การวิจัยในชั้นเรียน
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

การวิจัยในชั้นเรียน

on

  • 8,827 vues

การทำวิจัยในชั้นเรียน

การทำวิจัยในชั้นเรียน

Statistiques

Vues

Total des vues
8,827
Vues sur SlideShare
8,824
Vues externes
3

Actions

J'aime
1
Téléchargements
31
Commentaires
0

1 intégré 3

http://www.slideshare.net 3

Accessibilité

Détails de l'import

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Droits d'utilisation

© Tous droits réservés

Report content

Signalé comme inapproprié Signaler comme inapproprié
Signaler comme inapproprié

Indiquez la raison pour laquelle vous avez signalé cette présentation comme n'étant pas appropriée.

Annuler
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Votre message apparaîtra ici
    Processing...
Poster un commentaire
Modifier votre commentaire

การวิจัยในชั้นเรียน การวิจัยในชั้นเรียน Presentation Transcript

  • การสาร้างผลงานวิชาการ จากงานในหน้าที่ ดร . คมศร วงษ์รักษา ณ โรงแรมอเล็กซานเดอร์ กรุงเทพฯ 23 มิถุนายน 2549 โดย
  • ผลงานวิชาการ หมายถึง เอกสารหรือหลักฐานที่จัดทำขึ้นจากความรู้ ความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ของผู้จัดทำโดยการศึกษษ ค้นคว้า วิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจัย และนำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหา หรือพัฒนางานในหน้าที่ และเป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าทางวิชาการ
  • งานของครู 1. งานตามหน้าที่ 2. งานพิเศษ
  • 1. พัฒนาคน 2. พัฒนากระบวนการ 3. พัฒนานวัตกรรม งานศึกษานิเทศก์
  • ความหมายของการวิจัย
    • กระบวนการค้นคว้าหาข้อมูล หา คำตอบ การแก้ปัญหา โดยวิธีการที่เป็นระบบ หรือวิธีทางวิทยาศาสตร์ หรือ วิธีการที่เชื่อถือได้
  • การวิจัยในชั้นเรียน
    • การใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียน การสอนในวิชาที่ครูรับผิดชอบ โดยใช้นวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาขึ้น หรือนำของผู้อื่นมาใช้
  • วิธีการทางวิทยาศาสตร์
    • มีขั้นตอน ดังนี้ 1. การกำหนดปัญหา
    • 2. การตั้งสมมติฐาน
    • 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล
    • 4. การวิเคราะห์ข้อมูล
    • 5. การสรุปผล
  • ขอบเขตของการทำวิจัยในชั้นเรียน
    • 1. แก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนการสอนในชั้นเรียนเท่านั้น
    • 2. ปัญหาที่เกิดขึ้นจะมี 3 ประเด็น คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย ด้านทักษะพิสัย
  • ขอบเขตของการทำวิจัยในชั้นเรียน
    • 3. เน้นการแก้ปัญหาจากบางส่วนในรายวิชา
    • 4. ไม่เน้นการสรุปอ้างอิงไปยังกลุ่มอื่น
    • 5. ไม่เน้นการสุ่มตัวอย่าง
    • 6. ใช้สถิติพื้นฐาน เช่น ความถี่ ร้อยละ
  • การจัดประสบการณ์การเรียนรู้
    • ให้กับผู้เรียน ต้องการให้เกิดการพัฒนาใน 3 ด้าน คือ
    • 1. พุทธิพิสัย ( Cognative Domain )
    • 2. จิตพิสัย ( Affective Domain )
    • 3. ทักษะพิสัย ( Psychomotor Domain )
  • ปัญหาการเรียนการสอน
    • พุทธิพิสัย - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
    • จิตพิสัย - พฤติกรรม
    • ทักษะพิสัย - ความชำนาญ รวดเร็ว
  • ตัวอย่าง
    • ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
    • - นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์เรื่อง “แรง” ในวิชาวิทยาศาสตร์ต่ำ
    • - นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา………… ... ต่ำ
  • ตัวอย่าง
    • ปัญหาด้านพฤติกรรม
    • - นักเรียนชอบทะเลาะวิวาท
    • - นักเรียนแต่งกายผิดระเบียบในระหว่างเรียนวิชา…… .. เป็นประจำ
    • - นักเรียนไม่ตั้งใจเรียนวิชา… ...
  • ตัวอย่าง
    • ปัญหาด้านทักษะพิสัย
    • - นักเรียนชั้น………ขาดทักษะ ในการกลึงข้อต่อสามทาง
    • - นักเรียนขาดทักษะในการเดาะบอลในวิชาวอลเล่ย์บอล
  • ขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน
    • ขั้นตอนแรก
    • วิเคราะห์ปัญหา / แนวทางการพัฒนา
  • ขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน
    • ขั้นตอนที่สอง
    • วางแผนการแก้ปัญหา / การพัฒนา โดยเลือกใช้นวัตกรรมที่เหมาะสม
  • ขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน
    • ขั้นตอนที่สาม
    • จัดกิจกรรมแก้ปัญหา / การพัฒนา โดยหาประสิทธิภาพนวัตกรรม และนำไปทดลองใช้จริง
  • ขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน
    • ขั้นตอนที่สี่
    • การรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล
    • ขั้นตอนที่ห้า
    • สรุปผลการแก้ปัญหา / การพัฒนา
  • ขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน
    • ขั้นตอนที่หก
    • เขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน และเผยแพร่
  • ขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน
    • ลักษณะพิเศษ คือ
    • เริ่มต้นทำวิจัยในขั้นตอนใดก่อนก็ได้ เช่น อาจเริ่มที่การวิเคราะห์ข้อมูลที่ครูมีอยู่ในมือ ทำความเข้าใจกับผลการวิเคราะห์ข้อมูล แล้วกำหนดเป็นคำถามที่ต้องการวิจัยเพื่อหาคำอธิบายในผลที่เกิดขึ้น
  • กระบวนการทำวิจัยในชั้นเรียน วิเคราะห์ปัญหา การเรียนการสอน พิจารณาจาก การเรียนการสอนในชั้น ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง นำปัญหามาเชื่อม โยง กับทฤษฎีและหลักการต่างๆ
  • กระบวนการทำวิจัยในชั้นเรียน พัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง * สร้างนวัตกรรม * หาประสิทธิภาพ ออกแบบการวิจัย * แผนการวิจัย * ประชากร กลุ่มตัวอย่าง * เครื่องมือ ( สร้าง และหาคุณภาพ ) * การรวบรวมข้อมูล * การวิเคราะห์ข้อมูล
  • กระบวนการทำวิจัยในชั้นเรียน ทดลองใช้นวัตกรรม วิเคราะห์ และสรุปผล เขียนรายงานการวิจัย
  • การวิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอน
    • ที่มาของปัญหาการวิจัยในชั้นเรียน
    • 1.1 จากการปฏิบัติการสอน
    • 1.2 จากประสบการณ์ในอดีต
    • 1.3 จากแหล่งข้อมูลอื่น
  • การวิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอน
    • 2. ประเภท / ลักษณะของปัญหา
    • 2.1 ปัญหาที่ต้องแก้ไขปรับปรุง
    • 2.2 ปัญหาที่ต้องพัฒนา
    • 2.3 ปัญหาที่ต้องป้องกัน
  • การวิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอน
    • 3. วิธีการวิเคราะห์ปัญหา
    • 3.1 ประเด็นการวิจัย
    • 3.2 ปัญหาในการวิจัย
    • 3.3 คำถามวิจัย
    • 3.4 ชื่อเรื่องในการวิจัย
  • นวัตกรรม
    • Innovation
    • แนวความคิด การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อน หรือพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น
  • นวัตกรรมทางการศึกษา
    • Education Innovation
    • นวัตกรรมที่จะช่วยให้การศึกษาและการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิผลสูงกว่าเดิม เกิดแรงจูงใจและประหยัดเวลาในการเรียน
  • ประโยชน์ของนวัตกรรมทางการศึกษา
    • 1. ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้เร็วขึ้น
    • 2. ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนเป็นรูปธรรม
    • 3. ช่วยให้บรรยากาศการเรียนรู้สนุกสนาน
    • 4. ช่วยให้บทเรียนน่าสนใจ
    • 5. ช่วยลดเวลาในการสอน
    • 6. ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย
  • ประเภทของนวัตกรรมทางการศึกษา สื่อการสอน เทคนิควิธีการสอน สื่อสิ่งพิมพ์ - เอกสารประกอบการสอน - บทเรียนสำเร็จรูป - ชุดการสอน - รายงานการศึกษาค้นคว้า - รายงานโครงการ ฯลฯ สื่อโสต - ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ - สไลด์ แผ่นใส - คอมพิวเตอร์ ช่วยสอน - เทปเพลง เทปเสียง - หุ่นจำลอง ฯลฯ - การสอนแบบศูนย์การเรียน - การสอนด้วยการแสดงบทบาทสมมติ - การสอนเพื่อเสริมสร้างลักษณะนิสัย - การสอนโดยใช้เทคนิคการสอนซ่อมเสริม - การสอนแบบโครงการ ฯลฯ
  • กระบวนการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ กำหนดกรอบแนวคิด สร้างต้นแบบนวัตกรรม หาประสิทธิภาพของนวัตกรรม
  • กระบวนการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา ทดลองใช้นวัตกรรม ผลการทดลองใช้ ปรับปรุงต้นแบบ ใช้ไม่ได้ ใช้ได้ เผยแพร่นวัตกรรม
  • การเขียนโครงการเพื่อทำวิจัยในชั้นเรียน
    • การที่ผู้ทำวิจัยเขียนโครงการวิจัยไว้ล่วงหน้าก่อนลงมือทำวิจัยจริง ก็เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน รายละเอียดต่างๆ ที่กำหนดไว้ ทำให้ผู้วิจัยเข้าใจรายละเอียด ความหมาย ขอบเขตของตัวแปรที่เกี่ยวข้องได้ชัดเจนมากขึ้น และสามารถศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ได้ตามความเหมาะสม
  • หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 1. ชื่อเรื่อง
    • ควรสื่อความหมายให้ผู้อ่านได้ทราบ รายละเอียดใน 3 ประเด็น คือ
    • 1. วัตถุประสงค์
    • 2. ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง
    • 3. ประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง
  • ตัวอย่าง
    • 1. ชื่อเรื่อง
    • การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียน ปวช . 1 วิชา วิทยาศาสตร์ เรื่อง “แรง” ระหว่างวิธีการสอนแบบโครงงานและวิธีการสอนโดยใช้สื่อ CAI
  • การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ปวช . 1 วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง “แรง” ระหว่างวิธี การสอนแบบโครงงานและวิธีการสอนโดยใช้สื่อ CAI วัตถุประสงค์ - การเปรียบเทียบ ตัวแปร ตัวแปรต้น - วิธีการสอนแบบโครงงาน - วิธีการสอนโดยใช้สื่อ CAI ตัวแปรตาม - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง - นักเรียน ปวช . 1 แผนกช่างไฟฟ้า
  • หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 2. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
    • ควรนำเสนอใน 3 ประเด็น
    • 1. สภาพคาดหวังหรือที่พึงประสงค์
    • 2. สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและปัญหา
    • 3. แนวทางการแก้ปัญหา
  • หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 3. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
    • ระบุสิ่งที่ต้องการได้จากการทำวิจัย
  • หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 4. ขอบเขตของการวิจัย
    • 1. ขอบเขตของเนื้อหาสาระที่ทำวิจัย
    • 2. ขอบเขตของประชากร กลุ่มตัวอย่าง 3. ขอบเขตของช่วงเวลาที่ทำวิจัย
  • หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 5. นิยามศัพท์เฉพาะ
    • เป็นการให้ความหมายของตัวแปรที่ เกี่ยวข้องกับการวิจัย โดยเน้นการให้นิยาม เชิงปฏิบัติการ ( Operation Definition ) เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา… . หมายถึง คะแนนสอบหลังจากเรียนด้วยนวัตกรรมที่ ผู้วิจัยใช้เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน
  • หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 6. ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย
    • - ระบุสิ่งที่เป็นประโยชน์จาก ข้อค้นพบที่มุ่งหวังและมิได้มุ่งหวัง
    • - ประโยชน์ที่จะได้จากข้อค้นพบ
  • หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 7. ตัวแปรในการวิจัย
    • ระบุตัวแปรที่ผู้วิจัยสนใจศึกษา โดยระบุตัวแปรต้นและตัวแปรตาม หรือตัวแปรที่ศึกษา
  • หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 8. วิธีดำเนินการวิจัย
    • ระบุขั้นตอนการวิจัย ซึ่งจะมี 3 ขั้นตอน คือ
    • 1. ขั้นเตรียมการ
    • - วิเคราะห์ปัญหา
    • - ศึกษาเอกสาร
    • - กำหนดชื่อเรื่องที่จะทำวิจัย
  • หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 8. วิธีดำเนินการวิจัย
    • 2. ขั้นการสร้างและพัฒนา
    • - ระบุขั้นตอนในแผนการสอน
    • - พัฒนานวัตกรรม หาประสิทธิภาพ
    • - สร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูล
    • - หาคุณภาพเครื่องมือ
  • หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 8. วิธีดำเนินการวิจัย
    • 3. ขั้นนำมาทดลองใช้
    • - นำนวัตกรรมที่ได้พัฒนาแล้วไปใช้กับ กลุ่มประชากรจริง
  • หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 9. การวิเคราะห์ข้อมูล
    • * ข้อมูลเชิงคุณภาพ - วิเคราะห์เนื้อหา ฐานนิยม
    • * ข้อมูลเชิงปริมาณ - ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
  • หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 10 . การเก็บรวบรวมข้อมูล
    • ระบุวิธีการที่ใช้เก็บข้อมูล ผู้เก็บ ช่วงเวลาการเก็บ เครื่องมือที่ใช้
  • หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 11 . งบประมาณ
    • ระบุแหล่งงบประมาณ จำนวน งบประมาณที่ใช้
  • การสร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูล
  • 1. แบบสัมภาษณ์ 2. แบบสังเกต 3. แบบสอบถาม 4. แบบประเมิน 5. แบบสำรวจ 6. แบบบันทึก ประเภทของเครื่องมือ
  • คุณลักษณะของแบบสอบที่ดี 1. มีความตรง ( Validity ) แบบสอบจะต้องมีความแม่นยำของคะแนนในการวัด สิ่งที่ต้องการ สามารถบอกสภาพที่แท้จริงหรือพยากรณ์ได้ถูกต้องแม่นยำ - ความตรงเชิงเนื้อหา ( Content Validity ) - ความตรงเชิงโครงสร้าง ( Criterion-related Validity ) - ความตรงเชิงทำนาย ( Predictive Validity )
  • คุณลักษณะของแบบสอบที่ดี 2. มีความเที่ยง ( Reliability ) ความคงเส้นคงวาของคะแนนสอบ ใช้สอบซ้ำกับผู้สอบคนเดียวกันควรจะได้คะแนนเท่ากัน
  • คุณลักษณะของแบบสอบที่ดี 3. มีระดับความยากง่าย ( Difficulty index ) พอเหมาะ แบบสอบจะต้องมีความยากเหมาะสมกับระดับผู้สอบ
  • คุณลักษณะของแบบสอบที่ดี 4. มีอำนาจจำแนก ( Discrimination power ) แบบสอบสามารถจำแนกคนเก่งและคนอ่อนออกจากกันได้
  • คุณลักษณะของแบบสอบที่ดี 6. มีความยุติธรรม ( Fairness ) ผู้สอบทุกคนมีโอกาสที่จะตอบถูก ถ้ามี ความรู้ในเนื้อหาข้อสอบ แต่ถ้าไม่รู้ในเนื้อหาก็ตอบไม่ได้
  • คุณลักษณะของแบบสอบที่ดี 7. ประสิทธิภาพในการนำไปใช้ ( Efficiency ) แบบสอบจะต้องประหยัดเวลาในการสร้าง ดำเนินการสอบได้ง่าย ให้คะแนนได้ง่าย ประหยัดค่าใช้จ่ายในการสอบ
  • คุณลักษณะของแบบสอบที่ดี 8. ความจำเพาะเจาะจง ( Specific ) ผู้ที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะใน เรื่องนั้นๆ จึงจะตอบข้อนั้นได้ เปรียบเทียบกลุ่มที่มีความรู้เฉพาะ กับกลุ่มฉลาดที่ไม่มีความรู้เฉพาะ กลุ่มแรกทำแบบสอบได้ดีกว่ากลุ่มหลัง
  • คุณลักษณะของแบบสอบที่ดี 9. มีการกระตุ้นยุแหย่ ( Exemplary ) แบบสอบที่มีการถามล่อ โดยจัดข้อกระทงง่ายๆ ไว้ตอนแรกๆ แล้วจึงค่อยๆ ถามให้ยากขึ้นตามลำดับ
  • คุณลักษณะของแบบสอบที่ดี 10. การวัดอย่างลึกซึ้ง ( Searching ) ลักษณะของแบบสอบที่ถามครอบคลุม พฤติกรรมหลายๆ ด้าน ไม่ใช่วัดแต่ความรู้ความจำอย่างเดียว
  • ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบ 1. กำหนดวัตถุประสงค์ของการสอบ - ทดสอบเพื่อจัดตำแหน่ง จัดกลุ่ม - ทดสอบเพื่อกำกับดูแล - ทดสอบเพื่อวินิจฉัย - ทดสอบเพื่อสรุปผล
  • ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบ 2. วิเคราะห์หลักสูตร เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้ผู้สอนทราบว่า ใน รายวิชานั้นๆ มีจุดประสงค์ที่จะต้องสอนให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมอะไร มีเนื้อหาอะไรบ้าง และจะออกข้อสอบอย่างไร จึงจะ สอดคล้องกับการสอนและสัมพันธ์กับจุดประสงค์ของหลักสูตร
  • ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบ 3. เลือกประเภทข้อสอบ ควรเลือกข้อสอบให้เหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการวัด ที่นิยมใช้ คือ 1) ข้อสอบปรนัย 2) ข้อสอบอัตนัย
  • ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบ 4. เขียนและทำร่างข้อสอบ จากเนื้อหาและวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ต้องการวัด ผู้เขียนข้อสอบจะต้องสร้างสถานการณ์ สร้างปัญหา และกำหนดกิจกรรมย่อยๆ ขึ้น เพื่อใช้เป็นคำถาม ถ้าเป็นข้อสอบแบบเลือกตอบก็ต้องกำหนดตัวเลือกให้ด้วย
  • ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบ 5. จัดทำชุดแบบสอบ เมื่อสร้างข้อสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงการจัดทำเป็นชุดแบบสอบ โดย 1. ทบทวนและคัดเลือกข้อสอบ 2. จัดเรียงข้อสอบ ตามความง่ายยาก ตามเนื้อหา 3. จัดทำคำสั่ง คำชี้แจง
  • ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบ 6. นำแบบสอบไปใช้ 7. ตรวจและประเมินผล 8. นำผลการสอบไปใช้
  • ประเภทของข้อสอบ 1. แบบสอบปรนัย ( Objective Test ) 2. แบบสอบอัตนัย ( Eassy Test )
  • แบบสอบปรนัย ( Objective Test )
    • ลักษณะเด่น
    • ผู้ตอบใช้เวลา มาก อ่าน - คิด น้อย การตอบ
    • การตรวจทำได้ง่าย ใครตรวจก็ได้
    • ผลจากการตรวจไม่แตกต่างกัน
  • ประเภทของแบบสอบปรนัย 1. แบบเขียนตอบ ( Supply item types ) 1.1 แบบตอบสั้น ( Short-answer item ) 1.2 แบบเติมคำ (Completion item ) 2. แบบเลือกตอบ ( Selection item types ) 2.1 แบบถูก - ผิด ( True false item ) 2.2 แบบจับคู่ ( Matching item ) 2.3 แบบเลือกตอบ ( Multiple choice item )
  • 1.1 แบบตอบสั้น ( Short-answer item ) ผู้ตอบต้องหาคำตอบเอง แต่เป็นคำตอบสั้นๆ เหมาะสำหรับใช้วัดความรู้ความจำเกี่ยวกับคำศัพท์ ข้อเท็จจริง หลักการ เช่น - สูตรกรดไฮโครคลอริค เขียนอย่างไร ( HCL ) - นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่เท่าไร ( คนที่ 18)
  • 1.2 แบบเติมคำ (Completion item ) มีลักษณะการใช้เหมือนแบบตอบสั้น ต่างกันที่การถาม แบบเติมคำจะเว้นช่องว่างไว้ให้เติาคำตอบ ตัวคำถามจะเป็นประโยคไม่สมบูรณ์ เช่น - สูตรกรดไฮโครคลอริค เขียนว่า…………… . - นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่………………… ...
  • 2.1 แบบถูก - ผิด ( True false item )
    • ให้ผู้ตอบเลือกตอบว่าข้อความที่กำหนดให้นั้น ถูกหรือผิดเท่านั้น เหมาะสำหรับการวัดผลการเรียนรู้ระดับความรู้ความจำ แต่เปิดโอกาสให้เดามาก เช่น
    • - ไวรัสเป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็กที่สุด
    • - กรดเปลี่ยนกระดาษลิทมัสเป็นสีแดง
  • 2.2 แบบจับคู่ ( Matching item ) ให้เลือกจับคู่ระหว่างคำหรือข้อความสองแถว เหมาะสำหรับวัดความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง คำศัพท์ หลักการ ความสัมพันธ์ และการตีความในเรื่องเดียวกัน เช่น ( B ) 1. Walk A. Adjective (C) 2. And B.Verb C.Conjunction
  • 2.3 แบบเลือกตอบ ( Multiple choice item ) ให้เลือกตอบจากคำตอบที่กำหนดให้ นิยมใช้ ทั่วไป วัดผลการเรียนรู้ได้เกือบทุกระดับ สร้างยาก เสียเวลาสร้างมาก
  • หลักการเขียน ข้อคำถามชนิดเลือกตอบ ( Multiple choice item )
  • 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ 1.1 ควรใช้ประโยคคำถาม ( ไม่ดี ) นักเรียนที่ดีมีหน้าที่ ก . เชื่อฟังครู ข . ช่วยพ่อแม่ ค . เคารพผู้ใหญ่ ง . ตั้งใจเล่าเรียน ไม่ดี เพราะคำถามบอกเล่าทำให้ขาดความชัดเจน บางครั้งสิ่งที่ต้องการถามขาดน้ำหนักจนเกิดความคลุมเครือ ( ดี ) นักเรียนที่ดีควรมี หน้าที่อย่างไร
  • 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.2 เน้นจุดที่จะถามให้ชัดเจน ( ไม่ดี ) อาหารชนิดใดต่างจาก ชนิดอื่น ก . ไข่ ข . นม ค . ข้าว ง . ปลา ไม่ดี เพราะไม่บอกว่าต้องการถามด้านไหน จะยึดสิ่งใดเป็นหลักในการพิจารณา ทำให้ เข้าใจไปคนละทาง ( ดี ) อาหารชนิดใดให้คุณค่า ต่างจากชนิดอื่น
  • 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.3 ถามให้ตรงตามเนื้อหาที่ต้องการ ( ไม่ดี ) This is A. Lao B. Japan C. Thailand D. Malysia ไม่ดี เพราะไม่ได้วัดความสามารถทางภาษาอังกฤษอย่างแท้จริง ผู้ตอบต้องอาศัยความรู้ในวิชาภูมิศาสตร์เป็นหลัก ( ดี ) This is A. map B. view C. photo D. picture
  • 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.4 ถามในสิ่งที่ดีหรือเป็นประโยชน์ ( ไม่ดี ) การเป็นหวัดดีอย่างไร ก . ได้ชะล้างจมูก ข . ไม่ต้องอาบน้ำ ค . ไม่ได้กลิ่นเหม็น ง . ไม่มีใครรบกวน ไม่ดี เพราะถามสิ่งที่ไม่ดี ในแง่ดี และไม่เป็นตามหลักวิชา ( ดี ) การเป็นหวัด แสดงว่า ร่างกายอยู่ในสภาพใด ก . แข็งแรง ข . อ่อนแอ ค . ปกติ ง . พิการ
  • 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.4 ถามในสิ่งที่ดีหรือเป็นประโยชน์ ( ต่อ ) ( ไม่ดี ) ความเสียสละ มักให้ ผลเสียในด้านใด ก . เวลา ข . แรงงาน ค . ความคิด ง . ทรัพย์สิน ไม่ดี เพราะถามในสิ่งที่ขัดแย้งกับการยอมรับของสังคม ( ดี ) การเสียสละ ก่อให้เกิด ผลดีในด้านใดแก่สังคม ก . ความอยู่รอด ข . ความเห็นใจกัน ค . ความสามัคคี
  • 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.5 ถามสิ่งที่สามารถหาข้อยุติได้ตามหลักวิชาการ ( ไม่ดี ) ถ้าโลกนี้ไม่มีน้ำมัน จะเป็นอย่างไร ก . การพัฒนาจะหยุด ข . ต้องใช้แรงงานสัตว์ ค . มนุษย์ขาดการติดต่อ ง . เข้าสู่ยุคโบราณ ไม่ดี เพราะเป็นการถามเงื่อนไขหรือสภาวะที่อธิบายได้ยาก ไม่มีหลักวิชายืนยันได้แน่นอน ( ดี ) การขาดแคลนน้ำมัน จะกระทบต่อกิจการใด มากที่สุด ก . การเกษตร ข . การคมนาคม
  • 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.6 ถามให้ใช้ความคิด ไม่ควรถามเฉพาะความจำที่ไม่ใช่สาระสำคัญที่ควรจดจำ ควรถามให้นำความจำไปใช้ ( ไม่ดี ) ข้อใดเป็นแม่สี ก . ขาว - แดง ข . เขียว - แดง ค . น้ำเงิน - แดง ง . น้ำเงิน - เหลือง ไม่ดี เพราะเป็นการวัดความจำพื้นฐาน ซึ่งไม่น่าจะเป็นหลักสำคัญ ควรสนใจในการใช้สี มากกว่า ( ดี ) เมื่อวาดรูปพุ่มไม้ ควร ระบายด้วยสีคู่ใด
  • 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.6 ถามให้ใช้ความคิด ไม่ควรถามเฉพาะความจำที่ไม่ใช่สาระสำคัญที่ควรจดจำ ควรถามให้นำความจำไปใช้ ( ไม่ดี ) โลกห่างจาก พระอาทิตย์กี่ไมล์ ไม่ดี เพราะเป็นการถามความจำที่เป็นรายละเอียดมากเกินไป ทั้งยังใช้หน่วยที่ไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย ( ดี ) ถ้าดวงอาทิตย์มีขนาด เท่าฟุตบอล โลกควรจะมี ขนาดเท่าสิ่งใด ก . มะนาว ข . เม็ดถั่วเขียว ค . บาสเก็ตบอล
  • 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.7 อย่าใช้ภาษาฟุ่มเฟือย ( ไม่ดี ) การรับประทานส้ม เป็นประจำ จะทำให้ ร่างกายได้รับวิตามิน ชนิดใด ไม่ดี เพราะบางข้อความไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง ทำให้จุดที่ต้องการถามมีน้ำหนักเบาหรือไม่ถูกเน้นเท่าที่ควร ( ดี ) ส้มให้วิตามินชนิดใด
  • 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.8 ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้เรียน ( ไม่ดี ) อาหารชนิดใดที่ คนผอมควร บริโภค สุกร 20 ตัวมี ปริมาณ ขากี่ขา ไม่ดี เพราะถ้าไม่ได้มุ่งวัดการแปลคำศัพท์แล้ว ต้องมั่นใจว่า ผู้เรียนเข้าใจความหมายของคำ ( ดี ) อาหารชนิดใดที่คนผอม ควรรับประทาน หมู 20 ตัวมีกี่ขา
  • 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.9 หลีกเลี่ยงคำถามปฏิเสธ ( ไม่ดี ) ถ้าต้นไม้ไม่ได้รับ แสงแดด ใบจะไม่มี ลักษณะอย่างไร ไม่ดี เพราะวกวน เข้าใจยาก เป็นคำถามที่วัดความสามารถด้านภาษามากเกินไป ( ดี ) ต้นไม้ที่ได้รับแสงแดด ใบจะมีลักษณะอย่างไร ถ้าต้นไม้ ไม่ได้ รับ แสงแดด ใบจะมีลักษณะ อย่างไร
  • 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.10 ควรใช้คำถามที่ยั่วยุหรือชวนให้คิด ได้แก่ คำถามที่ถามเรื่องใกล้ตัว พาดพิงกับชีวิตประจำวันของ ผู้เรียน นอกจากนั้นการใช้รูปภาพในการถามจะช่วยเร้าความสนใจได้เป็นอย่างดี ( ไม่ดี ) 1/3 มีค่าเท่ากับ เศษส่วนในข้อใด ( ดี ) ส่วนแรเงาในภาพมีค่า เท่าใด
  • 2. วิธีเขียนตัวเลือก 2.1 ตัวเลือกต้องมีความเป็นเอกพันธ์ 1) เป็นเรื่องราวเดียวกัน เป็นพวกเดียวกัน หรือประเภทเดียวกัน ( ไม่ดี ) ขนมจีนชนิดใดมีรสหวาน ก . น้ำยา ข . น้ำเงี้ยว ค . น้ำขลุกขลิก ง . น้ำพริก ( ดีขึ้น ) ก . น้ำยา ข . น้ำเงี้ยว ค . แกงเขียวหวาน ง . น้ำพริก
  • 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.1 ตัวเลือกต้องมีความเป็นเอกพันธ์ 2) มีทิศทางเดียวกัน ( ถ้าคำถามในทางบวก ตัวเลือกทุกตัวก็จะต้องเป็นในทางบวก ) ( ไม่ดี ) อุตสาหกรรมทำให้เกิด ผลเสียในเรื่องใด ก . เงินหมุนเวียนมาก ข . สินค้ามีมากเกินจำเป็น ค . สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ตัวเลือกข้อ ก . กับ ข้อ ข . ค . มีทิศทางสวนกลับกัน ( ดีขึ้น ) ก . ค่าของเงินตกต่ำ ข . สินค้ามีมากเกินจำเป็น ค . สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
  • 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.1 ตัวเลือกต้องมีความเป็นเอกพันธ์ 3) มีโครงสร้างสอดคล้องกัน ( ถ้าเป็นคำหรือวลี ก็ต้องเป็นทุกตัว ถ้าเป็นประโยคก็ควรเป็นประโยคทุกตัว ) ( ไม่ดี ) คำว่า “คว้าน้ำเหลว” หมายถึง อะไร ก . ไม่สำเร็จ ข . หลงผิด ค . คนที่ทำสิ่งที่ยากเกินไป ตัวเลือกข้อ ค . เป็นประโยค ข้อ ก . ข . เป็นวลี ( ดีขึ้น ) ก . ไม่สำเร็จ ข . หลงผิด ค . ยากเกินไป
  • 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.2 หลีกเลี่ยงตัวเลือกแบบปลายปิดปลายเปิด ( ไม่มีข้อถูก - ผิดทุกข้อ - ถูกทุกข้อ - ถูกข้อ ก . กับ ข .) ( ไม่ดี ) โลกมีลักษณะเช่นใด ก . กลม ข . แบน ค . รี ง . ผิดทุกข้อ ( ดีขึ้น ) โลกมีลักษณะเช่นใด ก . กลมเหมือนฟุตบอล ข . กลมเหมือนผลส้ม ค . แบนเหมือนกระดาน ง . แบนเหมือนจานข้าว
  • 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.3 ใช้ตัวเลือกที่เป็นไปได้ ( ไม่มีตัวลวงที่ผิดอย่างชัดเจน ) ( ไม่ดี ) สัตว์ชนิดใดเป็นพาหะ ของโรคกลัวน้ำ ก . แมลงวัน ข . โคกระบือ ค . ยุงก้นป่อง ( ดีขึ้น ) ก . แมลงวัน ข . แมลงหวี่ ค . ยุงก้นป่อง
  • 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.4 เขียนตัวเลือกให้อิสระขาดจากกัน ( อย่าให้ตัวเลือกใดเป็นส่วนหนึ่งหรือส่วนประกอบของตัวอื่น ) ( ไม่ดี ) คนไทยส่วนใหญ่ มีอาชีพ อะไร ก . การทำไร่ ข . การเกษตร ค . การค้าขาย ( ดีขึ้น ) ก . รับราชการ ข . การเกษตร ค . การค้าขาย
  • 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.5 ใช้ภาษาให้รัดกุมชัดเจน ไม่ควรใช้ถ้อยคำสำนวนที่ยืดยาวหรือใช้ข้อความซ้ำๆ กันในแต่ละตัวเลือก ( ไม่ดี ) กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ สอง เนื่องจากสาเหตุใด ก . เพราะคนไทยขาดผู้นำ ข . เพราะคนไทยขาดขวัญ ค . เพราะคนไทยขาด ความสามัคคี ( ดีขึ้น ) กรุงศรีอยุธยาแตก ครั้งที่สอง เพราะ คนไทยขาดสิ่งใด ก . ผู้นำที่เข้มแข็ง ข . ขวัญและกำลังใจ ค . ความสามัคคี
  • 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.6 ควรเรียงลำดับตัวเลือกที่เป็นตัวเลข ( ไม่ดี ) กรุงเทพฯ สร้างเสร็จปีใด ก . พ . ศ .2310 ข . พ . ศ .2113 ค . พ . ศ .2315 ( ดีขึ้น ) ก . พ . ศ . 2113 ข . พ . ศ . 2310 ค . พ . ศ .2315
  • 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.7 ควรใช้ตัวเลือกที่ผู้เรียนรู้จักและเข้าใจ ( ไม่ดี ) คนผอมควรเลือกรับประทานอาหารชนิดใดต่อไปนี้ ก . ข้าวซอย ข . ข้าวยำ ค . ข้าวขาหมู ง . น้ำพริกผักต้ม ไม่ดี เพราะข้อ ก . และ ข . เป็นอาหารพื้นเมือง ซึ่งผู้เรียนอาจไม่รู้จัก ( ดีขึ้น ) ก . ผัดผักน้ำมันหอย ข . โจ๊ก
  • 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.8 หลีกเลี่ยงการแนะคำตอบ 1) อย่าให้คำถามข้อแรกๆ แนะคำตอบข้อหลังๆ เช่น ข้อแรกๆ ถามว่า สีเขียวในใบพืชเรียกอะไร ข้อหลังๆ ถามว่า พืชสีเขียวซึ่งมีคลอโรฟิลล์จะปรุงอาหารได้ต้องอาศัยสิ่งใด
  • 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.8 หลีกเลี่ยงการแนะคำตอบ 2) อย่าให้ตัวถูกมีคำซ้ำกับคำถาม ( ไม่ดี ) เราได้น้ำตาลมาจาก ต้นอะไร ก . ต้นตาล ข . ต้นมะม่วง ค . ต้นปาล์ม ( ดีขึ้น ) ก . ต้นอ้อย ข . ต้นมะม่วง ค . ต้นปาล์ม
  • 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.8 หลีกเลี่ยงการแนะคำตอบ 3) อย่าใช้คำขยายไม่เหมาะสม ( ไม่ดี ) หลังรับประทานอาหาร ไม่ควรทำสิ่งใด ก . นั่งเล่น ข . นอนทันที ค . ดูโทรทัศน์ ( ดีขึ้น ) ก . นั่งเล่น ข . นอนเล่น ค . ดูโทรทัศน์
  • 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.8 หลีกเลี่ยงการแนะคำตอบ 4) อย่าถามเรื่องที่ผู้เรียนคล่องปากหรือเคยชินเกินไป ( ไม่ดี ) ใจคนเลี้ยวลดเหมือนสิ่งใด ก . เถาวัลย์ ข . ถนน ค . แม่น้ำ ข้อนี้ ข้อ ก . เป็นการเปรียบเปรยอย่างแพร่หลาย ถือว่าเป็นเรื่องที่คล่องปาก จึงไม่ควรถาม ควรถามเกี่ยวกับสำนวน สุภาษิตไทย ดีกว่า
  • 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.8 หลีกเลี่ยงการแนะคำตอบ 5) อย่าให้ตัวเลือกที่สั้นยาวต่างกันมาก ( ไม่ดี ) เด็กที่ฟันกำลังขึ้น ควร บำรุงด้วยอาหารประเภทใด ก . โปรตีน ข . อาหารทะเล ค . อาหารประเภทที่มี แคลเซียมมาก ( ดีขึ้น ) เด็กที่ฟันกำลังขึ้น ควร รับประทานอาหารที่มี แร่ธาตุชนิดใด ก . เหล็ก ข . วิตามิน ค . แคลเซียม
  • 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) ในกรณีที่ตัวเลือกใช้คำเฉพาะหรือมีความรัดกุม แจ่มชัดดีแล้ว ไม่สามารถปรับแก้ให้แต่ละตัวมีความยากพอ ๆ กันได้ ให้ใช้วิธีเรียงตัวเลือกจากตัวที่สั้นไปหาตัวที่ยาว เช่น ประเทศไทยกำลังพัฒนาอาชีพใด ก . ทำนา ข . การค้าขาย ค . การอุตสาหกรรม
  • 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.8 หลีกเลี่ยงการแนะคำตอบ 6) ควรกระจายตำแหน่งตัวถูก ควรวางตำแหน่งตัวถูกอย่างสุ่ม ไม่เป็นระบบที่แน่นอนตายตัว กระจายให้ตัวเลือกแต่ละตัว มีจำนวนครั้งที่เป็นตัวถูกเท่าๆ กัน
  • แบบสอบอัตนัย ( Eassy Test )
    • ลักษณะเด่น
    • เป็นการสอบที่ให้เสรีภาพแก่ผู้ตอบในการประมวล คัดเลือกความรู้ ความสามารถที่มีอยู่ในตนเอง มาจัดระบบ เรียบเรียงและเขียนเป็นคำตอบ
    • คำตอบที่ได้จากผู้สอบแปรตามระดับของคุณภาพและความถูกต้อง
  • ประเภทของแบบสอบอัตนัย 1. แบบจำกัดคำตอบ ( Restricted Response ) เป็นแบบคำถามที่จำกัดให้ตอบทั้งเนื้อหา ( Content ) และรูปแบบ ( Form ) การตอบ จงเปรียบเทียบความแตกต่างที่สำคัญระหว่างประเทศ อุตสาหกรรม ( NICS ) กับประเทศเกษตรกรรม ในประเด็นต่อไปนี้ 1. ระบบการผลิต 2. รายได้ของประชากร 3. ปัญหาสังคม
  • ประเภทของแบบสอบอัตนัย 2. แบบไม่จำกัดคำตอบ ( Extended Response ) เป็นแบบคำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้สอบตอบได้อย่างเสรี โดยไม่กำหนดขอบเขตของคำถาม แต่จำกัดเวลาในการตอบ จงวิเคราะห์การแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
  • ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการวัดผลการศึกษา 1. การสอบเป็นเครื่องมือวัดผลเพียงอย่างเดียว 2. คะแนนที่นักเรียนสอบได้ คือ สมรรถภาพของ ผู้เรียนเท่านั้น 3. เครื่องมือที่ใช้วัดผลจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญ จะพิจารณาคะแนนที่ได้เท่านั้น
  • ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการวัดผลการศึกษา 4. การวัดผลจะต้องมีการแจกแจงเป็นโค้งปกติเสมอ 5. การสอบคือการควบคุมคุณภาพการศึกษา 6. ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้เรียนทราบถึงวัตถุประสงค์ของการสอนและการสอบ
  • ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการวัดผลการศึกษา 7. การสอบต้องใช้เวลามากๆ 8. คะแนนจากการสอบควรเป็นความลับ 9. การบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยทำให้สอบได้
  • The End