารางความสัมพันธ์ โดยมีโปรแกรมที่ทาหน้าที่จดการฐานข้อมูลแบบ ํ ันี้เรี ยกว่า Relational Database Management System หรื อ RDBMS ซึ่ งเป็ นโปรแกรมหรื อซอฟแวร์ที่ช่วยในการจัดการฐานข้อมูลทั้งหมด เช่ น การสร้ าง การบํารุ งรักษาฐานข้อมูล และโครงสร้ างภายในข้อมูล รวมถึงการควบคุมเกี่ยวกับความปลอดภัย เช่น การเพิ่ม ลบ user รวมถึงกําหนดสิ ทธิในการเข้าใช้งานตารางข้อมูลต่างๆ เช่น MS Access, MS SQL Server, Oracle, MySQL เป็ นต้น SQL (Structured Query Language) คือภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้จดการกับฐานข้อมูล ที่ ันิ ยมมากที่สุดภาษาหนึ่ ง โดยเฉพาะกับฐานข้อมูลเชิ งสัมพันธ์ ใช้สอบถามข้อมูล(Query) จากฐานข้อมูล รวมถึงจัดการข้อมูลต่างๆ ซึ่งประเภทคําสั่ง SQL จะแบ่งเป็ น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคําสั่งที่ใช้ในการสร้าง ลบ แก้ไข โครงสร้างข้อมูล เราเรี ยกคําสั่งประเภทนี้ ว่า DDL หรื อ Data DefinitionLanguage และอีกกลุ่มหนึ่งคือ คําสังที่ใช้ในการสอบถาม จัดการข้อมูลที่อยูในตาราง เช่น การเพิ่ม ่ ่ ่ลบ แก้ไข เราเรี ยกคําสังประเภทนี้วา DML หรื อ Data Manipulation Language ่ ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational database) คือ การรวบรวมรี เลชันต่างๆหรื อตาราง ่ต่างๆที่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันเข้าไว้ดวยกันในโครงสร้างที่เหมาะสมด้วยวิธีที่เรี ยกว่า “ การ ้นอร์ มลไลเซชัน ” (Normalization) มาใช้ออกแบบที่คิดค้นโดย Dr. E. Codd ในช่วงปี ค.ศ.1968 ั ่ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์เป็ นรู ปแบบฐานข้อมูลที่เข้าใจง่ายสําหรับผูใช้เนื่องจากไม่ซบซ้อนรวมถึงเป็ น ้ ัรู ปแบบฐานข้อมูลที่มีระบบของการจัดการฐานข้อมูลสนับสนุ นในการจัดการฐานข้อมูลมากมายเช่น DB2 ORACLE และINFORMIXประกอบกับความสามารถของฮาร์ ดแวร์ที่เพิ่มขึ้นมากในปั จจุบน ทําให้การจัดการฐานข้อมูลเชิ งสัมพันธ์สามารถตอบสนองความต้องการของผูใช้ในการ ั ้จัดการฐานข้อมูลของระบบได้อย่างมีประสิ ทธิภาพ ธ ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์จะเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กนในลักษณะตาราง 2 มิติ ที่ประกอบด้วยกลุ่มของเรคคอร์ ดโดยเรคคอร์ดจะแสดง ัในรู ปแบบแถวและคอลัมน์ซ่ ึ งจําเป็ นต้องมีการกําหนดคอลัมน์หรื อกลุ่มของคอลัมน์เพื่อใช้ในการ
  • ระบุ แ ถวต่ า งๆเพื่ อทํา ให้แ ต่ ละแถวมี ค วามแตกต่ า งกัน หรื อมี ค วามเป็ นเอกลัก ษณ์ (UniquenessProperty) ซึ่งเรี ยกว่า คีย ์ (Key)• Superkey คือ แอตตริ บิวต์หรื อกลุ่มของแอตตริ บิวต์ที่บ่งบอกถึงความเป็ นเอกลักษณ์(Uniquely) ของแต่ละทูเพิลในรี เลชันนั้นๆ ่• Candidate key คือ คียคู่แข่งก็คือ Superkey โดยจะไม่มีสบเซต (subset) ของคียใดในคียคูแข่งที่ ์ ั ์ ์่ สามารถกําหนดเป็ น superkey ได้อีก• Primary key (PK) คือ คียคู่แข่งแต่เป็ นคียคู่แข่งที่ผานการคัดเลือกเพื่อให้เป็ นคียหลักและใช้ใน ์ ์ ่ ์ การ อ้างอิงความเป็ นเอกลักษณ์ของรี เลชันนั้น ่• Alternate key คือ คียสารอง ซึ่งก็คือคียคู่แข่งที่ไม่ได้ถูกคัดเลือกเนื่องจากไม่เป็ นเอกลักษณ์ ์ ํ ์• Foreign key (FK) คือ คียนอกประกอบด้วยแอตตริ บิวต์หรื อกลุ่มของแอตตริ บิวต์ในรี เลชันหนึ่งที่ ์ ่มี คุณสมบัติเป็ นคียหลักและไปปรากฏในอีกรี เลชันหนึ่งเป็ นคียที่มีความสําคัญ ์ ่ ์มากเพราะเป็ นคียที่ใช้ในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างรี เลชัน ์ ่4. เทคโนโลยีทนํามาใช้ ในการพัฒนาระบบ ี่ 4.1 ภาษา PHP 4.1.1 ประวัติภาษา PHP ในช่ ว งแรกภาษาที่ นิย มใช้ในการทํางานบนระบบ Network คือ HTML ่(Hypertext Markup Lanuage) แต่วาภาษา HTML เป็ น Static Language แล้ว Static Language นี่ มันคือ Static Language ก็คือ ภาษาที่ใช้สร้างข้อมูลประเภทตัวอักษร ภาพ หรื อ Object อื่นๆ ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยตัวของมันเอง หรื อเรี ยกง่ายๆ ว่าข้อมูลที่คงที่นนเอง ทําให้ไม่ยดหยุน ่ั ื ่ต่อมา ความต้องการของมนุษย์ ไม่มีวนเพียงพอ จึงได้มีการพัฒนา ภาษาที่เป็ น Dynamic Lanuage ัขึ้นมา Dynamic Lanuage คือ ภาษาที่มีขอมูลถูกเปลี่ยนแปลง Auto ตามเงื่อนไขต่างๆ ที่ผเู ้ ขียน ้กําหนดไว้ แล้วมันเป็ นอย่างไรหละ ก็ มันมี การ ประกาศ ตัวแปรได้ ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยนแปลงตามตัวแปร เป็ นที่มาของ ภาษา PHP CGI ASP เป็ นต้น โดยเฉพาะ ภาษาประเภทScripts ที่สามารถติดต่อกับผูใช้ได้ และ หนึ่ งในภาษาเหล่านั้นก็คือ PHP ซึ่งเป็ นภาษาที่ไดรับความ ้นิยมอย่างมากในปั จจุบน ถูกสร้างขึ้น เมือ ปี 1994 ก่อน Windows 95 ปี เดียวเอง โดยนาย Rasmus ัLerdorf PHP เป็ นภาษาจําพวก scripting language คําสั่งต่างๆจะเก็บอยู่ในไฟล์ที่เรี ยกว่าสคริ ปต์ (script) และเวลาใช้งานต้องอาศัยตัวแปลชุดคําสั่ง ตัวอย่างของภาษาสคริ ปก็เช่น
  • JavaScript, Perl เป็ นต้น ลักษณะของ PHP ที่แตกต่างจากภาษาสคริ ปต์แบบอื่นๆ คือ PHP ได้รับการพัฒนาและออกแบบมา เพื่อใช้งานในการสร้างเอกสารแบบ HTML โดยสามารถ สอดแทรกหรื อแก้ไขเนื้อหาได้โดยอัตโนมัติ ดังนั้นจึงกล่าวว่า PHP เป็ นภาษาที่เรี ยกว่า server-side หรื อ HTML-embedded scripting language เป็ นเครื่ องมือที่สาคัญชนิ ดหนึ่ง ที่ช่วยให้เราสามารถสร้างเอกสาร ํแบบ Dynamic HTML ได้อย่างมีประสิ ทธิภาพและมีลูกเล่นมากขึ้น ถ้าใครรู ้จก Server Side Include (SSI) ก็จะสามารถเข้าใจการทํางานของ PHP ัได้ไม่ยาก สมมุติว่า เราต้องการจะแสดงวันเวลาปั จจุบนที่ผเู ้ ข้ามาเยียมชมเว็บไซด์ในขณะนั้น ใน ั ่ตําแหน่ง ใดตําแหน่งหนึ่งภายในเอกสาร HTML ที่เราต้องการ อาจจะใช้คาสังในรู ปแบบนี้ เช่น <!-- ํ ่#exec cgi="date.pl"--> ไว้ในเอกสาร HTML เมื่อ SSI ของ web server มาพบคําสังนี้ ก็จะกระทํา ่คําสั่ง date.pl ซึ่ งในกรณี น้ ี เป็ นสคริ ปต์ที่เขียนด้วยภาษา perl สําหรับอ่านเวลาจากเครื่ อง ่คอมพิวเตอร์ แล้วใส่ คาเวลาเป็ นเอาพุท (output) และแทนที่คาสังดังกล่าว ลงในเอกสาร HTML โดย ํ ่อัตโนมัติ ก่อนที่จะส่ งไปยังผูอ่านอีกทีหนึ่ง ้ อาจจะกล่าวได้ว่า PHP ได้รับการพัฒนาขึ้นมา เพื่อแทนที่ SSI รู ปแบบเดิมๆโดยให้มีความสามารถ และมีส่วนเชื่อมต่อกับเครื่ องมือชนิ ดอื่นมากขึ้น เช่น ติดต่อกับคลังข้อมูลหรื อ database เป็ นต้น PHP ได้รับการเผยแพร่ เป็ นครั้งแรกในปี ค.ศ.1994 จากนั้นก็มีการพัฒนาต่อมาตามลําดับ เป็ นเวอร์ ชน 1 ในปี 1995 เวอร์ชน 2 (ตอนนั้ นใช้ชื่อว่า PHP/FI) ในช่วงระหว่าง 1995- ั่ ่ั1997 และเวอร์ชน 3 ช่วง 1997 ถึง 1999 จนถึงเวอร์ชน 4 ในปั จจุบน ั่ ั่ ั PHP เป็ นผลงานที่เติบโตมาจากกลุ่มของนักพัฒนาในเชิงเปิ ดเผยรหัสต้นฉบับหรื อ OpenSource ดังนั้น PHP จึงมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ ว และแพร่ หลายโดยเฉพาะอย่างยิงเมื่อ ่ใช้ร่วมกับ Apache Webserver ระบบปฏิบติอย่างเช่น Linux หรื อ FreeBSD เป็ นต้น ในปัจจุบน PHP ั ัสามารถใช้ร่วมกับ Web Server หลายๆตัวบนระบบปฏิบติการอย่างเช่น Windows 95/98/NT ั 4.1.2 รายชื่อนักพัฒนาภาษา PHP ที่เป็ นแกนหลักสําคัญในปัจจุบน มีดงนี้ ั ั Zeev Suraski, Israel Andi Gutmans, Israel Shane Caraveo, Florida USA StigBakken, Norway Andrey Zmievski, Nebraska USA Sascha Schumann, Dortmund, GermanyThies C. Arntzen, Hamburg, Germany Jim Winstead, Los Angeles, USA Rasmus Lerdorf, NorthCarolina, USA เนื่องจากว่า PHP ไม่ได้เป็ นส่ วนหนึ่งของตัว Web Server ดังนั้นถ้าจะใช้ PHPก็จะต้องดูก่อนว่า Web server นั้นสามารถใช้สคริ ปต์ PHP ได้หรื อไม่ ยกตัวอย่างเช่น PHP สามารถ ัใช้ได้กบ Apache WebServer และ Personal Web Server (PWP) สําหรับระบบปฏิบติการ Windows ั
  • 95/98/NT ในกรณี ของ Apache เราสามารถใช้ PHP ได้สองรู ปแบบคือ ในลักษณะของ CGI และApache Module ความแตกต่างอยูตรงที่ว่า ถ้าใช้ PHP เป็ นแบบโมดูล PHP จะเป็ นส่ วนหนึ่งของ ่Apache หรื อเป็ นส่ วนขยายในการทํางานนันเอง ซึ่งจะทํางานได้เร็ วกว่าแบบที่เป็ น CGI เพราะว่า ถ้า ่เป็ น CGI แล้ว ตัวแปลชุดคําสังของ PHP ถือว่าเป็ นแค่โปรแกรมภายนอก ซึ่ ง Apache จะต้องเรี ยก ่ขึ้นมาทํางานทุกครั้ง ที่ตองการใช้ PHP ดังนั้น ถ้ามองในเรื่ องของประสิ ทธิ ภาพในการทํางาน การ ้ใช้ PHP แบบที่เป็ นโมดูลหนึ่งของ Apache จะทํางานได้มีประสิ ทธิภาพมากกว่า ต่อไปนี้เราจะมาทําความรู ้จกกับภาษา PHP และทําความเข้าใจการทํางาน รวมถึงคําสั่งพื้นฐานต่างๆ ที่ใช้ในการเขียน ัสคริ ปต์ในภาษา PHP 4.1.3 การสอดแทรกคําสังภาษา PHP ใน HTML ่ ่ ่ เพื่อเป็ นการบ่งบอกให้รู้วา ส่ วนใดเป็ นคําสัง PHP ที่อยูภายในเอกสาร HTML ่จึงได้มีการกําหนดสัญลักษณ์ไว้ดงนี้ ซึ่งสามารถทําได้หลายรู ปแบบ เช่น ั TAG STLY <? ... ?> (SGML style) <?php ... ?> (XML style) <script language="php"> ... </script> (JavaScript style) <% ... %> (ASP style)ที่นิยมก็คือแบบแรก โดยเริ่ มต้นด้วย <? และจบด้วย ?> และตรงกลางจะเป็ นคําสั่งในภาษา PHP เราสามารถวางคําสั่ง PHP ไว้ภายในเอกสาร HTML ตามที่ตองการได้ อาจจะสลับกับ Tag ของภาษา ้HTML ก็ได้ ตัวอย่าง <HTML> <HEAD><TITLE> Homepage ฉันเอง </TITLE></HEAD> <BODY BGCOLOR=#FFFFFF> <H1><? echo "สวัสดี พ่อ แม่ พี่นอง "; ?></H1> ้ Your web browser is <? echo $HTTP_USER_AGENT; ?>. </BODY> </HTML>
  • คําสั่งแรกที่ง่ายที่สุดสําหรับการเรี ยนรู ้ ก็คือคําสั่ง echo แล้วตามด้วยข้อความหรื อสตริ ง (string)ข้อความในภาษา PHP จะเริ่ มต้นและจบด้วย double quote (") เหมือนในภาษาซี ตัวอย่าง <? echo "สวัสดี พ่อ แม่ พี่นอง"; ้ ?>คําสั่งแต่ละคําสังในภาษา PHP จะจบท้ายคําสั่งด้วย semicolon (;) เหมือนในภาษาซี ซึ่งคําสั่งหรื อ ่ฟังก์ชนในภาษา PHP นั้นจะเขียนด้วยตัวพิมพ์เล็กหรื อใหญ่ ก็ได้ (case-insensitive) ั 4.1.4 ตัวแปรในภาษา PHP สําหรับการเขียนโปรแกรมสําหรับภาษาคอมพิวเตอร์ ระดับสู ง สิ่ งที่จะขาดเสี ยมิได้คือ การกําหนดและใช้ตวแปร (variable) ตัวแปรในภาษา PHP จะเหมือนกับในภาษา Perl ัคือเริ่ มต้นด้วยเครื่ องหมาย dollar ($) โดยเราไม่จาเป็ นต้องกําหนดแบบของข้อมูล (data type) อย่าง ํเจาะจงเหมือนในภาษาซี เพราะว่า ตัวแปลภาษาจะจําแนกเองโดยอัตโนมัติว่า ตัวแปรดังกล่าว ใช้ข้อมูลแบบใด ในช่วงเวลานั้นๆ เช่น ข้อความ จํานวนเต็ม จํานวนที่มีเลขจุดทศนิยมตรรก เป็ นต้น ตัวอย่าง $datastring = "สวัสดี พ่อ แม่ พี่นอง"; ้ $datainteger = 1024; $datafloat = 0.707;ถ้าเราต้องการจะแสดงค่าของตัวแปร ก็อาจจะใช้คาสัง echo ได้ ํ ่ ตัวอย่าง echo "$datastringn"; echo "$dataintegern"; echo "$datafloatn";
  • สัญลักษณ์ n หมายถึงการขึ้นบรรทัดใหม่ เป็ น escape character ตัวหนึ่ ง (สําหรับตัวอื่นๆ โปรดดูในตาราง) เมื่อพิมพ์ขอความเป็ นเอาพุต และโปรดสังเกตว่า สําหรับการใช้งานภายในเอกสาร ้HTML การขึ้นบรรทัดใหม่โดยใช้ n จะแตกต่างจากการขึ้นบรรทัดโดยใช้ <BR> ใน HTML ตัวอย่าง <? $datastring = "สวัสดี พ่อ แม่ พี่นอ"; ้ $datainteger = 1024; $datafloat = 0.707;echo "$datastringn"; echo "$dataintegern"; echo "$datafloatn"; ?> Escaped characters n newline r carriage t horizontal tab backslash $ dollar sign " double-quote %% percentตัวแปรตัวหนึ่ง อาจจะมีขอมูลหลายแบบในช่วงเวลาที่ต่างกัน แต่การจะใช้งานบ้างครั้งจะต้องดูดวย ้ ้ ัว่า เมื่อไหร่ จะใช้เป็ นตัวเลขเท่านั้น และไม่ใช้กบข้อความเป็ นต้น ตัวอย่าง <? $x = 12; $y = $x + 17.5; echo "$x, $y n";
  • $x = "abc"; echo "$x n"; $z = $x + 19.5; echo "$x, $z n"; echo ("1024.5" - 14); echo (0xef + 007); ?>ในกรณี น้ ี เรากําหนดในตอนแรกว่า $x ให้เก็บค่า 12 ซึ่งเป็ นจํานวนเต็ม ถ้าเรานํามาบวกกับ 17.5 ผลที่ได้ก็จะเป็ น 29.5 ซึ่ งกลายเป็ นเลขทศนิ ยม แล้วเก็บไว้ในตัวแปร $y ต่อมากําหนดให้ตวแปร $x ัเก็บสตริ งที่เก็บข้อความ "abc" ถ้าเรานํามาบวกกับ 19.5 กรณี น้ ี ก็จะให้ผลที่ได้ไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่ สามารถนําข้อความมาบวกกับตัวเลขได้ แต่ PHP อนุญาตให้เราทําเช่นนั้นได้ในบางกรณี สมมุติว่า สตริ งมีเฉพาะตัวเลขและ สามารถเปลี่ยนเป็ น เลขจํานวนเต็ม หรื อจํานวนจริ งได้โดยอัตโนมัติเราก็นาสตริ งนี้ มาบวกลบคูณหรื อหารกับตัวแปรที่เก็บเป็ นตัวเลขได้ ค่าคงที่สาหรับเลขจํานวนเต็ม ํ ํอาจจะอยู่ในรู ปของเลขฐานแปดหรื อสิ บหกก็ได้ ถ้าเป็ นเลขฐานแปดจะมีเลขศูนย์นา ถ้าเป็ น ํเลขฐานสิ บหกจะมี 0x นําหน้า การอ่านและแปลงแบบข้อมูลในตัวแปรหรื อค่าคงที่แบบเจาะจงเราสามารถแปลงแบบ ข้อมูลจากแบบหนึ่งไปยังอีกแบบหนึ่ง (type casting) เช่น แปลงจากข้อความที่มีเฉพาะตัวเลขให้กลายเป็ นเลขจํานวนเต็ม (int) หรื อทศนิยม (double), (float), (real) หรื ออาจจะใช้คําสัง settype() ทําได้ดงนี้ ่ ั ตัวอย่าง <? $x = ((double)"100.1") + 0.3e+3; echo $x," <BR>n"; echo ($x=(int)$x)," <BR>n"; $x = "P".$x."n"; echo $x," <BR>n"; $x= ceil(13.45); /* get integer part */ echo $x," <BR>n"; if (!settype( $x, "integer") ) {
  • echo "errorn"; } echo $x," $x%5=",($x%5)," <BR>n"; ?> 4.2 MySQL MySQL (มายเอสคิวแอล) เป็ นระบบจัดการฐานข้อมูลโดยใช้ภาษา SQL. แม้ว่าMySQL เป็ นซอฟต์แวร์ โอเพนซอร์ ส แต่แตกต่างจากซอฟต์แวร์ โอเพนซอร์ สทัวไป โดยมีการ ่พัฒนาภายใต้บริ ษท MySQL AB ในประเทศสวีเดน โดยจัดการ MySQL ทั้งในแบบที่ให้ใช้ฟรี และ ัแบบที่ใช้ในเชิงธุรกิจ MySQL สร้างขึ้นโดยชาวสวีเดน 2 คน และชาวฟิ นแลนด์ ชื่อ David Axmark, AllanLarsson และ Michael "Monty" Widenius. ปั จจุบนบริ ษทซันไมโครซิสเต็มส์ (Sun Microsystems, ั ัInc.) เข้าซื้อกิจการของ MySQL AB เรี ยบร้อยแล้ว ฉะนั้นผลิตภัณฑ์ภายใต้ MySQL AB ทั้งหมดจะตกเป็ นของซัน ชื่อ "MySQL" อ่านออกเสี ยงว่า "มายเอสคิวเอล" หรื อ "มายเอสคิวแอล" (ในการอ่านอักษร L ในภาษาไทย) ซึ่ งทางซอฟต์แวร์ ไม่ได้อ่าน มายซี เควล หรื อ มายซี ควล เหมือนกับซอฟต์แวร์จดการฐานข้อมูลตัวอื่น ั รุ่ นของผลิตภัณฑ์น้ นแบ่งออกมาได้สามสายการผลิต ได้แก่ เวอร์ ชนใช้ฟรี เวอร์ ชน ั ั ัการค้า และเวอร์ชนที่สนับสนุนกับผลิตภัณฑ์ SAP (MAX DB) ความแตกต่างคือเวอร์ชนคอมมิวนิต้ ี ั ันั้นสามารถนําไปใช้งานได้ฟรี แต่ขาดการสนับ สนุนหรื อการช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น, เวอร์ ชน ัที่เป็ นคอมเมอร์ เชี ยลนั้นให้บริ การด้านความสนับสนุ นเมื่อมีปัญหา (ซื้ อบริ การ) สรุ ปคร่ าวๆประเภทดาต้าเบสให้เลือกใช้ดงนี้ ั • MySQL เอนเทอร์ไพรส์ Enterprise • MySQL คลัสเตอร์ Cluster • MySQL Embedded • MySQL Community (opensource เวอร์ชน) ั 4.2.1 ประเภทการจัดเก็บข้อมูล (Database Storage Engine) ที่สนับสนุน
  • • MyISAM ค่าปกติ (default)• InnoDB สนับสนุนการทํา ทรานแซคชัน (transaction) แบบ ACID ่• Memory การจัดเก็บในหน่วยความจํา ใช้เป็ นตารางชัวคราวเพื่อความรวดเร็ ว เนื่องจากเก็บ ่ ไว้ในหน่วยความจํา ทําให้มีความเร็ วในการทํางานสูงมาก• Merge• Archive เหมาะสําหรับการจัดเก็บข้อมูลพวก log file,ข้อมูลที่ไม่ ต้องมีการ คิวรี่ (query) หรื อใช้บ่อยๆ เช่น log file เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบย้อนหลัง (Security Audit Information)• Federated สําหรับการจัดเก็บแบบปลายทาง (remote server) แทนที่จะเป็ นการจัดเก็บแบบ local เหมือนการจัดเก็บ (Storage) แบบอื่นๆ• NDB สําหรับการจัดเก็บแบบ คลัสเตอร์(cluster)• CSV เก็บข้อมูลจาก Text ไฟล์โดยอาศัยเครื่ องหมาย คอมมา (comma) เป็ นตัวแบ่งฟิ ลด์• Blackhole• Example 4.2.2 ชนิดข้อมูลที่ MySQL สนับสนุนแบ่งเป็ น 3 ประเภทหลักใหญ่ๆ 1. ชนิดข้อมูลที่เป็ นตัวเลข o ั BIT (มีใช้ได้กบ MyISAM, InnoDB, Memory) o TINYINT o SMALLINT o MEDIUMINT o INT o BIGINT o Float 2. ชนิดข้อมูลเกี่ยวกับวันที่และเวลา o DATETIME o DATE o TIMESTAMP o TIME
  • o YEAR 3. ชนิดข้อมูลเกี่ยวกับตัวอักษร o CHAR o VARCHAR o BINARY o VARBINARY o BLOB o TEXT o ENUM o SET MySQL เป็ นที่นิยมใช้กนมากสําหรับฐานข้อมูลสําหรับเว็บไซต์ เช่น มีเดียวิกิ และ ัphpBB และนิ ยมใช้งานร่ วมกับภาษาโปรแกรม PHP ซึ่ งมักจะได้ช่ือว่าเป็ นคู่ จะเห็นได้จากคู่มือคอมพิวเตอร์ ต่างๆ ที่จะสอนการใช้งาน MySQL และ PHP ควบคู่กนไป นอกจากนี้ หลายภาษา ัโปรแกรมที่สามารถทํางานร่ วมกับฐานข้อมูล MySQL ซึ่งรวมถึง ภาษาซี ซีพลัสพลัส ปาสคาล ซีชาร์ป ภาษาจาวา ภาษาเพิร์ล พีเอชพี ไพทอน รู บี และภาษาอื่น ใช้งานผ่าน API สําหรับโปรแกรมที่ติดต่อผ่าน ODBC หรื อ ส่ วนเชื่อมต่อกับภาษาอื่น (database connector) เช่น เอเอสพี สามารถเรี ยกใช้ MySQL ผ่านทาง MyODBC,ADO,ADO.NET เป็ นต้น ในการจัดการฐานข้อมูล MySQLคุณสามารถใช้โปรแกรมแบบ command-line เพื่อจัดการฐานข้อมูล (โดยใช้คาสั่ง: mysql และ ํmysqladmin เป็ นต้น). หรื อจะดาวน์โหลดโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลแบบ GUI จากเว็บไซต์ของMySQL ซึ่ งคือโปรแกรม: MySQL Administrator และ MySQL Query Browser. เป็ นต้น มีส่วนติดต่อ (interface) เพื่อเชื่อมต่อกับภาษาในการพัฒนา อื่นๆ เพื่อให้เข้าถึงฟั งก์ชนการทํางานกับ ัฐานข้อมูล MySQL ได้เช่น ODBC (Open Database Connector) อันเป็ นมาตรฐานกลางที่กาหนดมา ํเพื่อให้ใช้เป็ นสะพานในการเชื่อมต่อกับโปรแกรม หรื อระบบอื่นๆ เช่น MyODBC อันเป็ นไดรเวอร์เพื่อใช้สาหรับการเชื่อมต่อในระบบปฏิบติการวินโดว์, JDBC คลาสส่ วนเชื่อมต่อสําหรับ Java เพื่อ ํ ัใช้ในการติดต่อกับ MySQL และมี API (Application Programming Interface) ต่างๆมีให้เลือกใช้มากมายในการที่ เ ข้า ถึ ง MySQL โดยไม่ ข้ ึ นอยู่ กั บ ภาษาการพัฒ นาใดภาษาหนึ่ ง
  • นอกเหนื อจาก ตัวเชื่อมต่อกับภาษาอื่น (Connector) ที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมี API ที่สนับสนุ นในขณะนี้คือ • DBI สําหรับการเชื่อมต่อกับ ภาษา perl • Ruby สําหรับการเชื่อมต่อกับ ภาษา ruby • Python สําหรับการเชื่อมต่อกับภาษา python • .NET สําหรับการเชื่อมกับภาษา .NET framework • MySQL++ สําหรับเชื่อมต่อกับภาษา C++ • Ch สําหรับการเชื่อมต่อกับ Ch (C/C++ interpreter) ัยังมีโปรแกรมอีกตัว เป็ นโปรแกรมบริ หารพัฒนาโดยผูอื่น ซึ่ งใช้กนอย่างแพร่ หลายและนิ ยมกัน ้เขียนในภาษาพีเอชพี เป็ นโปรแกรมเว็บแอปพลิเคชัน ชื่อ phpMyAdminทั้ ง MySQL server และclient libraries ถูกเผยแพร่ ในลิขสิ ทธ์ 2 แบบ ผูใช้สามารถเลือกได้ระหว่างลิขสิ ทธิ์ GNU General ้Public License [1] หรื อลิขสิ ทธ์ proprietary licenseผูใช้บางคนพัฒนาซอฟต์แวร์ต่อจากเวอร์ชน ้ ัแรกๆของ client libraries ที่ใช้ลิขสิ ทธิ์ Lesser General Public License5. งานวิจัยทีเ่ กียวข้ อง ่ นักวิชาการด้านสุ ขภาพได้ทาการสํารวจพบ ว่าคนไทยมีปัญหาการขาดสารอาหาร ํตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุ นแรง 7 ชนิดด้วยกัน คือ 1) การขาดโปรตีนและพลังงาน ทําให้ร่างกายแคระแกร็ น ไม่เจริ ญเติบโต 2) การขาดธาตุเหล็ก ทําให้เกิดโรคซีดหรื อโลหิ ตจาง 3) การขาดวิตามินบี 1ทําให้เกิดโรคเหน็บชา 4) การขาดวิตามินบี 2 ทําให้เกิดโรคปากนกกระจอก 5) การขาดไอโอดีนทําให้เกิดโรคคอพอก 6) โรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะเกิดจากการขาดโปรตีนและได้รับสารออกซาเลตและ 7) การขาดวิตามินเอ ทําให้ตาบอดและภูมิคุมกันไม่แข็งแรง ด้วยเหตุดงกล่าวจึงได้มีความ ้ ัร่ วมมือกันแก้ไขปั ญหาจากนักวิชาการแขนงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และจากเหตุผลนี้เอง ในปี พ.ศ. 2520สถาบันวิจยโภชนาการจึงได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อดําเนิ นการศึกษาวิจยเพื่อร่ วม ช่วยแก้ไขปั ญหาดังกล่าว ั ัจนกระทังปี นี้ สถาบันวิจยโภชนาการมีอายุครบ 30 ปี ปั ญหาโรคขาดสารอาหารต่างๆ ที่รุนแรง ่ ัหายไป ส่ วนปั ญหาที่ไม่รุนแรง ไม่ถึงกับเกิดโรค เป็ นการขาดเล็กน้อย แต่มีผลต่อคุณภาพชีวิต ซึ่ งได้แก่ปัญหาการขาดธาตุเหล็ก ไอโอดีน และการขาดวิตามินเอที่ยงพบได้ทวไป อีกทั้งมีปัญหาเรื่ อง ั ั่โภชนาการเกินซึ่งเป็ นสาเหตุของโรคอ้วน ความดันโลหิ ตสู ง ไขมันในเลือดสู ง เบาหวาน หัวใจขาดเลือด และมะเร็ ง ทวีมากขึ้นทุกที คนเราจึงหาวิธีหรื อรู ปแบบที่จะป้ องกันโรคดังกล่าวโดยไม่ได้ให้ความสําคัญกับ สาเหตุของปั ญหาที่เกิดขึ้น เช่น เมื่ออ้วนก็มองหาสู ตรสําเร็ จที่จะลดความอ้วน ทั้งๆ
  • ที่สาเหตุสาคัญคือกินมากเกินไป ไม่ได้คิดลดปริ มาณอาหารลง แต่กลับไปซื้อผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่า ํช่วยละลายไขมันได้หรื อช่วยระบายท้องในขณะ ที่ยงกินเท่าเดิม ประกอบกับโลกของเราทุกวันนี้ ัเป็ นโลกไร้พรมแดน จึงมีการแพร่ กระจายผลิตภัณฑ์อาหารตลอดจนข้อมูลต่างๆ จากประเทศตะวันตกมาสู่ ประเทศไทย คนไทยจํานวนไม่นอย เมื่อเห็นว่าเป็ นของมาจากเมืองนอกก็ให้ความ ้เชื่อถือ ซื้อมากินโดยไม่ไตร่ ตรองหาข้อมูลหรื อตรวจเช็คความถูกต้องเหมาะสม ตลอดจนศึกษาถึงความคุมค่าของผลิตภัณฑ์ อีกทั้งไม่ได้ศึกษาให้ถ่องแท้ว่าจะเกิดผลข้างเคียงหรื อไม่ ยิ่งคนที่นามา ้ ํจําหน่ายเป็ นเพื่อนหรื อญาติ หรื อบุคลากรทางการแพทย์สาธารณสุ ขด้วยแล้ว ก็ตดสิ นใจซื้อได้อย่าง ัง่ายดาย นอกจากเรื่ องของผลิตภัณฑ์เสริ มอาหารที่มีหลายรู ปแบบให้เลือก ยังมีการเผยแพร่ ถึงรู ปแบบของอาหารที่โฆษณาว่าเป็ นอาหารเพื่อสุ ขภาพที่ดี นอกจากรู ปแบบอาหารลดนํ้าหนักที่มี ่มากมายหลายสํานักแล้ว เมื่อประมาณ 5 ปี ที่ผานมาจนกระทังปั จจุบนก็ได้มีการเผยแพร่ เรื่ องของ ่ ัการกินอาหารตาม กรุ๊ ปเลือด โดยบอกว่าถ้ากินตามกรุ๊ ปเลือดแล้วจะทําให้มีสุขภาพดี ช่วยสร้างสมดุลที่ดีให้แก่ร่างกาย ทําให้ภูมิตานทานแข็งแรง และระบบย่อยเป็ นปกติ อีกทั้งยังสามารถลด ้นํ้าหนักและเพิ่มพละกําลัง ช่วยชะลอความชราได้อีกด้วย ซึ่งสรรพคุณดังกล่าวล้วนเป็ นสิ่ งที่คนเราต้องการ จึงทําให้มีผูคนให้ความสนใจที่จะกินอาหารตามกรุ๊ ปเลือด และมีคนจํานวนไม่น้อย ้โทรศัพท์มาสอบถามข้อมูลที่สถาบันวิจยโภชนาการ ทางการแพทย์ได้แบ่งแยกกรุ๊ ปเลือดของ ัคนเราออกเป็ น 4 กลุ่ม คือ กรุ๊ ปเอ กรุ๊ ปเอบี กรุ๊ ปบี และกรุ๊ ปโอ โดยเรื่ องของการกินตามกรุ๊ ปเลือดนี้ได้ แ นะนํ า ว่ า คนในแต่ ล ะกรุ๊ ปเลื อ ดควรกิ น อะไรและไม่ ค วรกิ น อะไร ดั ง นี้ ผูที่มีเลือดกรุ๊ ปเอ แนะนําให้กินอาหารมังสวิรัติ หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ หลีกเลี่ยงอาหาร ้สําเร็ จรู ป อาหารที่มีแป้ งสาลีเป็ นส่ วนประกอบ ควรกินข้าวกล้อง ถัว มะเดื่อ และนํ้าตามโมแลสซิส ่ ผูที่มีเลือดกรุ๊ ปเอบี แนะนําให้กินอาหารมังสวิรัติ โดยเลือกกินนมและไข่ได้ แต่ไม่ ้ควรกินมาก อาหารทะเลและเนื้อกระต่ายสามารถกินได้เช่นกัน แต่ควรกินในปริ มาณน้อย ไม่ควรกิ นปลาที่ มีเนื้ อสี ขาว แซลมอนรมควัน ถัวแดงหลวง และนํ้ามันต่างๆ ยกเว้นนํ้ามันมะกอก ่ ผูที่มีเลือดกรุ๊ ปบี แนะนําให้กินอาหารที่เป็ นเนื้อสัตว์ เช่น กวาง กระต่าย และไก่งวง ้โดยหลีกเลี่ยงเนื้ ออกไก่ หลีกเลี่ยงข้าวสาลี ห้ามกินมะเขือเทศและข้าวโพด แนะนําให้กินผลไม้ ผูที่มีเลือดกรุ๊ ปโอ แนะนําให้กินอาหารประเภทเนื้ อสัตว์ สัตว์ปีก ปลา รวมทั้งผัก ้ผลไม้ และอาหารทะเลเป็ นประจํา ผูหญิงไม่ควรกินแป้ งสาลี ข้าวโอ๊ต เห็ดหอม และมะกอกดอง อีก ้ทั้งควรหลีกเลี่ยงแคนตาลูป ส้ม และสตรอว์เบอร์รี่