• Partagez
  • E-mail
  • Intégrer
  • J'aime
  • Télécharger
  • Contenu privé
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive3
 

สรุปเตรียมสอบ Comprehensive3

on

  • 674 vues

 

Statistiques

Vues

Total des vues
674
Vues sur SlideShare
674
Vues externes
0

Actions

J'aime
1
Téléchargements
11
Commentaires
0

0 Ajouts 0

No embeds

Accessibilité

Catégories

Détails de l'import

Uploaded via as Adobe PDF

Droits d'utilisation

© Tous droits réservés

Report content

Signalé comme inapproprié Signaler comme inapproprié
Signaler comme inapproprié

Indiquez la raison pour laquelle vous avez signalé cette présentation comme n'étant pas appropriée.

Annuler

สรุปเตรียมสอบ Comprehensive3 สรุปเตรียมสอบ Comprehensive3 Document Transcript

  • สรุปเตรียมเนื้ อหา ก่อนสอบประมวลความรู้ (Comprehensive) โดย ... ฝ่ ายวิชาการ รัฐศาสตร์ บางนา รุ่น 9
  • สารบัญ หน้า ความเข้าใจเบืองต้นในการสอบ Comprehensive ปี 2551 ้ สรุปวิชา PS 701 แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์ ข้อแนะนําในการสอบ โดย รศ.วุฒศกดิ ์ ลาภเจริญทรัพย์ ิ ั เข้าสู่เนื้อหาการบรรยายโดย รศ.สิทธิพนธ์ พุทธหุน ั สรุปวิชา PS 702 ระเบียบวิธวจยทางรัฐศาสตร์ ีิั เข้าสู่เนื้อหาการบรรยายโดย ดร.อรัสธรรม พรหมมะ เข้าสู่เนื้อหาการบรรยายโดย รศ.เฉลิมพล ศรีหงษ์ สรุปวิชา PS 704 แนวความคิดและนโยบายการพัฒนาประเทศไทย สรุปเพื่อเตรียมสอบ Plan A การเมืองการปกครอง สาระสําคัญของวิชา PS 710 สังคมวิทยาการเมืองและการเปลียนแปลงทางสังคม ่ สาระสําคัญของวิชา PS 712 การมีส่วนร่วมของมหาชนในการเมืองไทย ทฤษฎีและแนวคิดทีควรสนใจสําหรับ Plan A ่ สรุปเพื่อเตรียมสอบ Plan B ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตัวแบบในการกําหนดนโยบายต่างประเทศ เข้าสู่เนื้อหาการบรรยายโดย ผศ.ดร.เบ็ญจมาส จีนาพันธุ์ สรุปเพื่อเตรียมสอบ Plan C การบริหารรัฐกิจ เข้าสู่เนื้อหาการบรรยายโดย รศ.อนงค์ทพย์ เอกแสงศรี ิ ข้อสอบเก่า Comprehensive (จนถึงปี 2549) PS 701 แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์ PS 702 ระเบียบวิธวจยทางรัฐศาสตร์ ีิั ั ั PS 703 สถานการณ์การเมืองโลกในปจจุบน PS 704 แนวความคิดและนโยบายในการพัฒนาประเทศไทย PS 705 แนวความคิดเชิงทฤษฎีในการบริหารรัฐกิจ Plan A การเมืองการปกครอง Plan B ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ Plan C บริหารรัฐกิจ 1 5 6 7 28 36 40 45 61 61 67 71 75 76 80 81 92 105 116 116 117 118 119 120 120 121 122
  • สารบัญ (ต่อ) หน้า ตัวอย่าง ถาม- ตอบ ข้อสอบวิชาประมวลความรู้ ข้อสอบวิชา PS 701 แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์ ข้อสอบวิชา PS 702 ระเบียบวิธวจยทางรัฐศาสตร์ ีิั ข้อสอบวิชา PS 704 แนวความคิดและนโยบายในการพัฒนาประเทศไทย ข้อสอบวิชา Plan A การเมืองการปกครอง ข้อสอบวิชา Plan B ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ข้อสอบวิชา Plan C การบริหารรัฐกิจ 124 124 132 137 139 145 147
  • การเตรียมพร้อมสอบประมวลผลความรู้ (Comprehensive) หลักสูตรศิ ลปศาสตร์มหาบัณฑิ ต สาขารัฐศาสตร์ สาขาวิ ทยบริ การเฉลิ มพระเกียรติ วิ ทยาเขตบางนา ความเข้าใจเบืองต้นในการสอบ Comprehensive ปี 2551 ้ ในส่วนนี้ต้องการจะให้นักศึกษาทําความเข้าใจถึงโครงสร้างของหลักสูตรและวิชาที่สอบว่า ประกอบด้วยวิชาอะไรบ้าง โครงสร้างของหลักสูตร ในหลักสูตรของเราจะมีวชาต่างๆ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ิ กลุ่มที่ 1 วิ ชาที่เป็ นทฤษฎี วิชาเหล่านี้ ประกอบด้วย - PS 701 แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์ เป็ นวิ ชาที่ว่าด้วยทฤษฎีของ Plan A หรือ ทฤษฎีว่าด้วยการเมืองการปกครอง - PS 703 ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็ นวิ ชาที่ว่าด้วยทฤษฎีของ Plan B หรือว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ - PS 705 ทฤษฎีการบริหารรัฐกิจ เป็ นวิ ชาที่ว่าด้วยทฤษฎีของ Plan C หรือ ทฤษฎีว่าด้วยการบริ หารรัฐกิ จ - PS 704 เป็ นวิ ชาที่เชื่อมโยงความรู้ระหว่าง Plan A B และ C เข้าด้วยกัน เนื่องจากวิชา PS 704 เป็นวิชาว่าด้วยการพัฒนา ซึงเนื้อหาของวิชาจะครอบคลุมทัง 3 Plan ่ ้ โดยครอบคลุมถึงเรือง ดังนี้ ่ - การพัฒนาการเมือง (รวมทังเศรษฐกิจ สังคม ) ้ - การพัฒนาการบริหาร (การกําหนดนโยบายการพัฒนา ) - การพัฒนาในบริบทระหว่างประเทศ (ผลกระทบจากภายนอกทีมต่อการพัฒนาประเทศไทย) ่ ี กลุ่มที่ 2 วิ ชาที่ เป็ นเครื่องมือ มี 1 วิ ชา คื อ PS 702 ระเบียบวิ ธีวิจยทางรัฐศาสตร์ เป็ นวิ ชาที่ ั สอนให้นักศึกษามีเครื่องมือเพื่อนาไปใช้ในการแสวงหาความรู้ กลุ่มที่ 3 วิ ชาเนื้ อหาตาม Plan ต่างๆ ตามโครงสร้างหลักสูตร ประกอบด้วย 3 แพลน คือ 3.1 Plan A หมายถึง วิ ชาในสาขาการเมืองการปกครอง ประกอบด้วย - PS 710 สังคมวิทยาการเมืองและการเปลียนแปลงทางสังคม ่ - PS 712 การมีส่วนร่วมทางการเมือง 3.2 Plan B หมายถึง วิ ชาในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประกอบด้วย - PS 703 ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ - PS 709 นโยบายต่างประเทศไทย
  • - PS 714 การเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 3.3 Plan C หมายถึง วิ ชาในสาขาบริ หารรัฐกิ จ ประกอบด้วย - PS 705 ทฤษฎีการบริหารรัฐกิจ - PS 707 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ - PS 708 องค์การและการจัดการ - PS 711 การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ ** วิ ชา PS 702 เป็ นเครื่องมือในการเข้าถึงองค์ความรู้ เป็ นวิ ชาที่พิเศษกว่าวิ ชาอื่นๆ ** ทังนี้ วิ ชาต่างๆ ที่เราเรียนมาจะมีความสัมพันธ์ ดังรูป ้ PS 503 ความรู้เบืองต้นทางรัฐศาสตร์ ้ PS 701 ทฤษฎีดานการเมืองการ ้ ปกครอง Plan A - PS 710 สังคม วิทยาการ เมืองและการ เปลียนแปลง ่ - PS 712 การมีส่วน ร่วมทางการเมือง PS 703 ทฤษฎีด้าน ความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ PS 705 ทฤษฎีด้าน บริ หารรัฐกิ จ Plan B -PS 709 นโยบายต่างประเทศ -PS 714 การเมืองในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ Plan C - PS 707 การพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ - PS 708 องค์การ และการจัดการ - PS 711 การ วิเคราะห์นโยบาย สาธารณะ PS 704 จากภาพอธิ บายได้ ดังนี้ วิชาแรกทีเรียน คือ PS 503 จะเป็ นการปูพนฐานของวิชาต่างๆ ทัง 3 Plan เนื้อของ PS 503 ่ ้ื ้ จะเป็ นความรูเบื้องต้นทางด้านการเมืองการปกครอง ทางด้านการบริหารรัฐกิจ และความสัมพันธ์ ้ ระหว่างประเทศ จากนันเราก็ไปเรียน PS 701 ซึงเป็ นทฤษฎีทางการเมืองทีจะนํ าไปใช้ในการเรียนวิชา PS ้ ่ ่ 710 และ PS 712 จากนันเราก็จะเรียน PS 703 เพื่อเป็นทฤษฎีทจะนําไปใช้ในการเรียนวิชา PS 709 และ PS ้ ่ี 714
  • และสุดท้ายเราเรียนวิชา PS 705 เพื่อเป็ นทฤษฎีสําหรับนําไปใช้ในการเรียนวิชา PS 707 PS 708 และ PS 711 ทังนี้ วิชา PS 704 เป็นวิชาทีเชื่อมโยงความรูระหว่าง Plan A B และ C เข้าด้วยกัน ้ ่ ้ เกรดวิ ชา PS 797 มี 2 เกรดหลัก ได้แก่ 1. Unsatisfied (U) คือ ไม่พงพอใจ ึ 2. Satisfied (S) คือ พอใจ คําตอบเป็ นที่น่าพอใจ แสดงให้เห็นว่านักศึกษามีความรู้ ความสามารถที่จ ะนํ า ไปใช้ใ นสัง คม และสามารถตอบคํ า ถามของสัง คมได้อ ย่ า งมหาบัณ ฑิต นักศึกษาต้องใช้ประสบการณ์ส่วนตัวและนําหลักการไปประยุกต์ใช้อย่างเข้าใจ โครงสร้างการออกข้อสอบ ข้อสอบมีทงหมด 6 ข้อ โดย แบ่งออกเป็น ั้ 1. ข้อสอบวิ ชาพื้นฐาน สอบวันเสาร์ท่ี 28 มิถุนายน 2551 (9.00-13.00 น.) จํานวน 3 ข้อ ประกอบด้วย - PS 701 (ทํา 1 ข้อ) - PS 702 (ทํา 1 ข้อ) - PS 704 (ทํา 1 ข้อ) 2. ข้อสอบวิ ชาบังคับ สอบวันอาทิตย์ท่ี 29 มิถุนายน 2551 (9.00-13.00 น.) ทีเอาความรูจากแต่ละ Plan มารวมกันแล้วออกข้อสอบ Plan ละ 1 ข้อ รวม 3 ข้อ คือ ่ ้ Plan A ประกอบด้วยวิชา PS 710, PS 712 Plan B ประกอบด้วยวิชา PS 703, PS 709, PS 714 Plan C ประกอบด้วยวิชา PS 705, PS 707, PS 708, PS 711 วิ ธีการเตรียมตัวสอบ 1. วิ ชาบังคับ อ่านเจาะลงไปเลย 2. วิ ชา Plan ต่ างๆ อ่านแล้วทําความเชื่อมโยงกันให้ได้ว่าแต่ละวิชามีความเกี่ยวข้องกัน อย่างไร แล้วพยายามสร้างความเชื่อมโยงโดยเอาความรูจากแต่ละวิชาใน Plan นันๆ มาตอบให้ได้ ้ ้ เวลาตอบข้อสอบ (เหนืออื่นใดต้องดูโจทย์ดวย) ้ 3. ติ ดตามเหตุการณ์ ปัจจุบน ถ้าให้ดจดรวบรวมให้เป็นหมวดหมู่ คือ ั ี - เหตุ ก ารณ์ ท่เ กี่ย วข้อ งกับการบริห ารรัฐกิจ เช่น การปฏิรูประบบราชการ การ ี กําหนดนโยบายใหม่ๆ การนํานโยบายไปปฏิบติ ปญหาความขัดแย้งในระบบราชการ ั ั ั - เหตุการณ์ทเกี่ยวข้องกับการเมือง การปกครองไทย เช่น เรื่องของ ปปช. ปญหา ่ี ั ในพรรคการเมือง พัฒนาการเมืองไทย ปญหาการตรวจสอบอํานาจรัฐ - เหตุการณ์ในต่างประเทศ และนโยบายทีเกียวกับต่างประเทศของไทย ่ ่ 4. การเตรียมตัว ควรทําเป็น 2 ช่วง ั - ช่วงแรกก่อนการปจฉิมนิเทศ อ่านรายวิชาไปเรือยๆ พร้อมทําโน๊ ตย่อ ่
  • ั - ช่วงหลังปจฉิมนิเทศ อ่านเจาะตามแนวข้อสอบทีมแนวโน้ มว่าจะออกข้อสอบตาม ่ ี ั เนื้อหาทีอาจารย์ตวให้ในวันปจฉิมนิเทศ ่ ิ การสอบประมวลผลความรอบรู้ ต้องการวัดนักศึกษา 3 ด้านด้วยกัน คือ 1. วัด องค์ค วามรู้ท างรัฐ ศาสตร์ คือ เรื่อ งของหลัก การ คอนเซ็ป ต์ และทฤษฎีข อง นักวิชาการต่าง เช่น ทฤษฎีกลุ่ม ทฤษฎีระบบ แนวคิดพหุนิยม แนวคิดนีโอมาร์กซิสต์ ทฤษฎีทง ั้ ใหญ่และเล็กที่ผ่านตาไปในแต่ละวิชา นักศึกษาต้องประมวลออกมาได้ท ั งหมด เช่น พอเห็นคําว่า ้ Pluralist จะต้องมองออกเลยว่า เป็ นแนวคิดทีมองว่าอํานาจกระจายไปทัวทังสังคม ไม่ได้กระจุกตัว ่ ่ ้ อยู่ทรฐเพียงจุดเดียว หรือเมื่อนักศึกษาเห็น Term หรือคําศัพท์เล็กๆ ต้องนึกออกว่าคืออะไร ถ้าทํา ่ี ั ได้อย่างนี้จะสอบผ่านได้อย่างแน่นอน ทังนี้ นักศึกษาเพียงแต่รเฉพาะทฤษฎีหลักๆ เท่านัน ้ ู้ ้ 2. วัดในเรื่องการวิ จย การวิจยเป็ นการแสวงหาความรูใหม่ หรือการอธิบายปรากฏการณ์ ั ั ้ จริงเชื่อมโยงสิงต่างๆ กันเข้าเป็นระบบ หรือเอาทฤษฎีและความคิดบางเรื่องไปอธิบายข้อเท็จจริงใน ่ สัง คมได้ นั น หมายความว่ า ถ้ า วัด เราทํ า เรื่อ งวิจ ัย เราจะต้ อ งมองภาพของโครงร่ า งการวิจ ัย ่ (Research Proposal) ออกมาให้ได้ 3. วัดการประยุกต์ใช้ นอกจากนักศึกษาต้องรู้เรื่องทฤษฎีแล้ว นักศึกษาจะต้องสามารถ แสวงหาความรูได้ และนักศึกษายังต้องนําความรูไปประยุกต์ใช้ได้ดวย เพราะนักรัฐศาสตร์ต้องทํา ้ ้ ้ หน้าทีนําเอาทฤษฎีมาสัมพันธ์กบชีวตประจําวันของคนเรา ่ ั ิ ต้องเข้าใจสิ่ งที่อาจารย์ต้องการวัดหรือประเมิ นนักศึกษา ในการศึกษาวิชารัฐศาสตร์สงทีอาจารย์ประเมินมี อยู่ 3 ส่วนด้วยกัน เวลาตอบข้อสอบจึง ิ่ ่ ต้องมี 3 ส่วน คือ - ทฤษฎี - ข้อเท็จจริ ง - การวิ เคราะห์ การแสดงความคิ ดเห็นของตนเอง **และต้ อ งรู้จ ัก วางกรอบการตอบ ซึ่ง จะสํ า คัญ มาก กรอบการตอบของแต่ ล ะคนก็ไ ม่ จําเป็ นต้องเหมือนกัน เวลาเขียนคําตอบก็ต้องเรียบเรียงการตอบให้สวยงามด้วย เหมือนกับการ เขียนเรียงความทีตองมีเกรินนําหรือคํานํา ตามด้วยเนื้อหา และสรุป ** ่ ้ ่ การประกาศผลสอบ วันจันทร์ท่ี 11 สิงหาคม 2551 ประกาศผลสอบประมวลความรู้ วันพุธที่ 13 สิงหาคม 2551 วันสุดท้ายของการสําเร็จการศึกษา การสอบแก้ I (PS 797) วันจันทร์ท่ี 25 สิงหาคม 2551 ณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง - วิชาพืนฐาน สอบเวลา 9.00-12.00 น. ้ - วิชาบังคับ สอบเวลา 13.00-16.00 น.
  • ประกาศผลสอบแก้ I วันจันทร์ท่ี 15 กันยายน 2551 สอบปากเปล่า (หากสอบแก้ I ไม่ผ่าน) วันจันทร์ท่ี 22 กันยายน 2551 ั ** หมายเหตุ : ปจฉิมนิเทศ วันจันทร์ท่ี 2 และวันอังคารที่ 3 มิถุนายน 2551 เวลา 8.30-16.00 น. ณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง สรุปวิ ชา PS 701 แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์ รูปแบบข้อสอบ PS 701 จากข้อสอบทีออกมาหลายๆ ปีพบว่า PS 701 จะมีรปแบบข้อสอบ อยู่ 3 รูปแบบ คือ ่ ู แบบที่ 1 : ข้อสอบทีถามถึงความสําคัญของแนววิเคราะห์หรือทฤษฎีหรือ Approach ในการ ่ เข้าถึงความจริงทางการเมือง หรือในการศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมือง ข้อสอบแบบนี้ เช่น ข้อสอบปี 2545 2547 2548 2549 ข้อสอบปี 2545 ถามว่า ในการทําความเข้าใจเกียวกับเรืองราวทางการเมืองนักรัฐศาสตร์จะ ่ ่ แตกต่างจากนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์อ่นๆ ตรงที่นักรัฐศาสตร์มกรอบความคิด (Conceptual ื ี Framework ) และแนวการศึกษาวิเคราะห์เชิงทฤษฎี (Theoretical Approach) ทีชดเจน จงชีให้เห็น ่ ั ้ ถึงความสําคัญของแนวการศึกษาวิเคราะห์เชิงทฤษฎี การศึกษาเช่นนี้ต่างจากการศึกษาโดยสามัญ สํานึกอย่างไร อธิบายโดยยกตัวอย่างชัดเจน ข้อสอบปี 47 คําถามคร่าวๆ ถามว่าการจะเข้าถึงความจริงทางการเมืองจะมีหลักการอย่างไร แบบที่ 2 : ข้อสอบที่ถามถึงพัฒนาการของวิชารัฐศาสตร์ หรือใช้คําว่าการเปลี่ยนแปลง กระบวนทัศน์ (เป็ นคําถามทีถามถึงยุคต่างๆ ของรัฐศาสตร์นนเอง) และส่วนใหญ่คําถามจะเจาะลง ่ ั่ ไปทียคพฤติกรรมศาสตร์ ุ่ ข้อสอบแบบนี้ เช่น ข้อสอบปี 2543 2544 และ 2547 (สระบุรี) ข้อสอบปี 44 เหตุใดการที่การศึกษารัฐศาสตร์ท่เปลี่ยนมาเป็ นการศึกษาในเชิงพฤติกรรม ี ศาสตร์ถอว่าเป็ นการปฏิวตครังแรกของวิชารัฐศาสตร์ และพฤติกรรมศาสตร์มอทธิพลต่อการศึกษา ื ั ิ ้ ีิ รัฐศาสตร์อย่างไร และมีประโยชน์ต่อการศึกษารัฐศาสตร์หรือไม่ ข้อสอบปี 47 (สระบุร)ี สาขารัฐศาสตร์เป็ นวิชาที่ศกษาปรากฏการณ์ทางการเมือง ซึ่งใน ึ กระบวนการแสวงหาความรู้ด้านนี้ได้มการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm) อยู่หลายครัง ี ้ ขอให้ท่านประมวลความรูทได้เรียนมาเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงภาพของการเปลียนแปลงกระบวนทัศน์ ้ ่ี ่ ต่ า งๆ ดังกล่ า ว พร้อ มให้เ หตุ ผ ลสํา หรับ การเปลี่ยนแปลงแต่ ล ะครัง และท่ านคิด ว่า อนาคตของ ้ การศึกษาสาขาวิชานี้ ควรจะเป็นอย่างไรหรือสมควรจะเป็ นอย่างไรขอให้อธิบายให้ชดเจน ั
  • แบบที่ 3 : ข้อสอบทีให้เอา Approach ต่างๆ ไปอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองอันใด ่ อันหนึ่ง ข้อสอบแบบนี้จะออกในปี 2541 และ 2550 ข้อ สอบปี 2550 อาจารย์ค งจะให้ เ อาแนววิ เ คราะห์ ก ลุ่ ม ผลประโยชน์ ม าอธิ บ ายการ เมืองไทย หมายเหตุ ** ไม่ว่าข้อสอบจะออกแบบใดโจทย์ของทุกปีจะให้ยกตัวอย่างเสมอ ดังนัน สิ่งที่ข าดไม่ไ ด้เ ลยก็ค ือ การเตรียม Approach และตัว อย่างปรากฏการณ์ ทาง ้ การเมืองมายกเป็นตัวอย่างในการตอบ ***แนวโน้ ม ของปี นี้ (คาดว่ า ) คื อ ความส าคัญ ของทฤษฎี ห รื อ แนววิ เ คราะห์ ท าง รัฐศาสตร์ และ Approach หรือรูปแบบที่ 1 และ 3 *** ข้อแนะนําในการสอบ โดย รศ.วุฒศกดิ ์ ลาภเจริญทรัพย์ ิ ั ปรัชญาของการสอบประมวลความรู้ มีขนเพื่อต้องการวัดระดับความรู้ และคุณภาพของ ้ึ การศึกษา ทีนกศึกษาสะสมมาตลอดหลักสูตรของการเรียน ่ ั สิงทีตองการประเมินก็คอ นักศึกษามีความพร้อมหรือไม่ทจะจบออกไปอย่างมีคุณภาพ ่ ่ ้ ื ่ี สิงทีไม่ควรทําและทําให้ได้คะแนนน้อย ่ ่ 1. การไม่อ่านคาถาม เนื่องจากนักศึกษามักจะเก็งข้อสอบมากกว่าการเตรียมสอบ ทําให้ นําเอาสิงทีเก็งเอาไว้มาเขียน โดยไม่สนใจจะตอบคําถาม ่ ่ ดังนันนักศึกษาต้องตอบให้ตรงประเด็น อ่านคําถามก่อนลงมือตอบ ้ 2. การเขียนคาตอบสันเกิ นไป เพราะการสอบประมวลผลควรจะมีการเตรียมตัวมาอย่างดี ้ (แต่การตอบแบบยาวก็ตองมีเนื้อหา มีสาระ ไม่ใช่น้ําท่วมทุ่ง หรือเขียนตามใจ) ้ 3. การตอบแบบวนไปวนมา สิงทีควรทํา ่ ่ 1. การสอบประมวลความรู้ เป็ นเรื่องของการประมวลทุกอย่างเข้าด้วยกัน ดังนันคําถามที่ ้ ถามในข้อสอบจะไม่ได้บอกว่าเป็ นวิชาอะไร แต่นักศึกษาต้องดูว่าคําถามนันจะเอาความรูอะไรมา ้ ้ ตอบได้บ้าง สามารถดึ งความรู้จากทุกวิ ชามาตอบได้ การที่เราคิดว่าคําถามข้อนันเป็ นวิชานัน ้ ้ วิชานี้จะทําให้เราติดอยูในกรอบและทําให้ทาข้อสอบได้ไม่ดี ่ ํ 2. การสอบประมวลความรู้ เน้นการวิเคราะห์ การวิเคราะห์ คือ การแสดงให้เห็นเหตุและผล ของสิงทีเราวิเคราะห์ เช่น ่ ่ - ถ้าถามว่า ทําไมหรืออะไรในบางประเทศพรรคการเมืองจึงเป็นระบบ 2 พรรค การตอบคําถามนี้เราจะต้องแจกแจงเหตุผลทุกอย่างทีทําให้เกิดระบบพรรคการเมืองแบบ 2 ่ พรรค (ไม่ใช่การเขียนถึงพัฒนาการของระบบพรรคการเมืองในประเทศเหล่านี้ ) แต่ต้องบอกถึง สาเหตุ
  • ั - ถ้าถามว่า อะไรคือปจจัยของการพัฒนาประชาธิปไตย เราก็ต้องตอบถึงสาเหตุของการ พัฒนาประชาธิปไตย โดยเอาทฤษฎีทเกี่ยวข้องมาตอบ ซึงทฤษฎีจะมีหลายทฤษฎี แต่เราในฐานะที่ ่ี ่ ั เป็ นมหาบัณฑิตต้องฟนธงลงไปให้ได้ว่าจากหลายทฤษฎีนันเราเชื่อในทฤษฎีใด เช่น บางทฤษฎี ้ กล่าวว่าประเทศที่เป็ นประชาธิปไตยสูงมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่ดี ประชาชนรับรู้ข่าวสาร แต่ บางทฤษฎีกล่าวว่าการจะพัฒนาประชาธิปไตยจะต้องมาจากชนชันนํา และชนชันนํา ทีมการศึกษา มี ้ ้ ่ ี โลกทัศน์ทเี่ ห็นความสําคัญของประชาธิปไตยจึงนําประชาธิปไตยเข้ามา จากนันนักศึกษาก็ต้องระบุไปเลยว่าเราเลือกที่จะเชื่อทฤษฎีใด เพราะอะไร ตรงนี้เป็ นการ ้ บอกให้อาจารย์รว่า นักศึกษานันเข้าใจทุกทฤษฎี แต่คดว่าทฤษฎีทดทสุดคืออะไร ู้ ้ ิ ่ี ี ่ี 3. ควรจะมีการวางแผนและเขียนเค้าโครงคําตอบเสียก่อนจะลงมือตอบ เป็ นการช่วยให้เรามี กรอบในการตอบ และไม่หลงลืมในการตอบให้ครบทุกประเด็น 4. การตอบข้อสอบทุกข้อจะต้องมีการสรุป เพราะข้อสอบประมวลความรูจะเป็ นข้อสอบที่ม ี ้ คําถามกว้างเพื่อเปิ ดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงความรูท่มอยู่ได้อย่ างเต็มที่ ในตอนสุดท้ายจึงต้อง ้ ี ี สรุปเพื่อชีให้เห็นประเด็นหลักของการตอบ ้ เข้าสู่เนื้ อหาการบรรยายโดย รศ.สิ ทธิ พนธ์ พุทธหุน ั ความรับผิดชอบของอาจารย์จะเป็ นเรื่องของ Approach หรือมุมมองที่จะนํ ามาใช้ ในการ วิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางการเมือง การมองปรากฏการณ์ทางการเมืองเราจะต้องมีมุมมองที่ หลากหลาย ดังนันเมือข้อสอบออกมาให้วเิ คราะห์เรืองราวทางการเมือง นักศึกษาจะต้องมีความคิดที่ ้ ่ ่ หลากหลายด้วยเช่นกัน ข้อแนะนาในการทาข้อสอบ ั 1. ปกหลักให้แน่ น โดยวางทฤษฎี แนวคิด และหลักการ (โดยเฉพาะหลักการที่เกี่ยวข้อง/ หลักการทีโจทย์ถาม/ หลักการทีอาจารย์ต้องการให้ประยุกต์ใช้) แล้วอธิบายหลักในแต่ละประเด็นให้ ่ ่ กระจ่างเสมือนว่าอาจารย์ไม่รเรื่องนันมาก่อน ยิงอธิบายละเอียดเท่าไหร่ นักศึกษาก็จะได้ประโยชน์ ู้ ้ ่ เท่านัน ้ 2. นําหลักทีอธิบายอย่างละเอียดในข้อ 1 มาเป็นกรอบในการวิเคราะห์และอภิปราย ่ 3. สรุปเพื่อตอบคําถามโจทย์ สิ่ งที่ไม่ควรทาในการตอบข้อสอบคือ 1. ตอบแบบป่ าล้อมเมือง นักศึกษาหลายคนไม่เข้าใจคําถาม เช่น ถามว่าภูเขาทองตังอยู่ ้ ในวัดใด นักศึกษาทีไม่รว่าภูเขาทองอยู่ในวัดสระเกศ กรุงเทพฯ ก็จะบรรยายถึงวัดทังหมดทีมอยู่ใน ่ ู้ ้ ่ ี ประเทศ แต่ไม่ได้ตอบโจทย์เลยทําให้ไม่ได้ค ะแนน นักศึกษาควรอ่านโจทย์ก่อนว่าอาจารย์ถามเรื่อง อะไร ต้องการให้ตอบประเด็นใด 2. เน้ นสภาพแวดล้ อมมากกว่าเน้ นเนื้ อหาของคาตอบ เช่น ถามว่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างไร คําถามเน้นระบบเศรษฐกิจของไทย และวิกฤติเศรษฐกิจ ทีเกิดขึนในขณะนันมีผลกระทบต่อการเมืองอย่างไร นักศึกษาจะต้องวิเคราะห์โจทย์ก่อนว่าต้องการ ่ ้ ้ คําตอบแบบใด
  • 3. ตอบข้อสอบโดยไม่แยกประเด็นคาถาม คําถามหนึ่งอาจมีหลายประเด็นคําถามย่อย นักศึกษาจะต้องแยกคําถามออกเป็นประเด็น แล้วตอบคําถามทีละประเด็นจนครบทุกคําถาม คําถาม แต่ ละประเด็นจะมีคะแนนเฉลี่ยกันไป ถ้านักศึกษาตอบไม่ครบทุกประเด็นก็จะได้คะแนนเฉพาะ ประเด็นที่ตอบเท่านัน เช่น คะแนนเต็มมี 100 คะแนน คําถามมีทงหมด 5 ประเด็น หากนักศึกษา ้ ั้ ตอบแค่ประเด็นเดียวก็จะได้คะแนนแค่ 20 คะแนน 4. ไม่มีหลักฐานอ้างอิ งและไม่มีทฤษฎี มาเป็ นเครื่องมือในการวิ เคราะห์ คําตอบจึงเป็ น เพียงบทความลอยๆ เหมือนการเขียนหนังสือพิมพ์ การตอบข้อสอบทีดควรนําหลักการ/แนวคิดของ ่ ี นักวิชาการมาอ้างอิงเพื่อสร้างความเชื่อมันให้กบคําตอบ เช่น หลักของพาร์สนใช้วดความทันสมัย ่ ั ั ั ของสังคม หลักของลูเซียน พาย หรือทฤษฎีการพัฒนาทางการเมืองของฮันติงตัน 5. ตอบแบบโน้ ตย่ อ เกิดจากการอ่านหนังสือแล้ว ทําโน้ ต ย่อเพื่อความเข้าใจของตนเอง นักศึกษาจะท่องโน้ตย่อนันแล้วนํ ามาตอบข้อสอบ โดยคิดว่าอาจารย์ผู้ตรวจจะเข้าใจโน้ตย่อนันไป ้ ้ ด้วย การตอบทีถูกต้อง คือ ชี้แจงรายละเอียดให้ผอ่านเข้าใจ เปรียบเสมือนว่า อาจารย์ไม่รเรื่องนัน ่ ู้ ู้ ้ มาก่อน ซึงการตอบข้อสอบถือเป็ นงานทางวิชาการหรือบทความหนึ่งชิ้น นักศึกษาจึงต้องทําให้คน ่ อ่านรูเรืองให้มากทีสุด ้ ่ ่ 6. ตอบแบบขนมชัน คือ การตอบไปทีละเรื่องๆ เป็ นชันๆ เรียงกันไป โดยไม่ได้เชื่อมโยง ้ ้ คําตอบเข้าด้วยกัน เหมือนขนมชันที่มเป็ นชันๆ แต่ละชันจะสําเร็จในตัวของมันเอง และไม่ได้นํา ้ ี ้ ้ ทฤษฎีทยกมาบูรณาการกับความเป็นจริง ่ี 7. ขาดความต่อเนื่ องของเนื้ อหา เนื้อหาจะกระโดดไปมาตลอดเวลาอย่างไม่มเี หตุผลและ ไม่เป็ นเนื้อหาต่อเนื่องกัน การตอบข้อสอบที่ ดีควรเป็ นเหมือนขนมเปี ยกปูน เพราะมีเนื้อขนม เดียวกันทังหมด คําตอบก็ควรมีเนื้อหาต่อเนื่องกันและบูรณาการให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ้ 8. รีบร้อนสรุปโดยไม่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักการ/ทฤษฎี กบข้ อเท็จจริ ง ั ั่ ้ เช่น ข้อสอบ Quiz พูดถึงหลักการของพาร์สนเรื่องสะพานทีทอดสองฟากฝง่ั ระหว่างฝงดังเดิมไปสู่ ั ่ ั่ ั ั่ ฝงที่ทนสมัย นักศึกษาจึงบรรยายลักษณะของแต่ ละฝงจนครบทัง 8 หลักหรือ 4 คู่ แล้วรีบสรุปว่า ้ ประเทศไทยน่ าจะอยู่ใ นก้าวที่ 6 ซึ่งเป็ นระยะของการเปลี่ยนแปลง แต่ นักศึกษาไม่ได้ว ิเ คราะห์ ความสัมพันธ์ระหว่างหลักกับข้อเท็จจริง ั การตอบคําถามทีดนอกจากปกหลักให้แน่ น คือ นํ าหลักมาวิเคราะห์ ยิงแจงรายละเอียดของ ่ ี ่ หลักเท่าไหร่ ความสามารถในการนํ าหลักมาวิเคราะห์กจะละเอียดมากขึนเท่านัน คําตอบกว่า 80% ็ ้ ้ ทีขาดการนําหลักทัง 8 หลักมาวิเคราะห์ขอเท็จจริงทีอยู่ในสังคมไทยเสียก่อน โดยเปรียบเป็ นไม้บรรทัด ่ ้ ้ ่ 4 อัน อันแรกว่าด้วยเรืองของกฎกติกาหรือระเบียบต่างๆ ของสังคม ด้านซ้ายสุดคือการเลือกปฏิ บติ ่ ั ซึงเป็นสังคมแบบดังเดิม ส่วนขวาสุดคือสภาพการของสังคมทีทนสมัย กฎกติกาจึงเป็ นสากล บังคับ ่ ้ ่ ั ใช้กบทุกคนในสังคมไม่เลือกปฏิบติ จากนันก็นําไม้บรรทัดมาวัดกับข้อเท็จจริงทีปรากฏในสังคมไทย ั ั ้ ่ ว่า ไทยเรามีการเลือกปฏิบตหรือไม่ ทุกคนผิดต้องรับผิดตามกฎหมายเหมือนกั นในทํานองเดียวกัน ั ิ หรือไม่ ไม่มการเบ่งและสีมาเกี่ยวข้องใช่หรือไม่ แล้ววิเคราะห์ว่า หากคะแนนเต็ม 10 แล้วไทยได้ก่ี ี คะนน จากนันก็เอาไม้บรรทัดที่ 2, 3, 4 มาวิเคราะห์ตามลําดับ จากนันก็กลับไปดูโจทย์เพื่อสรุปตอบ ้ ้
  • คําถามโจทย์ การตอบข้อสอบที่ดี คือ นักศึกษาต้ องมีความสามารถในการร้อยเรียงข้อมูลมา พรรณนาตอบคาถาม โดยอาศัยทฤษฎี หลักการ หรือแนวคิ ดมาเป็ นกรอบในการวิ เคราะห์ รัฐศาสตร์ (Politics) แปลว่า การเมือง ส่วน Science แปลว่า วิทยาศาสตร์ คําว่า Politics Science โดยศัพท์จะหมายถึง วิทยาศาสตร์การเมือง แต่ดานสังคมศาสตร์แปลว่า รัฐศาสตร์ เพราะ ้ Politics Science เป็นการศึกษาเรืองราวทีเกียวข้องกับรัฐ ่ ่ ่ รัฐศาสตร์ศกษาเรืองดังต่อไปนี้ ึ ่ 1. การเมือง 2. การปกครอง คือ การใช้อํ า นาจอธิป ไตยเข้า ไปมีส่ ว นในการจัด รูป แบบโครงสร้า ง ความสัมพันธ์เชิงอํานาจ เช่น การปกครองระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา หรือการปกครองแบบ เผด็จการ 3. สถาบันทางการเมือง เช่น รัฐสภา สภาผูแทนราษฎร พรรคการเมือง การเลือกตัง ้ ้ 4. อานาจ อานาจหน้ าที่ และอิ ทธิ พล เช่น ทีมาของอํานาจ การใช้อํานาจ ความชอบธรรม ่ ของอํานาจ อิทธิพลทางการเมือง 5. ความขัดแย้ง เช่น ความขัดแย้งเชิงอํานาจ ความขัดแย้งระหว่างคนที่มอุดมการณ์ทาง ี การเมืองทีแตกต่างกัน ่ 6. การแจกแจงแบ่งสรรทรัพยากรของสังคม เช่น กระบวนการการจัดสรรงบประมาณ เพื่อนํางบประมาณไปบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้ประชาชนในรูปแบบทีแตกต่างกันออกไป ่ สังคมวิ ทยาการเมือง นักวิชาการหลายคนมองว่า สังคมวิทยาการเมือง คล้ายคลึงกับรัฐศาสตร์อย่างมาก แต่จริงๆ แล้วทังสองศาสตร์ไม่ได้เหมือนกันทังหมด แต่จะเอื้อต่อกัน นักวิชาการหลายคนได้ให้ความหมาย ้ ้ ของสังคมวิทยาการเมืองไว้ อาจารย์สรุปออกมาได้ 3 กลุ่ม ดังนี้ 1. สังคมวิทยาการเมือง เป็นเรืองของสภาพ สรีระ เรืองราวต่างๆ ทางสังคมทีอยู่รอบตัวของ ่ ่ ่ เนื้อหาในทางการเมือง 2. สังคมวิทยาการเมืองเป็นเรืองของสภาพแวดล้อมทางการเมือง ่ 3. การเมืองจะถูกกําหนดให้ปรากฏออกมาในรูปแบบใดหรือเป็ นไปอย่างไร เป็ นเพราะได้รบ ั อิทธิพลมาจากสภาพแวดล้อมต่างๆ ในทางสังคม ขณะเดียวกันสภาพแวดล้อมต่างๆ ทางสังคมก็ม ี อิทธิพลต่อการเมืองด้วย เช่น ความเชื่อ วัฒนธรรม ความเป็ นมาของสังคมวิ ทยาการเมือง สัง คมวิท ยาการเมือ งมีพ ัฒนาการมาจากความคิด ของนัก ปราชญ์การเมือ งในสมัย กรีก โบราณ เช่น เพลโต อริสโตเติล แต่ล ะคนพยายามเสนอว่า สภาพแวดล้อมต่ างๆ ทางเศรษฐกิจ สังคม ส่งผลกระทบต่อการเมืองอย่างไร เพลโต พยายามหาคําตอบว่า การคิดร้ายจนทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิด จากสาเหตุอะไร และในที่สุดก็ได้คําตอบว่า สาเหตุอยู่ภายในจิตใจของคนทีเปรียบเทียบว่า ตนเอง ่
  • ไม่ ไ ด้ ร ับ ความยุ ติ ธ รรมหรือ ความเสมอภาค ประเด็ น เหล่ า นี้ ช้ีใ ห้ เ ห็ น ว่ า ความสนใจเรื่อ ง สภาพแวดล้อมทีมผลกระทบทางการเมืองได้มมานานแล้ว ่ ี ี จากนัน แนวคิด ของสัง คมวิท ยาการเมือ งก็เ ริ่ม มีท ฤษฎีแ ละเนื้ อ หามากขึ้น โดยเฉพาะ ้ ศตวรรษที่ 18 ทีมนักคิดใหม่ๆ เกิดขึนจํานวนมาก เช่น แมกซ์ เวเบอร์ นักคิดเหล่านี้พยายามสร้าง ่ ี ้ ทฤษฎีทางสังคมวิทยาการเมืองใหม่ๆ ซึงแนวคิดส่วนหนึ่งจะให้ความสําคัญกับรัฐและตัวแทนของรัฐ ่ มากกว่าประชาชน แต่บางแนวคิดก็ให้ความสําคัญกับประชาชนมากกว่ารัฐ ั สังคมวิทยาการเมืองมีส่วนเสริมให้รฐศาสตร์มคําตอบในหลายอย่าง โดยเชื่อมโยงปจจัยทาง ั ี สังคมและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน เช่น การเรียนรูของคน ความคิดความเชื่อของคน วัฒนธรรมและ ้ ประเพณี ล้วนมีส่วนทําให้พฤติกรรมทางการเมืองแตกต่างกันไป เรื่องที่สงคมวิ ทยาการเมืองสนใจศึกษา ั 1. พฤติ กรรมการเมือง การเลือกตังในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ทีผ่านมา นักวิชาการหลาย ้ ่ คนได้เข้าไปสํารวจพฤติกรรมการเลือกตังของคนหลายระดับเพื่อดูอทธิพลของสภาพแวดล้อมทาง ้ ิ สังคม อาชีพ และเศรษฐกิจ ทีส่งผลกระทบให้พฤติกรรมการเลือกตังของคนแตกต่างกัน ่ ้ 2. การรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลที่ คมอานาจทางเศรษฐกิ จกับกลุ่มบุคคลที่ เข้าไปอยู่ ุ ในฐานะที่ มีค วามสามารถในการตัด สิ นใจทางการเมื อ ง เช่น ข่าวการรื้อ ฟื้ นผู้ถือ หุ้น ปตท. เพราะพบว่ามีรฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลชุดนี้ถอหุนอยู่ ั ื ้ 3. ปัญหาของระบบราชการ โดยถือว่าระบบราชการเป็ นเครื่องมือทีสําคัญของรัฐบาล/ฝ่าย ่ การเมือง หากรัฐบาลมีนโยบายดี แต่หากระบบราชการไม่เอาด้วยหรือโกงกิน นโยบายทีดนนก็ไม่ม ี ่ ี ั้ ทางทีจะสนองตอบความต้องการของประชาชนได้ ซึงปญหาทางการเมืองทีเกิดขึนส่วนหนึ่งเป็ นผล ่ ่ ั ่ ้ มาจากระบบราชการทีไม่สามารถทําหน้าทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ่ ่ 3. อุดมการณ์ ทางการเมืองและการรวมตัวกันเป็ นกลุ่มผลประโยชน์ แล้วใช้กลุ่มเป็ น พลังผลักดันให้เกิดการเปลียนแปลงทางการเมือง ่ ั 4. พรรคการเมือง ปจจัยทางจิตวิทยาทีมผลต่อพฤติกรรมทางการเมือง เช่น ความเกลียด ่ ี ความกลัว การสร้างเงือนงําทางจิตวิทยาเพื่อให้คนผวาไม่กล้าเลือกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ่ ความแตกต่างระหว่างรัฐศาสตร์กบสังคมวิ ทยาการเมือง ั 1. รัฐศาสตร์ศกษาเฉพาะส่วนทีลอยอยู่เหนือนํ้าของภูเขานํ้าแข็ง (Iceberg) ส่วนสังคมวิทยา ึ ่ การเมืองจะศึกษาส่วนทีอยูใต้น้ําด้วย เพราะเป็นส่วนสําคัญทีช่วยพยุงให้สงทีเราเห็นได้ลอยอยู่เหนือ ่ ่ ่ ิ่ ่ นํ้าหรือทําให้เราเห็นภาพทีอยู่เหนือนํ้านัน เช่น การเลือกตังในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 รัฐศาสตร์จะ ่ ้ ้ สนใจเฉพาะคะแนนเสียงที่พรรคการเมืองแต่ล ะพรรคได้ แต่สงคมวิทยาการเมืองจะลงไปศึกษา ั สาเหตุของการเกิดพฤติกรรมการเลือกตัง เช่น เลือกพรรคนี้เพราะชอบ รูจกมักคุนกับ ส.ส. ้ ้ั ้ สังคมวิทยาการเมืองมองว่า ปรากฏการณ์ทเกิดขึนทางการเมืองมีสาเหตุหรือได้รบอิทธิพล ่ี ้ ั มาจากการเปลี่ยนแปลงทังด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็ นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของ ้ การเมือง การเปลียนแปลงทางสังคมทีสาคัญกระบวนการหนึ่งเรียกว่า Modernization ่ ่ํ
  • Modernization คือ กระบวนการในการผลักดันให้สงคมใดๆ เป็ นสังคมที่มความสมัยขึน ั ี ้ ทังด้านเศรษฐกิจและสังคม ดังปรากฏการณ์ทเี่ กิดขึนทัวโลก บางคนมองว่ากระบวนการนี้เป็ นการนํา ้ ้ ่ ความรูด้านวิทยาศาสตร์แผนใหม่มาประยุกต์ใช้ เป้าหมายคือ ทําให้คุณภาพชีวตของคนในสังคมดี ้ ิ ขึนกว่าเดิม เช่น ทีว ี ไฟฟ้า รถยนต์ แอร์คอนดิชน ฯลฯ ประเทศใดทีประชากรมีคุณภาพชีวตที่ด ี มี ้ ั่ ่ ิ สิงอํานวยความสะดวกมาก สังคมนันก็จะมีความทันสมัยสูง ่ ้ ความทันสมัยในทางสังคม (Social Mobilization) ความทันสมัยในทางสังคม เป็ นกระบวนการที่ทําให้ความคิด ความเชื่อ เศรษฐกิจ สังคม หรือจิตวิทยาแบบเดิมเริมเสื่อมความศรัทธา แล้วหันมายอมรับวิถชวต พฤติ กรรม และการเรียนรู้ ่ ี ีิ ั ใหม่ๆ แทนที่สงคมทีมระดับ Social Mobilization สูงมักจะเกิดปญหามากขึน เพราะคนมีการศึกษา ั ่ ี ้ สูงขึน ความต้องการก็จะเปลียนไป เช่น นายดําลูกตาสี เดิมอยากแต่งงานกับลูกสาวกํานัน แต่พอมี ้ ่ การศึกษาสูงขึน ได้เงินเดือนสูงขึน ความคิดความเชื่อของนายดําก็จะเปลียนไปและไม่อยากแต่งงาน ้ ้ ่ กับลูกสาวกํานันเหมือนเดิม หรือกรรมกรที่อยู่ต่างจังหวัดจะไม่กล้าสบตานาย แต่พอมาทํางานใน กรุงเทพฯ มีการรวมตัวกันจึงกล้าที่จะเรียกร้องต่ อ รัฐบาล เช่น เรียกร้อ งค่ าแรงขันตํ่า เรียกร้อ ง ้ สวัสดิการทีดขน ่ ี ้ึ เนื่องจาก Social Mobilization ทีสูงขึน คนจะมีความคาดหวังต่อรัฐบาลและผูมอํานาจทาง ่ ้ ้ ี ั การเมือง เพื่อให้สนองตอบความต้องการและแก้ไขปญหาของพวกเขาให้ได้ ฮันติ งตัน กล่าวว่า สังคมใดที่มความทะเยอทะยานของคนอยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับการ ี พัฒนาเศรษฐกิจ เมื่อรัฐบาลไม่สามารถตอบสนองความต้องการให้ได้ คนในสังคมก็ไม่สบอารมณ์ และเกิดความคับข้องใจ หากคนอัดอันตันใจมากขึน ในสังคมเปิ ด คนเหล่านันก็สามารถที่จะระงับ ้ ้ ้ ความอัดอันตันใจได้ เพราะมีสทธิเสรีภาพ แต่ ในสังคมปิ ด การขยับขยายสถานภาพเป็ นไปอย่าง ้ ิ ลําบาก ความอัดอันตันใจจะเป็นแรงผลักให้เกิดการรวมตัวกันของขบวนการทียากไร้ เช่น ขบวนการ ้ ่ คนจน ขบวนการชาวสลัม คนเหล่ านี้จะใช้กลุ่ มเป็ นเครื่อ งมือ เรียกร้อ งต่ อ รัฐและผู้ม ีอํานาจทาง การเมือ ง จากนั น การเข้า มามีส่ ว นร่ ว มทางการเมือ งก็ จ ะสู ง ขึ้น โดยเฉพาะสัง คมที่เ ริ่ม มีก าร ้ เปลียนแปลง คนได้รได้เห็นมากขึน และได้รบการศึกษา การคมนาคมดีขน สังคมใดหากคนเข้ามามี ่ ู้ ้ ั ้ึ ส่วนร่ว มทางการเมืองมาก รัฐบาลไม่มประสิทธิภาพเพียงพอ ระบบราชการเองก็ไม่มสมรรถนะ ี ี ั ั เพียงพอในการจัดการกับปญหาต่างๆ ปญหาเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศนันก็จะสูงขึน ้ ้ เสถียรภาพทางการเมือง ฮันติ งตัน กล่าวว่า เสถียรภาพทางการเมืองของระบบการเมืองใดๆ ขึนอยู่กบตัวแปร 2 ตัว ้ ั คือ (1) สมรรถภาพของสถาบันทางการเมือง และ (2) ระดับของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง โดย ดูว่าสมรรถภาพดังกล่าวสามารถแก้ไขเยียวยาหรือตอบโต้การเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนกลุ่ม ต่างๆ ได้หรือไม่ หากรัฐบาลใด สถาบันทางการเมืองมีสมรรถภาพและประชาชนยอมรับ รัฐบาลนัน ้ ก็จ ะมีเ สถีย รภาพ ในทางตรงกัน ข้า ม หากรัฐ บาลไม่ ม ีน้ํ า ยา ไม่ ม ีค วามสามารถเพีย งพอที่จ ะ
  • ั แก้ปญหาต่างๆ ที่เกิดขึนได้ รัฐบาลเองก็มการคอรัปชันโกงกิน ผลคือรัฐบาลจะไร้เสถียรภาพทาง ้ ี ่ การเมือง สรุปได้ดงกราฟ ั สูง P.I. (สมรรถภาพ ของสถาบันทาง การเมือง) ตํ่า P.P. (ระดับการเข้ามีส่วนร่วมทางการ สูง เมือง) ระบบการเมืองที่อยู่เหนือเส้นทแยงมุมคือ ระบบการเมืองที่มเสถียรภาพ เนื่องจากสถาบัน ี ทางการเมืองมีสมรรถภาพมากพอทีจะจัดการกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับทีต่ากว่าได้ ่ ่ ํ Seymour Martin Lipset มองว่า เสถียรภาพทางการเมืองของระบบการเมืองขึนอยู่กบตัว ้ ั แปร 2 ตัวคือ (1) ประสิทธิผล และ (2) ความชอบธรรมของระบบการเมือง ซึง Lipset จะใช้ตวแปร ่ ั ทังสองตัววัดแนวโน้มของเสถียรภาพทางการเมืองทีปรากฏอยูในการเมืองใดๆ ้ ่ ่ ความชอบธรรม (Legitimacy) + ประสิ ทธิ ผล (Effectiveness) + - A C B D จากตาราง Legitimacy + คือ รัฐบาลที่มความชอบธรรมทางการเมืองสูง มาจากการเลือกตัง และ ี ้ ประชาชนให้การยอมรับมาตังแต่แรก ้ Legitimacy - คือ รัฐบาลที่ประชาชนไม่ให้การยอมรับมาตังแต่แรก อาจมาจากการการ ้ ปฏิวตหรือยึดอํานาจจากคนอื่นมา ั ิ Effectiveness จะคํานึงถึงผลระยะยาว มีเป้าหมาย มีการวางแผน และมีขนตอนทีชดเจน ั้ ่ ั รัฐบาลทีดาเนินการไปทีละขันตอนทีวางแผนเอาไว้เพื่อทําให้เกิดความกินดีอยู่ดของประชาชน ถือว่า ่ ํ ้ ่ ี เป็นรัฐบาลทีมเี สถียรภาพ เช่น การสร้างเขือน ่ ่ ส่วนประสิทธิภาพ จะมุ่งผลสัมฤทธิ ์ในเป้าหมายระยะสัน เช่น การช่วยเหลือประชาชนทีถูก ้ ่ นํ้าท่วมบ้าน จากแนวคิดนี้ได้แบ่งประสิทธิภาพออกเป็น 4 กลุ่ม คือ A คือ รัฐบาลที่มความชอบธรรมสูง มาจากการเลือกตัง มีการวางแผนงานและดําเนินการ ี ้ ตามแผนเพื่อความอยูดกนดีของประชาชน รัฐบาลกลุ่มนี้มแนวโน้มทีจะมีเสถียรภาพสูงสุด ่ ี ิ ี ่
  • B คือ รัฐ บาลที่ประชาชนไม่ไ ด้ใ ห้ก ารต้อ นรับมาตังแต่ แ รก แต่ เ มื่อ ได้เ ป็ นรัฐบาลแล้ว ก็ ้ สามารถวางแผนงาน กําหนดนโยบาย และพยายามดําเนินการตามแผนต่างๆ เป็ นอย่างดีและมี ประสิทธิภาพ รัฐบาลกลุ่มนี้จะมีเสถียรภาพทางการเมืองสูง เช่น รัฐบาลจอมพลสฤษดิ ์ ธนะรัชต์ C คือ รัฐบาลทีมาจากการเลือกตังของประชาชน แต่ไม่มโครงการหรือแผนงานใดเลย อยู่ไป ่ ้ ี วันๆ รัฐบาลกลุ่มนี้ค่อนข้างจะไร้เสถียรภาพ D คือ รัฐ บาลที่เ ข้ามาสู่อํา นาจจากการแย่ง ชิง เมื่อ อยู่ใ นอํ านาจก็ไ ม่ได้ทําอะไรใหม่ ไม่ สามารถสร้างอะไรให้ประชาชนเลย เป็นรัฐบาลกลุ่มทีไร้เสถียรภาพค่อนข้างสูง ่ สรุป กลุ่มวิชาใน Plan A เป็ นเรื่องราวของการเมืองการปกครอง ผลกระทบของการเมืองที่ มีต่อเศรษฐกิจและสังคม และเป็ นสามเส้าทีมผลกระทบต่อกัน ส่วนสังคมวิทยาการเมืองก็จะพูดถึง ่ ี พฤติกรรมการเลือกตังของคนในสังคม ้ เนื่องจากรัฐศาสตร์เรียนเรืองการเมือง จึงมีความหมายและมุมมองทีหลากหลาย เช่น ่ ่ 1. การเมืองเป็ นเรื่องของรัฐ มุมมองนี้จะเป็ นมุมมองแบบดังเดิม การมองเช่นนี้ทําให้เกิด ้ ความพยายามในการแสวงหารัฐทีดี ผูปกครองทีดี เช่น แนวคิดของ เพลโต, อริ สโตเติ ล, จอห์น ลอค, ่ ้ ่ รุสโซ, โทมัส ฮอบ ทีเป็ นนักปรัชญาทางการเมืองทีพยายามบอกว่ารูปแบบการปกครองทีดี รัฐทีดควร ่ ่ ่ ่ ี จะเป็ นอย่างไร ดังนัน แนวคิดในยุคแรกๆ ทางรัฐศาสตร์จงเป็ นแนวคิดทางปรัชญาทีพยายามพูดถึง ้ ึ ่ ภาพใหญ่ของการเมืองไม่ว่าจะเป็นระบบการเมืองทีดี รัฐทีดี ผูปกครองทีดี ่ ่ ้ ่ 2. การเมืองเป็ นเรื่องของอานาจ การมองเช่นนี้เป็ นการมองว่าการเมืองเป็ นความพยายาม ั เข้าไปมีอทธิพลในการกําหนดความเป็ นไปของสังคม โดยทีคนในสังคมให้การยอมรับและเชื่อฟงคน ิ ่ ทีมอํานาจ การมองการเมืองว่าเป็ นเรื่องทีเกี่ยวข้องกับอํานาจ ทําให้เชื่อว่าในสังคมจะมีคนกลุ่มน้อย ่ ี ่ จํานวนหนึ่งทีเรียกว่า ชนชันนา (Elite) เป็ นกลุ่มคนทีพยายามเข้าสู่อํานาจ และถ้าคนกลุ่มนี้ได้รบ ่ ้ ่ ั การยอมรับก็จะกลายเป็ นผู้ทมอํานาจและใช้อํานาจชอบธรรม เช่น พ.ต.ท.ทักษิณขึนสู่อํานาจโดย ่ี ี ้ ชอบธรรมตามกฎหมาย ก็จะมีอํานาจโดยชอบธรรมในการสังการ บังคับบัญชา ออกกฎและกติกามา ่ บังคับใช้ในสังคม คําว่าอํานาจยังเกี่ยวข้องกับคําว่าอิทธิพลทีหมายถึง ความสามารถในการโน้มน้าวให้คนอื่น ่ ทําตามได้ การเมืองจึงเป็ นเรื่องเกี่ยวข้องกับอํานาจ เป็ นเรื่องของต่อสูเพื่อให้ได้มาซึงอํานาจในทาง ้ ่ การเมือง หากเอา แนวการวิ เคราะห์เชิ งอานาจ (Power Approach) มาอธิบายพัฒนาการทาง การเมืองของไทยก็จะพบว่า มีการต่อสูเพื่อให้ได้อํานาจทางการเมืองตลอดเวลา เพียงแต่อยู่ภายใต้ ้ เงื่อนไขทีแตกต่างกันเท่านัน เช่น สมัยอยุธยาในยุคทีเชื่อว่า ผู้นําหรือกษัตริยเป็ นสมมุตเทพก็มการ ่ ้ ่ ์ ิ ี ต่อสูแย่งชิงอํานาจเพื่อขึนสู่บลลังก์ มีการก่อการกบฏของขุนนาง จนกระทัง่ 24 มิถุนายน 2475 การ ้ ้ ั ต่ อ สู้เ พื่อ แย่งชิงอํ านาจก็มการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ โดยบรรดาข้าราชการที่ไปศึกษาต่ อ จาก ี ต่างประเทศก็มารวมตัวกันปฏิวตแย่งชิงอํานาจจากผูมอํานาจเดิมและนําเอาระบอบประชาธิปไตยที่ ั ิ ้ ี มองว่าเป็นรูปแบบทีดมาใช้ ่ ี ั ั ปจจุบนการแย่งชิงอํานาจอยู่ในรูปของการต่อสูระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่ง ้ อํานาจทางการเมือง แย่งชิงศรัทธาความเชื่อมันจากประชาชนเพื่อหวังจะให้ประชาชนเลือกกลุ่มของ ่
  • ตนเองเข้ามาบริหารประเทศและมีความชอบธรรมในการใช้อํานาจอธิปไตย การเมืองไทยจึงหนีไม่ พ้นจากเรืองของอํานาจ และการต่อสูแย่งชิงเพื่อให้ได้มาซึงอํานาจทางการเมือง ่ ้ ่ 3. การเมืองเกี่ยวข้องกับการใช้อานาจในการจัดแจงแบ่งสรรสิ่ งที่มีคณค่าในสังคม ุ จากมุมมองนี้นกวิชการอย่าง เดวิ ด อีสตัน ได้ให้นิยามว่า ั ระบบการเมือง หมายถึง ระบบการใช้อํานาจในทางการเมืองอันชอบธรรมเพื่อทีจะแจกแจง ่ แบ่งสรรสิงที่มคุณค่าต่างๆ ในสังคม ทุกระบบการเมืองจึงมีภารกิจสําคัญในการหาทางที่จะเอา ่ ี ทรัพยากรของสังคมทีมอยูจากัดไปสร้างความกินดีอยูดให้กบประชาชน หรือเพื่อสนองตอบต่อความ ่ ี ่ํ ่ ี ั ต้องการของคนในสังคม จากนิยามดังกล่าวทําให้มองต่อไปได้ว่าในความเป็ นจริงไม่มสงคมใดทีจะมี ี ั ่ ทรัพยากรมากเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของคนในสังคมได้ทงหมด ทรัพ ยากรในสังคม ั้ จึงเป็ นเสมือนเค้กที่จะต้องมีการแบ่งสรร ในการแบ่งสรรจะต้องมีการจัดลําดับความสําคัญของความ ั ต้องการว่ารัฐจะต้องตอบสนองความต้องการให้กบกลุ่มใดก่อน ทําให้เกิดปญหาว่าจะมีบางกลุ่มที่ได้ ั ประโยชน์จากการแบ่งสรรดังกล่าว และมีบางกลุ่มทีไม่ได้ประโยชน์ (Have not) ลักษณะเช่นนันทําให้ ่ ้ กลุ่มที่ไม่ได้รบการตอบสนองความต้องการ จะรวมตัวกันเพื่อกดดันให้ผู้มอํานาจทางการเมือง ั ี ดําเนินการใดๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มตนเอง และก่อให้เกิดการเข้าไปมีส่วนร่วม ทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ ขึนมา โดยเฉพาะในสังคมทีอยู่ในระยะของการเปลียนแปลงก่อนจะ ้ ่ ่ เข้าไปสู่สงคมทีทนสมัย (Modernization Society) คนเหล่านี้จะมีแรงผลักมากเนื่องจากได้ระดับ ั ่ ั Social Mobilization ทีสงขึน ู่ ้ ประเด็นสาคัญของวิ ชา PS 701 1. ความสําคัญของแนววิเคราะห์ในการศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมือง (หรือการเข้าถึง ความจริงทางการเมือง) 2. พัฒนาการของวิชารัฐศาสตร์ 3. แนววิเคราะห์ทสาคัญทางๆ รัฐศาสตร์ ่ี ํ 1. ความสาคัญของแนววิ เคราะห์ในการศึกษาปรากฏการณ์ ทางการเมือง ประเด็นนี้คอการตังคําถามว่าทําไมการศึกษารัฐศาสตร์จงต้องอาศัยแนวทางการวิเคราะห์ ื ้ ึ คําตอบก็คอ ศาสตร์ทุกศาสตร์มเี ป้าหมายเดียวกันในการศึกษาคือ การแสวงหาและเหตุผล ื ั (Causality) ของปรากฏการณ์ เพราะการทราบสาเหตุของปรากฏการณ์จะนําไปสู่การแก้ปญหา ั ั ในทางการเมืองนักรัฐศาสตร์ศกษาปญหาทางการเมืองก็เพื่อจะตอบว่าปญหาทางการเมือง ึ ในเรื่องนันๆ เกิดจากสาเหตุอะไร เพราะเชื่อว่าหากทราบสาเหตุก็จะสามารถกําหนดแนวทางการ ้ ั แก้ปญหาการเมืองในเรืองนันๆ ได้ เช่น ่ ้ ั - ถ้าเรารู้ว่าปญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเราก็จะหาแนวทางมา ั แก้ปญหาได้ ั - ถ้ า เรารู้ว่ าป ญ หาการขายเสีย งเกิด จากอะไร เราก็จ ะสามารถกํ า หนดแนวทางในการ ั แก้ปญหาการซือขายเสียงได้ ้
  • - ถ้าเรารูว่าปญหาความขัดแย้งในการแก้ไขรัฐธรรมนู ญเกิดจากอะไร เราก็จะกําหนดแนว ้ ั ั ทางการแก้ปญหาได้ แต่การแสวงหาสาเหตุของปรากฏการณ์ทางการเมืองเป็ นเรื่องทียากมาก หรือกล่าวว่า การ ่ แสวงหาความจริ งทางการเมืองเป็ นเรื่องยุ่งยาก (ยากกว่าการแสวงหาความจริงของศาสตร์อ่นๆ) ื สาเหตุทการหาความจริงในทางการเมืองเป็นเรืองยาก ่ี ่ 1. ข้อมูลในทางการเมืองเป็นข้อมูลทีมจานวนมากมายมหาศาล การทีขอมูลมีจานวนมากทํา ่ ีํ ่ ้ ํ ให้ยากต่อการลงไปจัดการกับข้อมูล และจําเป็นอย่างยิงทีจะต้องเลือกข้อมูลบางอย่างมาศึกษา ่ ่ 2. ข้อมูลทีมจานวนมากดังกล่าวบางครังเป็ นข้อมูลทีมความขัดแย้งกัน ่ ีํ ้ ่ ี 3. ข้อมูลอาจจะไม่คงเส้นคงวาหรือเสมอต้นเสมอปลาย ตัวอย่าง ั ถ้าเราจะศึกษาปญหาความขัดแย้งในทางการเมืองทีเกิดขึนในสังคมไทย จะมีขอมูลทีมาจาก ่ ้ ้ ่ ฝ่ายที่สนับสนุ นอดีตนายกทักษิณ จะมีข้อมูลที่มาจากฝ่ายต่อต้านทักษิณ จะมีขอมูลทังจากฝ่ายที่ ้ ้ เป็นกลาง บางครังข้อมูลเหล่านี้กขดแย้งกันเอง บางครังข้อมูลก็มการเปลียนแปลงตลอดเวลา จึงเป็ น ้ ็ ั ้ ี ่ เรืองยากทีจะเชื่อว่าข้อมูลใดเป็นจริง ข้อมูลใดเป็นเท็จ ่ ่ ั หรือในปญหาการแก้ไขรัฐธรรมนู ญ จะมีทงฝ่ายที่สนับสนุ นให้มการแก้ไขและฝ่ายทีต่อต้าน ั้ ี ่ ่ การแก้ไข แต่ละฝายจะมีเหตุผลของตนเองและนําเสนอเหตุผลให้สงคมรับรู้ ั ่ ่ ่ ทําให้เกิดคําถามว่าเราจะเลือกเชื่อข้อมูลฝายใด หรือบอกว่าฝายใดถูกหรือฝายใดผิด คําตอบก็คอ ในทางรัฐศาสตร์มองว่าไม่มความเชื่อใดถูกหรือผิด แต่เมื่อเราเลือกจะเชื่อ ื ี ข้อมูลไหน จะต้องมีเหตุผลมาสนับสนุ นความเชื่อ รวมทังมีเหตุผลทีจะโต้แย้งความเชื่อของคนอื่นๆ ้ ่ ทีไม่ตรงกัน ซึงสิงทีจะช่วยสนับสนุนความเชื่อของเราก็คอ ทฤษฎีหรือแนวการวิเคราะห์นนเอง ่ ่ ่ ่ ื ั่ ทําให้เมื่อ นักรัฐศาสตร์จะศึกษาปรากฏการณ์ ทางการเมือ งใดๆ ต้องมีแนววิเคราะห์หรือ ทฤษฎีมาเป็นเครืองมือ ่ ความสาคัญและประโยชน์ ของแนววิ เคราะห์ 1. แนววิเคราะห์หรือทฤษฎีแต่ละทฤษฎีจะเป็ นตัวกําหนดกรอบว่า ในข้อมูลทีมจํานวนมาก ่ ี นันจะเลือกข้อมูลอะไรมาใช้บาง หรือเป็ นการช่วยจัดระเบียบข้อมูลทีเราจะใช้ในการศึกษา (เพราะ ้ ้ ่ เป็นไปไม่ได้ทจะใช้ขอมูลทังหมดมาศึกษา) ่ี ้ ้ ตรงนี้เองทําให้ทฤษฎีหรือแนววิเ คราะห์มหลายแนววิเ คราะห์ข้นอยู่กบความเชื่อของนัก ี ึ ั ทฤษฎี เช่น - คนที่เ ชื่อ ว่าความขัดแย้งทางการเมือ งเกิดจากความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ ของกลุ่ ม ต่างๆ เวลาศึกษาความขัดแย้งทางการเมืองก็จะสนใจเฉพาะข้อมูลทีเกี่ยวกับความขัดแย้งของกลุ่ม ่
  • ั ผลประโยชน์ (ซึ่งแสดงว่าเขากําลังวิเคราะห์ปญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยใช้แนววิเคราะห์ กลุ่มผลประโยชน์) ั - คนที่เชื่อว่าปญหาความขัดแย้งทางการเมืองของไทยเวลานี้เกิดจากสถาบันต่างๆ ในทาง การเมืองไม่ทําหน้าทีของตนเอง หรือไม่สามารถพัฒนาโครงสร้างสถาบันได้ทนกับการเปลียนแปลง ่ ั ่ ในทางการเมือง เวลาศึกษาก็จะสนใจเก็บข้อมูลเฉพาะทีเกียวข้องกับสถาบันทางการเมือง (ซึงแสดง ่ ่ ่ ั ว่าเขากําลังใช้แนววิเคราะห์เชิงสถาบันในการศึกษาปญหาทางการเมือง) 2. แนววิเคราะห์หรือทฤษฎีจะช่วยสร้างข้อโต้แย้งให้กบผูศกษาปรากฏการณ์ทางการเมือง ั ้ ึ เพราะแต่ละ Approach จะมีแนวคิดทีไม่เหมือนกัน ทฤษฎีแต่ละทฤษฎีจะมีขอโต้แย้งซึงกันและกัน ่ ้ ่ และจะช่วยให้เกิดการพัฒนาแนวทางในการวิเคราะห์ได้แหลมคมมากขึน เช่น ้ - คนที่เชื่อว่าความขัดแย้งทางการเมืองเกิดจากความขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ ก็จะ โต้แย้งกับคนทีเชื่อว่าความขัดแย้งทางการเมืองเกิดจากสถาบันทางการเมือง ซึงเมือเกิดการโต้แย้งก็ ่ ่ ่ จะทําให้เกิดการพัฒนาทางความคิดในการศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมือง 3. แนวการวิเคราะห์ช่วยทําให้เราตระหนักว่าทฤษฎีแต่ละทฤษฎีมขอจํากัด และพืนฐานของ ี้ ้ แต่ละทฤษฎีเกิดจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน การนํ าทฤษฎีไปวิเคราะห์จงต้องพิจารณาถึง ึ จุดอ่อนของทฤษฎี สรุป ประโยชน์ ของแนวทางการศึกษาวิ เคราะห์ 1. ช่วยในการเลือกสรรคําถาม และเลือกสรรข้อมูลทีเราจะนํามาใช้ในการศึกษา ่ ั ั 2. Approach ช่วยเป็ นกรอบหรือเป็ นเครื่องมือทีใช้ในการมองปญหา กล่าวคือ เมื่อเราเจอปญหา ่ ั ทางการเมืองหนึ่งๆ เราจะคิดได้ว่าเราควรจะมองปญหานี้ดวยมุมมองของแนววิเคราะห์ใดจึงจะดี ้ 3. เป็ นเครื่องมือในการวิเคราะห์ท่สําคัญที่จะทําให้เราเข้าใจเหตุการณ์ในทางการเมืองได้ ี กระจ่างชัดขึน ้ 4. เป็นเค้าโครงหรือโครงสร้างของสิงต่างๆ ทีตองการศึกษาหรือทําความเข้าใจ ่ ่ ้ การที่แนววิเคราะห์แต่ละแนวมีฐานความคิดแตกต่างกัน และมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่ทําให้ เกิดการโต้แย้งอยูเสมอ ให้แนววิเคราะห์ทางรัฐศาสตร์หรือแนวทางทีจะใช้ในการศึกษาความจริงทาง ่ ่ การเมือง มีการเปลียนแปลงและพัฒนาอยูตลอดเวลา ่ ่ ตามพัฒนาการของวิ ชารัฐศาสตร์ เราจึงต้ องทาความเข้าใจกับพัฒนาการของวิ ชา รัฐศาสตร์ 2. พัฒนาการของวิ ชารัฐศาสตร์ แบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ ยุคที่ 1 ยุคคลาสสิกหรือยุควางรากฐาน (Classical) ยุคที่ 2 ยุคพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral) ยุคที่ 3 ยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์ (Post-behavioral)
  •  ยุควางรากฐานหรือยุคคลาสสิ ก (Classical Era) ในยุคนี้จะมีแนวทางการศึกษาหลัก 2 แนว คือ - แนวปรัชญา (Philosophy Approach) การศึกษารัฐศาสตร์แนวปรัชญาจะมีล กษณะ ั สําคัญๆ คือ 1. มุ่งเน้ น ในการตัง คําถามและคําตอบที่เ กี่ยวข้อ งกับจริยธรรม และใช้ค่ านิย ม ( Value) ้ ส่วนตัวไปสร้างคําตอบ เช่น ถามว่าผู้ปกครองทีดควรจะมีลกษณะอย่างไร การปกครองทีดควรเป็ น ่ ี ั ่ ี แบบไหน คําถามในทางปรัชญาเหล่านี้จะมีคาตอบทีต่างกันไปขึนอยูกบความคิดของคนแต่ละคน อย่างไร ํ ่ ้ ่ ั ั ั ก็คามคําถามเหล่านี้ยงคงเป็ นคําถามมาจนถึงปจจุบน เช่น คําถามว่าการปกครองทีดคออะไร ตังแต่ ั ่ ี ื ้ 2475 ในประเทศไทยเราเชื่อว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยคือการปกครองทีดี แต่ทุกวันนี้กเกิด ่ ็ คําถามมากมายว่าประชาธิปไตยดีจริงหรือ 2. การศึกษาในแนวปรัชญาจะเป็ นการศึกษาในเชิงตรรกะในการไตร่ตรอง หรือการหาเหตุผล 3. วิธการศึกษาทางปรัชญาจะใช้จนตนาการในการสร้างเนื้อหา การทีนักปราชญ์ใช้จนตนาการ ี ิ ่ ิ ในการสร้างเนื้อหา ทําให้ปรัชญามักจะศึกษาในสิงทียงไม่เกิดขึน หรือเป็ นการมองไปในอนาคต เช่น ่ ่ ั ้ เรืองของการมีองค์การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐเป็ นเรื่องทีนักปราชญ์ในอดีตพูดถึงมานานแล้ว แต่ ่ ่ สังคมเพิงนําแนวคิดนี้มาใช้อย่างจริงจัง ่ อย่างไรก็ตาม มีการวิพากษ์แนวการศึกษาแบบปรัชญาว่าเป็นการศึกษาทีเลื่อนลอยไม่อยู่ใน ่ โลกแห่งความจริง แต่คาดเดาด้วยตรรกะ และมีการนําเอาอคติของผูศกษาเข้าไปเกียวข้อง ้ ึ ่ อย่างไรก็ตามนักวิชาการบางกลุ่มมองว่าการศึกษาปรัชญายังมีประโยชน์ เนื่องจากคําตอบ ั ั ในทางปรัชญาจํานวนมากในอดีตกลายเป็ นหลักการทีสําคัญของสังคมปจจุบน และปรัชญายังช่วย ่ ทําให้คนเราตังข้อสงสัยเกียวกับธรรมชาติและนําไปสู่การคิดเพื่อตอบคําถาม ้ ่ - แนวนิตสถาบัน (Legal Institutional Approach) เป็ นการศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมือง ิ โดยอาศัยตัว บทกฎหมายและโครงสร้างสถาบัน เป็ นหลัก เช่น ถ้าเราอยากจะศึก ษาเรื่อ งพรรค การเมืองในประเทศไทยก็จะศึกษากฎหมายพรรคการเมืองว่ากําหนดบทบาทและหน้าที่ของพรรค การเมือ งว่ามีอ ะไรบ้าง หรือ ไม่ก็ศึกษาจากโครงสร้างของพรรคการเมือง เช่น ดูการจัดระเบียบ โครงสร้างภายในพรรคว่าเป็นอย่างไร ข้อวิ จารณ์ ที่มีต่อแนวทางการศึกษาเชิ งนิ ติสถาบัน 1. มองว่าการศึกษาในแนวนิตสถาบันขาดความยืดหยุ่น ิ ั ั 2. มองว่าการศึกษาโดยยึดตัวบทกฎหมายทําให้มการละเลยปจจัยด้านอื่นๆ เช่น ปจจัยด้าน ี ประวัตศาสตร์ หรือวัฒนธรรมของแต่ละสังคม ิ 3. มองว่าการศึกษาในแนวนิตสถาบันละเลยการศึกษากระบวนการทางการเมืองที่เป็ นจริง ิ เพราะความเป็นจริงกับกฎหมายอาจจะเป็นคนละเรืองกัน ่ 4. การศึกษาแนวนิตสถานบันไม่สามารถอธิบายการเปลียนแปลงทีเกิดขึนได้ เพราะสังคมมี ิ ่ ่ ้ การเปลียนแปลงอยูตลอดเวลา ่ ่
  • การวิจารณ์แนวทางการศึกษาแบบปรัชญาและแนวนิตสถาบันจะมาจากนักวิชาการในกลุ่ม ิ พฤติกรรมศาสตร์ ซึ่งนักวิชาการกลุ่มนี้ต้องการให้รฐศาสตร์มวธการศึกษาแบบใหม่ ซึ่งถือว่าเป็ น ั ีิี พัฒนาการการศึกษาในยุคที่ 2 ทีเรียกว่า ่  ยุคพฤติ กรรมศาสตร์ (Behavioral Era) ยุคนี้มองว่าการศึกษาในยุคคลาสสิกนันทําให้รฐศาสตร์เป็ นวิชาที่ขาดหลักเกณฑ์ จับต้อง ้ ั ไม่ได้ ล้าสมัย ไม่มความเป็ นกลาง ไม่มความเป็ นศาสตร์ ยุคพฤติ กรรมศาสตร์จึงต้ องการให้ วิชา ี ี รัฐศาสตร์มีความเป็ นศาสตร์มากขึ้น ซึ่งนักวิชาการกลุ่มนี้จงเสนอให้เปลี่ยนวิธการในการศึกษา ึ ี รัฐศาสตร์เสียใหม่ ความคาดหวังของนักพฤติกรรมศาสตร์ 1. ต้องการพัฒนาองค์ความรูทเี่ ป็นกลาง (Neutrality) และปราศจากอคติ (Non-Biased) ้ 2. ต้องการค้นหาองค์ความรูทเี่ ป็ นเหตุเป็นผล (Causality) ทีสามารถทดสอบได้ (Test) นัน ้ ่ ่ คือ สามารถตอบคําถามได้ว่าอะไรคือสาเหตุของปรากฏการณ์ทางการเมือง เช่น ต้องตอบคําถามให้ ได้ว่าทําไมคนกรุงเทพจึงออกมาใช้เสียงน้อยกว่าคนต่างจังหวัด 3. นัก พฤติก รรมศาสตร์ต้อ งการให้ค วามรู้ท่เ กิด จากการศึก ษามีประโยชน์ ใ นการนํ าไป ี คาดการณ์หรือทํานายเหตุการณ์ (Prediction) ในอนาคตได้ ลักษณะของการศึกษาแบบพฤติ กรรมศาสตร์ 1. มีล ัก ษณะที่เ ป็ น ระบบ (Systematic) ต้ อ งสนใจข้อ มูล เชิง ประจัก ษ์ (Empirical) และ สามารถทํานายได้ (Predictive) 2. การศึกษาตามแนวพฤติกรรมจะเน้นศึกษาพฤติกรรมส่วนบุคคลและส่วนรวมเป็ นหลัก หรือเอาพฤติกรรมของบุคคลและส่วนรวมเป็ นหน่ วยในการวิเคราะห์ (Individual & Collective Behavior as a Unit of Analysis) 3. การศึกษาแบบพฤติกรรมศาสตร์จะต้องทําในแบบสหวิทยาการ หรืออาศัยความรู้จาก หลายสาขาวิชามาใช้ในการศึกษา 4. พฤติกรรมศาสตร์จะเน้นในเรื่องวิธการศึกษา (Methodology) เพราะพฤติกรรมศาสตร์ ี เชื่อว่าวิธการศึกษา หรือระเบียบวิธวจย (Research Methodology) ทีชดเจนจะนําไปสู่ผลการศึกษา ี ีิั ่ ั ทีชดเจน) ่ ั เนื่อ งจากนัก พฤติกรรมศาสตร์มองว่าการศึกษาปรากฏการณ์ ทางการเมือ งควรจะศึกษา สภาพทีเป็ นอยู่จริง (Being) ว่าเป็ นอย่างไร ไม่ควรจะศึกษาสิงทีควรจะเป็ น (What Ought to be) ่ ่ ่ เหมือนพวกปรัชญาศึกษา ทาให้ ประเด็นหลักที่ พวกพฤติ กรรมศาสตร์ศึกษากันก็คือ เรื่องของ พฤติ กรรมทางการเมืองที่ เกิ ดขึ้นจริ งๆ นันเอง เช่น ศึกษาพฤติกรรมในการเลือกตัง พฤติกรรม ่ ้ ในการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยวิธการของพฤติกรรมศาสตร์คอ ต้องการประยุกต์วธการทาง ี ื ิี
  • วิทยาศาสตร์มาศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมืองหรือทางสังคมศาสตร์ เนื่องจากในยุคพฤติกรรม ศาสตร์นนเครืองมือในการเก็บข้อมูลนันเริมมีความทันสมัยมากขึน ั้ ่ ้ ่ ้ การศึกษารัฐศาสตร์ด้วยแนวทางพฤติกรรมศาสตร์ถอเป็ นการปฏิวตแนวทางในการศึกษา ื ั ิ รัฐศาสตร์ครังสําคัญ เนื่องจากพฤติกรรมศาสตร์ส่งผลให้เกิดการเปลียนแปลงแนวทางในการศึกษา ้ ่ รัฐศาสตร์อย่างสินเชิง ้ ผลกระทบของการศึกษารัฐศาสตร์ตามแนวพฤติ กรรมศาสตร์ 1. มีผลกระทบต่ อเนื้ อหาของรัฐศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ทําให้เนื้อหาของการศึกษาหัน มาศึกษาพฤติกรรมในทางการเมือง จากเดิมทีศกษาปรัชญา กฎหมายและสถาบัน แต่เราพบว่าจาก ่ ึ วิวฒนาการของพฤติกรรมศาสตร์ซงเริมต้นในยุคหลังสงครามโลกครังที่ 2 นักพฤติกรรมศาสตร์ให้ ั ่ึ ่ ้ ความสนใจศึกษาอยู่ไม่ก่เรื่อง โดยทัวไปก็มกจะศึกษาทัศนะคติเป็ นส่วนใหญ่ เพราะนักพฤติกรรม ี ่ ั ศาสตร์มองว่าคนจะมีพฤติกรรมอย่างไรจะขึนอยู่กบทัศนคติ ทําให้ผลงานวิจยทีอยู่ในยุคพฤติกรรม ้ ั ั ่ ศาสตร์จะเต็มไปด้วยเรืองการวัดทัศนคติ เช่น ทัศนคติทางการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัย ่ 2. มีผลกระทบต่อวิ ธีการศึกษารัฐศาสตร์ - มีการนําเอาวิธการทีใช้ในทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในทางรัฐศาสตร์โดยตรง เช่น วิ ธการทาง ี ่ ี สถิติ วิธการทางคณิตศาสตร์ แคลคูลส โดยเชื่อว่าวิธการเหล่านี้ช่วยในการค้นหาความเป็ นเหตุเป็ น ี ั ี ผลของปรากฏการณ์ทางการเมืองได้ - มีการนําเอาแนวความคิดในทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กบสังคมก็คอ แนวความคิดใน ั ื เรื่องกระบวนการในการค้นหาความรู้ เช่น ถ้าวิจยต้ องเริมต้นจากสมมุตฐาน ต้องให้คําจํากัดความ ั ่ ิ ต้องมีเครื่องมือในการเก็บข้อมูลอย่างเป็ นระบบ การเก็บข้อมูลจะต้องเป็ นขันตอนที่เป็ นที่ยอมรับ ้ เป็นต้น วิ ธี การที่ พ ฤติ กรรมศาสตร์นามาใช้ ในการศึ กษาและประเด็นที่ พฤติ กรรมศาสตร์ สนใจศึกษา กลายเป็ นข้อจากัดของการศึกษา ข้อวิ จารณ์ ต่อพฤติ กรรมศาสตร์ 1. ในประเด็นความเป็ นกลาง การทีพฤติกรรมศาสตร์มองว่าการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ ่ จะทําให้เกิดความเป็ นกลาง ถูกวิจารณ์ความเป็ นกลางไม่มจริง เพราะแค่เรื่องของคอนเซ็ปต์ ก็เป็ น ี เพียงจินตนาการหรือความหมายทีเราสมมุตขน เช่น คําว่าชนชันกลาง ชนชันกลางในความคิดคน ่ ิ ้ึ ้ ้ แต่ละคนก็ไม่ตรงกัน 2. ในประเด็นบอกว่ าการศึ กษาแบบวิ ทยาศาสตร์สามารถทดสอบความเป็ นเหตุเป็ น ผลได้นัน จริงๆ แล้วการศึกษาแบบพฤติกรรมศาสตร์ท่พยายามกําหนดตัวแปรและนํ าเอามาสร้าง ้ ี ความสัมพันธ์ใ นสมการนัน แต่ พบว่าทุกสมการจะเปิ ดโอกาสให้เ ราคํานวณหาค่ าความสัมพั นธ์ ้ ระหว่างตัวแปรต่างๆ ได้เสมอแต่นนไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ทเราค้นพบจะเป็ นตัวบ่งบอก ั้ ่ี ถึง ความเป็ นเหตุ เ ป็ นผล แต่ อ าจจะมีเ พียงแค่ มค วามสัมพันธ์ (Relation) แต่ ไม่เ ป็ นเหตุ เ ป็ นผล ี (Causation) ก็ได้
  • 3. ในประเด็นที่ บอกว่าทานายได้ การทํานายได้ หมายถึง การทํานายภายใต้เงื่อนไขที่ ั จํากัด หรือภายใต้ฐานคติท่เราตังไว้ หรือทํานายได้ภายใต้ปจจัยเงื่อนไขต่างๆ ที่เรากําหนดให้มน ี ้ ั ั คงที่ ซึงในทางการเมืองย่อมมีปญหาเพราะปรากฏการณ์ทางการเมืองเปลียนแปลงตลอดเวลา ่ ่ จากผลกระทบทีเกิดจากการศึกษาพฤติกรรมศาสตร์ในยุคพฤติกรรมศาสตร์ดงกล่ าวนําไปสู่ ่ ั การศึกษารัฐศาสตร์ในยุคใหม่ทเี่ รียกว่า “ยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์”  ยุคหลังพฤติ กรรมศาสตร์ (Post-Behavioral Era) นักรัฐศาสตร์ยคหลังพฤติกรรมศาสตร์มองว่า การศึกษารัฐศาสตร์ในยุคพฤติกรรมศาสตร์นน ุ ั้ มัวแต่ให้ความสนในแต่วธการศึกษามากว่าให้ความสนใจต่อเนื้อหา ทําให้ผลการศึกษาไม่ได้สะท้อน ิี ั ให้เห็นปญหาของสังคม ลักษณะของการศึกษารัฐศาสตร์ยคหลังพฤติกรรมศาสตร์ ุ 1. จะเป็ นการนําความรูหลายสาขาวิชามาใช้ในการศึกษารัฐศาสตร์ หรือมีลกษณะของการ ้ ั เป็น Multi-Disciplinary หรือ Interdisciplinary เช่น ถ้าเราจะศึกษาเรืองการขายเสียงจะต้องเข้าใจทัง ่ ้ ในเรื่องวัฒนธรรม สังคมวิทยา ความยากจน ประวัตศาสตร์ ไม่ใช่ใช้แต่ความรูทางรัฐศาสตร์อย่าง ิ ้ เดียว ั 2. การศึก ษารัฐ ศาสตร์ยุค หลัง พฤติก รรมศาสตร์ใ ห้ส นใจปญ หาสัง คมมากขึ้น หรือ เป็ น ั การศึกษาทีเอาปญหาเป็ นตัวตัง (Problem Oriented) จากเดิมที่ยุคพฤติกรรมศาสตร์จะเอาทฤษฎี ่ ้ เป็นตัวตัง (Theory Oriented) และเอาทฤษฎีไปพิสจน์กบปรากฏการณ์ ้ ู ั ั 3. ยุคหลังพฤติกรรมจึงไม่สนใจทีจะสร้างทฤษฎี แต่จะศึกษาโดยเอามาปญหามาดูกนอย่าง ่ ั ลึกซึ้ง เพราะมองว่าการศึกษาอย่างลึกซึ้งเหล่ านี้กจะนํ าไปสู่การเสนอทางเลือกหรือทางออกในการ ็ ั แก้ ป ญ หา ยุ ค หลัง พฤติก รรมศาสตร์จ ึง มีก ารศึก ษารัฐ ศาสตร์โ ดยใช้แ นววิเ คราะห์ใ หม่ ๆ เช่ น เศรษฐศาสตร์การเมือง สังคมวิทยาการเมือง วัฒนธรรมทางการเมือง เป็ นต้น ทุกวันนี้การศึกษา การเมือ งเป็ นการศึก ษายุค หลัง พฤติก รรมศาสตร์ จึง เกิดประเด็นทางการเมือ งใหม่ๆ ให้ศึกษา มากมาย แต่แนวทางศึกษาในยุคเก่าก็ยงคงถูกนํามาใช้ศกษาด้วยเช่นกัน ั ึ 3. แนวทางการวิ เคราะห์สาคัญๆ ทางรัฐศาสตร์ ก่อนจะลงไปทีแนววิเคราะห์ทสาคัญๆ นักศึกษาควรทราบความหมายของแนวการวิเคราะห์ ่ ่ี ํ เสียก่อน มีนกวิชาการให้ความหมายของแนวศึกษาวิเคราะห์ทางรัฐศาสตร์ไว้หลากหลาย เช่น ั อแลน ซี ไอแซค กล่าวว่า แนวการวิเคราะห์ในการศึกษาก็คอกลยุทธ์โดยทัวไปทีเราใช้ใน ื ่ ่ การวิเคราะห์ปรากฏการณ์ในทางการเมือง โดยแนววิเคราะห์ในการศึกษาจะให้กรอบ ให้รปแบบ ให้ ู ตัวแบบ ให้แนวคิด เพื่อให้เราสามารถทําความเข้าใจกับปรากฏการณ์ทางการเมืองในขอบข่ายที่ กว้างทีสุดเท่าทีจะทําได้โดยอาศัยแนวคิดหลักเพียงแนวคิดเดียว ่ ่
  • วิ ลเลี่ยม เอ. เวลช์ กล่าวว่า Approach คือ ชุดหรือกลุ่มของคอนเซ็ปต์ท่มุ่งเน้นหรือให้ ี ความสําคัญกับประเด็นทางการเมืองด้านใดด้านหนึ่ง โดยปกติ Approach จะประกอบไปด้วยคอน เซ็ปต์หลักเพียงคอนเซ็ปต์เดียว เวอร์นอน แวน ไดค์ (Vernon Van Dyke) กล่าวว่า Approach หนึ่งๆ จะประกอบด้วย ั มาตรการในการเลือกสรรปญหาหรือคําถามที่จะนํ ามาพิจารณาและเลือกข้อมูลทีจะนํ ามาใช้ และจะ ่ บอกว่าข้อมูลชนิดใดทีสามารถนํามาใช้ได้และชนิดข้อมูลชนิดใดนํามาใช้ไม่ได้ ่ จากนิยามของนักวิชาการข้างต้น Approach ในทางรัฐศาสตร์ หมายถึง กรอบความคิด ที่ม ี แนวคิดหลักปรากฏอยู่เพียงแนวคิดเดียว ซึงจะช่วยให้การศึกษาปรากฏการณ์ ทางการเมืองเป็ นไป ่ อย่างมีทศทางและมีขอบเขตทีชดเจน ิ ่ ั การวิเ คราะห์ ก ารเมือ งของนั ก รัฐ ศาสตร์นั ้น มีห ัว ใจที่สํ า คัญ อยู่ ท่ีแ นวทางการศึก ษา (Approach) และกรอบความคิด (Conceptual Framework) ซึงถ้าขาด 2 สิงนี้การวิเคราะห์การเมือง ่ ่ ของนักรัฐศาสตร์จะมีขดความสามารถในการวิเคราะห์วจารณ์ทางการเมืองทีไม่ดไปกว่าบทวิเ คราะห์ ี ิ ่ ี วิจารณ์ของนักหนังสือพิมพ์หรือนักวิชาการสาขาอื่นๆ ในทางสังคมศาสตร์เลย หรืออาจจะมีคุณภาพ ด้อยกว่าอีกด้วย เพราะนักหนังสือพิมพ์มกจะมีขอมูลลับจากวงในทางการเมืองดีกว่านักรัฐศาสตร์ ั ้ แนวทางการศึกษาหรือ Approach ทางการเมืองที่สาคัญๆ 1. แนววิ เคราะห์เชิ งวัฒนธรรมการเมือง (Political Cultural Approach) ความคิ ดรวบยอด : เชื่อว่าปรากฏการณ์ทางการเมืองเกิดจากวัฒนธรรมทางการเมืองของ คนในสังคม วัฒนธรรมการเมือง คือ แบบแผนความคิดความเชื่อหรือค่านิยมของบุคคลในสังคมใน ระบบการเมืองใด และความคิดความเชื่อทีเป็ นนามธรรมเหล่านี้ เปรียบเสมือนแรงผลักทีส่งผลต่อให้ ่ ่ มนุ ษย์แสดงออกซึงพฤติกรรมทางการเมืองในลักษณะใดๆ เช่น ในการเล่นการเมืองคนอเมริกานัน ่ ้ พยายามจะผลัก ดัน ให้ต นเองเป็ น ที่รู้จ กของคนในสัง คม โดยสร้า งผลงานให้ม องเห็น เ ป็ น ระยะ ั เวลานาน ต้องสร้างสมบารมีและผลงานยาวนาน ไม่ว่าจะเป็ นบุช อัลกอร์ หรือ นักการเมืองตระกูล เคเนดี้ จะต้องเริมต้นจากสนามการเมืองเล็กๆ ก่อนจะไต่เต้าขึนสู่ระดับสูง ่ ้ คนอเมริกนถ้ามีขอบกพร่องแทบจะเล่นการเมืองไม่ได้ เช่น วุฒสมาชิกเอ็ดเวิรด เคเนดี้ ไม่ ั ้ ิ ์ กล้าลงชิงตําแหน่ งประธานาธิบดีเพราะเคยขับรถตกนํ้ าและทําให้เลขาฯ ตาย ก็กลายเป็ นปมด้อย ั ั ทางการเมืองมาจนปจจุบน แต่บ้านเรานันคนที่เล่นการเมืองไม่จําเป็ นต้องสะสมบารมี แต่จํานวน ้ มากเป็ นทายาททางการเมือ งของนัก การเมือ งรุ่นเก่ า ต้อ งมีนามสกุ ล ดี มีฐานะรํ่ารวย เช่น บาง จังหวัด ส.ส.จะเป็ นคนนามสกุลเดิมๆ มาตลอด เช่น อังกินันท์ ศิลปอาชา เทียนทอง และอาศัยเส้น สายโยงใยเข้ามาเป็ น ส.ส. นักการเมืองไทยจํานวนน้อยเท่านันจะอาศัยประสบการณ์ อาศัยความดี ้ และการรับใช้สงคมจนมีคนเลือกเข้ามาเป็ นผูแทน ยิงสังคมไทยเป็ นวัฒนธรรมยอมรับอํานาจของคน ั ้ ่ มีเ งิน มีบารมี ทําให้คนไทยไม่ส นใจที่จะตรวจสอบการทํางานของนักการเมืองที่เ ป็ นคนมีบารมี ั เหล่านี้ ทําให้การเมืองไทยทุกวันนี้จงยังคงมีปญหา ึ
  • การนาแนววิ เคราะห์เชิ งวัฒนธรรมไปใช้ : ั - ระบุให้ได้ว่าวัฒนธรรมทางการเมืองของคนทีเกียวข้องกับปญหาหรือประเด็นทางการเมือง ่ ่ ทีเราจะวิเคราะห์คออะไร ่ ื ั - บอกได้ว่าวัฒนธรรมดังกล่าวก่อให้เกิดปญหาทางการเมือง (ตามประเด็นทีเราจะวิเคราะห์ ่ อย่างไร) 2. แนววิ เคราะห์การพัฒนาทางการเมือง Political Development Approach ความคิ ดรวบยอด : การเมืองจะพัฒนาจากการเมืองแบบเก่าไปสู่การเมืองแบบใหม่ โดย ั ั ต้องอาศัยปจจัยบางอย่าง (ปจจัยอะไรบ้างขึนอยูกบแนวคิดของนักวิชาการแต่ละคน) ้ ่ ั การพัฒ นาทางการเมื อง หมายถึง การเปลี่ยนแปลงชนิดหนึ่ งที่เ กิดขึ้น ในสังคม มี เป้าหมายเพื่อให้การแจกแจงแบ่งสรรทรัพยากรให้มประสิทธิภาพเป็ นธรรมมากว่าเดิม ี แต่นกวิชาการยังมีมมมองทีเกียวกับคําว่า “พัฒนาการเมือง” ทีหลากหลาย เช่น ั ุ ่ ่ ่ 1. มองว่าการพัฒนาทางการเมือ งเป็ นเงื่อ นไขเบื้องต้นของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ คือ เศรษฐกิจจะเจริญเติบโตได้หากการเมืองได้รบการพัฒนา ั 2. นักวิชาการบางกลุ่มมองว่าการเมืองที่พฒนาจะปรากฏอยู่ในสังคมอุตสาหกรรม แสดงว่า ั ในสังคมอุตสาหกรรมจะมีแบบแผนทางการเมืองเฉพาะอย่างต่างจากแบบแผนทางการเมืองในสังคม อื่นๆ ทีไม่ใช่อุตสาหกรรม ่ 3. นักวิชาการที่มองว่าการพัฒนาทางการเมืองเป็ นเงื่อนไขที่ปรากฏในระบบการเมืองที่ ทันสมัย โดยสังคมที่ทนสมัยคือสังคมที่เปิ ดโอกาสให้คนเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วยความ ั เสมอภาค มีการกําหนดกฎกติกาทีเป็นสากล ่ 4. นักวิชาการที่มองว่าการพัฒนาทางการเมือ งเป็ นสภาพการณ์ทางการเมือ งของสังคม ประชาธิปไตย คือ มองว่าหากเป็นประชาธิปไตยสังคมนันจะพัฒนาแล้ว ้ แนวคิดนี้ก็ถูกโจมตีว่าลําเอียงในเชิงอุดมการณ์ทางการเมือง เพราะหลายประเทศที่เป็ น ประชาธิปไตยก็ยงไม่มระดับของการพัฒนาทางการเมือง ั ี 5. นักวิชาการในกลุ่มที่มองว่าการพัฒนาทางการเมืองนันเป็ นสภาพการเมืองในระบบรัฐ ้ ชาติ (State-Nation) คําว่ารัฐเป็ นเงื่อนไขทางรัฐศาสตร์ส่วน nation เป็ นเงื่อนไขทางสังคมวิทยา ซึง ่ รัฐต้องประกอบไปด้วยรัฐบาล ประชากร ดินแดนและอํานาจอธิปไตย 6. แนวคิดทีบอกว่าการพัฒนาการเมืองคือเรืองของการระดมทรัพยากรมาใช้ประโยชน์อย่าง ่ ่ มีประสิทธิภาพ 7. แนวคิดที่บอกว่าระบบการเมืองที่พฒนาแล้ว คือ ระบบการเมืองที่การเปลี่ยนแปลงทาง ั การเมืองเป็นไปอย่างมีระเบียบและมีเสถียรภาพ ซึงในความเป็ นจริงพบว่าระบบการเมืองที่มเสถียรภาพก็ไม่ได้เป็ นระบบการเมืองที่พฒนา ่ ี ั เช่น ระบบการเมืองของอินโดนีเซียภายใต้การนําของซูฮาร์โต ระบบการเมืองของอูกนดาภายใต้การ ั นําของ อีด้ี อามิน ทีดารงตําแหน่งอย่างยาวนาน ่ ํ
  • 8. แนวคิดที่บอกว่าการพัฒนาทางการเมือง คือ ระบบการเมืองที่มการเข้าไปมีส่วนร่วม ี ทางการเมืองของประชาชน 9. แนวคิด ที่บ อกว่ า ระบบการเมือ งที่พ ัฒ นาแล้ว คือ ระบบการเมือ งที่ส ามารถพัฒ นา กฎหมายและสถาบันทางการเมือง คือ มีสถาบันการเมืองทีเกิดขึนและทําหน้าทีอย่างมีประสิทธิภาพ ่ ้ ่ 10. แนวคิดสุ ดท้า ยจะบอกว่าการพัฒนาทางการเมือ ง คือ การเปลี่ยนแปลงชนิ ดหนึ่ง ที่ เกิดขึนในสังคมทีมอทธิพลและมีผลกระทบต่อการเปลียนแปลงด้านเศรษฐกิจและสังคมด้วย ้ ่ ีิ ่ ั ปจจัยของการวัดระดับของการพัฒนาทางการเมือง ลูเชี่ ยน พาย (Lucian Pye) เสนอสิงทีเรียกว่า Syndrome of Development กล่าวคือ ่ ่ การเมืองทีจะได้ช่อว่ามีระดับของการพัฒนาทางการเมืองจะต้องประกอบด้วยหลักการ 3 อย่าง คือ ่ ื 1. Differentiation มีโครงสร้างทางการเมืองทีหลากหลาย คือ มีกระทรวง ทบวง กรม มี ่ หน่ วยงานที่ทําหน้าที่เฉพาะอย่าง เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของคนในสังคมที่ม ี จํานวนมากและมีการรวมตัวกันเป็ นกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะรวมตัวกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ เดียวกัน บนอุดมการณ์เดียวกัน 2. Equality ความเสมอภาค ระบบการเมืองใดจะได้ช่อ ว่าเป็ นระบบการเมืองที่ม ี ื พัฒนาการทางการเมืองสูงนันประชาชนจะต้องได้รบความเสมอภาคอย่างน้อยๆ 3 ประการ คือ ้ ั ความเสมอภาคในการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง ความเสมอภาคในโอกาสทีจะเข้าสู่ตําแหน่ งใน ่ ระบบราชการหรือ ในการสวมบทบาทในทางสาธารณะ และความเสมอภาคภายใต้ก ฎหมายที่ ยุตธรรม ิ 3. Capacity สมรรถนะ ระบบการเมืองใดจะได้ช่อว่าเป็ นระบบการเมืองทีมพฒนาการทาง ื ่ ี ั ั การเมืองสูงนันต้องเป็ นระบบการเมืองที่มสมรรถนะ มีความสามารถในการแก้ไขปญหาต่อความ ้ ี ต้องการทีมอยูอย่างหลากหลายของประชาชน สร้างสรรค์สงใหม่ๆ ให้เป็นทียอมรับของประชาชนได้ ่ ี ่ ิ่ ่ การตอบคําถามเรืองการพัฒนาทางการเมืองของไทย เมื่อเราบอกถึงหลักการดังกล่าวแล้ว เรา ่ ก็มาดูว่าสังคมไทยมีลกษณะสอดคล้องกับหลักการ 3 หลักการหรือไม่ (อธิบายเป็ นข้อๆ เช่นกัน) ั จากนันเราก็สรุปได้ว่าการเมืองไทยมีระดับการพัฒนาแค่ไหน ดังนัน อย่าตอบโดยคิดเอาเอง อย่าใช้ ้ ้ สามัญสํานึกเพราะจะได้คะแนนไม่ดี หลักการของการพัฒ นาทางการเมือง อัลมอลและพาวเวลล์ แบ่ งลักษณะระบบ การเมืองทีพฒนาแล้วออกเป็น 3 ประการ คือ ่ ั 1. Differentiation of Political Structure คือ สังคมนันต้องมีความหลากหลายของโครงสร้าง ้ ทางการเมือง 2. Secularization of Political Culture ดูจากวัฒนธรรมทางการเมืองว่าตังอยู่บนหลักการ ้ ของเหตุผลทีเป็นวิทยาศาสตร์ ่ 3. Subsystem Autonomy หมายถึง ระบบการเมืองทีทนสมัยจะมีโครงสร้างย่อยๆในระบบ ่ ั การเมืองทีมอสระในการทําหน้าทีของตนเอง ่ ีิ ่
  • 3. แนววิ เคราะห์ชนชันนา (Elite Approach) ้ ความคิ ดรวบยอด : ปรากฏการณ์ทางการเมืองเป็ นผลผลิตทีเกิดจากชนชันนําในสังคม ่ ้ แนววิเคราะห์ชนชันนํามองว่า ในสังคมจะประกอบไปด้วยคน 2 ชนชัน คือ ชนชันนําและคน ้ ้ ้ ชนชันล่าง ้ ชนชันนา หมายถึง คนส่วนน้อยในสังคมที่มอํานาจครอบงําคนชันล่างที่เป็ นคนส่วนใหญ่ ้ ี ้ ของสังคม เนื่องจากชนนันนําเป็นคนทีกุมอํานาจทางเศรษฐกิจ คือ มีเงินทองและความรํ่ารวย เมื่อมี ้ ่ ความรํ่ารวยทําให้สามารถใช้ความรํ่ารวยในการแสวงหาอํานาจทางการเมือง เมื่อมีอํานาจทางการเมือง อํานาจในด้านอื่นก็จะเพิมพูนขึน และทําให้ชนชันนําเป็นคนกําหนดชะตากรรมของคนทังสังคม ่ ้ ้ ้ สาเหตุทชนชันนําสามารถกําหนดความเป็ นไปของสังคมได้ เพราะชนชันนํามีลกษณะต่างๆ คือ ่ี ้ ้ ั - ชนชันนํามีจานวนน้อยทําให้ตดต่อสื่อสาร รวมกันอย่างเหนียวแน่ น และพบว่าชนชันนํายัง ้ ํ ิ ้ มีการเกียวดองกันในรูปของเครือญาติผ่านการแต่งงานข้ามตระกูลกัน ่ - มีความคิด รสนิยม การใช้ชวต แบบเดียวกัน จบจากโรงเรียนเดียวกัน ีิ - มีผลประโยชน์สอดคล้องกัน แนวคิดชนชันนําจึงมองว่า การเมืองเป็ นเรื่องของชนชันนํา ทําให้การกําหนดนโยบายต่างๆ ้ ้ เป็นไปเพื่อชนชันนํา โดยชนชันล่างได้รบประโยชน์แต่เพียงเล็กน้อย ผลประโยชน์ทชนชันนําจัดสรร ้ ้ ั ่ี ้ ให้ชนชันล่างเป็นการจัดสรรให้เพียงเพื่อไม่ให้ชนชันล่างรูสกว่าถูกเอาเปรียบจนเกินไป และลุกขึนมา ้ ้ ้ ึ ้ ท้าทายอํานาจของชนชันนําเท่านัน ้ ้ การนาแนววิ เคราะห์ชนชันนามาอธิ บายการเมืองไทย ้ แนววิเคราะห์ชนชันนําสามารถนํามาอธิบายการเมืองไทยได้เป็ นอย่างดี เนื่องจากคนทีเข้า ้ ่ ไปมีอํานาจทางการเมืองเวลานี้คอ ชนชันนําทางธุรกิจเพียงไม่ก่ตระกูล ทําให้ชนชันนําเหล่านี้เข้าไป ื ้ ี ้ กําหนดบทบาททีเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของตนเอง ่ สํ า หรับ การเมือ งไทยชนชัน นํ า ที่เ ข้า มามีบ ทบาททางการเมือ งในระยะแรกคือ ทหาร ้ ข้าราชการระดับสูง โดยมีนกธุรกิจอยู่เบืองหลังในการสนับสนุ น ข้าราชการทหารเหล่านัน ต่อมาเมื่อ ั ้ ้ การเมืองมาอยูในมือของนักการเมือง นักธุรกิจก็มาสนับสนุ นนักการเมือง และพรรคการเมือง แต่ทุก ่ วันนี้นกธุรกิจเข้ามาเล่นการเมืองอย่างเต็มตัว สังคมไทยเป็นสังคมทีมการแบ่งคนในสังคมออกเป็ น 2 ั ่ ี กลุ่มโดยกว้างๆ ออกเป็นชันนําและชนชันล่างมานานแล้ว และชนชันนําเป็ นชนชันทีมบทบาทในการ ้ ้ ้ ้ ่ ี ควบคุมความเป็ นไปของชนชันล่างไม่ว่าจะเป็ นยุคที่กษัตริยปกครองประเทศ ประชาชนส่ว นใหญ่ ้ ์ มองว่ า ตนเองเป็ น ไพร่ ฟ้ าที่ ต้ อ งคอยรับ อํ า นาจและความกรุ ณ าของชนชัน นํ า มาจนถึ ง ยุ ค ้ ประชาธิปไตย คนไทยส่วนใหญ่กยงมองว่าตนเองเป็นแค่ราษฎรทีตองคอยรับนโยบายจากรัฐ โดยไม่ ็ ั ่ ้ ลุกขึนมามีบทบาทในทางการเมืองแต่อย่างใด ปล่อยให้การเมืองเป็ นเรื่องของคนไม่ก่คน มาจนถึง ้ ี ทุกวันนี้ การเมืองไทยอยู่ภายใต้กํามือของตระกูลนักธุรกิจไม่ก่กระกูล และเมื่อเกิดการเปลียนแปล ี ่ ทางการเมืองก็จะมีชนชันนําแบบทหารและข้าราชการทีมบทบาทในการเปลียนแปลงอีกเช่นกัน ้ ่ ี ่
  • ั ั การนาไปใช้ : แยกแยะให้ได้ว่าในปญหาที่เราศึกษามีชนชันนํ ากลุ่มใดบ้าง เช่น ปญหา ้ ความขัดแย้งทางการเมืองไทยเวลานี้ เป็ นความขัดแย้งระหว่างชนชันนํ าทางการเมือง สื่อมวลชน ้ นักวิชาการ 4. แนววิ เคราะห์กลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group Approach) ความคิ ดรวบยอด : การเมืองเป็นเรืองของการเจรจาต่อรองระหว่างกลุ่มต่างๆ ในสังคม ่ แนววิเคราะห์กลุ่มผลประโยชน์มแนวคิดที่สําคัญตรงที่มองว่า ในสังคมประกอบด้วยกลุ่ม ี ต่างๆ จํานวนมาก และกลุ่มเหล่านี้ต่างแข่งขันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง การแข่งขันของ กลุ่มมักเป็ นไปโดยการใช้อทธิพลของกลุ่มในการเข้าไปกดดันให้รฐบาลตัดสินใจเพื่อเอื้อประโยชน์ ิ ั ให้กบกลุ่มตนเอง เนื่องจากแนววิเคราะห์น้ีเชื่อว่า กลุ่มผลประโยชน์จะตระหนักถึงผลประโยชน์ของ ั ตนเอง จึงต้องมีการเคลื่อนไหวในการรักษาผลประโยชน์ของกลุ่ม หลักการของแนววิเคราะห์กลุ่มผลประโยชน์ 1. มองว่ า ปรากฏการณ์ ท างการเมือ งเป็ น ปฏิส ัม พัน ธ์ กัน ( Interaction) ระหว่ า งกลุ่ ม ผลประโยชน์ 2. หากมีความขัดแย้งกันในเรืองผลประโยชน์ กลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้จะมีการเจรจาต่อรอง ่ กันโดยอยูบนพืนฐานของเหตุผล ่ ้ 3. การเจรจาต่อรองมักจบลงด้วยการประนีประนอม 4. มองว่าความขัดแย้งในทางการเมืองมีทางออกเสมอ 5. ทฤษฎีพหุนิยมจึงเชื่อว่า ระบบการเมืองจะมีการปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลตลอดเวลา 6. นโยบายทีออกจากระบบการเมืองเป็ นผลลัพธ์มาจากปฏิสมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ่ ั 7. รัฐไม่มบทบาทใดๆ ในการเข้ามาจัดการกับกลุ่ มผลประโยชน์ ความเชื่อ แบบนี้ทําให้ ี ทฤษฎีพหุนิยมมองว่าผลประโยชน์ของแต่ละกลุ่มจะถูกนํ ามาเจรจา พูดคุยกันอย่างเปิ ดเผย และ ยอมรับว่าผลประโยชน์เป็นเรืองทีมอยู่จริงในทางการเมือง ่ ่ ี อย่างไรก็ตามตามแนวคิดของพหุนิยม กลุ่มผลประโยชน์ในสังคมจะต้องมีอํานาจเท่าเทียม กันและมีโอกาสเท่าๆ กันในการเข้าถึงผูตดสินใจกําหนดนโยบาย ้ ั แนววิ เคราะห์กลุ่มผลประโยชน์ แบ่งเป็นทฤษฎียอย 2 ทฤษฎี คือ ่ 1. ทฤษฎี พหุนิยม (Pluralist Theory หรือ Pluralism) เชื่อว่าการแข่งขันของกลุ่มผลประโยชน์ เป็นไปอย่างเสรี เท่าเทียมกัน เป็นทฤษฎีทใช้อธิบายกลุ่มผลประโยชน์ในสังคมอเมริกนได้ง่าย ่ี ั 2. ทฤษฎี สหการ (Corporatist Theory/Corporatism) เป็ นทฤษฎีท่ตรงข้ามกับทฤษฎี ี พหุนิยมเพราะทฤษฎีน้ีเชื่อว่า กลุ่มผลประโยชน์แต่ละกลุ่มมักจะยึดถือผลประโยชน์ของตนเองอย่าง มาก การจะปล่ อ ยให้แ ต่ ล ะกลุ่ ม เจรจากัน เองจะเป็ น เรื่อ งยาก และความขัด แย้ง ระหว่ า งกลุ่ ม ผลประโยชน์เป็ นเรื่องที่เกิดขึนได้หากรัฐไม่เข้าจัดการ ที่สําคัญทฤษฎีน้ีมองว่า กลุ่มแต่ละกลุ่มใน ้ สังคมมีอํานาจไม่เท่ากันและไม่ส ามารถเข้าถึงกลุ่มผูตดสินใจกําหนดนโยบายได้อย่างเท่าเทียมกัน ้ ั
  • ทําให้รฐต้องเป็ นกลไกสําคัญของการเจรจาต่อรอง เช่น เป็ นคนคอยควบคุมกติกา คอยเจรจาไกล่ ั ่ เกลียระหว่างกลุ่มผลประโยชน์สองฝาย ่ จากแนวคิดทัง 2 แบบของแนววิเคราะห์กลุ่มผลประโยชน์ การจัดการกลุ่มผลประโยชน์ ้ ในประเทศไทยจะเป็ นไปตาม ทฤษฎี สหการ เนื่ องจากกลุ่มผลประโยชน์ ในประเทศไทยยัง ขาดพลังอานาจที่ เท่ าเที ยมกัน และโอกาสของกลุ่มในการเข้าถึงการตัดสิ นใจของผู้กาหนด นโยบายจะมีแตกต่างกัน กล่าวคือ ในสังคมไทยกลุ่มยังขาดความหลากหลาย การรวมกลุ่มของคน ในสังคมอันเป็นการรวมตัวในลักษณะของกลุ่มผลประโยชน์ยงเกิดขึนไม่มากนัก กลุ่มผลประโยชน์ท่ี ั ้ เกิดขึนในสังคมโดยอิสระและเกิดจากความต้องการของสมาชิกกลุ่มจะเกิดขึนในสังคมเมืองมากกว่า ้ ้ และอยูในภาคส่วนทีเป็นทางการของสังคม เช่น สมาคมธนาคาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ่ ่ สมาคมผูส่งออก สภาหอการค้า เป็ นต้น ขณะทีในภาคชนบททีมเกษตรกรเป็ นส่วนใหญ่ยงขาดการ ้ ่ ่ ี ั รวมตัวที่เหนียวแน่ น และการรวมตัวของกลุ่มผลประโยชน์ในชนบทยังเกิดขึนโดยรัฐเข้าไปจัดการ ้ ผ่านนโยบายการพัฒนาชนบทของรัฐ เช่น การจัดตังกลุ่มสหกรณ์ต่างๆ ล้วนแต่เกิดจากรัฐทังสิ้น ้ ้ แม้กระทังปจจุบนแนวคิดเกียวกับประชาคมตําบล ประชาคมจังหวัดก็มาจากรัฐ ่ ั ั ่ ที่สําคัญอํานาจและอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ ในสังคมไทยยังมีไม่เท่ากัน เช่น สมาคม พ่อค้า สมาคมนายธนาคาร มักจะมีพลังอํานาจมากกว่าสมาคมผู้เลี้ ยงสุกรแห่งประเทศไทย หรือ สมาคมชาวนา ความไม่เท่าเทียมกันของกลุ่มผลประโยชน์น่ีเองทํา ให้เรื่องของผลประโยชน์ถูกมอง ว่า เป็ นเรื่องที่ต้องปกปิ ดในสังคมไทย การเจรจาระหว่างกลุ่มผลประโยชน์จงเป็ นไปอย่างแอบแฝง ึ มองว่าเรืองของผลประโยชน์เป็นเรืองทีตองปกปิด ทังๆ ทีเป็นสิงทีมจริงในการเมืองไทย ่ ่ ่ ้ ้ ่ ่ ่ ี นอกจากนี้ ก ารที่ก ลุ่ ม ผลประโยชน์ ม ีค วามไม่ เ ท่ า เทีย มกัน และกระบวนการเจรจา ั ผลประโยชน์มกเป็ นไปในทางลับ ในสังคมไทยจึงเกิดปญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ ั ั อยูเสมอและรัฐมักจะเข้าไปแทรกแซงในการแก้ปญหาความขัดแย้งนัน ่ ้ การนาไปใช้ : ั - แยกแยะให้เห็นว่ามีกลุ่มผลประโยชน์ใดบ้างทีเกียวข้องกับปญหาทีเราจะวิเคราะห์ ่ ่ ่ - ระบุให้ได้ว่าแต่ละกลุ่มมีผลประโยชน์อะไร - บอกให้ได้ว่าผลประโยชน์ของแต่ละกลุ่มขัดแย้งกันอย่างไร ั ตัวอย่างปญหาการเมืองไทยมีหลายกลุ่มผลประโยชน์ทตองต่อสูกน เช่น ่ี ้ ้ ั ่ ฝายต่อต้านทักษิณ : - กลุ่มนายสนธิ ลิมทองกุล ผลประโยชน์ของนายสนธิ คือ ผลประโยชน์ทางธุรกิจ ้ - กลุ่มสื่อมวลชนอื่นๆ ผลประโยชน์ คือ การมีอสระ เสรีภาพในการนําเสนอข่าวสาร ิ - กลุ่ม NGOs จะมีผลประโยชน์ตามแต่ละกลุ่ม (แต่ผลประโยชน์ถูกทําลายจากนโยบาย รัฐบาลทักษิณ เช่น กลุ่มต้าน FTA กลุ่มเครือข่ายผูบริโภค) ้ - สหภาพแรงงาน ก็มผลประโยชน์ในการดํารงสถานภาพเดิมในรัฐวิ สาหกิจ (ถ้ามีการแปร ี รูปสหภาพแรงงานเหล่านี้กมองว่าตนเองจะเสียประโยชน์) เป็นต้น ็ ่ ฝายสนับสนุ น :
  • - กลุ่ม ส.ส. - นักวิชาการบางกลุ่ม - ประชาชนทีเลือกนายกทักษิณ (มีประโยชน์จากนโยบายทักษิณ) เป็นต้น ่ 5. แนววิ เคราะห์เชิ งปรัชญาทางการเมือง (Philosophical Approach) เป็นแนววิเคราะห์ทสนใจนําเอาแนวคิดทางปรัชญาทางการเมืองมาใช้ในการศึกษา เช่น การ ่ี ศึกษาเรืองสิทธิ (เช่น สิทธิพลเมือง สิทธิของชุมชนหรือสิทธิใหม่) การใช้แนววิเคราะห์เชิงปรัชญาจะ ่ เน้นการอธิบายถึงสิงทีควรจะเป็น ถ้าเราพูดถึงเรืองสิทธิกจะต้องตอบคําถามว่า คนในสังคมควรจะมี ่ ่ ่ ็ สิทธิมากน้อยแค่ไหน เน้นไปทีการวิเคราะห์เนื้อหาของสิทธิว่า มีนกคิดทีพดถึงเรืองนี้ไว้อย่างไรบ้าง ่ ั ่ ู ่ การศึกษาแนวปรัชญาจึงมักจะสนใจศึกษาประวัตศาสตร์ทางความคิดของนักคิดในยุคต่างๆ ิ โดยวิธ ีก ารศึก ษาที่นํามาใช้ คือ การพรรณนาความ (Descriptive) เช่น ถ้าศึกษาเรื่อ งสิทธิใ น สังคมไทยก็จะเน้นการพรรณนาว่า แนวคิดนี้มทมาจากอะไร มีนักคิดพูดไว้อย่างไรบ้าง และสิทธิใน ี ่ี สังคมไทยที่มอ ยู่ไ ด้รบความสนใจมากน้ อ ยแค่ ไหน สิทธิท่ค นไทยมีอ ยู่ใ นทุกวันนี้มเ พียงพอแล้ว ี ั ี ี หรือไม่ ในทางปฏิบตคนไทยได้รบความคุมครองในเรื่องสิทธิมากน้อยแค่ ไหน และสิทธิทจะพึงมีของ ั ิ ั ้ ่ี คนไทยยังมีสทธิอ่นๆ อีกหรือไม่ เป็นต้น ิ ื 6. แนววิ เคราะห์เชิ งนิ ติสถาบัน (Legal-institutional Approach) เป็ นแนวการวิเคราะห์การเมืองจากกฎหมายหรือสถาบันทางการเมือง โดยดูว่ากฎหมาย กํ า หนดความสัม พัน ธ์ข องสถาบัน ทางการเมือ งไว้อ ย่า งไร หรือ ถ้า จะศึก ษาบทบาทของพรรค การเมืองก็อาจจะไปดูทกฎหมายของพรรคการเมือง โครงสร้างพรรคการเมือง ่ี การศึก ษาการเมือ งตามแนววิเ คราะห์เ ชิงนิ ติส ถาบันจะมีข้อ จํากัดที่กฎหมายอาจจะไม่ สอดคล้อ งกับความเป็ นจริงที่เ กิดขึ้น อย่างไรก็ตามแนววิเ คราะห์น้ีก็ยงมีประโยชน์ ต่อการศึกษา ั การเมืองเช่นกัน เช่น อาจจะศึกษาเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญปี 50 กับฉบับอื่นๆ 7. แนววิ เคราะห์เชิ งโครงสร้างหน้ าที่ (Structural-functional Approach) เป็ น แนววิเ คราะห์ท่ีม องว่ า ในทางการเมือ งจะมีโ ครงสร้างทางการเมือ งปรากฏอยู่แ ละ โครงสร้างเหล่านี้จะต้องทําหน้าที่ เช่น รัฐบาล รัฐสภา พรรคการเมือง จะเป็ นโครงสร้างทีปรากฏอยู่ ่ ในระบบการเมือง และโครงสร้างเหล่านี้จะต้องทําหน้าที่ ถ้าไม่ทําหน้าทีระบบการเมืองนันก็จะไม่ม ี ่ ้ ประสิทธิภาพ เช่น เราเคยพูดว่าการเมืองไทยไม่มเสถียรภาพเพราะพรรคการเมืองมีความอ่อนแอ ี หรือพรรคการเมืองไม่ทาหน้าที่ ํ ทังนี้การที่พรรคการเมืองในประเทศไทยไม่สามารถทําหน้ าที่พรรคการเมืองได้เพราะใน ้ การเมืองไทยทหารเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากจนเกินไป และกีดกันไม่ให้พรรคการเมืองเข้าสู่ ระบบการเมือง เช่น พอทหารขึนมามีอํานาจก็สงให้ยบพรรคการเมือง ้ ั่ ุ ั ั แนววิเคราะห์น้ีก็ยงนํ ามาใช้ในการศึกษาได้ในปจจุบน เช่น ถ้าเราจะศึกษากกต.ก็ต้องดูว่า ั โครงสร้างของกกต.เป็นอย่างไร และโครงสร้างดังกล่าวเอือต่อการทําหน้าทีของ กกต.หรือไม่ ้ ่
  • 8. แนววิ เคราะห์เชิ งระบบ (Systems Approach) เป็นแนววิเคราะห์ทเี่ ข้าใจได้งายและนําไปใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ได้งาย ่ ่ แนววิเคราะห์เชิงระบบจะมองการเมืองว่า เป็ นกระบวนการที่มความต่อเนื่อง จากการมี ี ั ปจจัยนํ าเข้า (Inputs) ทีถูกป้อนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจในทางการเมือง (Conversion Process) ่ ั เพื่อให้ออกมาเป็ นปจจัยนํ าออกหรือ Outputs ซึงหมายถึงนโยบาย หรือกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ ่ ต่างๆ นันเอง ่ ั ปจจัยนําเข้าทีถูกป้อนเข้าสู่ระบบการเมืองจะประกอบไปด้วย ความต้องการ หรือข้อเรียกร้อง ่ (Demand) และข้อสนับสนุน นอกจากนี้ผลของการตัดสินใจของระบบการเมืองจะกลายเป็ นผลย้อนกลับ หรือ Feed Back ทีจะกลายเป็ น Inputs ทีจะถูกป้อนเข้าสู่ระบบการเมืองอีกครัง ทังนี้กระบวนการ ่ ่ ้ ้ ของระบบการเมืองทังหมดจะอยู่ภายใต้สงแวดล้อมทีมผลต่อทังระบบการเมืองทังระบบ ดังรูป ้ ิ่ ่ ี ้ ้ Inputs Conversion Process Feedback Outputs แนววิเคราะห์เ ชิงระบบมองว่าถ้าระบบการเมือ งมีค วามสมดุล หมายถึงผลผลิต จากการ ั ตัดสินใจของระบบการเมืองสามารถตอบสนองต่อความต้องการ ตามข้อเรียกร้องหรือปจจัยนําเข้าได้ ระบบการเมืองนันก็จะดํารงอยูได้ ้ ่ แนววิเ คราะห์เชิงระบบจะเป็ นแนววิเ คราะห์ระดับมหภาคที่ส ามารถอธิบายสิ่งต่างๆ ได้ ทังหมด แต่กมจดอ่อนตรงทีขาดการวิเคราะห์แบบละเอียด แต่มองสิงต่างๆ ในเชิงกว้าง ้ ็ ีุ ่ ่ (ดังนันอาจารย์ไม่ตองการให้นกศึกษาใช้แนววิเคราะห์น้มากจนเกินไป) ้ ้ ั ี 9. แนววิ เคราะห์เชิ งวัฒนธรรมทางการเมือง (Political Culture Approach) เป็นแนววิเคราะห์ทให้ความสําคัญกับความคิด และความเชื่อในทางการเมือง เน้นศึกษาการ ่ี เปลียนแปลงทางการเมืองหรือปรากฏการณ์ทางการเมืองผ่านวัฒนธรรมทางการเมือง เช่น ถ้าเรา ่ ศึกษาเรื่องการซือสิทธิขายเสียงเราก็จะต้องดูว่า เป็ นเพราะวัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทยเอื้อ ้ ต่อการซือสิทธิขายเสียงใช่หรือไม่ เราจะมีสมมุตฐานว่าการซือเสียงไม่เกี่ยวกับความต้องการในเรื่อง ้ ิ ้ เงิน แต่เป็นเรืองทีเกียวกับความเชื่อ วัฒนธรรม หรืออุดมการณ์ของสังคม ่ ่ ่ ตัวอย่างของวัฒนธรรมที่มผลต่อการเมืองไทยอย่างมากๆ คือ วัฒนธรรมแบบอุ ปถัมภ์ท่ี ี เรียกว่า Patron-client Systems ความสัมพันธ์ในแบบดังกล่าวทําให้สงคมไทยมีความสัมพันธ์ใน ั แบบไพร่ฟ้า ส่งผลให้เกิดการเล่นพรรคเล่นพวก ช่วยเหลือแต่พรรคพวกของตนเอง ทําให้ระบอบ ประชาธิปไตยของไทยมีความล้าหลัง
  • นักคิดทีสนใจเรื่องวัฒนธรรมการเมือง คือ ซิ ดนี ย์ เวอร์บา และกาเบรียล อันมอนด์ โดย ่ เขาเสนอว่าวัฒนธรรมทีเหมาะสมสําหรับการเมืองแบบประชาธิปไตย คือ วัฒนธรรม Civic Culture ่ คือ วัฒนธรรมที่คนในสังคมมีความกระตือรือร้น สนใจการเมือง มองว่าการเมืองมีผลต่อชี วตของ ิ ตนเอง ถ้าคนในสังคมมีวฒนธรรมในแบบดังกล่าวก็จะช่วยให้คนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง จะ ั ส่งผลให้การเมืองมีเสถียรภาพ ซึ่งอันมอนด์และเวอร์บา กล่าวว่า วัฒนธรรมเช่นนี้จะไม่ปรากฏใน สังคมเอเชีย เพราะคนเอเชียยังไม่ตระหนักถึงความสําคัญของการเมืองทีมต่อชีวตของตนเอง ่ ี ิ การที่คนไทยจํานวนไม่น้อยมีความสะใจที่รฐบาลฆ่าตัดตอนนักค้ายาเสพติดแสดงว่า คน ั ไทยยังไม่มวฒนธรรมประชาธิปไตย เนื่องจากประชาธิปไตยจะต้องเชื่อมันในกระบวนการยุตธรรมที่ ีั ่ ิ มีขนมีตอน ั้ การทีคนไทยโดยเฉพาะข้าราชการจํานวนไม่น้อยยังมองว่าตนเองมีเจ้านาย เป็ นคนในสังกัด ่ ของคนนันคนนี้แสดงว่า เรายังยอมรับว่าตนเองเป็นไพร่ แม้ว่าเราจะเลิกระบบไพร่มานานแล้วก็ตาม ้ **นักศึกษาควรไปดูแนววิ เคราะห์อื่นๆ เพิ่ มเติ มด้วย เพราะยังมีอีกหลายแนววิ เคราะห์** สรุปวิ ชา PS 702 ระเบียบวิ ธีวิจยทางรัฐศาสตร์ ั รูปแบบข้อสอบ PS 702 จากข้อสอบทีออกมาหลายๆ ปีพบว่า ข้อสอบมี 3 แบบใหญ่ๆ คือ ่ แบบที่ 1 ให้เขียนเค้าโครงการวิจย จะแบ่งย่อยออกเป็น 3 แบบ คือ ั 1.1 ข้อสอบที่ออกโดยให้นักศึกษาเขียนถึงสาระสําคัญของหัวข้อต่างๆ ของสาระนิพนธ์ท่ี ั นักศึกษาทํา ตังแต่ช่อเรื่อง ความสําคัญของปญหา ไปจนถึงการวิเคราะห์ขอมูล หรือเขียนโครงร่าง ้ ื ้ การวิจยจากสาระนิพนธ์ของนักศึกษาเองนันเอง (อาจจะให้เขียนเพียงบางหัวข้อ) ั ่ ข้อสอบแบบนี้ เช่ น ปี 2542 (นักศึกษารุ่นที่ 3 ) และข้อสอบปี 2549 (บางนา) การออก ข้อสอบแบบนี้ไม่ยากแต่นกศึกษาต้องไปอ่านสาระนิพนธ์ทตวเองทํา ั ่ี ั 1.2 ข้อสอบในแบบที่มการกําหนดหัวข้อหรือประเด็นที่น่าสนใจมา แล้วให้นักศึกษาเขียน ี ั ระเบียบวิธวจยในการศึกษาปญหาดังกล่าว หรือเขียนจากโครงร่างการวิจยจากประเด็นสําคัญ ที่ ีิ ั ั กําหนดให้ (อาจจะให้เขียนบางหัวข้อ) ข้อสอบแบบนี้ เช่ น ปี 2545 (ของส่วนกลาง) ปี 2547 และปี 2549 ทังของภูมิภาคและ ้ ศูนย์สระบุรี)
  • 1.3 ข้อสอบทีออกโดยให้บทคัดย่อมาและให้นําเอาบทคัดย่อนันมาเขียนเค้าโครงงานวิจยที่ ่ ้ ั สมบูรณ์หรือบางส่วน ข้อสอบแบบนี้ ออกปี 2541 แบบที่ 2 ข้อสอบทีออกเกียวกับองค์ความรูในการวิจย ่ ่ ้ ั ข้อสอบที่ออกแบบนี้ คือ ปี 2545 2546 2548 เช่น -ปี 2545 ให้พดถึงความแตกต่างของ Inductive และ Deductive ู -ปี 2546 ให้อธิบาย /ความแตกต่างระหว่างการวิจยเชิงคุณภาพกับการวิจยเชิงปริมาณ ั ั /ความเชื่อมโยงระหว่างกรอบความคิดกับระเบียบวิธวจย ีิั /การสํารวจวรรณกรรมมีความสําคัญต่อการวิจยอย่างไร ั /การสรุปข้อเท็จจริงจะทําให้เกิดความน่ าเชื่อถือได้อย่างไร -ปี 2548 ให้บอกว่าการทําวิจยให้มคุณภาพเป็นสิงทีน่าเชื่อถือในเชิงวิชาการนันควรต้องทํา ั ี ่ ่ ้ อย่างไร แบบที่ 3 ให้อธิบายกระบวนการวิจย ตัวอย่าง คือ ข้อสอบปี 2550 ั ****แนวโน้ มของปี นี้ (คาดว่า) เน้ นให้อธิ บายกระบวนการวิ จย หรือแบบที่ 3 *** ั ประเด็นสาคัญที่ต้องเตรียมตัว 1. การเขียนเค้าโครงการวิจย (หมายถึงเขียนโครงร่างงานวิจยได้) ั ั 2. องค์ความรูทวไปเกียวกับงานวิจย ้ ั่ ่ ั 3. อธิบายกระบวนการวิจยในแต่ละหัวข้อ ั วิชาวิจ ยเป็ น วิชาที่ส อนให้นักศึก ษารู้จ กเครื่อ งมือ ในการนํ าไปใช้ใ นการแสวงหาความรู้ ั ั เนื่องจากเชื่อว่าความรู้ท่ดและน่ าเชื่อถือจะต้องมีวธการในการได้มาซึ่งความรู้ (Methodology) ที่ ี ี ิี น่าเชื่อถือด้วย วิธการแสวงหาความรูทน่าเชื่อถือ คือ วิธ ีการทีมกระบวนการทีเป็ นระบบ มีแบบแผน ี ้ ่ี ่ ี ่ ขันตอนทีชดเจน ้ ่ ั การวิจยเป็ นวิธการในการแสวงการหาความรูอย่างหนึ่งในบรรดาวิธการหาความรูหลายๆ ั ี ้ ี ้ วิธ ี แต่เป็ นวิธการที่มระเบียบ มีแบบแผน มีกระบวนการที่ชดเจน ที่ทําให้คนธรรมดาๆ สามารถ ี ี ั เข้าถึงความรูได้ ้ ประเด็นที่ 1 การเขียนเค้าโครงร่างการวิ จยหรือแบบเสนอโครงร่างการวิ จย (Research ั ั Proposal) โครงร่างการวิ จย หมายถึง ข้อเสนอของนักวิจยทีจะบอกกับผูอ่านว่า จะทําวิจยเรื่องอะไร ั ั ่ ้ ั ทําไมต้องทําเรืองนี้ ทําแล้วมีประโยชน์อะไร วิธการทําเป็นอย่างไร ่ ี โครงร่างการวิจยประกอบด้วยหัวข้อสําคัญๆ คือ ั 1. ชื่อเรือง ่
  • ั ั 2. ปญหาและความสําคัญของปญหา 3. วัตถุประสงค์ 4. สมมุตฐาน (ถ้ามี) ิ 5. ขอบเขตการวิจย ั 6. กรอบแนวคิดทีใช้ในการศึกษา ่ 7. ระเบียบวิธวจย ีิั ตรงนี้นักศึก ษาจะต้อ งบอกให้ได้ว่า เรื่อ งที่จะศึกษานันควรจะวิจยเชิงคุ ณภาพหรือวิจยเชิง ้ ั ั ปริมาณ ถ้าเลือกคุณภาพก็ตองใช้วธการวิจยแบบคุณภาพ ถ้าเลือกปริมาณก็ต้องตอบวิธการวิจยเชิง ้ ิี ั ี ั ปริมาณ 7.1 ระเบียบวิธวจยเชิงปริมาณ จะต้องบอกถึง ีิั - รูปแบบของการวิจย เช่น การวิจยสํารวจ ั ั - วิธ ีก ารเก็บข้อ มูล หรือ เครื่อ งมือ ในการวิจย เช่ น ออกแบบถาม แบบทดสอบ แบบวัด ั ทัศนคติ - ประชากรทีศกษา ถ้าเป็นการศึกษาประชากรขนาดใหญ่และต้องสุ่มตัวอย่างจะต้องบอกถึง ่ ึ วิธการสุ่มตัวอย่างด้วย ี 7.2 ระเบียบวิธวจยเชิงคุณภาพ ีิั - รูปแบบของการวิจย เช่น การวิจยเอกสาร การวิจยชาติพนธุวรรณา การวิจยสนาม ั ั ั ั ั - วิธการเก็บข้อมูลและเครื่องมือในการวิจย เช่น การสังเกตการณ์ การสังเกตการณ์แบบมี ี ั ส่วนร่วม การสัมภาษณ์เจาะลึก - ประชากรทีศกษา ่ ึ 8. การวิเคราะห์ขอมูล การวิเคราะห์ขอมูลก็จะแตกต่างกันระหว่างการวิจยเชิงปริมาณและ ้ ้ ั การวิจยคุณภาพ ั - การวิเคราะห์ขอมูลในเชิงปริมาณ มักจะใช้สถิตมาเป็นเครืองมือในการวิเคราะห์ ้ ิ ่ - การวิเคราะห์ขอมูลในเชิงคุณภาพ มักจะใช้วธพรรณนาความ ตีความหมาย เป็ นเครื่องมือ ้ ิี ในการวิเคราะห์ ที่ ส า คั ญ ที่ สุ ด ทุ ก หั ว ข้ อ ที่ อ ยู่ ใ น เ ค้ า โ ค ร ง ก า ร วิ จั ย จ ะ ต้ อ ง มี ความสัมพันธ์กนทังหมด ตังแต่ ชื่อเรื่อง วัตถุประสงค์ ขอบเขตการวิ จย ระเบียบวิ ธี และการ ั ้ ้ ั วิ เคราะห์ข้อมูล และตรงนี้เองจะเป็นตัววัดว่าจะได้คะแนนหรือไม่ได้คะแนน ประเด็นที่ 2 องค์ความรู้ทวไปเกี่ยวกับระเบียบวิ ธีวิจย ั่ ั องค์ความรู้ท ั ่วไปเกี่ยวกับการวิจยจะมีมาก และโจทย์จะ ั หยิบเรื่องอะไรมาถามก็ได้ ในที่นี้ข้อนาเสนอเรื่องที่สาคัญ คือ 1. วิ ธีการแบบ Deductive และ Inductive
  • หลักนิ รนัย (Deductive) หลักการนี้มอยู่ว่าเราจะมีคําอธิบายอยู่แล้วในเรื่องทีเราจะศึกษา ี ่ จากนักวิชาการในอดีตทีมการศึกษา และคําตอบของนักวิชาการนันได้รบการยอมรับว่าเป็ นทฤษฎี ่ ี ้ ั แต่เมือเวลาเปลียนไป สภาพสังคมอาจจะมีการเปลียนแปลง เราอาจจะมีความสงสัยว่าทฤษฎีทมอยู่ ่ ่ ่ ่ี ี แล้วนัน หรือคําตอบที่มอยู่แล้วนันยังเป็ นจริงหรืออยู่ไม่ ยังยอมรับต่อไปได้หรือไม่ เราจึงต้องการ ้ ี ้ ทดสอบทฤษฎีดงกล่าวนันว่ายังถูกต้องหรือไม่ ก็จะอาศัยตรรกะแบบนิรนัยมาใช้ในการวิจย การ ั ้ ั วิ จยที่ใช้ตรรกะแบบนิ รนัยจึงเป็ นการวิ จยเพื่อทดสอบทฤษฎี ั ั หลักอุปนัย (Inductive) การวิจยโดยใช้ตรรกะอุปนับนัยจะไม่นําเอาคําอธิบายหรือทฤษฎีท่ี ั ั ได้รบการยอมรับอยู่แล้ว มาเป็ นกรอบจํากัด ในการศึกษา เรื่อ งที่จะศึก ษา หรือปญ หาที่จะศึก ษา ั อาจจะมีคนอื่นศึกษาเอาไว้แล้ว แต่ผศกษาจะไม่เอาทฤษฎีเอามาเป็นกรอบ ู้ ึ การวิจยแบบอุปนัยจะมองว่า เมื่อโลกมีการเปลียนแปลงอาจจะมีอะไรใหม่ๆ ที่คนในรุ่นก่อน ั ่ คิดไม่ถง ดังนันทฤษฎีทคนรุนก่อนๆ ได้สร้างเอาไว้นันอาจจะไม่เพียงพอทีจะอธิบายปรากฏการณ์หรือ ึ ้ ่ี ่ ้ ่ สิงใหม่ๆ ที่เกิดขึน นักวิชาการทีมแนวคิดอย่างนี้จงมองว่าจําเป็ นจะต้องมีการสร้างทฤษฎีใหม่หรือ ่ ้ ่ ี ึ ั ั สร้างคําอธิบายใหม่ท่สามารถอธิบายโลกปจจุบนได้ นักวิชาการที่สนใจในแนวนี้ก็จะพยายามเก็บ ี รวบรวมข้อมูลทีเกิดขึนทังหมด จากนันก็จะมีขอสรุปจากการศึกษา ทังนี้ เมื่อมีขอสรุปทีได้จากการ ่ ้ ้ ้ ้ ้ ้ ่ ศึกษาในแบบ Inductive อาจจะยังไม่ใช่ขอสรุปทีได้รบการยอมรับ แต่อาจจะเป็ นข้อสรุปชัวคราว ก็ ้ ่ ั ่ อาจจะต้องมีการวิจยซํ้าๆ ในเรื่องเดียวกัน ที่อาจจะทําในสถานทีต่างๆ ในแต่ละสถานการณ์กน ถ้า ั ่ ั คําตอบหรือข้อสรุปทีได้จากการวิจยซํ้ากันหลายครังพบว่ามีความสอดคล้องต้องกันข้อสรุปชัวคราว ่ ั ้ ่ นันก็จะถูกนํ าไปประมวลเพื่อสร้างทฤษฎีข้นมาใหม่ ดังนัน ตรรกะในการวิ จยแบบอุปนั ย เป็ น ้ ึ ้ ั ตรรกะที่ใช้การวิ จยเป็ นเครื่องมือในการพัฒนาทฤษฎีหรือสร้างทฤษฎีขึ้นมาใหม่ ั 2. ความแตกต่ างของการการวิ จย เชิ ง ปริ มาณและการวิ จย เชิ งคุณ ภาพ จะมีค วาม ั ั แตกต่างในประเด็นต่างๆ คือ 2.1 ลักษณะของข้อมูล ข้อมูลของการวิจยเชิงปริมาณจะเป็นข้อมูลเชิงตัวเลขทีสามารถวัดได้ ั ่ เช่น ถ้าวัดความรูกจะต้องมีการกําหนดได้มความรูระดับใด ขณะทีการวิจยเชิงคุณภาพข้อมูลจะเป็ น ้ ็ ี ้ ่ ั เรืองของความรูสกนึกคิด ข้อมูลจะอยูในรูปของการบรรยาย การพรรณนาสิงต่างๆ ทีเกิดขึน ่ ้ ึ ่ ่ ่ ้ 2.2 วัตถุประสงค์ การวิจยเชิงปริมาณจะมีวตถุประสงค์สาคัญ คือ ั ั ํ *การทดสอบทฤษฎี การวิจยเชิงปริมาณจะต้องมีทฤษฎีอยูก่อนแล้ว จากนันก็นําเอาทฤษฎี ั ่ ้ หรือกรอบแนวคิดนันมาทดสอบว่าเป็นจริงกับกรณีทเี่ ราศึกษาหรือไม่ ้ **การวิจยเชิงปริมาณใช้เพื่อการสรุปข้อมูลที่มจํานวนมาก เพื่อให้เห็นภาพทัวไปของสิงที่ ั ี ่ ่ เกิดขึนได้ ้ ***การวิจยเชิงปริมาณมีวตถุประสงค์เพื่อต้องการแสดงความถูกต้องของสิงทีเกิดขึน ขณะที่ ั ั ่ ่ ้ การวิจยเชิงคุณภาพจะมีวตถุประสงค์ทสําคัญ คือ ั ั ่ี *ต้องการสร้างทฤษฎีใหม่ หรือการสร้างองค์ความรูใหม่ขนมา ้ ้ึ **เป็ นการวิ จยที่ต้องการวิ เคราะห์ข้อมูลในระดับลึก ั
  • **การวิ จยเชิ งคุณภาพมีความต้ องการที่ จะทาความเข้าใจกับความหมายในสิ่ งที่ จะ ั ศึกษา ซึงบางครังเป็ นเรื่องทีต้องตีความ เช่น ถ้าเราพบเห็นคนทักทายกันด้ วยการสวัสดีเราอาจจะ ่ ้ ่ เข้าใจว่าทัง 2 ฝ่ายมีความพอใจซึ่งกันและกัน แต่ถ้าเป็ นการวิจยเชิงคุณภาพอาจจะต้องทําความ ้ ั เข้าใจว่าแท้จริงแล้วการทักทายกันเป็ นเพียงการแสดงออกภายนอกเท่านัน แต่มความหมายอื่นที่ ้ ี ซ่อนอยูภายใต้การทักทาย การวิจยเชิงคุณภาพจึงต้องอธิบายคุณค่าที่แท้จริงของสิงทีเกิดขึน ดังนัน ่ ั ่ ่ ้ ้ การวิจยเชิงคุ ณภาพไม่ใ ช่เ รื่องง่ายๆ การทําวิจยคุ ณภาพจะต้องมีการกําหนดประเด็นให้ชดเจน ั ั ั เสียก่อน จากนันจึงเอาข้อมูลมาอธิบายให้เห็นความสัมพันธ์ และต้องมีความเข้าใจในสิงทีอธิบายว่า ้ ่ ่ มีความสําคัญอย่างไร การวิจยเชิงปริมาณจะง่ายตรงทีเราสามารถตีความจากข้อมูลทีเป็ นตัวเลขทีเก็บได้จากกลุ่ม ั ่ ่ ่ ตัวอย่าง ขณะที่การตีความหมายของปรากฏการณ์ในการวิจยเชิงคุณภาพจะยากตรงที่หากเราใช้ ั กรอบคิดหรือทฤษฎีต่างกันการตีความหมายของปรากฏการณ์กจะต่างกันด้วย ็ 2.3 วิธการวิเคราะห์ขอมูล จะแตกต่างกันตรงทีการวิจยเชิงปริมาณจะใช้สถิตเป็ นเครื่องมือ ี ้ ่ ั ิ ในการวิเคราะห์ ขณะทีการวิจยเชิงคุณภาพจะใช้การสรุปในแบบอุปนัยในการวิเคราะห์ ่ ั ั ั ***การวิ จยเชิ งคุณภาพ เป็ นการวิจยทีได้รบการยอมรับมากขึนในปจจุบน เนื่องจาก ความ ั ั ่ ั ้ ตกตํ่าของการวิจยที่ใ ช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ เพราะดังเดิมนั ้นการแสวงหาความรู้จะมาจาก ั ้ ภายในตัวตนของนัก คิด นัก ปรัชญา แต่ มาวันหนึ่งก็เกิดนักคิดกลุ่ มหนึ่งมองว่า ความรู้ท่มาจาก ี ภายในตนนันไม่มความน่ าเชื่อถือ จึงต้องหาความรูจากภายนอก โดยจุดเปลียนที่สําคัญทีทําให้การ ้ ี ้ ่ ่ แสวงหาความรูมแนวทางที่เปลี่ยนไปคือ การปฏิวตทางด้า นวิทยาศาสตร์ เพราะวิธการหาความรู้ ้ ี ั ิ ี ตามแนวทางของวิทยาศาสตร์ เป็ นการแสวงหาความรูจากโลกภายนอก มีจุดแข็งตรงทีความรูจาก ้ ่ ้ ภายนอกเป็นความจริงทีมาจากสิงทีเห็นจริงๆ หรือเป็นประจักษ์นิยม ่ ่ ่ ั ั การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทําให้โลกทังโลกตกอยู่ในความเชื่อแบบวิทยาศาสตร์ จนปจจุบน ้ ั ได้มการพิสจน์พบว่า แท้ทจริงแล้ววิทยาศาสตร์ไม่ได้แก้ปญหาทุกอย่างของโลกได้ รวมทังการศึกษา ี ู ่ี ้ แบบวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้ช่วยในการค้นหาความจริงทังหมดได้ ดังนัน เมื่อการแสวงหาความรูจาก ้ ้ ้ ภายนอกมีจดอ่อน ในศตวรรษที่ 19 ทําให้คนเริมกลับมามองตนเองมากขึน ทําให้คนสนใจศึกษาการ ุ ่ ้ วิจยเชิงคุณภาพมากขึน เพราะวิชาทางสังคมศาสตร์เป็ นวิชาที่ว่าด้วยมนุ ษย์ การทีจะห้ามไม่ให้มนุ ษย์ ั ้ ่ ศึกษาเรื่องของมนุ ษย์ด้วยตัวมนุ ษย์เอง จึงไม่น่าจะถูกต้อง เพราะมนุ ษย์ย่อมรูเรื่องของมนุ ษย์ได้ดี ้ ทีสุด เนื่องจากการวิจยคุณภาพให้ความสําคัญกับจิต ขณะการวิจยปริมาณให้ความสําคัญกับวัตถุ ่ ั ั สภาพของข้อมูลของการวิ จยเชิ งคุณภาพ ั 1. ข้ อ มู ล มี ค วามยื ด หยุ่ น ขณะวิจ ัย เชิง ปริม าณข้อ มูล จะไม่ ย ืด หยุ่ น เช่ น ถ้า เราตอบ แบบสอบถามเราก็จะต้องตอบตามข้อเลือกที่นักวิจยกําหนดออกมา ขณะที่ในการวิจยเชิงคุณภาพ ั ั ผูตอบสามารถตอบได้อย่างหลากหลาย นันคือ คําตอบของคําถามจะขึนอยูกบผูตอบ เช่น ถ้านักวิจย ้ ่ ้ ่ ั ้ ั ถามว่า ชอบนายกทักษิณหรือไม่ ถ้าเป็ นเชิงปริมาณ เราอาจจะตอบได้แค่ ชอบ ไม่ชอบ ชอบมาก ชอบมากทีสุด แต่ถาเป็นวิจยเชิงคุณภาพผูตอบจะตอบได้กว้างขวาง ข้อมูลของการวิจยเชิงคุณภาพ ่ ้ ั ้ ั จึงมีความยืดหยุน ่
  • 2. เป็ นข้อมูลเชิ งอุปนัย หมายถึง เวลาเก็บข้อมูล ผูวจยจะเข้าไปสังคมและเก็บตัวอย่างที ้ิั ละคน ทําให้มองเห็นข้อมูลหรือความจริงที่เก็บมาอย่างลึกซึง ส่วนจะเก็บข้อมูลจํานวนมากน้อยแค่ ้ ไหนจึงจะพอนันขึนอยูกบว่าความจริงทีเราพบนันมีความมันใจแค่ไหน นันคือ ผูวจยจะประเมินเพียง ้ ้ ่ ั ่ ้ ่ ่ ้ิั พอที่จะเชื่อได้ว่าจริงแล้วหรือไม่ แต่การวิจยเชิงคุณภาพจะเพียงพอหรือจะยืดหยุ่นหรือไม่ผู้วจย ั ิั ั จะต้องลงไปฝงตัวอยูในสนามการวิจย ซึงจะทําให้เราเข้าใจธรรมชาติของสิงทีเราศึกษาอย่างลึกซึง ่ ั ่ ่ ่ ้ ั 3. ข้อมูลต้องอิ่ มตัวเพียงพอ นันคือ การฝงตัวและเก็บข้อมูลจะต้องเก็บจนข้อมูลอิมตัว ่ ่ ั 4. ข้อมูลที่ รอบด้าน ถ้าเราไปฝงตัวในสนามจะได้รบข้อมูลที่รอบด้าน ขณะที่การวิจยเชิง ั ั ปริมาณจะได้ขอมูลหรือความจริงของสังคมบางด้านเท่านัน ้ ้ 5. ข้อมูลจากการวิ จยคุณภาพจึงต้องการการบรรยาย การอธิ บาย ั 6. หน่ วยข้ อ มูล การวิจยคุ ณภาพศึกษาที่ Subject หรือศึกษาจิต ใจของมนุ ษย์ ศึกษา ั ความหมายและความรูจากคน ดังนัน จึงไม่มหน่ วยวัดแบบวิจยเชิงปริมาณ ตัวเลขไม่สําคัญสําหรับ ้ ้ ี ั วิจยคุณภาพ แต่การวิจยเชิงคุณภาพบางครังก็มตวเลขได้ ั ั ้ ี ั 7. การวิ จ ย เชิ ง คุณ ภาพต้ อ งเรี ย นรู้เ รื่ อ งของคนเป็ นหลัก เพียงแต่ จ ะศึกษามุม ไหน ั เท่านัน แต่ขอมูลจากคนนันจะขึนอยู่กบอารมณ์ เช่น ถ้าเราคุยกับคนทีเพิ่งตื่นนอน หรือถามในตอน ้ ้ ้ ้ ั ่ กลางวัน ข้อมูลที่ได้มาจะต่างกัน ดังนัน ข้อมูลที่ได้จากมนุ ษย์จงถูกกําหนดด้วยเวลาและสถานที่ ้ ึ (Time and Space) หรือขึนอยู่กบกาละและเทศะ ดังนัน ผูวจยต้องรูว่าควรจะเก็บข้อมูลในเวลาและ ้ ั ้ ้ิั ้ สถานทีใด ่ นันคือ ความแตกต่างระหว่างการวิจยเชิงคุ ณภาพและการวิจยเชิงปริมาณ แต่การจะใช้ ่ ั ั ั วิธการแบบไหนในการศึกษาขึนอยู่กบ สภาพปัญหา เพราะปญหาบางอย่างเหมาะสําหรับการวิจย ี ้ ั ั ั เชิงปริมาณ สภาพปญหาบางอย่างเหมาะกับการวิจยเชิงคุณภาพก็ตองใช้การวิจยเชิงคุณภาพ ั ้ ั ลักษณะสาคัญของการวิ จยเชิ งคุณภาพ ั 1. เน้ นการมองปรากฏการณ์ ให้ เห็นภาพรวม โดยการมองจากหลายแง่หลายมุม หรือ เป็นการศึกษาทีเน้นองค์รวม ซึงจะช่วยให้เราทราบถึงความเกียวพันของปรากฏการณ์กบบริบททีอยู่ ่ ่ ่ ั ่ รอบๆ ปรากฏการณ์ ั 2. เป็ นการศึ กษาติ ดตามระยะยาวและเจาะลึ ก ตรงนี้ เ ป็ นการแก้ปญ หาเกี่ยวกับการ เปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ ท่เกิดขึ้นตลอดเวลา เช่น เราจะศึกษาธุ รกิจอสังหาริมทรัพย์เ พื่อ ี อธิบายว่า สภาวะของธุรกิจนี้เป็นอย่างไร เราต้องใช้เวลาศึกษาตามสมควรเพื่อให้เห็นวงจรของธุรกิจ ซึงอาจจะใช้เวลาสันหรือนานก็ขนอยู่กบปรากฏการณ์ ่ ้ ้ึ ั ส่วนการศึกษาแบบเจาะลึกก็เพื่อหาความหมายที่แท้จริงของปรากฏการณ์ เช่น ในการทํา พิธศพการสวดจะใช้พระ 4 รูป จะมีความหมายเฉพาะ ซึ่งคนทัวไปอาจจะไม่รู้ การใช้พระ 4 รูป ี ่ หมายถึง การครบองค์ประกอบของสงฆ์ในการทําพิธ ี แต่ถ้าเราให้พระประกอบพิธมงคล เช่น ขึ้น ี บ้านใหม่จํานวนเพราะต้องเป็ นเลขคี่ เป็ นต้น นักวิจยจะต้องเจาะลึกไปถึงความหมายเหล่านี้เพื่อ ั อธิบายให้คนอ่านเข้าใจให้ตรงกันให้ได้
  • 3. เป็ นการศึ กษาปรากฏการณ์ ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ การวิจยเชิงคุณภาพ ั จะไม่ทํา วิจ ย ในสถานการณ์ ท่ีส มมุติข้น เนื่ อ งจากการวิจ ย เป็ น การศึกษาสภาพแวดล้อ มที่เ ป็ น ั ึ ั ปรากฏการณ์ตามปกติทเี่ กิดขึนจริงๆ เช่น ถ้าเราศึกษาเรืองพรรคทางเลือก เราก็ต้องศึกษาจากแกน ้ ่ นําของพรรค แต่ถาเราไปสัมภาษณ์เราอาจจะไม่ได้ขอมูลทีแท้จริง เพราะคนทีให้สมภาษณ์กจะบอก ้ ้ ่ ่ ั ็ ข้อมูลทีตองการบอกเท่านัน ซึงอาจจะไม่เพียงพอทีนกวิจยจะสรุปหรือตอบคําถามทีต้องการ แต่ต้อง ่ ้ ้ ่ ่ ั ั ่ เก็บข้อมูลหลายๆ ครังหลายๆ ทาง ้ 4. ต้ อ งค านึ ง ถึ ง ความเป็ นมนุ ษ ย์ข องผู้ถ กวิ จ ย เพราะในการวิจยจะมีค วามเกี่ยวพัน ู ั ั ระหว่างคนวิจยกับผูถูกวิจย ผูวจยจะต้องไม่ละเมิดความเป็ นมนุ ษย์ของผูถูกวิจย เช่น ถ้าผูให้ขอมูล ั ้ ั ้ิั ้ ั ้ ้ ไม่ต้องการให้ข้อมูล เราก็จะต้อ งไม่บงคับ แต่ ต้องค่ อ ยสร้างความไว้เนื้อ เชื่อ ใจก่ อ นจะเก็บข้อ มูล ั นักวิจยจะต้องมีจรรยาบรรณ ั 5. การนาเสนอข้ อ มูลจะเน้ นการพรรณนาและวิ เคราะห์ข้ อ มูลแบบอุปนั ย เพื่อ ให้ ผูอ่านงานวิจยสามารถเห็นบริบททังหมดของสิงทีเราศึกษา ช่วยทําให้ผู้อ่านเชื่ อได้ว่างานของเรามี ้ ั ้ ่ ่ ความน่าเชื่อถือ มีขอมูลทีมความลึก ้ ่ ี การวิเคราะห์แบบอุปนัย (Induction) หมายถึง การสร้างข้อสรุปร่วม ที่เป็ นนามธรรมจาก ศึกษารูปธรรมจํานวนหนึ่งซึ่งอาจจะไม่มากนัก ตรงข้ามกับการวิเคราะห์แบบนิรนัย (Deductive) ที่ เป็นการนําข้อสรุปไปอธิบายรูปธรรมหลายๆ รูปธรรม 6. เน้ นศึกษาตัวแปรหรือปัจจัยที่เป็ นความรู้สึกนึ กคิ ด จิ ตใจ และเรื่องของความหมาย ตัวแปรดังกล่าวจะยากในการแจงนับให้เป็นตัวเลข เช่น ถ้าเราต้องการรูว่าการวิจยในชันเรียนต้องทํา ้ ั ้ อย่างไร นักวิจยเชิงคุณภาพก็ไม่ค่อยสนใจว่านักเรียนอายุเท่าไหร่ อยู่อํา เภออะไร จบมาจากสถาบัน ั เดิมทีไหน แต่สนใจสิงที่เป็ นความรูสกนึกคิด เช่น นักเรียนคิดอย่างไรก็ต่อการเรียน ต่อคุณครู ต่อ ่ ่ ้ ึ เพื่อนร่วมชัน หรือคิดอย่างไรต่อเนื้อหาสาระที่เรียน ข้อมูลเหล่านี้จะต้องไปคลุกคลีกบเด็กจึงจะได้ ้ ั ข้อมูล เช่น จากงานวิจยชันเรียน นักศึกษาจะแบ่งอาจารย์เป็ นกลุ่ม เช่น อาจารย์โหด อาจารย์หวาน ั ้ อาจารย์.. ** ในการศึกษาเชิงคุณภาพจะให้ความสําคัญกับวัตถุประสงค์ในการศึกษา วัตถุประสงค์ใน การศึ กษาจึงถือว่า เป็ นหัวใจของการวิ จยเชิ งคุณภาพ ขณะที่ สมมุติฐานเป็ นหัวใจของวิ จย ั ั ปริ มาณ ประเด็นที่ 3 การอธิ บายกระบวนการวิ จย ั (ข้อสอบแบบนี้ออกปี 2550) เป็ นการถามเพื่อวัดว่านักศึกษาเข้าใจกระบวนการวิจยทีอยู่ใน ั ่ โครงร่างวิจยแต่ละข้อหรือไม่ (ต่างจากการเขียนเค้าโครงทีการเขียนเค้าโครงเหมือนกับการเตรียมจะ ั ่ ลงมือทําวิจยจริงๆ) ั รายละเอียดของบางหัวข้อในเค้าโครงการวิจยทีตองทําความเข้าใจ ั ่ ้
  • ั 1. ชื่อเรื่อง หมายถึง การเอาประเด็นปญหามาตังชื่อ โดยชื่อเรื่องทีดจะต้องมีความกระชับ ้ ่ ี และสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นในการวิจย ขอบเขตในการวิจยทังด้านเวลาและสถานที่ ชื่อเรื่องทีดจะ ั ั ้ ่ ี เป็นประโยคบอกเล่า ไม่ใช่ประโยคคําถามหรือประโยคปฏิเสธ 2. ประชากรและการสุ่มตัวอย่าง (Population) หมายถึง การเลือกกลุ่ม ประชากรที่เ ราจะศึก ษา เช่ น ถ้ า ศึก ษาเรื่อ ง ความคิด ทางการเมือ งของนั ก ศึก ษาปริญ ญาโท รามคําแหงส่วนภูมภาค ประชากรในทีน้คอ นักศึกษาปริญญาโทในภูมภาคทังหมด ิ ่ ี ื ิ ้ หากประชากรมีขนาดใหญ่เกินไปเราไม่สามารถศึกษาประชากรทังหมดได้ ก็จะมีการสุ่ม ้ ตัวอย่าง (Sampling) เพื่อเลือกตัวอย่าง (Sample) ของประชากรบางส่วนมาศึกษา วิ ธีการสุ่มตัวอย่าง แบ่งออกเป็น - Non Probability การสุ่มแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็ น หมายถึง การสุ่มตัวอย่างทีเราไม่รว่า ่ ู้ โอกาสทีประชากรจะถูกเลือกให้เป็นกลุ่มตัวอย่างนันมีเท่าไหร่ ่ ้ - แบบ Probability เป็นการสุ่มตัวอย่างทีสามารถคํานวณหาค่าโอกาสในการทีจะเลือกเป็ น ่ ่ ตัวอย่างได้ วิ ธีการสุ่มตัวอย่างแบบ Non Probability Sampling - การสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิ ญ เช่น เจอใครก็เลือกคนนัน แต่ก็มกรอบว่าคนที่สมภาษณ์ ้ ี ั ต้องเป็ นคนที่รู้เรื่องนั นๆ มากที่สุ ด เช่น ถ้าหัวข้อบอกว่าบทบาทพระสงฆ์ใ นการพัฒนาสังคม ก็ ้ จะต้องไปถามคนทีมความรูและเกียวกับเรืองของพระสงฆ์ ่ ี ้ ่ ่ - แบบตามวัตถุประสงค์ คือ มีการเจาะจงไปเลยว่าจะเลือกใครเป็ นกลุ่มตัวอย่าง เช่น ทํา เรื่องอรรถประโยชน์ ของรถ 2000 ซีซี ว่ายี่ห้อไหนดีท่สุด เราก็ต้องไปดูคนที่เกี่ยวของกับรถ เช่น ี ช่างซ่อม คนขายรถ คนใช้รถ - แบบแบ่งโควตา เราจะต้องกําหนดว่าเราจะเลือกประชากรประเภทต่างๆ เท่าไหร่ - แบบการกาหนดผูตดสิ น ้ ั - แบบรายชื่อ Snow Ball Sample เช่น เราไปถามคนคนหนึ่งแล้วให้คนคนนันแนะนําคน ้ ต่อไปเรือยๆ ่ วิธีก ารสุ่ ม ตัว อย่ า งแบบอาศัย ความน่ า จะเป็ น ( Probability Sampling) มีหลายวิธี เช่ น 1) การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย Simple Random - แบบการจับฉลากจะจับแบบเอาเข้าทีเดิมกับจับแบบเอาเข้าทีเดิม ่ ่ - การใช้ตารางสุ่ม 2) การสุ่มตัวอย่างแบบ Stratified จะต้องลําดับตัวอย่างทังหมดมาลําดับว่า อะไรเป็ นชันบน ้ ้ อะไรเป็ นชันล่าง เช่น การทําเรื่องการไฟฟ้า ตอนแรกแบ่งเป็ นเหนือ กลาง ใต้ อีสาน นี่คอชันที่ 1 ้ ื ้
  • จากนันก็เอาจังหวัดมาแบ่ง แยกเป็ นจังหวัดใหญ่ เล็ก จังหวัดใหญ่ จังหวัดขนาดกลาง ในการสุ่ ม ้ ตัวอย่างนันอาจจะใช้หลายวิธผสมกันก็ได้ ้ ี 3. รูปแบบการวิ จย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ั 3.1 การวิ จยทดลอง ั 3.2 การวิ จยที่ ไม่ใช่ การทดลอง ในทางสังคมศาสตร์จะใช้การวิจยแบบไม่ใช่การทดลอง ั ั เป็นส่วนใหญ่ซงจะแบ่งออกเป็นหลายประเภท คือ ่ึ 3.2.1 การวิจยเชิงสํารวจ ั (Survey Design) จะมุ่งเน้ น การศึ กษาทัศนคติ พฤติ กรรมต่ างๆ ของสังคม แต่ เราไม่สามารถที่ จะศึ กษาทังสังคมได้ จึง ้ ศึกษาผ่านทางกลุ่มตัวอย่างที่ เราสุ่มมา โดยอาศัยเครื่องมือที่ เรียกว่าแบบสอบถาม การวิ จย ั สารวจนันแบ่งออกเป็ นสองชนิ ด คือ ้ 1) Correlational Design คือ การวิจยสํารวจที่อาศัยพืนทีเป็ นหลัก อาจจะเรียกว่า Cross ั ้ ่ Sectional Design คือเวลาเราศึกษานันเราสามารถทีจะศึกษาพืนทีใดพืนทีหนึ่งหรือหลายพืนทีกได้ ้ ่ ้ ่ ้ ่ ้ ่ ็ ั ั ั เช่น ต้องการศึกษาว่าคนไทยคิดอย่างไรในประเด็นปญหาการเมืองในปจจุบน การทําโพลนันจะเป็ น ้ การวิจยในรูปแบบนี้ ั 2) Longitudinal Design คือ การวิจยสํารวจทีอาศัยเวลาเป็ นหลัก คือ มีการเก็บข้อมูลใน ั ่ เวลาหนึ่ง เช่น ศึกษาว่าในช่วง ร.ส.ช.ปี 34 ว่าคนไทยคิดอย่างไร 3.2.2 การวิ จยสนาม (Filed Research) การวิจยสนาม หมายถึง การไปเกาะติด ั ั สถานการณ์ในพืนทีใดพืนทีหนึ่งโดยใช้การสังเกตการณ์เป็ นหลัก ้ ่ ้ ่ 3.2.3 การวิ จยแบบ Unobtrusive Research ซึงคําว่า Unobtrusive แปลว่ามนุ ษย์ไม่ได้ ั ่ เข้าไปยุงเกียวข้องกระบวนการสิงนัน Unobtrusive ก็คอตัวหนังสือทังหมด จะแบ่งออกเป็น ่ ่ ่ ้ ื ้ - การวิ จยเอกสาร หรือ Document research ั - การวิ เคราะห์เนื้ อหาสาระ Content analysis เช่น การเปรียบเทียบสุนทรพจน์ของฮิต เลอร์ กับสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีรสเวลส์ โดยการนับคําพูดฮิตเลอร์ว่าพูดคําว่าอํานาจกี่ครังพูด ุ ้ คําว่าเสรีก่ครัง ก็จะแสดงทิศทางความคิดของเขาฮิตเลอร์ได้ การวิเคราะห์เอกสารจึงเป็ นการวัด ี ้ ความถีของคําทีปรากฏในเอกสาร ่ ่ 3.2.4 การวิ จยประเมิ นผล (Evaluation Research) หรือ การวิจยโครงการ การวิจยแบบ ั ั ั นี้จะต้องมีตวนโยบายหรือโครงการ จะดูว่าตัวนโยบายหรือโครงการทีนําไปปฏิบตนนได้ผลแค่ไหน ั ่ ั ิ ั้ 4. การรวบรวมข้อมูล ในการวิจยทางสังคมศาสตร์ส่วนมากจะใช้เครืองมือในการเก็บข้อมูล ั ่ ดังต่อไปนี้ - แบบทดสอบ (Test Form) จะใช้ในการสอบ ซึงแบบทดสอบจะต่างจากแบบสอบถาม ่ ตรงที่ แบบทดสอบใช้วดความรู้ แบบสอบถามจะใช้วดทัศนคติ ั ั - แบบสัมภาษณ์ (Interviewing Form) แบบสัมภาษณ์จะใช้การถามและผูถามเป็ นคนจด ้ ต่างจากแบบสอบถามทีผตอบจะต้องตอบเอง ่ ู้
  • - แบบสังเกต (Observation Form) นักชีวะวิทยาจะใช้มากทีศกษาเกียวกับสัตว์ ่ ึ ่ - แบบสอบถาม หรือ Questionnaire มีช่อเต็มว่า Self Administering Questionnaire คน ื ทีร่างแบบสอบถามจะต้องเก่งเพราะให้คนตอบตอบเอง ต้องอ่านแล้วรูเรื่อง สิงทีสอบถามไม่ควรจะ ่ ้ ่ ่ ลึกซึงเกินไปและตรงไปตรงมา แต่แบบสอบถามจะตอบคําถามได้ไม่ลกซึง ้ ึ ้ **การวิ จยทางรัฐศาสตร์จะใช้รปแบบการวิ จยสารวจมาก ซึ่ งต้องอาศัยแบบสอบถามเป็ นเครื่อง ั ู ั มือวัด ถ้าโจทย์ให้อธิ บายถึงวิ ธีการเก็บข้อมูลจะต้องบอกข้อดีข้อเสียในแต่ละวิ ธีด้วย ** เข้าสู่เนื้ อหาการบรรยายโดย ดร.อรัสธรรม พรหมมะ ความสาคัญของวิ ชาวิ จย คือ การที่เราสามารถนํ าเอาความรูท่ได้จากการเรียนไปประยุกต์ ั ้ ี ใช้ในการทํางานได้ เช่น เวลานี้มสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดนกรอบที่ 2 ทีมเี ด็กคนหนึ่งตาย ี ่ และแม่ของเด็กก็ตายตามมา สิงทีกําลังสงสัยและเป็นคําถามก็คอ โรคนี้กําลังติดสามารถติดจากคนสู่ ่ ่ ื ั คนได้แล้วหรือไม่ ถ้ามองในแง่การวิจยตรงนี้คอ สภาพปญหาในการวิจย ซึงเป็ นขันตอนแรกของการ ั ื ั ่ ้ ั ั ั วิจย ปญหาในการวิจยจะต้องไม่ใช่ปญหาส่วนตัว แต่เป็ นปญหาทีกระทบต่อส่วนรวม จากปญหา ั ั ั ่ ดังกล่าวถ้าเราคาดการณ์ว่าไข้หวัดนกสามารถติดจากคนสู่คนได้ (ตรงนี้ จะเป็ นการตังสมมุติฐานในการวิ จย) ้ ั ถ้าจะรูว่าสมมุตฐานทีเราตังไว้จริงหรือไม่จะต้องผ่านกระบวนการพิสจน์ดวยการเก็บข้อมูล ดู ้ ิ ่ ้ ู ้ ว่าคนตายมีพฤติกรรมอย่างไร เคยป่วยด้วยโรคอื่นๆ มาหรือไม่ ดูว่าไก่ทบานของคนตายเป็ นอย่างไร ่ี ้ เด็กมีพฤติกรรมทีเกียวข้องกับไก่มากน้อยแค่ไหน ่ ่ (ตรงนี้ ในการวิ จยจะเป็ นขันตอนของการเก็บข้อมูล) ั ้ เมื่อมีขอมูลควบถ้วนก็จะนําไปสู่การสรุปว่าจริงๆ แล้วโรคไข้หวัดนกติดจากคนสู่คนได้หรือไม่ ้ ในแง่การวิจยจะนําข้อมูลที่ได้มาทังหมดไปวิเคราะห์เพื่อดูว่าข้อมูลจะเป็ นไปตามสมมุตฐานหรือไม่ ั ้ ิ ดังนันคนทีเรียนวิจยจะต้องไม่สรุปอะไรง่ายๆ ต้องแยกข่าวออกจากข้อเท็จจริง แยกว่าอะไรคือการ ้ ่ ั คาดการณ์ อะไรคือข้อสรุป และการจะสรุปอะไรจะต้องมีขอมูลเพียงพอ เช่น จากกรณีไข้หวัดนกการ ้ เก็บข้อมูลจากคนไข้แค่ 2-3 ราย จะยังไม่เพียงพอ เพราะในการวิจยเป็ นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ั ทีจะต้องผ่านการทดสอบจากข้อมูลทีมากพอและมีความน่ าเชื่อถือ เช่น ถ้าจะสรุปว่าไข้หวัดติดจาก ่ ่ คนสู่คน โดยมีขอมูลเบืองต้นว่าแม่ทตายตามเด็กนันไปโอบกอดลูกในขณะทีป่วย โดยทีตนเองไม่ได้ ้ ้ ่ี ้ ่ ่ สัมผัสกับไก่กจะต้องสรุปจากคนไข้หรือคนทีตายไปหลายๆ Case ถ้ามีแค่ 2-3 ราย จะนํามาสรุป ็ ่ ไม่ได้ เช่นเดียวกับเรื่องของบังไฟพญานาคการจะสรุปว่าเกิดจากอะไรต้องผ่านการเก็บข้อมูลซํ้าๆ ้ กันจํานวนมาก แค่การให้ทหารลาวทดลองยิงปืนขึนและมองว่าเหมือนกับปรากฏการณ์การเกิดบัง ้ ้ ไฟและสรุปว่า แท้ท่จริง บังไฟเกิดจากการยิงปื นของทหารลาวถือ เป็ น การสรุปที่ไม่ถู กต้อ งตาม ี ้ หลักการทางวิทยาศาสตร์ การวิจยจึงมีความสําคัญที่ ั ประเด็นปัญหาในการวิ จยว่ามีความชัดเจน และต้องดูว่าปัญหานันสาคัญหรือไม่ ั ้
  • การทําวิจยเพื่อวัดทัศนคติหรือวัดความพึงพอใจ ถือเป็ นเรื่องทีโหลมากๆ เช่น การสํารวจ ั ่ ความพึงพอใจของประชาชนต่อนโยบายการทําสงครามกับยาเสพติด การตังชื่อเรื่องในการวิจยจะต้องไม่ตงเป็ นประโยคคําถาม เช่น ถ้าจะวัดประสิทธิผลของ ้ ั ั้ นโยบายก็ตองบอกว่า ประสิทธิผลของการนํานโยบายทําสงครามกับยาเสพติดไปปฏิบติ ้ ั จากนันเราต้องนิยามให้ชดเจนว่า คําว่าประสิทธิผลหมายถึงอะไร ตรงนี้นําไปสู่การนิยาม ้ ั เช่น บอกว่าหมายถึง นโยบายสามารถบรรลุวตถุประสงค์ทกําหนดไว้ เช่น กําหนดว่ายาเสพติด ั ่ี จะต้องลดลงและหมดไป การสร้า งนิ ยามที่ชด เจนจะทําให้เ ราสามารถกํา หนดตัว ชี้ว ด ความสํา เร็จ ว่ าเป็ น ไปตาม ั ั วัตถุประสงค์หรือไม่ การสร้างตัวชีวด เป็ นงานทีขาราชการทุกคนถูกสังให้ทําในเวลานี้ (เช่นเดียวกับนักศึกษา ้ั ่ ้ ่ การจะจบการศึกษาก็ต้องมีตวชีวด ทีประกอบไปด้วยเกรดสะสมจะต้องอยู่ท่ี 3.00 ขึนไป ต้องสอบ ั ้ั ่ ้ Comprehensive ผ่าน ต้องทําสาระนิพนธ์เสร็จเรียบร้อย) คนทีทํางานด้านการพัฒนาก็ต้องมานัง ่ ่ สร้างตัวชีวดว่าอะไรคือสิงทีจะบ่งบอกถึงระดับความ สําเร็จของงานพัฒนา เช่น อาจจะวัดจากการมี ้ั ่ ่ รายได้ทเี่ พิมขึน การจะสร้างตัวชีวดในเรืองใดๆ ก็ตามเราจะต้องมีความรูในเรื่องนันๆ ซึงในส่วนนี้ใน ่ ้ ้ั ่ ้ ้ ่ แง่ของการวิจยคือแนวคิดทฤษฎีต่างๆ ทีจะนํามาใช้ในการวิจยนันเอง เวลาเราทําวิจยจึงต้องมีบท ั ่ ั ่ ั ทีว่าด้วยแนวคิดทฤษฎีและวรรณกรรมทีเกียวข้อง ่ ่ ่ ดังนัน การที่เราบอกว่าตัวแปรใดสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับตัวแปรใดมาจากแนวคิดทฤษฎี ้ ั ั นันเอง คนทีเรียนจบปริญญาโทจึงต้องทําวิจยเป็น และในปจจุบนระดับรัฐบาลให้ความสําคัญกับการ ่ ่ ั วิจย การเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ขอมูลก่อนการกําหนดนโยบาย ไม่ใช่กําหนดเอาเองตามความ ั ้ ต้องการของนักการเมือง ในการทําวิจยการเก็บข้อมูลเป็นกระบวนการทีสําคัญ การเก็บข้อมูลจะต้องมีหลักการทีถูกต้อง ั ่ ่ ข้อมูลจึงจะน่าเชื่อถือ หากข้อมูลมีจานวนมากก็จะใช้วธการสุ่มตัวอย่าง การสุ่มตัวอย่างต้องใช้วธการ ํ ิี ิี ทีถูกต้อง และมีวธการหลายวิธทเี่ หมาะสมกับข้อมูลทีตองการ ทังการสุ่มแบบง่าย การสุ่มแบบชันภูม ิ ่ ิี ี ่ ้ ้ ้ ั กลุ่มตัวอย่างทีเลือกมาใช้ในการเก็บข้อมูลก็จะต้องพิจารณาด้ว ยว่าเหมาะสมกับปญหาทีเราต้องการ ่ ่ หาคําตอบหรือไม่ เช่น ถ้าต้องการสอบถามนักศึกษาในห้องนี้ว่า ต้องการให้มการเปลี่ยนแปลง ี ั รัฐธรรมนูญหรือไม่ และถ้า 90 % ตอบว่าควรจะแก้ ปญหาทีต้องถามต่อไปคือ คนทังห้องนี้อ่าน ่ ้ รัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าอ่านแสดงว่ามีความเหมาะสมทีจะเอาคนในห้องนี้เป็ นผูให้ขอมูล แต่ถ้าไม่อ่าน ่ ้ ้ ผลการสอบถามก็ขาดความน่าเชื่อถือ นันคือ สิงทีตองให้ความสําคัญในการทําวิจย ่ ่ ่ ้ ั ั ดังนัน ในการทําวิจยจะต้องเริมจาก ต้องหาปัญหาที่เราต้องการคาตอบเสียก่อน ปญหา ้ ั ่ ั ั วิจย (Research Question) ต้องเป็ นปญหาทีสาคัญ ปญหาในการวิจยจะนําไปสู่การตังชื่อเรือง และ ั ่ํ ั ้ ่ ในการตังชื่อเรืองในการวิจยไม่จาเป็ นต้องตังเป็นคําถาม (ต่างจากโพลทีอาจจะตังเป็นคําถาม เนื่องจาก ้ ่ ั ํ ้ ่ ้ โพลนันต้องการดึงดูดความสนใจ จึงต้องตังประเด็นให้หวือหวา เนื่องจากต้องการให้มการเผยแพร่ ้ ้ ี ทางสื่อ
  • โพลถือเป็ นการวิ จยแบบหนึ่ ง ที่ เรียกว่าการวิ จยสารวจ (Survey Research) เป็ นการ ั ั สํารวจความคิดเห็นของประชาชนในระยะเวลาสันๆ ในประเด็นทีกําลังสนใจ เช่น ถ้ารัฐบาลต้องการ ้ ่ แปรรูปการไฟฟ้า ก็จะถามว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรืออาจจะสํารวจความนิยมของผูสมัครรับ ้ เลือกตัง สถิตทใช้ในการวิเคราะห์ในการทําโพลจะเน้นใช้รอยละและค่าเฉลียเท่านัน จะไม่ใช้สถิตท่ี ้ ิ ่ี ้ ่ ้ ิ ั ซับซ้อน) หลังจากได้ปญหาและได้ช่อเรืองแล้วเราก็กําหนดวัตถุประสงค์ในการวิจย วัตถุประสงค์ของ ื ่ ั ั การวิจยจะต้องสอดคล้องกับปญหาหรือชื่อเรื่องในการวิจย เช่น ถ้าวิจยเรื่องประสิทธิภาพในการ ั ั ั ั แก้ไขปญหาไข้หวัดนก วัตถุประสงค์กควรจะบอกว่า ็ ั 1. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการแก้ไขปญหาไข้หวัดนก ั 2. เพื่อศึกษาถึงปจจัยทีมความสัมพันธ์กบปญหาไข้หวัดนก ่ ี ั ั ั ั (คําว่าปจจัยกับตัวแปร จะต่างกันตรงตัวแปรเป็ นส่วนย่อย หรือเป็ น Subset ของปจจัย ั ั ดังนันในปจจัยจะมีตวแปรหลายตัว เช่น ตัวปจจัยทางด้านเศรษฐกิจก็จะมีหลายตัวแปร เช่น รายได้ ้ ั รายจ่าย ความเพียงพอของรายได้) ตัวแปร หมายถึง คุณลักษณะของนาม (ทีสามารถแบ่งกลุ่มได้) เช่น เพศ สามารถแบ่ง ่ ออกเป็ น หญิง ชาย เพศที่ 3 (เพศเป็ นคุณลักษณะของคน) หรือระดับการศึกษาก็อาจจะแบ่งเป็ น ประถม มัธยม ปริญญาตรี แต่คําว่าดอกไม้ จะไม่ใช่ตวแปร การจะทําให้ดอกไม้เป็ นตัวแปรก็จะต้อง ั ไปให้คุณลักษณะของดอกไม้ เช่น สีของดอกไม้ (ดอกไม้สแดง สีเขียว สีเหลือง) ชนิดของดอกไม้ ี เมื่อตัวแปรแบ่งกลุ่มได้จงมีการวัด (Measurement) ซึ่งเป็ นการแปรสภาพของข้อมูลหรือ ึ แนวคิดให้อยู่ในสภาพของข้อมูลทางสถิติ เพื่อให้สะดวกในการวิเคราะห์และแปลความหมายต่อไป ในการวัดนันมาตรวัด (Scale) มีหลายประเภทและแตกต่างกันไปตามระดับของข้อมูล ดังนี้ ้ 1. มาตรวัดระดับนามบัญญัติ (Nominal Scale) การวัดระดับนี้ถอว่าเป็ นการวัดทีหยาบ ื ่ ทีสุด จนกระทังนักวัดบางคนไม่ถอว่าเป็นการวัดด้วยซํ้า ทังนี้เพราะเป็ นเพียงการกําหนดตัวเลขหรือ ่ ่ ื ้ สัญลักษณ์ข้นแทนคุณสมบัตของสิงใดสิงหนึ่งที่ต้องการวัด เพื่อชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในสิงที่ ึ ิ ่ ่ ่ ต้องการวัด ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ท่ได้จากการวัดในระดับนี้ไม่มความหมายในเชิงปริมาณ จึงไม่ ี ี สามารถนําไปบวก ลบ คูณ หารกันได้ 2. มาตรวัดระดับอันดับ (Ordinal Scale) การวัดในระดับนี้ตวเลขที่ได้จากการวัดให้ ั ความหมายเพียงลําดับทีของสิงทีต้องการวัดเท่านัน จึงบอกความสัมพันธ์ได้ในลักษณะ “มากกว่า” ่ ่ ่ ้ “เท่ากัน” หรือ “น้อยกว่า” แต่ยงไม่สามารถบอกได้ว่าแตกต่างกันได้มากน้อยเพีย งใด ในการคํานวณ ั ข้อมูลระดับนี้จะเป็นการหาความถี่ เปอร์เซ็นต์เปรียบเทียบ และมัธยฐาน เป็นต้น 3. มาตรวัดระดับช่วง (Interval Scale) การวัดในระดับนี้ตวเลขทีได้จากการวัดจะบ่งบอกถึง ั ่ ขนาดของความแตกต่างของวัตถุ ความแตกต่างระหว่างตัวเลขนี้สามารถนํามาเปรียบเทียบกันได้ แต่ บอกจํานวนเท่าไม่ได้ เนื่องจากไม่มศูนย์แท้ (Absolute Zero) ในการคํานวณข้อมูลระดับนี้ส่วนใหญ่จะ ี เป็นการหาค่าเฉลีย ส่วนเบียงเบนมาตรฐาน การวัดความสัมพันธ์ t-test F-test เป็นต้น ่ ่ 4. มาตรวัดระดับอัตราส่วน (Ratio Scale) การวัดในระดับนี้ตวเลขทีได้จากการวัดมิได้ ั ่ บอกแต่เพียงอันดับหรือขนาดของความแตกต่างของวัตถุเท่านัน หากแต่ยงบ่งบอกถึงอัตราส่วนของ ้ ั
  • วัตถุนันด้วย การวัดในระดับนี้ส่วนใหญ่เป็ นการวัดทางวิทยาศาสตร์ เช่น การวัดความเร็ว การวัด ้ ส่วนสูง และการวัดนํ้าหนัก เป็นต้น การในระดับนี้มคุณสมบัตเพิมเติมจากการวัดทัง 2 ระดับทีกล่าว ี ิ ่ ้ ่ มาแล้ว คือ เป็ นการวัดที่มศูนย์แท้ เช่น ถ้ามีน้ํ าหนัก 0 กิโลกรัม หมายความว่า ไม่มน้ํ าหนักเลย ี ี เนื่องจากการวัดข้อมูลระดับนี้เป็ นการวัดที่สามารถหาความแตกต่างได้ สามารถระบุได้ว่าแตกต่าง กันอยู่เป็ นจํานวนเท่าใด มีอตราส่วนอย่างไร จึงสามารถนําไปคํานวณโดยใช้ได้ทงสถิตพรรณาและ ั ั้ ิ สถิตอนุ มาน (ศูนย์แท้ หมายถึง ตัวแปรทีมค่าตํ่ากว่าศูนย์ไม่ได้ ถ้าศูนย์ไม่แท้แสดงว่าสามารถมีค่า ิ ่ ี ตํ่ากว่าศูนย์ได้ เช่น อุณหภูม ิ ทีมค่าติดลบได้ถอว่าเป็นศูนย์ไม่แท้) ่ ี ื การรู้ถึงระดับของตัวแปรจะทาให้ เราเลือกใช้ สถิ ติอย่างถูกต้ องในการวิ เคราะห์ เพราะ สถิตแต่ละตัวจะมีเงือนไขว่าสถิตตวใดจะใช้กบตัวแปรแบบใด ิ ่ ิ ั ั ตัวแปรอิสระต่างจากตัวแปรตาม เช่น การบอกว่า X  Y จากสมการ X ทําให้เกิด Y เพราะ X เป็นอิสระไม่ขนกับใคร แต่ Y ต้องขึนกับ X ้ึ ้ จึงเป็นตัวแปรตาม ถ้า X เปลียน Y เปลียน การจะกําหนดสมการว่าอะไรคือตัวแปรอิสระและอะไรคือ ่ ่ ตัวแปรตามต้องเป็นไปตามหลักตรรกะด้วย ตัวอย่าง การบอกว่าอายุมผลต่อประสิทธิภาพในการทํางาน ถือว่ามีเหตุผล ี อายุ  ประสิทธิภาพในการปฏิบติ (ถูกต้อง เพราะมีเหตุผล) ั แต่ถาบอกว่าประสิทธิภาพในการปฏิบตงานมีผลต่ออายุ ถือว่าไม่สอดคล้องกับหลักตรรกะ ้ ั ิ ประสิทธิภาพในการทํางาน  อายุ (ไม่ถูกต้อง เพราะไม่มเี หตุผล) การกําหนดความสัมพันธ์ของตัวแปรจึงต้องยึดหลักตรรกะ เพราะหากไม่มตรรกะเวลานําไป ี วิเคราะห์โดยใช้สถิติ สถิตกจะหาความสัมพันธ์ให้ได้ทงสิน เพราะสถิตเป็ นเครื่องมือ แต่ผลการวิจย ิ ็ ั้ ้ ิ ั จะล้มเหลวอย่างมาก ความแตกต่างระหว่างการวิ จยเชิ งปริ มาณและการวิ จยเชิ งคุณภาพ ในเรืองนี้มคา 4 ั ั ่ ีํ คําทีตองทําความเข้าใจ ่ ้ - ข้อมูลเชิ งปริ มาณ (Quantitative Data) เช่น การบอกว่านักศึกษาในห้องนี้ม ี 1,000 คน - ข้อมูลเชิ งคุณภาพ (Qualitative Data) เช่น การบอกว่าคนในห้องนี้ส่วนใหญ่ แต่งสูทสีดา ํ - การวิ จยเชิ งปริ มาณ (Quantitative Research) ั - การวิ จยเชิ งคุณภาพ (Qualitative Research) ั การวิจยเชิงคุณภาพและการวิจยเชิงปริมาณสามารถใช้ได้ทงข้อมูลเชิงคุณภาพ และข้อมูล ั ั ั้ เชิงปริมาณ เพียงแต่การวิจยเชิงปริมาณจะมีการแปลงข้อมูลเชิงคุณภาพเป็ นข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น ั คําว่า เห็นด้วย, เฉยๆ, ไม่เห็นด้วย ถือว่าเป็ นข้อมูลเชิงคุณภาพ แต่พอนักวิจยมาแปลงเป็ นข้อมูล ั เชิงปริมาณก็จะบอกว่า เห็นด้วยเท่ากับ 3, เฉยๆ เท่ากับ 2, ไม่เห็นด้วยเท่ากับ 1 การแปลงข้อมูลเชิงคุณภาพมาเป็นข้อมูลเชิงปริมาณก็เพื่อการวัดและแสดงให้เห็นความแตกต่าง เช่นเดียวกับความรูของนักศึกษาก็จะเป็ นข้อมูลเชิงคุณภาพ แต่ถ้าจะให้วดได้ต้องแปลงออกมาเป็ น ้ ั ข้อมูลเชิงปริมาณ ซึงคือคะแนนหรือเกรดนันเอง พอออกมาเป็ นคะแนนหรือเกรดจะทําให้เรารูว่าใคร ่ ่ ้
  • เก่งกว่าใคร เช่นเดียวกัน การวิจยเชิงคุณภาพสามารถนําข้อมูลมาใช้ได้ แต่ไม่ได้นํามาใช้เป็ นข้อมูล ั พืนฐานในการวิเคราะห์ทางสถิติ ดังนัน การจะรูว่างานวิจยชินใดเป็ นงานวิจยเชิงปริมาณหรืองานวิจย ้ ้ ้ ั ้ ั ั เชิงคุณภาพ ต้องดูทการวิเคราะห์ ถ้าการวิเคราะห์ขอมูลทําโดยใช้หลักการทางสถิติ แสดงว่าเป็ นการ ่ี ้ วิจยเชิงปริมาณถ้าการวิเคราะห์ขอมูลไม่อาศัยหลักการทางสถิตถอเป็นการวิจยเชิงคุณภาพ ั ้ ิ ื ั การวิ จยเอกสาร (Documentary Research) ั งานวิจยทุกอย่างต้องอาศัยการอ่านจากเอกสาร ตําราทังสิน แต่การอ่านเอกสาร ตําราเหล่านี้ ั ้ ้ ไม่ได้เรียกว่าการวิจยเอกสาร การวิจยเอกสาร หมายถึง การวิจยทีเน้นวิเคราะห์เอกสารเป็ นหลัก ั ั ั ่ ั เช่น ถ้าเราต้องการวิจยถึงปญหาความล่าช้าของการสร้างสนามบินหนองงูเห่า ในการค้นหาข้อมูล ั ั เราอาจจะต้องไปหาเอกสารไม่ว่าจะเป็ นรายงานการประชุม ข่าว บทความ ที่พูดถึงปญหาความ ล่าช้าของโครงการนี้ จากนันก็มาวิเคราะห์เพื่อสรุปว่าความล่าช้ามาจากสาเหตุอะไร ้ การวิ จยเอกสาร หมายถึง การวิจยทีเน้นวิเคราะห์ขอมูลจากเอกสารเป็นหลัก ั ั ่ ้ การวิ จยเอกสาร คือ การวิจยเชิงคุณภาพชนิดหนึ่ง (การวิจยเชิงคุณภาพจะมีหลายชนิด เช่น ั ั ั ั การวิจยแบบมีส่วนร่วม เช่น ถ้าเราต้องการรูถงปญหาชายแดนภาคใต้เราก็ต้องลงไปฝงตัวอยู่ในชุมชน ั ้ ึ ั ั ของจังหวัดชายแดนภาคใต้) การจะใช้การวิจยแบบใดขึนอยูกบประเด็นปญหาทีเราต้องการคําตอบ ั ้ ่ ั ่ เข้าสู่เนื้ อหาการบรรยายโดย รศ.เฉลิ มพล ศรีหงษ์ ความหมายของการวิ จย ั นักวิชาการจะให้ความหมายทีหลากหลาย แต่ความหมายที่อาจารย์มองว่าเข้าใจง่ายและ ่ กระชับ คือ การวิ จยทางสังคม เป็ นการวิ จยชนิ ดหนึ่ งที่ ทาโดยนักสังคมศาสตร์เพื่อจะค้นหาคาตอบ ั ั ให้กบคาถามที่ต้องการจะทราบเกี่ยวกับสังคม ั การวิจยทางสังคมก็คอ การค้นหาคําตอบให้กบเรืองทีเราต้องการอยากจะรูเกียวกับสังคม ั ื ั ่ ่ ้ ่ โดยใช้เทคนิคต่างๆ ในการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ ดังนัน การวิจยถ้ามองให้เป็ นเรื่องง่ายก็ได้ แต่พวกนักวิชาการบางกลุ่มที่เป็ นนักวิชาการ ้ ั แบบพ่อมดหมอผีพยายามทําให้การวิจยเป็ นเรื่องยาก ซับซ้อนจนคนธรรมดาๆ ทําวิจยไม่ได้ จนทํา ั ั ให้เรารูสกว่าการวิจยเป็ นเรื่องยาก เป็ นเรื่องพิสดาร แต่จากนิยามทีบอกว่า การวิจยเป็ นการไปค้นหา ้ ึ ั ่ ั คําตอบในสิงทีเราอยากจะรู้ ก็จะทําให้การวิจยเป็นเรืองทีงายขึน แต่การจะได้มาซึงคําตอบทีต้องการ ่ ่ ั ่ ่่ ้ ่ ่ จะมีวธการหลายวิธ ี ทีนกวิชาการพยายามคิดขึนมา แต่ไม่มวธการใดหรือเทคนิคใดถูกต้องไปทังหมด ิี ่ ั ้ ีิี ้ แต่วธการแต่ละวิธอาจจะเหมาะกับบางเรื่องบางประเด็น ดังนันเมื่อจะทําวิจยสักเรื่อง ก็จะต้องคิดหา ิี ี ้ ั ว่าวิธการหรือเทคนิคแบบไหนทีจะได้มาซึงข้อมูลเพื่อตอบคําถามในสิงทีเราจะรู้ ี ่ ่ ่ ่ อย่างกรณีของนักวิชาการทีช่อ ลอจ ฮัมฟรี่ ทีมรายงานการวิจยในปี 1970 ในเรื่อง Tea ่ ื ่ ี ั Room Trade เป็นรายงานการวิจยทีผเขียนต้องการได้คําตอบเกี่ยวกับผูชายทีเป็ นเกย์ ว่าทําไมต้อง ั ่ ู้ ้ ่ เป็นเกย์ และคนทีเป็นเกย์หรือผูชายรักร่วมเพศนันมีพฤติกรรมหรือความสัมพันธ์กนอย่างไร ่ ้ ้ ั
  • ั จากประเด็นปญหาทีฮมฟรีสนใจเป็ นเรืองยากในการเก็บข้อมูล เนื่องจากในช่วงเวลาประมาณ ่ ั ่ ่ 30 ปีทผ่านมาซึงเป็ นเวลาทีฮมฟรีทําวิจยนัน เรื่องของเกย์หรือรักร่วมเพศ ยังเป็ นความลับ เพราะ ่ี ่ ่ ั ่ ั ้ คนในสังคมยังไม่ยอมรับคนเหล่านี้ ดังนัน วิธการหรือเทคนิคในการวิจยทีมอยู่ในตําราวิจยใช้ไม่ได้ ้ ี ั ่ ี ั ั ั กับประเด็นปญหาดังกล่าว เพราะแค่ปญหาแรกที่ถามว่าใครคือพวกรักร่วมเพศบ้าง ก็กลายเป็ น คําถามแล้วว่าจะรูได้อย่างไร ้ ดังนัน สิงแรกทีฮมฟรีต้องคิดก็คอ พวกรักร่วมเพศอยู่ทไหน จนกระทังเขาสืบพบว่าพวกรัก ้ ่ ่ ั ่ ื ่ี ่ ร่วมเพศในอเมริกามักจะมาพบปะและมีกจกรรมในห้องนํ้าในสวนสาธารณะ โดยมีศพท์ทเป็ นทีรกน ิ ั ่ี ่ ู้ ั ในกลุ่มว่าห้องนํ้าชา หรือ Tea Room หลังจากทีฮมฟรีรว่าประชากรทีเขาใช้วจยอยู่ทหองนํ้าของ ่ ั ่ ู้ ่ ิั ่ี ้ ส่วนสาธารณะเขาก็ใช้วธการซุ่มดู พฤติกรรมของคนเหล่านี้ เขาก็จะพบว่ามีผู้ชายหน้าตาดีแต่งตัว ิี เรียบร้อย เป็ นปกติทุกอย่างขับรถมาจอดจุดหนึ่งและเข้าไปห้องนํ้า ตามมาด้วยคนที่ 2 และคนที่ 3 (จอดรถในจุดทีต่างกัน) จากนันพักใหญ่ๆ ทัง 3 คนก็จะทยอยขึนรถกลับ ฮัมฟรีใช้เวลาหลายๆ วัน ่ ้ ้ ้ ่ ในการสังเกตการณ์และพบเห็นผูชายหลากหลายคนทีเข้ามาในลักษณะทีคล้ายๆ กันจนกระทังเขา ้ ่ ่ ่ สรุปได้ว่าคนทีเป็ นเกย์จะมาพบกันทีหองนํ้าครังละ 3 คน เป็ นรูปแบบทีแน่ นอน วันหนึ่งเมื่อฮัมฟรี่ ่ ่ ้ ้ ่ สังเกตพบว่าผูชายคนที่ 1 และคนที่ 2 จอดรถและเข้าไปห้องนํ้าแล้ว ลอจ ฮัมฟรีกเดินเข้าไปใน ้ ่ ็ ห้องนํ้าเป็นคนที่ 3 และพบว่าคนทีมาพบกันจะไม่รจกกัน เพียงแต่รว่าเป็ นเกย์เหมือนกัน และเมื่อมา ่ ู้ ั ู้ พบกัน 3 คนอีก 2 คนก็จะทํากิจกรรมกันให้คนที่ 3 ดู จากนันฮัมฟรีบนทึกหมายเลขทะเบียนรถของ ้ ่ ั พวกเกย์ทมาเข้าห้องนํ้า จนกระทังได้บญชีหมายเลขทะเบียนรถของผูชายมากลุ่มหนึ่ง ่ี ่ ั ้ ั ปญหาต่อไปก็คอ ฮัมฟรีจะได้ขอมูลของคนเหล่านี้มาได้อย่างไรวิธการก็คอ ฮัมฟรีไปตรวจสอบ ื ่ ้ ี ื ่ จากสถานีตํารวจว่าคนเหล่านี้มขอมูลประวัตอย่างไร ชื่ออะไร เมื่อได้รายชื่อแล้วฮัมฟรีกปลอมตัว ี้ ิ ่ ็ ั เป็ นพนักงานวิจยสินค้าและเข้าไปทดสอบกลุ่มตัวอย่างเหล่านี้ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับปจจัยส่วนตัว ั ต่างๆ ของพวกเกย์ ทังเรืองการศึกษา อาชีพการงาน ครอบครัว รายได้ เนื่องจากสิงทีฮมฟรีต้องการ ้ ่ ่ ่ ั ่ จะรูกคอ การเป็ นเกย์มความสัมพันธ์กบปจจัยส่วนตัวเหล่านันหรือไม่ สุดท้ายฮัมฟรีกได้รายงานวิจย ้ ็ ื ี ั ั ้ ่ ็ ั ออกมาเมื่อรายงานวิจยออกมานักวิชาการกลุ่มหนึ่งก็ยกย่ อง สดุดว่าฮัมฟรีเป็ นนักวิจยทียงใหญ่ท่ี ั ี ่ ั ่ ิ่ ั สามารถคิดค้นเทคนิคออกมาจนสามารถค้นหาคําตอบของปญหาและทําให้เกิดความรูเกี่ยวกับเกย์ ้ ขึนมา แต่นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งก็ด่าฮัมฟรีอย่างสาดเสียเทเสียว่าฮัมฟรีนนทําผิดจรรยาบรรณของ ้ ่ ่ ั้ การวิจย ใช้วธการหลอกลวงเพื่อให้ได้ผลงานวิจย ประเด็นการถกเถียงเรืองนี้กยงเป็นข้อถกเถียง ั ิี ั ่ ็ ั จากตัวอย่างงานของฮัมฟรี่ ถ้ามองตามความหมายที่ อาจารย์พดไปถือว่าเป็ นการวิ จย ู ั เนื่องจากเป็ นการค้นหาคําตอบให้กบคําถามทีต้องการจะรู้ โดยใช้เทคนิคทีคดค้นขึนมาเอง แต่ถ้า ั ่ ่ ิ ้ ถามว่าผิดจริยธรรมหรือไม่ เป็ นอีกเรื่องหนึ่ง ทีต้องไปดูกนว่าเป็ นอย่างไร ซึงจริงๆ แล้ววิธการของ ่ ั ่ ี ฮัมฟรี่นันถือว่าผิดจรรยาบรรณของนักวิจย เพราะถ้ารายชื่อของคนที่ฮมฟรีเก็บมาเกิดเผยแพร่ ้ ั ั ่ ออกไปก็อาจจะนํ ามาซึงความเสียหายได้ อย่างไรก็ตามนักวิจยก็ต้องเลือก ถ้าหากเราต้องการหา ่ ั คําตอบต่อคําถามทีเราตังขึน และหากเรื่องทีเราอยากจะทําจะต้องคิดค้นเทคนิคทีอาจจะไม่เหมือน ่ ้ ้ ่ ่ ใคร อาจจะแหกคอกบ้าง ก็ตองพิจารณากัน ้
  • ตัวอย่างในเมืองไทยก็มเี ช่นกัน คือ งานวิจยของคุณศุลมาณ เรื่อง กระบวนการกลายเป็ น ั ี หมอนวดไทย เป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในตอนแรกเมื่อเข้าไปเก็บข้อมูลโดยบอกว่ามาทําวิจยปรากฏว่าไม่มใครต้องการให้ข้อมูล ั ี เพราะอาชีพหมอนวดเป็นอาชีพทีสงคมไม่ยอมรับ และคนในวงการก็ไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูล ทําให้ ่ ั คุณศุลมาณจึงตัดสินใจปลอมตัวเข้าไปเป็นหมอนวด โดยมี 2 คนทีรู้ คือเจ้าของโรงนวดและมาม่าซัง ี ่ และทําตัวกลมกลืนกับหมอนวดคนอื่นๆ จนยินดีให้ขอมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกโดยไม่ให้ผู้ ้ ถูกสัมภาษณ์รสกตัว จนกระทังได้ออกมาเป็ นรายงานวิจย งานของคุณศุลมาณ ถือเป็ นงานวิจย ที่ ู้ ึ ่ ั ี ั ถูกตังคําถามต่อความล่อแหลมในเรื่องการผิดจรรยาบรรณเช่นกัน อย่างไรก็ตามงานชินนี้กได้รบ ้ ้ ็ ั รางวัลวิทยานิพนธ์ยอดเยียม สาขาสังคมศาสตร์และมนุ ษย์ศาสตร์ นันคือ เรื่องของนักวิจย ทีในบาง ่ ่ ั ่ เรืองทีอาจจะเดินตามกรอบ ตามตําราไม่ได้ ่ ่ วิ ธีการดาเนิ นการวิ จย ั ถ้าพิจารณาตามคู่มอการจัดทํา ดุษฎีนิพนธ์ สารนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และการศึกษาอิสระของ ื มหาวิทยาลัยรามคําแหงทีพ ิมพ์ในครังที่ 2 (แก้ไขปรับปรุง) ในปี 2550 จะพูดถึงวิธการดําเนินการ ่ ้ ี วิจย ว่ามีขนตอนดังต่อไปนี้ ั ั้ ั 1. การตังชื่อเรื่อง จะตังจากปญหาทีเราอยากได้คําตอบ เช่น เราอยากรูเรื่องไข้หวัดนก ก็ ้ ้ ่ ้ จะต้องตังชื่อเรืองให้บ่งชีถงเรืองของไข้หวัดนก ้ ่ ้ ึ ่ 2. กาหนดวัตถุประสงค์ การกําหนดวัตถุประสงค์จะทําให้มขอบเขตทีชดเจนในการศึกษา ี ่ ั ั เพราะในปญหาหนึ่ง ๆ จะศึกษาได้หลายแง่มุม เช่น เรื่องไข้หวัดนก เราอาจจะตังวัตถุประสงค์ว่า ้ “เพื่อศึกษาอาการของไข้หวัดนกเป็นอย่างไร” การเก็บข้อมูลตรงนี้อาจจะไปเก็บทังจากคนทีเป็ นไข้ จากบันทึกของหมอ จากการสังเกต ้ ่ อาการทังจากคนหรือไก่ทเป็ นไข้หวัดนก เพื่อสรุปว่าโรคไข้หวัดนกมีอาการอย่างไร แต่ถ้างานวิจย ้ ่ี ั ชินนี้มวตถุประสงค์มากกว่า 1 ข้อ เช่น อาจจะมีวตถุประสงค์ต่อไปว่า เพื่อศึกษาว่าทําไมไข้หวัดนก ้ ีั ั จึงติดต่อมาถึงคนได้ วัตถุประสงค์ขอนี้ทําให้เราต้องศึกษาความสัมพันธ์ ถึงสาเหตุของการติดต่อ ้ ของโรค การเก็บข้อมูลเฉพาะอาการไข้อย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ วัตถุประสงค์จึงเป็ นตัวกาหนดขอบเขต หรือกาหนดโจทย์ว่าเราจะต้องเก็บข้อมูล อะไรบ้าง เก็บที่ไหน เก็บมากน้ อยแค่ไหน การวิจยจะตังวัตถุประสงค์ก่ขอก็ได้ และเมื่อสรุปผลวิจยจะต้องสรุปให้ครบทุกวัตถุประสงค์ ั ้ ี ้ ั เช่น เราสรุปว่าคนทีเป็ นไข้หวัดนกเพราะไปสัมผัสไก่ท่เป็ นโรคไข้หวัดนก ก็จะต้องมาจากข้อมูล ่ ี หลักฐานทีน่าเชื่อถืออย่างเพียงพอ วัตถุประสงค์จะนําไปสู่การกําหนดวิธการวิจย ่ ี ั การกาหนดวิ ธีการวิ จย ั เนื่องจากการวิจยแต่ละเรืองจะใช้วธการทีไม่เหมือนกัน ดังนันเราต้องเลือกวิธการทีเหมาะสม ั ่ ิี ่ ้ ี ่ สําหรับวิธการวิจยมีประมาณ 4-5 วิธ ี คือ ี ั
  • - การวิ จยแบบทดลอง คือ การนําเอาสิงทีเราศึกษามาอยู่ในห้องหรือในทีทเรากําหนดขึน ั ่ ่ ่ ่ี ้ เพื่อทีจะทดลองเพื่อให้เราสามารถควบคุมสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมได้ ่ - การวิ จยสารวจ คือ การเลือกกลุ่มตัวอย่างและใช้แบบสอบถามมาเป็ นเครื่องมือในการเก็บ ั ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างดังกล่าว การวิจยเชิงสํารวจเหมาะสําหรับการวิจยทีต้องการได้ขอมูลจํานวน ั ั ่ ้ มาก จากกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ - การวิ จยสนาม คือ การวิจยทีนักวิจยต้องเข้าไปในพืนทีทต้องการศึกษา เช่น กรณีของ ั ั ่ ั ้ ่ ่ี คุณศุลมาณ ถือเป็ นการวิจยสนามทีนักวิจยต้องไปอยู่ในโรงนวด การทีนักวิจยเข้าไปอยู่ในพืนทีจะ ี ั ่ ั ่ ั ้ ่ ั ทําให้นกวิจยได้ขอมูลรอบด้าน จากการสังเกตด้วยตา การฟงด้วยหู การซักถามพูดคุย ั ั ้ - การวิ จยเอกสาร เป็นกรณีทนกวิจยมองว่าการวิจยด้วยวิธการอื่นอาจจะไม่มขอมูลทีเพียงพอ ั ่ี ั ั ั ี ี้ ่ ก็ตองค้นหาข้อมูลจากเอกสารทีมอยู่ การจะใช้วธการแบบใดนันขึนอยู่กบเรื่องทีจะศึกษา และวิธการ ้ ่ ี ิี ้ ้ ั ่ ี แต่ละวิธการก็ไม่มวธการใดทีดทสุด แต่จะมีจดดีจดด้อยต่างๆ กันไป ี ีิี ่ ี ่ี ุ ุ วิ ธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูล จะสอดคล้องกับวิธการวิจย ี ั - ถ้าเราจะทําวิจยแบบทดลองก็จะมีการสร้างสถานการณ์และเอากลุ่มตัวอย่างมาอยู่ใน ั สถานการณ์ จําลองที่เ ราสร้างขึ้น (แต่ การวิจยทดลองไม่ค่ อ ยเหมาะสําหรับการวิจยทางด้า น ั ั สังคมศาสตร์) - ถ้าจะใช้วจยแบบสํารวจก็จะต้องมีการเลือกกลุ่มตัวอย่างและใช้แบบสอบถามเป็ นเครื่องมือ ิั เน้นให้ได้มาซึงข้อมูลจํานวนมาก แต่เป็นข้อมูลแบบผิวเผิน ่ ถ้าเป็ นการวิจยสนามวิธการเก็บข้อมูลก็ต้องใช้การสังเกตแบบมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ ั ี เจาะลึก การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) เพราะการวิจยสนามต้องการให้ได้ขอมูลแบบ ั ้ รอบด้าน ข้อมูลแบบละเอียด เช่น การวิจยเรื่องการเลียงดูทารก และเลือกพืนทีจงหวัดศรีสะเกษ ั ้ ้ ่ ั เป็ นพืนทีวจย โดยนักวิจยลงไปในพืนทีและจัดสนทนากลุ่มในเรื่องวิธการเลียง ว่าแต่ละคนมีวธการ ้ ่ิั ั ้ ่ ี ้ ิี อย่างไร จากนันนักวิจยก็จะตีความข้อมูลทีได้จากการสนทนา ดังนันรูปแบบการวิจยและวิธการเก็บ ้ ั ่ ้ ั ี ข้อมูลจะมีความสัมพันธ์กน ั การเลือกใช้ กลุ่มตัวอย่าง การจะเลือกใช้กลุ่มว่าจะเป็ นเท่าไหร่นันจะไม่มข้อกําหนดที่เป็ นเอกฉันท์ แต่จะมีวธการ ้ ี ิี คํานวณหลายแบบ มีสูตร มีตารางสําเร็จรูป เช่น สูตรของยามาเน่ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่ากลุ่ม ตัวอย่างเท่าไหร่ถงจะดีทสุด เช่น การทําโพลของกัลป์ลอบโพล ซึงเป็ นสํานักโพลของสหรัฐบางครัง ึ ่ี ่ ้ ใช้ตวอย่างแค่ 1,011 คนเท่านันจากประชากรมากกว่า 100 ล้านคน หรืองานวิจยสนามของคุณศุล ี ั ้ ั มาณ ใช้กลุ่มตัวอย่างทีเป็ นหมอนวดแค่ 9 คนเท่านัน แต่ได้ขอมูลทีละเอียดยิบ ทีสามารถนํามา ่ ้ ้ ่ ่ วิเคราะห์เป็ นกรณีตวอย่าง การวิจยสนามจะใช้กลุ่มตัวอย่างไม่มากนักเพราะต้องเก็บข้อมูลอย่าง ั ั ละเอียด เครื่องมือในเก็บรวบรวมข้อมูล
  • เครืองมือในการรวบรวมจะสอดคล้องกับวิธการเก็บข้อมูล เช่น ถ้าเป็ นการวิจยแบบสํารวจก็ ่ ี ั จะมีแบบสอบถามเป็ นเครื่องมือ เพราะสามารถแจกจ่ายไปยังกลุ่มตัวอย่างได้ง่ายและรวดเร็ว โดยเฉพาะ แบบสอบถามแบบปลายปิ ด ถ้าต้องการทําวิจยแบบสนาม การเก็บข้อมูลก็ใช้การสัมภาษณ์ การ ั สังเกตแบบมีส่วนร่วม เครืองมือในการเก็บข้อมูลก็จะแบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต ่ การวิ เคราะห์ข้อมูล ข้อมูลที่ได้มาจากการเก็บข้อมูล ถ้าเป็ นข้อมูลทีสามารถชัง่ ตวง วัดเป็ นตัวเลขได้ เช่น ่ รายได้จะมีหน่ วยวัดเป็ นบาท จะเป็ นข้อมูลเชิงปริมาณ ส่วนข้อมูลทีชง ตวง วัด นับไม่ได้ เป็ น ่ ั่ รายละเอียด เช่น ความรูสกรักอาจจะบอกว่ารักสุดหัวใจ ก็จะเป็ นข้อมูลเชิงคุณภาพ งานวิจยบาง ้ ึ ั เรืองอาจจะเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพทังหมด บางเรื่องอาจจะเป็ นปริมาณทังหมด และบางเรื่องอาจจะมี ่ ้ ้ ทังเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เมื่อถึงขันการวิเคราะห์ขอมูล ข้อมูลใดทีเป็ นตัวเลขก็จะต้องอาศัย ้ ้ ้ ่ สถิตมาใช้ในการวิเคราะห์ เช่น แค่เราบอกว่ากลุ่มตัวอย่างทีศกษา 300 คน แบ่งเป็ นชาย 200 คน ิ ่ ึ หญิง 100 คนแสดงว่าเรากําลังใช้สถิตตวหนึ่งทีเรียกว่าค่าความถีในการวิเคราะห์ขอมูล ิ ั ่ ่ ้ (การจะใช้สถิตใด ต้องให้เหมาะกับข้อมูล เช่น ตัวแปรเพศ เป็ นตัวแปรเชิงคุณภาพจะวัด ิ ไม่ได้ แต่บางครังเมื่อต้องการวิเคราะห์ในเชิงปริมาณก็จะมีการแปลง เช่น 1 = ชาย 2 = หญิง และ ้ สถิตทใช้หลังจากนันก็ใช้แค่ความถีเท่านัน ิ ่ี ้ ่ ้ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพจะใช้ การตีความ เป็ นเครื่องมือในการวิเคราะห์ เป็ นการบอกว่า ข้อมูลทีเราเก็บมาได้มความหมายอย่างไร ่ ี เมื่อใช้วธการตีความทําให้เกิดคําถามว่านักวิจยอาจจะเอาความเห็นส่วนตัวเข้าไปใช้ในการ ิี ั ตีความ ทําให้ผลการวิจยอาจจะไม่เป็ นทียอมรับทันทีทนใดว่าการวิจยนันถูกต้องหรือผิด เหมือนกับ ั ่ ั ั ้ การพิจารณาคดีของศาลทีจะต้องสรุปว่าจําเลยผิดหรือถูก โดยพิจารณาจากข้อมูลที่มาทังจากฝ่าย ่ ้ ทนายและอัยการ และตีความก่อนการตัดสินใจว่าจําเลยผิดหรือไม่ผด ซึงข้อสรุปอาจจะถูกหรือผิดก็ ิ ่ ได้ (การตัดสินของศาลก็เหมือนกับการสรุปผลวิจยของนักวิจย ) ทําให้บางครังการพิพากษาคดี ั ั ้ อาจจะมีกลับคําได้ เช่น ในชันต้นอาจจะตัดสินว่าผิด แค่พอไปศาลอุทธรณ์อาจจะบอกว่าไม่ผด ้ ิ เช่นเดียวกับการสรุปการวิจยของนักวิจยทีใช้การตีความก็อาจจะผิดก็ได้ ดังนัน จึงต้องรอการยืนยัน ั ั ่ ้ ด้วยการวิจยซํ้า ั ดังนัน การวิจยจึงสามารถทําซํ้าในเรื่องเดียวกัน (แต่การทําซํ้าไม่ใช่การลอก) และหากทํา ้ ั วิจยซํ้าและมีผลสรุปออกมาเหมือนกัน ก็จะนําไปสู่การกําหนดเป็ นหลักทัวไป และกําหนดออกมา ั ่ เป็นทฤษฎีต่อไป ทฤษฎีใดๆ เมื่อได้รบการยอมรับและนํ าไปใช้ใ นระยะหนึ่ง แต่พอสภาพสังคมมีการ ั เปลียนแปลง ความคิดของคนในสังคมมีการเปลียนแปลง นักวิจยรุ่นต่อมาก็อาจจะไปทําวิจยซํ้าใน ่ ่ ั ั เรื่องเดิมเพื่อพิสูจน์ว่าทฤษฎี และข้อค้นพบอาจจะมีความขัดแย้ง และเป็ นการล้มล้างหรือโต้แย้ง ทฤษฎีเดิมได้ กระบวนการวิ จยซาจนกระทังได้ ทฤษฎี ขึ้นมาและการทาวิ จยเพื่ อพิ สูจน์ ทฤษฎี กจะ ั ้ ่ ั ็ เกี่ยวพันกับหลัก Inductive และ Deductive กล่าวคือ ถ้าเราใช้การวิจยโดยอาศัยตรรกะแบบ ั
  • Inductive ก็จะมาจากการรวบรวมข้อมูลจากการวิจยซํ้าๆ ในเรื่องเดียวกัน ในหลายครังเพื่อดูว่ามี ั ้ ผลสรุปตรงกันหรือไม่ ถ้าตรงกันก็สามารถนําไปสร้างทฤษฎีได้ การวิ จยโดยอาศัยตรรกะแบบ Inductive จึงมีเป้ าหมายเพื่อการพัฒนาทฤษฎี แต่ถ้า ั ต้องการทดสอบทฤษฎีท่มอยู่แล้วว่ายังใช้ได้อยู่หรือไม่ ก็สามารถทําวิจยซํ้าได้อก เป็ นการวิจยโดย ี ี ั ี ั อาศัยตรรกะแบบ Deductive นันคือ หัวใจของการวิจยที่ เป็ นเรื่องของการค้นหาคําตอบในคําถามทีเราต้องการจะรู้ การ ่ ั ่ วิจยทางสังคมก็คอการไปหาคําตอบในคําถามทางสังคม โดยอาศัยวิธการ โดยใช้เครื่องมือในการ ั ื ี เก็บรวบรวมข้อมูลกระทังได้ขอมูลมา ถ้าข้อมูลที่ได้มาเป็ นตัวเลขก็จะเอาสถิตมาวิเคราะห์ แต่ถ้า ่ ้ ิ ข้อมูลทีได้มาไม่เป็นตัวเลขเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพก็อาศัยการตีความ และถ้าการวิจยของเรามุ่งเน้นที่ ่ ั จะสร้างหรือพัฒนาทฤษฎีขนมาใหม่ ก็จะเป็ นการวิจยโดยอาศัยหลัก Inductive แต่ถ้าเรามีเป้าหมาย ้ึ ั เพื่อทดสอบทฤษฎีทมอยูแล้วว่าถูกต้องหรือไม่ ก็จะเป็นการวิจยทีอาศัยหลักตรรกะแบบ Deductive ่ี ี ่ ั ่ ตารางสรุปมาตรวัดตัวแปร บอกความแตกต่าง (แบ่งกลุ่ม) Nominal Scale ** บวกลบ คูณ หาร ไม่ได้ บอกความแตกต่าง เรียงลําดับ Ordinal Scale **บวก ลบ คูณ หาร ไม่ได้ บอกความแตกต่าง บอกทิศทางของความแตกต่าง Interval Scale บอกปริมาณความแตกต่าง แต่ไม่เริมจากศูนย์แท้ ่ **บวก ลบ คูณ หาร ได้ บอกความแตกต่าง บอกทิศทางของความแตกต่างได้ Ratio Scale บอกปริมาณความแตกต่าง เริมจากศูนย์แท้ ่ **บวก ลบ คูณ หาร ได้ สรุปวิ ชา PS 704 แนวความคิ ดและนโยบายการพัฒนาประเทศไทย รูปแบบข้อสอบ PS 704 จากข้อสอบทีออกมาหลายๆ ปีพบว่า ข้อสอบ PS 704 จะมี 2 แบบ คือ ่ แบบที่ 1 ออกเกี่ยวกับพัฒนาทางการเมือง เช่น - ปี 2545 ที่ถามว่าเหตุการณ์ทางการเมืองในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ส่งผลต่อการพั ฒนา การเมืองหรือไม่ อย่างไร จงอธิบายตามประเด็นต่อไปนี้ ก. การพัฒนาสถาบันทางการเมืองของไทย ข. จิตสํานึกของประชาชน ค. การพัฒนาประชาสังคม (Civil Society)
  • - ปี 2547 ทีถามคําว่า Factions และ Tendencies ในพรรคการเมืองหมายถึงอะไร และมี ่ ความสําคัญอย่างไรต่อการพัฒนาระบบพรรค แบบที่ 2 ให้พูดถึงการพัฒนาทัวไป (คนทีชอบออกแบบนี้ คือ อาจารย์พมล/อาจารย์เสาวลักษณ์) เช่น ่ ่ ิ - ข้อสอบ ปี 2546 (ส่วนกลาง) ถามว่า การไหลบ่าของกระแสโลกาภิวตน์ (Globalization) ั ั ั เป็ นจริงหรือไม่ เพียงใด และมีผูกล่าวว่ารัฐบาลไทยในปจจุบนมีนโยบายพัฒนาประเทศแบบ 2 ทาง ้ (two Tracks) เช่น ส่ งเสริมการส่งออกและการพึ่งตนเองมากขึ้น รวมทังความสนใจในเรื่อ ง ้ ทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดล้อมท่านคิดว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด ่ - ปี 2549 (สระบุร)ี ให้เปรียบเทียบแนวคิดของภูฐานกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของใน หลวงและวิเคราะห์ว่าจะนํามาใช้ได้จริงหรือ (คําถามคร่าวๆ) - ปี 2550 ให้วเคราะห์โอกาสและอุปสรรคในการพัฒนาประเทศไทย โดยเฉพาะโอกาสและ ิ ั อุปสรรคทีมาจากปจจัยต่างๆ ในเชิงสถาบันทีมผลต่อการกําหนดนโยบายในการพัฒนาประเทศทาง ่ ่ ี สถาบัน ***แนวโน้ มของปี นี้ น่ าจะออกการพัฒนาทัวไป หรือผสมระหว่ างพัฒนาทัวไปและ ่ ่ การพัฒนาในมิ ติทางการเมืองและมิ ติอื่นๆ เช่น ด้านสิ่ งแวดล้อม *** ภาพรวมของวิชา วิชา PS 704 มีเป้าหมายให้เข้าใจถึงเรื่องของการพัฒนาทังในระดับสากลและในระดับ ้ ประเทศ เราจะได้ศกษาถึงเรื่องของแนวทางและกลยุทธ์ในการพัฒนาทังทางด้านการเมือง สังคม ึ ้ เศรษฐกิจ สิงแวดล้อม เพื่อให้สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ท่เกิดขึ้นในประเทศไทยหรือของโลก ่ ี และสามารถเสนอทางเลือกในการพัฒนาทีเหมาะสม ่ ประเด็นสาคัญของวิ ชา PS 704 1. ความหมายและพัฒนาการของแนวคิดเกียวกับการพัฒนา ่ 2. ทฤษฎีและแนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจ 3. แนวคิด-ทฤษฎี ในการพัฒนาทางการเมือง 4. แนวคิดในการพัฒนาสังคม 5. ผลกระทบของยุทธศาสตร์การพัฒนาโลกทีมต่อประเทศไทย ่ ี 6. ทางเลือกใหม่ในการพัฒนาประเทศไทย การพัฒนา หมายถึง ความพยายามที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศในด้านต่างๆ ทังด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสิงแวดล้อมภายในเวลาทีกําหนด ้ ่ ่ กล่ าวคือ การพัฒนาจะต้อ งมีจุด เริมต้นและจุด สิ้นสุ ดว่า ในช่ ว งเวลาหนึ่งๆ เราอยากจะให้บรรลุ ่ วัตถุประสงค์อะไรบ้าง ฉะนันเราจะเห็นได้ว่าแผนพัฒนาของเราก็จะกําหนดระยะเวลาเป็ นแผนละ 5 ปี ้ การทีจะทําให้เกิดการเปลียนแปลงประเทศในด้านต่างๆ นัน จะต้องมีการสร้างเงื่อนไข หรือ ่ ่ ้ การกํ า หนดแนวทาง นโยบาย หรือ กลยุทธ์ต่ างๆ ที่ทํา ให้ม ีการเปลี่ย นแปลงทังด้า นโครงสร้า ง ้
  • ั กระบวนการ พฤติกรรม ทังในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของทังระบบและของปจเจกบุคคล ้ ้ ตัว อย่า งการสร้างเงื่อ นไขเพื่อ ที่จะก่ อ ให้เ กิดการเปลี่ ยนแปลงโครงสร้า งทางเศรษฐกิจจะพบว่ า ประเทศกําลังพัฒนาส่วนใหญ่จะเป็ นประเทศซึ่งมีการผลิตในภาคเกษตรกรรม นักเศรษฐศาสตร์ พัฒนาการวิเคราะห์ว่า ในการผลิตภาคเกษตรกรรมโดยเฉพาะอย่างยิงในประเทศทีกําลังพัฒนา ซึง ่ ่ ่ มีเ ทคโนโลยีต่ ํา มีก ารใช้แรงงานจากวัว ควาย แรงคน แรงลม แรงนํ้ า ใช้พลังงานจากธรรมชาติ เครืองไม้เครืองมือในการทํามาหากินก็อาจโบราณ เก่า ไม่ใช้เทคโนโลยีขนสูง เพราะฉะนันผลิตภาพ ่ ่ ั้ ้ จึงตํ่า ผลผลิตออกมาตํ่า รายได้กต่ ํา เมื่อรายได้ต่ํานําไปสู่ความยากจน คนส่วนใหญ่ของประเทศซึง ็ ่ เป็ นเกษตรกรจึงอยู่ใ นฐานะยากจน เพราะฉะนันในการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจนัน คือ การ ้ ้ เปลียนการผลิตจากภาคเกษตรกรรมไปสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรม ่ เหตุผลอันหนึ่งที่เปลี่ยนการผลิตจากภาคเกษตรกรรมไปยังภาคอุตสาหกรรม เพราะสินค้า เกษตรซึงเป็นสินค้าขันประถมนันราคาค่อนข้างตํ่า จึงควรจะเอาสินค้าขันประถมมาผ่านกระบวนการ ่ ้ ้ ้ แปรรูปในเชิงอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้เป็ นสินค้าอุตสาหกรรม ซึงจะทําให้ เกิดมูลค่าเพิมของสินค้าอัน ่ ่ นันและจะทําให้เกิดรายได้เพิมพูนขึน ้ ่ ้ ดังนัน การจะเปลียนโครงสร้างการผลิตจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรมรัฐบาลจะต้องสร้าง ้ ่ เงื่อนไข เช่น การสร้างเงื่อนไขที่ทําให้ภาคเอกชนหันมาสนใจลงทุนในภาคอุตสาหกรรมนัน ได้แก่ ้ การออกกฎหมายส่งเสริมการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม เช่น การออกกฎหมายยกเว้นภาษีนําเข้า สินค้าทีเป็นเครืองจักรอุตสาหกรรม ยกเว้นภาษีรายได้นิตบุคคล เหล่านี้เป็ นนโยบาย เป็ นกลยุทธ์ ที่ ่ ่ ิ เชือเชิญให้ภาคเอกชนมาลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ้ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็อาจจะลงทุนด้านสาธารณู ปโภค เช่น การสร้างแหล่งผลิตพลังงาน ไฟฟ้า สร้างเขื่อน สร้างถนนหนทาง ระบบประปา ระบบโทรศัพท์ เพื่อให้เอกชนเข้ามาลงทุน เป็ น การสร้างเงื่อนไข เป็ นการชี้แนะ และแนวทางในการพัฒนาของประเทศในโลกเสรี รวมถึงประเทศ ไทย แนวทางการพัฒนานันเป็ นการพัฒนาแบบชีแนะ ้ ้ ส่วนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง จะเห็นได้ว่าในการพัฒนานันระยะแรก จะไม่ ้ ค่อยพูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสักเท่าไร เราจะพบว่าประเทศที่เริมต้นพัฒนาเศรษฐกิจ ่ ประเทศยากจน ประเทศกําลังพัฒนาทังหลายอย่างไทย หรือประเทศอื่นๆ ในภูมภาคเอเชียนี้มกจะ ้ ิ ั ทําให้การเมืองมันนิ่งก่อน แล้วจึงพัฒนาเศรษฐกิจ ลักษณะเช่นนี้ทําให้หลายประเทศที่เป็ นประเทศกําลังพัฒนามีการปกครองแบบเผด็จการ เช่น ไทยเรานัน ก็มเี ผด็จการทหารมาอย่างยาวนานถึง 16 ปี หรือประเทศอินโดนีเชียก็มเี ผด็จการซู ้ ฮาโต้ ในฟิลปปินส์ ก็มมาร์กอส ในเกาหลีกมปกยุงฮี ในไต้หวันก็มพรรคกกมินตั ๋งของเจียงไคเช็ค ซึง ิ ี ็ ี ั ี ่ เป็นการสร้างเงือนไขทางการเมืองเพื่อทีจะให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ ่ ่ ส่วนการเปลียนแปลงทางด้านสังคมนัน ตัวอย่างเช่น ลักษณะของครอบครัว ความสัมพันธ์ ่ ้ ในครอบครัว จากในอดีต สัง คมไทยซึ่ง มีค รอบครัว ใหญ่ มีลู กมาก เพราะฉะนันจึงเป็ นอุ ปสรรค ้ เพราะว่ามันมีปากทีจะต้องรับประทานเยอะก็เลยทําให้ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของครอบครัวให้ ่ เป็นครอบครัวเดียว จากครอบครัวขยายกลายเป็นครอบครัวเดียวทีมขนาดเล็กลง ่ ่ ่ ี
  • ตรงนี้เป็ นความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม แล้วก็ เป็ นความพยายาม ในการเปลียนแปลงพฤติกรรมทางสังคม ่ เราจะเห็น ได้ว่ า การที่จ ะพัฒ นานัน มัน ไม่ใ ช่ ท่ีจ ะมุ่ ง แต่ จ ะเปลี่ย นในเรื่อ งของโครงสร้า ง ้ เศรษฐกิจหรือโครงสร้างทางสังคมเท่านัน แต่ทสาคัญก็คอ พฤติกรรมทางสังคมของคนในสังคมนันก็ ้ ่ี ํ ื ้ มีความสําคัญ ยกตัวอย่างเช่น นักเศรษฐศาสตร์พ ฒนาการมองว่าประเทศทียากจนมีอุปสรรคในการ ั ่ พัฒนาหลายด้านทีเกียวกับทางด้านสังคม เช่น ในเรื่องของทรรศนะคติเกี่ยวกับการมองชีวตของคน ่ ่ ิ ในสังคม ทัศนคติหลายอย่างไม่เหมาะสมกับการพัฒนา เราจึงพบว่าในตอนทีเราพัฒนาตามแผนที่ 1 จอมพลสฤษดิ ์พยายามเปลียนแปลงทัศคติให้ ่ ่ สอดคล้องกับการพัฒนา เช่น สร้างคําขวัญทีบอกว่า “งานคือเงิ น เงิ นคืองาน บันดาลสุข” หรือการ ่ บอกว่ารัฐบาลนี้ต้องการให้ท่านประหยัดแต่ไม่ต้องการให้ท่านรัดเข็มขัด ก็เพื่อกระตุ้นให้คนไทยมี การออมมากขึน ้ ดังนัน การพัฒนาจะครอบคลุมพัฒนาในทุกด้านทัง เศรษฐกิจ การเมือง สังคม ตอนหลังก็ม ี ้ ้ ประเด็นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี แล้วก็มประเด็นสิงแวดล้อมเข้ามาด้วย และการที่จะทําให้มนเกิด ี ่ ั การเปลี่ยนแปลงนี้ได้รฐบาลต้องเป็ นผู้ท่สร้างเงื่อนไข เช่น การลงทุนในสาธารณู ปโภค การออก ั ี กฎหมาย การสร้างบรรยากาศในการลงทุน สิงเหล่านี้มนจะทําให้เกิดการเปลียนแปลงโครงสร้างเดิม ่ ั ่ ั กระบวนการพฤติกรรม ทังทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมของทังระบบและของปจเจกบุคคล ้ ้ การพัฒนาจะต้องครอบคลุม 10 ประเด็น คือ 1. การสร้างความเติบโตในทางเศรษฐกิจ 2. การกระจายรายได้ ั 3. การแก้ไขปญหาทางสังคมทีเกิดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ่ 4. การสร้างความเสมอภาคในสังคม 5. การมีระบบบริหารจัดการทีดี หรือ Good Governance ่ 6. การบริโภคทรัพยากรอย่างประหยัด 7. การรักษาสิงแวดล้อม ่ 8. การมีคุณภาพชีวต ิ 9. การเป็นส่วนหนึ่งของโลก 10. การมีอํานาจต่อรองในระหว่างประเทศ การพัฒนาในมิ ติทางเศรษฐกิ จ มีความมุงหมาย คือ ่ 1. การเจริ ญเติ บโตทางเศรษฐกิ จ มีผ ลผลิตเพิมขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น ผลผลิตมวลรวม ่ ประชาชาติ ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศต้องเพิมขึน ่ ้ 2. การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิ จ หมายถึง การเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องเป็ นการ เจริญเติบโตอย่างยังยืน ไม่วบวาบ มีความสมํ่าเสมอ ่ ู
  • 3. ความเป็ นธรรมในทางเศรษฐกิ จ การพัฒนาเศรษฐกิจจะต้องทําให้เกิดความเป็ นธรรม ทางเศรษฐกิจด้วย ซึงจะมองถึงเรื่องของการกระจายรายได้ว่าต้องเป็ นธรรม ต้องลดความแตกต่าง ่ หรือช่องว่างในทางเศรษฐกิจระหว่างคนจนกับคนรวย ทําอย่างไรจะให้คนจนได้เข้าถึงการบริการ ของภาครัฐ ได้ มีค วามสามารถในการบริโ ภคสินค้า และบริการ เพราะหากประเทศมีอ ัต ราการ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจดีขน แต่คนส่วนใหญ่ยากจนลง และความรํ่ารวยกระจุกตัวอยู่กบคนส่วน ้ึ ั น้อย อย่างนี้กเรียกว่า “เป็ นความไม่เป็ นธรรมในทางเศรษฐกิ จ” ็ 4. การพัฒนาเศรษฐกิ จ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต เช่น เปลี่ยนจาก การผลิตในภาคเกษตรกรรมไปเป็นการผลิตในภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น 5. การพัฒนาทางเศรษฐกิ จ หมายถึง การจ้างงาน การพัฒนาเศรษฐกิจจะต้องทําให้ม ี ตําแหน่ งงานเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าเมื่อ คนมีงานทําก็มรายได้ เมื่อมีรายได้ก็ทําให้เศรษฐกิจของ ี ประเทศชาติดขน ี ้ึ 6. การพัฒนาทางการค้า คือ การส่งออก การนาเข้า การลงทุน 7. การพัฒนาเศรษฐกิ จ คื อ การขจัดความยากจน เราจะพบว่าในประเทศเรานันถึงแม้ ้ จะพัฒนามา 5 ทศวรรษ เราก็ยงมีปญหาความยากจนหลงเหลืออยู่ ั ั ความยากจนเป็ นวัฎจักรที่อุบาทว์ หรือวงจรที่เรียกว่า “โง่ จน เจ็บ” เพราะว่าความยากจน นันก็จะทําให้ไม่สามารถทีจะมีการศึกษาได้สูงมาก เมื่อการศึกษาน้อยก็คอ โง่ เราก็อาจจะไม่รจกที่ ้ ่ ื ู้ ั จะรักษาสุขภาพของเรา หรือว่าเราไม่มรายได้มากพอทีจะดูแลสุขภาพของตนเองได้ดพอ ก็ทําให้เกิด ี ่ ี ่ ความเจ็บปวยและยากจนในทีสุด ่ การพัฒนาในมิ ติทางสังคม 1. การสร้างความเสมอภาคทางสังคม ทําอย่างไรจึงจะทําให้คนในสังคมนันมีความเสมอ ้ ภาคกัน ไม่มการแบ่งชันวรรณะ เชือชาติ เพศ ฯ ี ้ ้ 2. การพัฒนาคุณภาพชีวต คือ การมีสุขภาพที่ดี มีโอกาสที่จะได้รบการศึกษา ได้รบการ ิ ั ั ตอบสนองในสิงจําเป็ นพื้นฐาน การที่เรามีคุณภาพชีวตที่ดนันก็คอ การทํา ให้ชวตของเรามีความ ่ ิ ี ้ ื ีิ มันคง เมือเรามีความมันคง ก็จะทําให้เรามีศกดิ ์ศรี ่ ่ ่ ั 3. การพัฒนาให้วถชวตของคนในสังคม เป็ นวิถชวตของอารยะชน อารยะชนก็คอ ผูทเจริญ ิ ี ีิ ี ีิ ื ้ ่ี แล้ว คือ การเคารพกฎหมาย มีความเอื้ออาทรต่อกัน การสร้างวัฒนธรรมอันดีงาม ทําอย่างไรจึงจะ สร้างวัฒนธรรมอันดีงาม สร้างวิถชวต และการอยูรวมกันอย่างคนทีเจริญแล้ว ี ีิ ่่ ่ ทังนี้ ความเจริญทางวัตถุไม่จาเป็ นจะต้องนําไปสู่การพัฒนาเสมอไป เพราะว่าถ้าพูดถึงการ ้ ํ พัฒนานันมันต้องหมายถึง การยกระดับจิตใจ คือ วัฒนธรรมอันดีงาม เพราะฉะนัน “ความทันสมัย ้ ้ แต่ไม่พฒนา” ก็เป็ นประเด็นที่สําคัญ เพราะเวลาเราพูดถึงความทันสมัยอาจจะมองแค่ผวเผิน การ ั ิ เจริญทางวัตถุหรือว่าเป็ นการพัฒนาเศรษฐกิจเท่านัน แต่ว่าถ้าเราพูดถึงการพัฒนาที่เราได้บรรลุ ้ เป้าหมายในการพัฒนานัน มันต้องมีในทุกด้าน คือ ทางด้านมิติทางสังคม เช่น เราต้องมีจตใจที่ด ี ้ ิ งาม มีความเป็นมนุษย์ มีความเป็นอารยะชน
  • การพัฒนาในมิ ติทางการเมือง เป้าหมายของการพัฒนาทางการเมือง คือ 1. การปกครองในระบอบประชาธิ ปไตย คือ การพัฒนาทีทาให้คนมีสทธิ เสรีภาพ ่ ํ ิ 2. การมีส่วนร่วมของประชาชน เรื่องนี้เริมตื่นตัวกันตัง้ แต่ทศวรรษที่ 80 แล้ว คือ การทีประชาชนตระหนักในสิทธิทางการเมือง การเรียกร้อง ่ ่ ทีจะเข้ามีส่วนร่วมในการบริหารการปกครอง ในการตัดสินใจ ในต่างประเทศเวลาออกกฎหมายทีสาคัญๆ ทีจะส่งผลกระทบต่อชีวตของคนในประเทศจะใช้ “การ ่ ่ํ ่ ิ ลงประชามติ” 3. ความเสมอภาคในทางการเมือง จะไม่มพลเมืองหลายประเภท ไม่มีไพร่ ไม่มทาส ถ้าคนถือสัญชาติไหน ก็ย่อมมีสทธิเสรีภาพในทาง ี ี ิ การเมืองเท่าเทียมกัน อันนี้เราเรียกว่า เป็ นความเสมอภาค 4. การบริหารงานที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล คือ รัฐบาลนันเป็นรัฐบาลทีตองรับใช้ประชาชน และก็ตองมีการตรวจสอบได้ ้ ่ ้ ้ การพัฒนาในมิ ติทางด้านวิ ทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตอนแรกทฤษฎีการพัฒนานันมองว่าการพัฒนานันอาจจะต้องนําเข้ามา เราอาจจะต้อ งพึ่งพาทังเงินทุนจากต่างประเทศ ยุทธศาสตร์การพัฒนาจาก ้ ้ ้ ต่างประเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่วานักเศรษฐศาสตร์พฒนาการในยุคหลังพบว่า การพัฒนาโดยการนําเข้าแบบอดีตไม่ทําให้เกิดการ ่ ั พัฒนาเศรษฐกิจอย่างยังยืน จึงจําเป็ นอย่างยิงที่ต้องยืนบนขาตัวเองให้ได้ และการที่จะยืนบนขาตัวเองให้ได้นนก็คอ ประเทศที่กําลังพัฒนาทังหลายนันต้องให้ ่ ่ ั้ ื ้ ้ ความสําคัญกับมิตทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ผ่านมานันไทยเราต้องจ่ายเงินให้กบต่างชาติในเรื่องที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเยอะมาก ิ ้ ั ั ทังจากการสังเครื่องจักร ยา เครื่องมือแพทย์ และลิขสิทธิทางปญญาต่างๆ ทีเรานําเข้าจากต่างประเทศ เราต้องจ่ายเป็ นค่าตอบแทนกลับคืนให้เขาไป ้ ่ ่ ์ การพัฒนาในมิ ติทางวิ ทยาศาสตร์ หมายถึง การครอบครองและการได้ใช้ทงเทคโนโลยีทงแบบเก่าและแบบใหม่ แบบเก่านันก็ เช่น ไฟฟ้า โทรศัพท์ อันนี้ถอเป็ นเทคโนโลยีแบบเก่า ั้ ั้ ้ ื แล้ว ถ้าเทคโนโลยีแบบใหม่นนก็คอ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มอถือ เป็ นต้น ั้ ื ื สรุป ความหมายของการพัฒนาในระยะแรกจะเน้ นไปที่การพัฒนาเศรษฐกิ จ ซึ่ งถือว่า เป็ นนิ ยามแบบดัง เดิ ม ของการพัฒ นา แต่ ป รากฏว่ า การพัฒ นาที่ มุ่ ง เน้ นการเศรษฐกิ จ ้ ก่อให้ เกิ ดความเติ บโตทางเศรษฐกิ จจริ งแต่ ก่อให้ เกิ ดปัญหาอื่นๆ ตามมามากมาย จึงต้ องมี การนิ ยามการพัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยมองว่ า ต้ องมี การเติ บโตทางเศรษฐกิ จพร้อ มกับการ กระจายรายได้ การแก้ไขปัญหาสังคม และอื่นๆ ทัง 10 ประเด็น ้ พัฒนาการของแนวคิ ดที่เกี่ยวกับการพัฒนา การพัฒนา เป็นแนวคิดทีเกิดขึนหลังสงครามโลกครังที่ 2 เนื่องจาก ่ ้ ้ 1. หลังสงครามโลกครังที่ 2 มีประเทศต่างๆ ได้รบความเสียหายจากสงครามทําให้มองว่า ้ ั ความจําเป็ นที่จ ะต้อ งเร่งฟื้ นฟู ป ระเทศเหล่ านี้ โดยเฉพาะประเทศในยุโรปที่ป ระสบหายนะจาก สงครามค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากเป็นสมรภูมหลักในการทําสงคราม ิ 2. หลังสงครามโลกครังที่ 2 มีประเทศเกิดใหม่ ซึงหมายถึงประเทศทีตกเป็ นอาณานิคมทียง ้ ่ ่ ่ ั มีสภาพทีดอยพัฒนาในทุกๆ ด้าน ทําให้มองว่าจะต้องมีแนวทางในการพัฒนาประเทศเหล่านี้ ่ ้ 3. หลังสงครามโลกครังที่ 2 โลกเกิดความขัดแย้งทางด้า นอุดมการณ์ระหว่างอุดมการณ์เสรี ้ นิยมทีมอเมริกาเป็ นแกนนํ ากับอุดมการณ์สงคมนิยมที่สหภาพโซเวียตเป็ นแกนนํา ทําให้โลกแบ่งออก ่ ี ั เป็ น 2 ค่าย และแต่ละฝ่ายพยายามดึงเอาประเทศต่างๆ มาอยู่ในฝ่ายตนเอง โดยมองว่าวิธการทีจะ ี ่ ดึงเอาประเทศต่างๆ มาอยูในฝายตนเองคือ การเข้าไปพัฒนาประเทศเหล่านันให้พนจากความยากจน ่ ่ ้ ้
  • 4. หลังสงครามโลกครังที่ 2 เป็นช่วงทีโลกมีความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ โลกทังโลก ้ ่ ้ มีความเชื่อมันและบูชาวิทยาศาสตร์ จึงมองว่า การพัฒนาควรจะทําแบบวิทยาศาสตร์คอ มีการ ่ ื วางแผนและนําเอาแผนไปใช้ในการพัฒนา จากเหตุผลดังกล่าวทําให้เกิดแนวคิดของการพัฒนาและมีการส่งออกแนวคิดนี้ออกไปทัว ่ โลก โดยฝ่ายเสรีนิยมนันเริมส่ ง ออกการพัฒนาไปยัง ยุโ รปก่ อ นภายใต้แ ผนที่เ รียกว่ า “แผนการ ้ ่ มาร์แชล” ในขณะทีประเทศกําลังพัฒนาอื่นๆ ต่างก็ได้รบแนวคิดในการพัฒนา โดยเป็ นแนวคิ ดที่ มี ่ ั สหรัฐอเมริ กา ธนาคารโลก สหประชาชาติ อ ยู่เบื้อ งหลัง ด้ว ยการกําหนดให้แต่ ล ะประเทศมี “แผนพัฒ นา” ซึ่ง แนวคิดและสาระสํา คัญ ของแผนพัฒนาจะเป็ นแนวคิดที่ได้รบจากอเมริก า ั ธนาคารโลก และสหประชาชาติ เนื่องจากประเทศทีกําลังพัฒนาจําเป็ นต้องกู้เงินจากธนาคารโลกมา ่ ดําเนินการตามแผนพัฒนา วิ ธีการขายแนวคิ ดในการพัฒนาของสหรัฐอเมริ กา ธนาคารโลก และสหประชาชาติ จะทาโดย - ส่งนักวิชาการด้านการพัฒนาเข้าไปยังประเทศกําลังพัฒนา เช่น ประเทศไทยก็จะมีนักวิชาการ ทีมช่อเสียงเข้ามาเผยแพร่แนวคิดการพัฒนา เช่น เฟรด ริกส์ เข้ามาศึกษาการพัฒนาในเมืองไทย ่ ี ื - เปิ ด โอกาสให้ นั ก ศึก ษาจากประเทศกํ า ลัง พัฒ นาเข้า ไปศึก ษาต่ อ ด้ า นการพัฒ นาที่ สหรัฐอเมริกา ดังจะพบว่า นักวิชาการของไทยที่มช่อเสียงในสังคมเวลานี้ส่วนใหญ่จบการศึกษามา ี ื จากอเมริกาทังสิน ้ ้ - ส่งแนวคิดด้านการพัฒนา ผ่านการช่วยเหลือระหว่างประเทศ (Foreign Aid) และการให้ เงินกู้ กล่าวคือ เมื่อธนาคารโลก หรือสหรัฐอเมริกาให้การช่วยเหลือประเทศใดๆ หรือให้เงินกู้กบ ั ประเทศใดก็ตาม ก็จะกําหนดเงือนไขให้นําเงินไปใช้ตามแนวทางทีธนาคารโลกหรืออเมริกากําหนด ่ ่ ดังนันเมื่อประเทศต่างๆ รับแนวคิดด้านการพัฒนามาจากสหรัฐอเมริกา ธนาคารโลกและ ้ สหประชาชาติ แผนการพัฒนาหรือแนวทางในการพัฒนาประเทศต่ างๆ รวมทังประเทศไทย ้ จึงเป็ นแผนที่ ได้ รบอิ ทธิ จากภายนอกประเทศ โดยประเทศไทยไม่ได้ มีอิสระในการกาหนด ั แผนการพัฒนาของตนเองอย่างแท้จริ ง ดังนัน การทําความเข้าใจกับการพัฒนาประเทศของไทยและของประเทศกําลังพัฒนาทัวโลก ้ ่ จะต้องสนใจบริบทระหว่างประเทศ (International Context) โดยบริบทระหว่างประเทศทีสําคัญทีเรา ่ ่ ต้องให้ความสนใจก็คอ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาของสหประชาชาติ ” ื ทศวรรษแห่งการพัฒนา สหประชาชาติได้กําหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาออกเป็ นทศวรรษ โดยเริมตังแต่ทศวรรษ ่ ้ ที่ 1960 และในแต่ละทศวรรษจะมีทฤษฎีการพัฒนาอยู่เบื้องหลัง โลกของเรารวมทังประเทศไทยมี ้ การพัฒนามาแล้ว 5 ศตวรรษ คือ ทศวรรษที่ 1 : 1960 (1961-1971) อยูในช่วงแผนฯ 1-2 ่
  • เป็ นทศวรรษแรกของการพัฒนาตามการประกาศของสหประชาชาติ แนวคิดที่นํามาใช้ใน ทศวรรษนี้เป็ นแนวคิดแบบเคนส์ ทีเน้นให้รฐเข้ามาชี้นําในการพัฒนาประเทศ ในระยะนี้จะเรียกว่า ่ ั แนวคิดแบบซัพพลายไซด์ สมมุติฐาน การพัฒนาในยุคนี้มองว่าสาเหตุของความยากจนในประเทศด้อยพัฒนามาจาก การมีพนฐานทางการผลิตทีเป็นเกษตรกรรม ผลผลิตมีต่ําทําให้เกิดการขาดแคลนทุน ขาดแคลนเงิน ้ื ่ ออม ขณะเดียวกันยังขาดแคลนสถาบันต่างๆ ทีทําหน้าที่เฉพาะอย่าง เช่น สถาบันที่ทําหน้าที่ด้าน ่ การพัฒนา สถาบันทางการเงินทีเอื้อต่อการสนับสนุ นการลงทุน รวมทังปญหาค่านิยมความเชื่อและ ่ ้ ั ทัศนคติบางอย่างในประเทศด้อยพัฒนาทีไม่เอือต่อการพัฒนา เช่น ค่านิยมแบบฟุ่มเฟือย ่ ้ ยุคนี้มองว่า การพัฒนา คือ การพัฒนาเศรษฐกิจ เน้นการเติบโตแบบเศรษฐกิจ เน้นการ พัฒนาอุตสาหกรรม พัฒนาเมืองเพราะเชื่อว่าเมื่อเมืองพัฒนา ความเจริญจากเมืองจะไหลลงไปใน ชนบทโดยอัตโนมัติ (Trickle Down Effect) แนวทางการพัฒนา เน้นการพัฒนาแบบไม่สมดุลโดยเน้นการพัฒนาไปทีภาคอุตสาหกรรม ่ ในประเทศไทยของเราก็ จ ะเน้ น การลงทุ น ในโครงสร้า งพื้น ฐานเพื่อ รองรับ การเกิ ด ขึ้ นของ ภาคอุตสาหกรรม โดยการกูเงินจากต่างประเทศ ้ ตัวชี้วดการพัฒนา จะเป็ นตัวชีวดทีเกี่ยวข้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น GDP GNP ั ้ั ่ รายได้ต่อหัว เป็นต้น ทศวรรษที่ 2 : 1970 (1972-1981) อยูในช่วงแผนฯ 3-4 ่ สมมุติฐานในการพัฒนา ทังนี้การพัฒนาในทศวรรษแรกก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ้ ตามเป้าหมายทีกําหนด แต่มปญหาการกระจายรายได้ ความคาดหวังให้การเติบโตในภาคเมืองและ ่ ี ั ภาคอุตสาหกรรมไหลลงไปสู่ภาคเกษตรและภาคชนบทโดยอัตโนมัติ ไม่ได้เกิดขึนจริงๆ เกิดปรากฏ ้ การณ์ “รวยกระจุกจนกระจาย” มีคนรวยจํานวนน้อยแต่คนจนมีจานวนมาก เกิดความไม่เสมอภาค ํ ทางสังคม เนื่องจากในระยะแรกสนใจแต่การพัฒนาเศรษฐกิจโดยไม่สนใจประเด็นทางสังคม แนวทางการพัฒนา ตังแต่แผนพัฒนาฉบับที่ 3 จึงหันมาให้ความสนใจประเด็นทางสังคม ้ เน้นยุทธศาสตร์การกระจายรายได้ไปสู่ชนบท โดยมีกลยุทธ์ทสําคัญ คือ การจ้างงานในชนบท ขจัด ่ี ความยากจน และกลยุทธ์การตอบสนองความจําเป็นขันพืนฐาน ้ ้ แผน 3-4 มีการเปลียนแปลงกลยุทธ์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมจากเดิมในแผน 1-2 ที่เน้น ่ การลงทุนอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนําเข้ามาเป็ นการลงทุนเพื่อการส่งเสริมการส่งออก เนื่องจากในปี 1973 และ 1979 ประเทศไทยประสบวิกฤติน้ํามันแพง ทําให้การลงทุนเพื่อ ทดแทนการนํ าเข้าสร้างสภาวการณ์ขาดดุลให้กบประเทศ จึงต้องหันมาลงทุนเพื่อการส่งออกเพื่อ ั สร้างรายได้เข้าประเทศ ในทศวรรษนี้อิทธิพลของแนวคิดแบบเคนส์เริมลดลง เพราะการส่งเสริมการส่งออก และ ่ การค้าเสรีเป็นแนวคิดของกลุ่มเสรีนิยมใหม่ ในยุคนี้ประเทศไทยเริมมีระบบการศึกษานอกโรงเรียนเพื่อผลิตคนออกมารองรับการพัฒนา ่ อุตสาหกรรม นอกจากนี้แนวทางการพัฒนายังเน้นการส่งเสริมผลิตภาพของเกษตรกรรายย่อย ด้วย
  • การสนับสนุ นให้ปลูกพืชทีมวงจรอายุสนเพื่อการส่งออก เช่น ข้าวโพด ฝ้าย ปอ ทังยังมีการกระจาย ่ ี ั้ ้ ทีตงโรงงานอุตสาหกรรมไปยังชนบท ่ ั้ ดัชนี ชี้วดในการพัฒนา ในยุคนี้มการริเริมสร้างตัวชีวดทางสังคมในแผน 3 และ 4 ส่วน ั ี ่ ้ั ดัชนีชวดทางเศรษฐกิจทีเพิมขึนมา คือ การจ้างงานและกระจายได้ ้ี ั ่ ่ ้ ทศวรรษที่ 3 : 1980 (1982-1991) อยูในช่วงแผนฯ 5-6 ่ ั สมมุติฐานการพัฒนา พบว่า ปญหาจากการพัฒนาในยุคที่ 2 ที่เน้นการพัฒนาแบบรัฐ ั สวัสดิการหรือสังคมนิยม (ดูแลสวัสดิการทางสังคมของประชาชน) ทําให้ประเทศมีปญหาด้านการเงิน เช่น ในประเทศไทยในช่วงแผน 3 และ 4 มีการโอนกิจการรถเมล์จากของเอกชนมาเป็ นของรัฐ ในยุคนี้จงต้องสนับสนุ นแนวทางแบบการตลาด เน้นให้ภาคเอกชนมีส่วนร่ วม และเป็ นการ ึ วางแผนจากล่างไปสู่บน ในแผนที่ 5 จึงมีการก่อตังคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เริมมีการ ้ ่ ั ตระหนักถึงปญหาสิงแวดล้อมทีเกิดขึนจากการพัฒนาอย่างรีบเร่งในช่วงทีผ่านมา ่ ่ ้ ่ แนวทางการพัฒนา ได้รบอิทธิพลจากเสรีนิยมใหม่ ซึงในช่วงนี้ถูกทบทวนและตังชื่อว่าเป็ น ั ่ ้ ฉันทานุ มตวอชิงตัน เริมมีความหลากหลายในแนวทางการพัฒนา การให้ภาคเอกชนมีบทบาทใน ั ิ ่ การพัฒนาประเทศ วางแผนโดยยึดพื้นที่ มองเห็นความหลากหลายของการพัฒนา เน้ นการวาง แผนการพัฒนาโดยยึดพืนที่ เน้นการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การวางแผนระหว่างสาขา เน้น ้ การแปลงแผนไปสู่ชนบท สนใจการสร้างงานและการดํารงชีพอย่างยังยืน ทีสําคัญคือให้ความสําคัญ ่ ่ ั กับการแก้ปญหาและฟื้นฟูสงแวดล้อม และให้คนเป็ นศูนย์กลางในการพัฒนา ิ่ ทศวรรษที่ 4 : 1990 (1992-2001) อยูในช่วงแผนฯ 7-8 ่ สมมุตฐานในการพัฒนา ยุคนี้เริมเห็นว่าการพัฒนาทีผ่านมาเน้นเศรษฐกิจโดยเอามนุ ษย์เป็ น ิ ่ ่ เครืองมือในการพัฒนา ทําให้มองว่า การพัฒนาทีผ่านมาไม่ได้ผลเท่าทีควร จึงหันมาเน้นการพัฒนา ่ ่ ่ ทีควรมีมนุ ษย์เป็ นเป้าหมาย เน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา นอกจากนี้พบว่า การพัฒนาที่ ่ ั ผ่านมายังมีการละเลยคนยากจนและคนที่ด้อยโอกาส ทังยังเกิดปญหาความไร้ธรรมาภิบาลทังใน ้ ้ ภาครัฐและเอกชน ในยุคนี้มองว่าการพัฒนาจะต้องเน้นเป้าหมายแบบอเนกประสงค์ แนวทางการพัฒนา ได้รบมีอทธิพลจาก UNDP ทีประกาศ “ศตวรรษแห่งการพัฒนามนุษย์” ั ิ ่ (Human Development) และ “การพัฒนาแบบยังยืน” (Sustainable Development) เน้นการพัฒนา ่ ั แบบมีส่วนร่วม เน้นการมีธรรมาภิบาล ให้ความสนใจกับปญหาสันติภาพ สิทธิเสรีภาพ แนวทางการพัฒนาในทศวรรษนี้อ ยู่บ นพื้นฐานของทฤษฎีเ ศรษฐศาสตร์การเมือ ง หรือ เศรษฐศาสตร์ครัวเรือนใหม่ ทีให้ความสําคัญกับคนยากไร้ คนด้อยโอกาส ่ ตัวชี้วดการพัฒนา ในยุคนี้คอเกิดปรากฏการณ์ใหม่ คือ สร้างดัชนีช้วดการพัฒนามนุ ษย์ ั ื ีั HDI (Human Development Index) ได้แก่ - การมีอายุยืนยาว - การรู้หนังสือ โดยดูจากการอ่านออกเขียนได้ของประชาชนและเวลาทีอยู่ในโรงเรียนของ ่ ประชากร
  • - มาตรฐานการครองชีพ คือ ดูว่ารายได้มเี พียงพอต่อการครองชีพหรือไม่ ตัวชีวดนี้ถูกนํามาหาค่าเฉลียเพื่อวัดระดับการพัฒนามนุ ษย์ของประเทศต่างๆ (ประเทศที่ม ี ้ั ่ ระดับการพัฒนาสูงคือ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย) ในแผน 8 เกิดปรากการณ์ทสาคัญในการวางแผน คือ การเน้นการพัฒนาไปทีคน เน้นการมี ่ี ํ ่ ส่ ว นร่ว มของภาคประชาชนในการพัฒนา มีก ารระดมสมอง มีก ารสอบถามความต้อ งการของ ประชาชนในการพัฒนา ซึงเป็นมิตใหม่ของการพัฒนา ่ ิ ทศวรรษที่ 5 : (2002-ปัจจุบน) อยูในช่วงแผนฯ 9-10 ั ่ ในช่วงนี้ยงเน้ นเป้าหมายทีสําคัญคือ เอาคนเป็ นเป้าหมายของการพัฒนาและมีการน้อมนํ า ั ่ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็ นแกนหลักในการพัฒนาประเทศ เนื่องจากในแผน 8 เราเกิดวิกฤติ ทางเศรษฐกิจในช่วงปี 2540 สมมุติฐานของการพัฒนา คือ มองว่ายังมีความยากจนความหิวโหยในหลายประเทศของ ั ั ั โลก ยังมีปญหาความไม่เท่าเทียมกันในสังคมทางเพศ ปญหาสาธารณะสุข ปญหาสิงแวดล้อม การ ่ ไม่มสนติภาพอย่างแท้จริง ีั ในยุคนี้เ ริมมีการค้นหาภูมปญ ญาของซีกโลกอื่นๆ ที่ไม่ใช่ต ะวันตก เน้ นการแสวงหาภูม ิ ่ ิ ั ั ปญญาของตนเองโดยไม่รบแนวทางแบบตะวันตกทังหมดอีกต่อไป ั ้ แนวทางการพัฒนา มีการกําหนดเป้าหมายแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals) 8 ประการ ของสหประชาชาติ คือ ขจัดความยากจนและความหิวโหย ให้เด็กทุกคนได้รบ ั การศึกษา ส่งเสริมความเท่าเทียมของสตรี ลดอัตราการตายของเด็ก การพัฒนาสุขภาพสตรีมครรภ์ ี ต่อสู้กบมาลาเรียและเอดส์รวมทังโรคสําคัญๆ อื่นๆ รักษาและจัดการสิงแวดล้อม ส่งเสริมเพื่อการ ั ้ ่ เป็นหุนส่วนของประชาคมโลก ฯ ้ สรุป ระยะแรกการพัฒนานันเริมต้นจากการพัฒนาเศรษฐกิจเป็ นตัวนํ า ซึ่งทํา ให้อตราการ ้ ่ ั ั เติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึน แต่พบว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ก่อให้เกิดปญหาทางด้านสังคมและ ้ การกระจายรายได้ การทําลายสิงแวดล้อม ทําให้การพัฒนาในระยะต่อมาต้องเน้นทีการพัฒนาด้าน ่ ่ สังคม การสร้างการกระจายรายได้ การสร้างคุณภาพชีวต ซึงรวมๆ แล้วเรียกว่า “การพัฒนาคน” ิ ่ รวมทังสนใจ “การรักษาสิ่ งแวดล้อม” เพื่อก้าวไปสู่การพัฒนาทียงยืน ้ ่ ั่ ทฤษฎีในการพัฒนาเศรษฐกิ จ 1. ทฤษฎี Linear Stages of Growth Model มีอทธิพลมากในทศวรรษที่ 1950-60 มองว่า ิ กระบวนการการพัฒนาเป็ นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะประสบความสําเร็จได้ต้องทําอย่างเป็ น ขันเป็นตอน เช่น ทฤษฎีของรอสทาวน์ กล่าวว่า สังคมจะพัฒนาได้ตองมี 5 ขันตอน ้ ้ ้ 1) สังคมดังเดิ ม (Traditional Society) ้
  • 2) ขันเตรียมการก่อนพุ่งทะยาน (Pre Condition for Take Off) ้ 3) ขันทะยานขึ้นหรือเริ่ มการพัฒนา ้ 4) ขันขับเคลื่อนสู่ความมีวฒิภาวะ ้ ุ 5) ขันเหลือกิ นเหลือใช้ หรือ สังคมอุดมโภคา เศรษฐกิจเจริญเติบโต สังคมอุดมสมบูรณ์ ้ ประชาชนได้รบการตอบสนองในความจําเป็ นพืนฐาน ั ้ ทฤษฎีน้กล่าวถึงการพัฒนาอย่างเป็นขันตอนเป็ นเส้นตรง ประเทศทียากจนจะพัฒนาได้ต้อง ี ้ ่ ดําเนินรอยตามประเทศทีพฒนาแล้ว ่ ั **อย่างไรก็ตามทฤษฎีน้ีใช้ได้กบประเทศตะวันตก เมื่อนํามาใช้กบประเทศกําลังพัฒนาจึงมี ั ั ั ปญหา เนื่องจากโครงสร้างด้านสถาบันและทัศนคติของคนแตกต่างกัน อีกทังกลไกในการกระจาย ้ รายได้ของประเทศกําลังพัฒนาไม่มประสิทธิภาพ เช่น ประเทศไทยเราอาจจะพัฒนามาถึงขันที่ 3 ี ้ คือ เราสามารถพุ่งทะยานสู่การพัฒนาได้ แต่ในทีสุดเราก็ดงจมลงหลังจากเกิดวิกฤติในปี 2540** ่ ิ่ 2. ทฤษฎี Structural Change Models (แบบจําลองการเปลียนแปลงเชิงโครงสร้าง) เน้น ่ กลไกที่ประเทศกํ าลังพัฒนาจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศจากภาคเกษตร ดังเดิมทีเป็นการผลิตพอยังชีพไปเป็นอุตสาหกรรมแบบทันสมัย เน้นเศรษฐกิจในภาคเมือง ้ ่ ั ทฤษฎีน้ีเน้ นวิเคราะห์ปญหาของประเทศกําลังพัฒนาว่า ประเทศโลกที่ 3 ยากจนและด้อย ั พัฒนาเพราะปจจัยภายในประเทศเองทีสําคัญ คือ ่ - ขาดเงินออม - ขาดทรัพยากรมนุษย์ทมคุณภาพ ่ี ี - ขาดเทคโนโลยี วิธการผลิตยังล้าหลัง ี - เศรษฐกิจส่วนใหญ่อยูในภาคเกษตรทีวถการผลิตยังเป็นแบบดังเดิม ่ ่ิ ี ้ - วิถชวต จารีต ประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนาของคนในประเทศเป็ นอุปสรรคต่อ ี ีิ การเปลียนแปลงสังคม ่ ั ส่วนปจจัยภายนอกได้แก่ - ระเบียบเศรษฐกิจโลก - นโยบายในการให้ความช่วยเหลือของประเทศมหาอํานาจ 3. ทฤษฎี Neoclassical Counterrevolutions เป็นลัทธิแก้ของทฤษฎีกลุ่มปฏิวตสงคม เป็ นการหันกลับมาใช้เศรษฐกิจแบบเสรีนิยมในการ ั ิ ั ั แก้ไขปญหา จากเดิมทีในช่วงก่อนทศวรรษที่ 70 เป็ นช่วงทีมการนําแนวคิดในแบบรัฐสวัสดิการ และ ่ ่ ี ั การดึงเอากิจการของเอกชนมาเป็ นของรัฐมาใช้กนมากจนทําให้เกิดปญหา ทําให้ในยุคหลังทศวรรษ ั ที่ 70 จึงมีการเปลียนแปลงด้วยการนําเอาแนวคิดในแบบเสรีนิยมมาใช้อกครัง ่ ี ้ ทฤษฎี Neoclassical Counterrevolutions วิเคราะห์ว่า การด้อยพัฒนาเป็ นผลมาจากการ จัดสรรทรัพยากรที่ไม่มประสิทธิภาพ มีการคอร์รปชัน เล่นพรรคเล่นพวก รัฐบาลเข้าไปแทรกแซง ี ั ่ มากเกินไป วิธการแก้ไขคือ ปล่อยให้แข่งขันเสรี แปรรูปองค์กรภาครัฐ ส่งเสริมการค้าเสรี ขยายการ ี
  • ส่งออก เชิญนักลงทุนจากประเทศพัฒนาแล้วเข้ามา และกําจัดจุดอ่อนที่เป็ นกฎระเบียบหยุมหยิม ซํ้าซ้อน แนวทางการแก้ไขปัญหาของทฤษฎี Neoclassical Counterrevolutions 1. Free Market Analysis เปิดตลาดเสรี 2. Public Choices Theory รัฐบาลไม่ควรเข้าไปแทรกแซงในระบบเศรษฐกิจ 3. Market Friendly Approach ยอมรับว่าตลาดในโลกที่ 3 ไม่มความสมบูรณ์ รัฐยังมีบทบาท ี สํ า คัญ อยู่ แต่ ถ้ า รัฐ จะเข้ า มาแทรกแซงต้ อ งทํ า อย่ า งไม่ ลํ า เอี ย ง สิ่ ง ที่ ร ัฐ ทํ า คื อ ลงทุ น ด้ า น สาธารณูปโภค จัดหาบรรยากาศการลงทุนทีเหมาะสม ่ 4. ทฤษฎี Neoclassical Culture Revolution เป็ นทีมาของฉันทานุ มตวอชิงตัน (Washington Consensus) และ Good Governance ซึง ่ ั ิ ่ เป็ นทฤษฎีท่ครอบงําโลกทังโลก ทีเรียกว่า “ฉันทานุมติวอชิ งตัน” เพราะนักเศรษฐศาสตร์ทเก่ง ๆ ี ้ ่ ั ่ี สํานักเศรษฐศาสตร์ช่อดังทังหลาย รวมทังรัฐบาลอเมริกนอยู่ในกรุงวอชิงตันอันเป็ นผูถอหุนรายใหญ่ ื ้ ้ ั ้ ื ้ ของ World Bank และ IMF ซึงตังอยู่ในกรุงวอชิงตัน จึงส่งกระแสความคิดเป็ นฉันทานุ มตออกมา ่ ้ ั ิ จากกรุง วอชิง ตัน จึง ต้อ งตัง ชื่อ เช่น นี้ ผู้ท่ีเ รีย กชื่อ นี้ เ ป็ น คนแรกคือ นายจอห์น วิล เลีย มสัน นัก ้ เศรษฐศาสตร์คนสําคัญของสหรัฐฯ สาระสาคัญของฉันทานุมติวอชิ งตัน ั 1. ยกเลิกการควบคุมราคา 2. ยกเลิกการใช้นโยบายงบประมาณขาดดุล 3. การใช้จายสาธารณะต้องไม่ใช่เรื่องการทหาร แต่ต้องเป็ นเรื่องของการศึกษา สาธารณสุข ่ สาธารณูปโภค 4. ปฏิรปภาษี ู 5. เปิดเสรีทางการเงินและอัตราแลกเปลียน ่ 6. เปิดเสรีทางการค้า 7. เปิดให้มการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ ี 8. แปรรูปองค์กรภาครัฐ (Privatization) 9. ลดกฎระเบียบ 10. ยอมรับในสิทธิทรัพย์สนของภาคเอกชน ิ ั 11. ยอมรับในทรัพย์สนทางปญญา ิ แต่โดยรวมอาจจะสรุปได้ว่าหัวใจสําคัญของฉันทานุ มตวอชิงตัน คือ 4’s action ได้แก่ ั ิ 1) Liberalization เปิ ดเสรีทางเศรษฐกิ จ 2) Stabilization เน้ นเสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิ จ ราคา 3) Privatization ถ่ายโอนการผลิ ตจากภาครัฐสู่ภาคเอกชน
  • 4) Deregulation ลดการแทรกแซงกลไกราคาและบทบาทของรัฐ ลดขนาดภาครัฐ รวมทังการควบคุมโดยรัฐ ลดกฎระเบียบทีหยุมหยิมปล่อยให้กลไกราคาทํางาน ้ ่ เห็นได้ว่าฉันทานุ มตวอชิงตันเป็ นการหันกลับไปหาเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม จึงมีช่อเรียกอีก ั ิ ื อย่างหนึ่งว่า Neoliberalism หรือ เศรษฐกิ จเสรีนิยมใหม่ และแนวคิดนี้ยงมาแรงอยูในปจจุบน ั ่ ั ั 5. ทฤษฎี New Growth Theory เป็ นทฤษฎีท่มองว่า Old Growth Theory หรือการเติบโตแบบเก่านันเป็ นการเติบโตทาง ี ้ ภายนอก ส่งผลให้ประเทศที่กําลังพัฒนาต้องพึ่งพาประเทศภายนอก ทฤษฎีน้ีจงเสนอทฤษฎีการ ึ เติบโตทางภายใน หรือ Endogenous Growth โดยให้ความสําคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุ ษย์ และเทคโนโลยีว่าต้องไปด้วยกัน ประเทศต่างๆ จะต้องสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เน้ นการคิดค้น เทคโนโลยีของตนเอง โดยไม่ต้องพึงพาเทคโนโลยีของต่างชาติ อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้สามารถทํา ่ ได้ในระดับหนึ่งเท่านัน เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีจะต้องอาศัยพื้นฐานการพัฒนาที่ยาวนาน ต้อง ้ อาศัยการสะสมทุนภายใน ซึงต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล ่ การพัฒนาการเมือง (Political Development) ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมืองมีตวแบบหลัก คือ ั 1. ตัวแบบการพัฒนาในแบบวิ วฒนาการ (Evolution) หรือตัวแบบเส้นตรง หรือการ ั พัฒนาแบบขันบันได เป็ นตัวแบบทีมองว่าการเมืองจะมีการพัฒนาเป็ นลําดับ ขันจากขันตํ่าไปสู่ขน ้ ่ ้ ้ ั้ สูง เช่น เริมจากการที่ประชาชนในประเทศได้สทธิในความเป็ นคน ตามมาด้วยสิทธิในความเป็ น ่ ิ พลเมือง สิทธิในทางการเมือง และสิทธิอ่นๆ ในขันสูง ตัวแบบการพัฒนาเป็ นเส้นตรงเป็ นตัวแบบที่ ื ้ ใช้ได้กบประเทศทีพฒนาแล้วทีการเมืองมีการพัฒนามาเป็นเวลานาน ั ่ ั ่ 2. ตัวแบบวงจรอุบาทว์ เป็นตัวแบบการพัฒนาการเมืองทีใช้อธิบายสังคมไทยได้ เนื่องจาก ่ พัฒนาการทางการเมืองของไทยเป็นการเปลียนแปลงเป็นวงจร โดยมีทงวงจรแบบเก่าและวงจรแบบ ่ ั้ ใหม่ คือ - วงจรแบบเก่ า เป็ นวงจรที่เ ริมจากการเลือกตัง มีรฐบาลเข้ามาบริหาร แต่ต่ อ มาก็เ กิด ่ ้ ั ั ปญหามีความวุ่นวาย ทําให้ทหารเข้ามาทําการปฏิวตรฐประหารด้วยการฉีกรัฐธรรมนู ญทิ้ง ต่อมา ั ิั เมื่อทหารปกครองไปได้ระยะหนึ่ง คนก็จะมองว่าเป็ นเผด็จการก็จะมีการเรียกร้อ งสิทธิการเมือ ง ตามมาด้วยการให้มการเลือกตัง มีการร่างรัฐธรรมนู ญใหม่ แต่ต่อมารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั ้งก็ ี ้ ั สร้า งป ญ หาทํ า ให้ท หารทํ า รัฐ ประหารอีก ครัง หมุ น เวีย นไปเรื่อ ย วงจรแบบนี้ จะเกิด ขึ้น กับ การ ้ เมืองไทยตังแต่การเปลียนแปลงการปกครองมาจนถึงสมัยก่อนพลเอกเปรม แต่พอมาถึงสมัยพลเอก ้ ่ เปรม การเมืองไทยก็มการเปลียนแปลงจากวงจรแบบเก่าสู่วงจรแบบใหม่ ี ่ - วงจรแบบใหม่ เริมจากการเลือกตัง มีการซือเสียง เมื่อเข้ามารับตําแหน่ งจึงมีการถอนทุน ่ ้ ้ จนทําให้เกิดความวุ่นวายตามมาด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการยุบสภา จากนันก็เลือกตังใหม่ ้ ้ ซื้อเสียง เข้ามาบริหารประเทศแล้วถอนทุน เกิดความวุ่นวายนํ าไปสู่การอภิปราย ต่อด้วยการยุบ สภาและเลือกตังใหม่ ้
  • การพัฒนาทางการเมืองตามแนวคิ ดของลูเชียน พาย ลูเชียน พายได้เสนอว่าระบบการเมืองทีจะพัฒนาแล้วนันจะมีลกษณะ ดังนี้ (ข้อเสนอของลู ่ ้ ั เชียน พาย อยูบนพืนฐานว่าการเมืองแบบประชาธิปไตยคือการเมืองทีพฒนาแล้ว) ่ ้ ่ ั 1. การเมืองทีพฒนาแล้วเป็ นเงื่อนไขของการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเด็นนี้หมายถึง ถ้าสังคม ่ ั ใดมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมนันจะมีโอกาสในการพัฒนาการเมืองค่อนข้างสูง ้ 2. การพัฒนาการเมืองจะเกิดในสังคมอุตสาหกรรม (The Politics Typical of Industrial Society) เนื่อ งจากการผลิต ในระบบอุ ต สาหกรรมเป็ นระบบการผลิต ที่มแนวคิดแบบทุนนิยมอยู่ ี เบืองหลัง ทุนนิยมเน้นการแข่งขันอย่างเสรี ซึงสอดคล้องกับแนวคิดแบบประชาธิปไตยทีเป็ นระบอบ ้ ่ ่ การเมืองทีเปิดกว้าง ่ 3. การพัฒนาการเมือง คือ ความทันสมัยทางการเมือง (Political Modernization) หรือพูด ได้ว่าการเมืองทีมความทันสมัยคือ การเมืองทีพฒนาแล้ว ่ ี ่ ั 4. ต้องพัฒนาภายใต้กลไกความเป็นรัฐ – ชาติ (The Operation of a Nation - state) 5. ต้องพัฒนากฎหมายและการบริหาร (Administrative and Legal Development) 6. ต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม (Mass Mobilization and Participation) ตรงนี้ม ี ความหมายว่า การเมืองที่จะพัฒนาจะต้องมีการระดมองค์ความรูของคนทังประเทศให้เข้ามามีส่วน ้ ้ ร่วมในกิจกรรมของรัฐให้กว้างขวางทีสุด ่ ระบบการเมืองสมัยใหม่ถ้าจะให้มประสิทธิภาพต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการ ี เมืองในทุกรูปแบบ ยิงกระจายอํานาจประชาชนก็ยงมีส่วนร่วมมากขึน ่ ิ่ ้ 7. ต้องสร้างประชาธิปไตย (Building of Democracy) 8. การเมือ งมีเ สถีย รภาพเปลี่ย นแปลงโดยกฎระเบีย บตามครรลองของประชาธิป ไตย (Stability and Orderly Change) การเมืองทีจะได้ช่อว่าเป็ นการเมืองที่พฒนาแล้วจะต้องเป็ น ่ ื ั การเมืองทีมเี สถียรภาพและมีการเปลียนแปลงตามกติกาหรือตามกฎหมาย เช่น มีการเลือกตังทุก 4 ่ ่ ้ ปี ไม่ใช่เปลียนแปลงรัฐบาลโดยการปฏิวตหรือด้วยการยึดอํานาจ ่ ั ิ 9. การเมืองทีพฒนาจะต้องเป็นการเมืองทีมความสามารถในการระดมพลังจากประชาชนใน ่ ั ่ ี การสร้างอํานาจของชาติได้ (Mobilization and Powers) 10. การเมืองที่พฒนาแล้วจะเป็ นการเมืองที่สร้างมิตท่ห ลากหลายในการเปลี่ยนแปลงทาง ั ิ ี สังคม (One Aspect of Multidimensional Process of Social Change) พัฒนาการทางการเมืองไทย การเมืองไทยนันเริมจากการเปลียนแปลงการปกครอง 2475 ในระยะแรกกลุ่มทีมบทบาทใน ้ ่ ่ ่ ี การเมืองไทยคือ “ข้าราชการ” โดยเฉพาะสถาบันทหาร เป็ นสถาบันที่เข้ามามีบทบาทและครอบงํา การเมืองไทยอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในยุค 3 จอมพล ในช่วงนี้การเมืองจึงมีลกษณะเป็ นเผด็จการ ั ต่อมาเมือเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ส่งผลให้ประชาธิปไตยเริมเบ่งบานมาก ่ ่ ขึน แต่ยงเป็นลักษณะประชาธิปไตยแบบครึงใบ เพราะทหารยังมีบทบาทอยู่ ขณะทีพรรคการเมืองมี ้ ั ่ ่
  • บทบาทน้อยมาก จนกระทังมาถึงสมัยของพลเอกชาตินับว่าเป็ นช่วงทีประชาธิปไตยไทยมีการพัฒนา ่ ่ มากขึนเนื่องจากนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตัง ้ ้ การเกิดเหตุ ก ารณ์ รชส. เป็ น เหตุ ก ารณ์ สํา คัญ ที่ทําให้ทหารถู ก ตัง คําถามว่ า ทหารไม่ม ี ้ ความชอบธรรมทีจะมายุงเกียวกับการเมือง และเป็นเหตุการณ์ทส่งผลให้ทหารถอยกลับเข้ากรมกอง ่ ่ ่ ่ี และทําให้การเมืองไทยเป็นการเมืองของพรรคการเมืองมากขึน แต่การเมืองของพรรคการเมือง หรือ ้ ั การเมืองแบบมีตวแทนก็สร้างปญหา โดยเฉพาะการที่ตวแทนของประชาชนเป็ นคนที่ไม่มคุณภาพ ั ั ี โกงกิน คอรัปชัน ่ ั ปญหาดังกล่าวนํามาสู่การเรียกร้องให้มการปฏิรปการเมืองโดยการออกรัฐธรรมนูญในปี 2540 ี ู เป้าหมายของการปฏิรปการเมืองก็เพื่อให้การเมืองเป็ นการเมืองของพลเมืองแทนทีจะเป็ นการเมือง ู ่ ของ ส.ส. การเมืองไทยจึงเป็ นขันตอนของความพยายามที่จะเปลี่ยนประชาธิปไตยแบบมีตวแทน ้ ั (Representative Democracy) มาเป็นการเมืองแบบมีส่วนร่วมหรือ Participatory Democracy นอกจากนี้ยงมีเป้าหมายให้การเมืองมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพมากขึน หลังจากการ ั ้ ปฏิรปทางการเมืองผ่านไป 5 ปี เป้าหมายหนึ่งทีนบว่าประสบความสําเร็จก็คอ การมีเสถียรภาพของ ู ่ ั ื การเมือง รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จัดได้ว่าเป็ นรัฐบาลทีมเี สถียรภาพสูง เนื่องจากพรรคไทย ่ รักไทยที่เป็ นพรรครัฐบาลสามารถครองเสียงข้างมากในสภา จนกระทังถูกวิจารณ์ว่าการเมืองไทย ่ กําลังก้าวไปสู่การเป็นเผด็จการทางรัฐสภา (เหมือนกับสิงคโปร์และมาเลเซียทีเป็ นอยู่) ลักษณะนี้ทํา ่ ให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ครอบงําการเมืองไทย ั ปญหาดังกล่าว ทําให้ในช่วงทีผ่านมา สังคมเกิดวิกฤตทางการเมืองทีเรียกว่า “วิ กฤติ ความ ่ ่ ั ขัดแย้งทางความคิ ด” ถือว่าเป็ นครังแรกทีสงคมไทยเกิดความร้าวฉานขนาดนี้ สุดท้ายเมื่อปญหามี ้ ่ ั ความรุนแรงและดูจะไม่มทางออก ทหารจึงเข้ามายึดอํานาจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ทําให้ ี ั สังคมไทยถูกตังคําถามว่า วิถทางประชาธิปไตยไม่สามารถช่วยแก้ปญหาของสังคมไทยได้ใช่หรือไม่ ้ ี การทีการพัฒนาประชาธิปไตยบ้านเรายังทําได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากอุดมการณ์ประชาธิปไตย ่ ั เป็ น อุ ด มการณ์ ท่ีเ รานํ า เข้ า มาจากตะวัน ตก ขณะที่ป จ จัย พื้น ฐานต่ า งๆ ของเราไม่ ไ ด้ร องรับ ประชาธิปไตย เนื่องจากวัฒนธรรมทางการเมืองทีดํารงอยูในสังคมไทยมี 2 แบบ คือ ่ ่ 1. ระบบอานาจนิ ยม หรือระบบอภิ สิทธิ์ 2. ระบบอุปถัมภ์ ทังระบบอุปถัมภ์และอํานาจนิยมทําให้การเมืองไทยเป็ นระบบที่เรียกว่า “ประชาธิ ปไตย ้ แบบอุป ถัม ภ์” หมายถึง แม้เ ราจะมีก ารปกครองแบบประชาธิป ไตย แต่ ก ารเมือ งของเราเป็ น การเมืองแบบอุปถัมภ์ เช่น การเอาลูก เมีย ญาติพน้องมาเล่นการเมือง หรือใช้อํานาจทางการเมือง ่ี เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ขณะที่เศรษฐกิจก็เป็ นทุนนิยมแต่เป็ นทุนนิยมแบบผูกขาด โดยเฉพาะใน ั ั ปจจุบนมีคนเพียงไม่กตระกูลทีกุมอํานาจเศรษฐกิจของประเทศ ่ี ่ สิงที่เราต้องคิดก็คอ ทําอย่างไรจึงจะให้เหตุการณ์การเมืองของไทยพัฒนาไปสู่ “ทุนนิ ยม ่ ื ประชาธิ ปไตย” ซึงหมายถึง การมีเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีและประชาธิปไตยเสรี ทีทุกคนมีสทธิและมี ่ ่ ิ ความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการเมืองและเศรษฐกิจ
  • ปัจจัยที่มีผลต่อการกาหนดนโยบายในการพัฒนาประเทศไทย จะมีทงปจจัยภายในและภายนอกประเทศ ั้ ั ปัจจัยภายนอก 1. อุดมการณ์ เสรีนิยมใหม่ (ฉันทานุมตวอชิงตัน) ั ิ 2. ธนาคารโลกและสถาบันการเงิ นระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่าง ประเทศ สหประชาชาติจะมีหน่วยงานทีดูแลการพัฒนาของโลก รวมทังองค์การการค้าโลก ่ ้ 3. ประเทศมหาอานาจ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและประเทศทีพฒนาแล้ว ่ ั 4. การเจรจาระดับทวิ ภาคี 5. บรรษัทข้ ามชาติ บรรษัทข้ามชาติมบทบาทในการกดดันทังรัฐบาลตนเองให้กําหนด ี ้ นโยบายต่อประเทศต่างๆ ตามทีตนเองต้องการ หรือบางครังบรรษัทข้ามชาติจะมีอทธิพลโดยตรงใน ่ ้ ิ การกดดันประเทศกําลังพัฒนาให้กําหนดนโยบายทีเอื้อประโยชน์ต่อตนเอง เพราะบรรษัทข้ามชาติม ี ่ ทุนมหาศาล หลายบรรษัทมีเงินมากกว่าเงินงบประมาณของประเทศกําลังพัฒนาหลายปีรวมกัน 6. NGOs ข้ามชาติ จะมีอทธิพลมากตังแต่ทศวรรษ 1980 เป็ นต้นมา และมีบทบาทในการ ิ ้ กดดันในการกําหนดนโยบายการพัฒนาของประเทศต่างๆ โดยลงมาเล่นการเมืองกับประชาชน โดยตรงกับประชาชนทังในประเทศกําลังพัฒนาและประเทศทีพฒนาแล้ว ้ ่ ั ปัจจัยภายในประเทศ ั ปจจัยทางด้านอุปทาน (ผูมบทบาทโดยตรงในการกําหนดนโยบาย) ประกอบด้วย ้ ี 1. ความสัมพันธ์เชิ งอุปถัมภ์ โดยเฉพาะอย่างยิงในสังคมไทยเป็ นสังคมทีมรากเหง้าดังเดิม ่ ่ ี ้ มาจากระบบเจ้านายและไพร่ 2. ชนชัน นาทางการเมื อ ง หมายถึง ผู้นํ าประเทศ เช่ น นายกรัฐมนตรี หัว หน้ า พรรค ้ การเมืองทีเป็นผูกําหนดนโยบาย ่ ้ ในสมัยรัฐบาลทักษิณเป็นรัฐบาลทีมความเข้มแข็งสามารถกําหนดนโยบายหลายอย่างทีม ีผล ่ ี ่ ต่อการพัฒนาประเทศ เช่น ด้านสาธารณสุข การปฏิรประบบราชการ ู 3. ขุน นางนั ก วิ ช าการ คือ ข้า ราชการที่อ ยู่ใ นองค์ ก รที่เ กี่ย วข้อ งกับ การพัฒ นา เช่ น สภาพัฒน์ฯ กระทรวงการคลัง สํานักงบประมาณ 4. รัฐสภา ทีผ่านมาจะมีบทบาทน้อยกว่านักวิชาการ ่ 5. พรรคการเมือง ทีผ่านมาไม่มความเข้มแข็ง ยกเว้น ในสมัยนายกทักษิณ ชินวัตรทีพรรค ่ ี ่ การเมืองมีความเข้มแข็งสามารถกําหนดนโยบายเองได้ ั ปจจัยทางด้านอุปสงค์ (ผูมบทบาทในการเรียกร้องนโยบาย) ้ ี 1. นักวิ ชาการและนักวิ ชาการอิ สระ
  • 2. สื่อมวลชน 3. สมาคมธุรกิ จ 4. สหภาพแรงงาน เช่น มีบทบาทในการเสนอนโยบายแรงงาน ค่าจ้าง 5. ภาคประชาสังคม เป็ นการเคลื่อนไหวของภาคพลเมืองเพื่อผลักดันนโยบาย เช่น มูลนิธ ิ ตาวิเศษทีเคยมีบทบาทในนโยบายสิงแวดล้อม การพัฒนาเมือง ่ ่ การพัฒนาในแนวทางเลือก (Alternative Development) ผลพวงของความล้ม เหลวในการพัฒ นาประเทศตามกระแสหลัก โดยเฉพาะการทํา ให้ เศรษฐกิจไทยดิงลงเหวในปี 2540 ทําให้แนวคิดการพัฒนาในแนวทางเลือกได้รบการพูดถึงมากขึน ่ ั ้ แนวทางการพัฒนาทางเลือก เป็ นแนวทางที่แตกต่างจากการพัฒนากระแสหลักที่เน้นการ พัฒนาในระดับบน เน้นการพัฒนาขนาดใหญ่ โดยมองว่าผลพวงของการพัฒนาระดับบนจะลงสู่ระดับ ล่าง (Trickle Down) แต่การพัฒนาในแนวทางเลือกจะมุ่งเน้ นการพัฒนาในระดับเล็ก เช่น การลงทุนขนาดเล็ก การพัฒนาท้องถิน เน้นการวางแผนจากระดับรากหญ้า ดําเนินนโยบายแบบพอเพียง เน้นการสร้าง ่ ชุมชนให้เข็มแข็ง เพราะมองว่าหากชุมชนเข้มแข็งทังด้านเศรษฐกิจและการเมือง จะทําให้ชุมชนเข้า ้ มามีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเอง แทนทีจะรอรับการพัฒนาจากรัฐ ่ แต่ สิ่งที่ น่าเป็ นห่ วงก็คือ การพัฒนาระดับรากหญ้ าของรัฐบาลถูกทาให้ เป็ นนโยบาย เพื่อผลประโยชน์ ทางการเมือง กล่าวคือ นโยบายสําหรับคนจนของประเทศกลายเป็ นนโยบายที่ เรียกว่าประชานิยม (Populism Policy) ที่เรียกกันว่านโยบายเอื้ออาทร ทําให้บางฝ่ายกังวลว่ า นโยบายเหล่านี้จะนําไปสู่การเป็นหนี้ในระดับรากหญ้าและนําไปสู่วกฤติของประเทศอีกครัง จากทีใน ิ ้ ่ ปี 2540 เราเกิดวิกฤติหนี้เช่นกันแต่เป็นหนี้ของคนรวย สรุป การพัฒนาประเทศไทยเริมต้นขึนประมาณปี 2500 โดยเราเริมมีแผนการพัฒนาที่ยด ่ ้ ่ ึ เอาแนวการพัฒนาแบบตะวันตกที่เน้นการสร้างความทันสมัยทังด้านเศรษฐกิจ (ความเป็ นอุตสาหกรรม) ้ และด้านการเมือง (ประชาธิปไตย) มาเป็ นตัวแบบ แต่เมื่อเวลาผ่านไป พบว่าแนวทางการพัฒนา ดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้ประเทศไทยพัฒนาขึน โดยเฉพาะการที่เราเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่า ้ ั การเมืองและสังคม ทําให้การเมืองและสังคมของเรามีปญหา ขณะทีการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็ นการ ่ เติบโตทีไม่มนคง ่ ั่ ปี 2540 จึงเป็ นปีท่ประเทศไทยประสบกับหายนะจากหนทางการพัฒนาทีผดพลาด นําไปสู่ ี ่ ิ ั ปญ หาวิก ฤติเ ศรษฐกิจ จนต้ อ งมีก ารเรีย กร้อ งให้ม ีก ารปฏิรูป สัง คมไทยขนานใหญ่ โดยเฉพาะ การเมืองเป็ นสิงแรกที่ถูกปฏิรูป เนื่องจากมองว่าการเมืองมีส่วนสําคัญในการกําหนดนโยบายด้าน ่ สังคมและเศรษฐกิจ จากนันประเทศไทยก็มก ารปฏิรูปหลายๆ อย่างตามมา เช่น การปฏิรูประบบ ้ ี ราชการ ปฏิรปการศึกษา ปฏิรประบบสาธารณะสุขและอื่นๆ อีกมาก ู ู ั ั ปจจุบนสังคมไทยเป็ นสังคมที่ผ่านประสบการณ์เจ็บปวดจากวิกฤติเศรษฐกิจ 40 ทําให้เรา เริมใช้แนวคิดในการพัฒนาแนวทางเลือกมาใช้มากขึน โดยเฉพาะการพัฒนาในระดับรากหญ้ า การ ่ ้
  • สร้างความเข้มแข็งให้กบชุมชน ขณะเดียวกันในระดับบนก็ยงเน้นการพัฒนาเพื่อให้ประเทศไทยมี ั ั ความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างเข้มแข็งมากขึน ้ ในทางการเมืองการเมืองไทยเริมมีเสถียรภาพมากขึน โอกาสที่การเมืองจะพัฒนาไปตาม ่ ้ ทฤษฎีพฒนาการตามเส้นตรงมีมากขึน มีการวิเคราะห์ว่าการเมืองน่ าจะพัฒนาไปสู่ระบบ 2 พรรค ั ้ แต่พฒนาการตรงนี้นักวิชาการบางฝ่ายก็มองว่าไม่ได้เป็ นเรื่องทีด ี เพราะสิงที่เราต้องระวังก็คอ เรา ั ่ ่ ื หนีเผด็จการทหารแต่เราไม่ควรจะเจอเผด็จการโดยนักการเมือง สรุปเพื่อเตรียมสอบ Plan A การเมืองการปกครอง PLAN A เป็นวิชาทีเกียวกับการเมืองการปกครอง ประกอบด้วย ่ ่ PS 710 สังคมวิ ทยาการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม PS 712 การมีส่วนร่วมของมหาชนในการเมืองไทย ประเด็นสาคัญที่ต้องเตรียม คือ 1. สาระสาคัญของวิ ชา PS 710 - ความคิดรวบยอดของสังคมวิทยาการเมือง - แนวคิดความทันสมัย - ตัวแบบความทันสมัยกับความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของฮันติงตัน - ตัวแบบความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของมาร์ตน ลิบเซ็ท ิ 2. สาระสาคัญของวิ ชา PS 712 - ความคิดรวบยอดของการมีส่วนร่วมทางการเมือง - รูปแบบของการมีส่วนร่วมทางการเมือง - จุดอ่อน (ข้อจํากัด) ของการมีส่วนร่วมทางการเมือง 3. เหตุการณ์ทางการเมืองในปัจจุบน ั สาระสาคัญของวิ ชา PS 710 สังคมวิ ทยาการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความคิ ดรวบยอด : ั สัง คมวิ ท ยาการเมื อ ง เป็ น วิช าที่มองว่ าป จ จัย ทางสัง คมมีผ ลต่ อ การเปลี่ย นแปลงทาง ั ั การเมือง และปจจัยทางการเมืองมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ที่สําคัญปจจัยทางสังคมเป็ น ั ั ปจจัยที่มองไม่เห็น แต่ จะเป็ นปจจัยที่สําคัญที่มผลต่ อเหตุ การณ์ ทางการเมืองที่เ รามองเห็น เป็ น ี เสมือ นภูเขานํ้ าแข็งที่อ ยู่ใ ต้น้ํ าจะเป็ นก้อ นใหญ่ มหึมามากกว่าส่ ว นที่อ ยู่พ้นนํ้ า (ตามทฤษฎีถู เ ขา นํ้าแข็ง หรือ Iceberg) ปัจจัยทางสังคมที่ มีผลต่ อการเมืองที่ วิชา PS 710 เน้ นมากที่ สุดคือ เรื่องของความ ทันสมัย (Modernization) ดังนัน จะต้องให้ความสนใจกับแนวคิดเกียวกับความทันสมัย ้ ่
  • ความทันสมัย หมายถึง กระบวนการในการเปลียนแปลงจากภาวะดังเดิมไปสู่ภาวะทีทนสมัย ่ ้ ่ ั ทาร์คอต พาร์สน กล่าวว่า กระบวนการทันสมัยเป็ นเรื่องความพยายามที่จะปรับเปลี่ยน ั สภาพการณ์ใน 4 ประการ ซึ่งเป็ นสภาพการณ์หลักที่ปรากฏในสังคมดังเดิมที่จะต้องปรับให้เป็ น ้ สภาพการณ์ใหม่ คือ 1. ต้องปรับเปลี่ยนจาก Particularistic ให้เป็ น Universalistic หมายถึง การทีกฎหมาย ่ ระเบียบต่างๆ ทีเคยออกมาบังคับใช้เฉพาะกลุ่ม เฉพาะบุคคล ต้องปรับเปลียนให้บงคับใช้กบทุกคน ่ ่ ั ั หรือบุคคลจะต้องอยูภายใต้กฎหมายอันเดียวกัน ่ 2. เปลี่ยนจากสภาพ Diffuse ให้ เป็ น Specific หมายถึง บทบาททีคนคนเดียวต้องทํา ่ หน้าทีหลายอย่างทีเรียกว่า Diffuse Function ต้องถูกปรับเปลียนให้เป็ นลักษณะทีแต่ละคนทําหน้าที่ ่ ่ ่ ่ เฉพาะอย่างเพื่อให้เกิดความชํานาญเฉพาะด้านหรือ Specific Function 3. ต้องเปลี่ยนจาก Ascriptive มาเป็ น Achievement หมายถึง การสืบทอดตําแหน่ งใน สังคมดังเดิมจะเป็นไปตามสายเลือด แต่ในสังคมสมัยใหม่จะต้องใช้หลักแห่งสัมฤทธิผลและหลักแห่ง ้ ความยุตธรรมเป็นสําคัญ ิ 4.ต้องเปลี่ยนจาก Religious Belief ให้เป็ น Secularization กล่าวคือ Religious Belief เป็ นลักษณะความเชื่อในสังคมทีเป็ นแบบดังเดิม ที่คนจะมีความเชื่อทีงมงาย แต่ในสังคมที่ทนสมัย ่ ้ ่ ั จะต้ อ งมีค วามเชื่อ แบบ Secularization คือ มีค วามคิด ที่ม ีเ หตุ ม ีผ ลและพิสู จ น์ ไ ด้อ ย่ า งเป็ น วิทยาศาสตร์ ั ปัจจัยที่ทาให้เกิ ดความทันสมัย จะมี 2 ปจจัย คือ 1. การพัฒนาเศรษฐกิจ (Economic Development ) 2. การพัฒนาสังคม ซึงในทีน้ทาโดยการพัฒนาการศึกษา และกระบวนการกล่อมเกล่าคนใน ่ ่ ี ํ สังคมให้เปลียนจากเดิมไปสู่สภาวะทีดขน ทีอาจารย์สทธิพนธ์เรียกว่า “กระบวนการของเก่าถอดทิง” ่ ่ ี ้ึ ่ ิ ั ้ หรือ (Social Mobilization) ทัง Economic Development และ Social Mobilization จะมีผลกระทบต่อการเปลียนแปลง ้ ่ ทางการเมือง นั กศึ กษาจะต้ องวิ เคราะห์ให้ ได้ ว่า การพัฒนาเศรษฐกิ จ กระบวนการ Social Mobilization มีผลต่อการเมืองอย่างไร ผลกระทบของ Social Mobilization ที่มีต่อการเมือง คาร์ล ดอยช์ กล่าวว่า ในสังคมทีมระดับของ Social Mobilization สูงจะมีผลกระทบต่อการ ่ ี เปลียนแปลงทางการเมือง 3 ประการ คือ ่ 1. ทําให้คนทีมระดับ Social Mobilization สูงทิงแบบแผนการดําเนินชีวตแบบเก่า เพราะคน ่ ี ้ ิ พวกนี้จะมีความรูความเข้าใจสูงขึน และจะเข้าไปมีส่วนร่วมในทางการเมืองมากขึนอันมีผลมาจาก ้ ้ ้ การคาดหวัง ความทะเยอทะยานสูงขึน ้
  • 2. ทํ า ให้ส ถาบัน ทางการเมือ งมีป ระสิท ธิภ าพสูง ขึ้น ซึ่ง เป็ น ผลมาจากการที่ค นเข้า ไป เรียกร้องทางการเมืองมากขึน รัฐจะดํารงอยู่ได้อย่างมีเสถียรภาพก็ต่อเมื่อสร้างสถาบันทางการเมือง ้ ทีเข้มแข็งมารองรับ ่ 3. Social Mobilization ส่งผลให้ทมาของผูนําทางการเมืองจะแปรเปลียนไป คือ ในสังคม ่ี ้ ่ แบบดังเดิมผูนําทางการเมืองจะมาจากฐานของความชอบธรรมทางประเพณี แต่ในสังคมที่ทนสมัย ้ ้ ั ผูนําจะมีกฎหมายมารองรับความชอบธรรม (Legal-Rational) ้ ปัจจัยที่ใช้วดระดับของ Social Mobilization ั 1. จํานวนคนทีมความเป็นอยูททนสมัย ่ ี ่ ่ี ั 2. วัดจากคนทีสมผัสสื่อสารมวลชนในรูปแบบต่างๆ ว่ามีมากน้อยแค่ไหน ่ ั 3. วัดจากจํานวนคนทีเปลียนทีอยูอาศัยไปสู่ทดกว่าเก่า ่ ่ ่ ่ ่ี ี 4. ดูจากการขยายตัวของสังคมเมือง เพราะการทีเมืองขยายตัวทําให้คนรับสิงใหม่ๆ ่ ่ 5. วัดจากจํานวนคนทีเปลียนอาชีพจากกสิกรเป็ นอาชีพอย่างอื่น ่ ่ 6. วัดจากจํานวนผูรหนังสือ ้ ู้ 7. วัดจากรายได้เฉลียต่อหัวต่อคน ่ ผลกระทบของการพัฒนาทางเศรษฐกิ จที่มีต่อการเมือง 1. Identity Crisis ทําให้เกิดวิกฤตการณ์ดานความผูกพัน เช่น ในสังคมแบบเก่าคนจะมี ้ ความผูกพันกันสูง คนจะเชื่อผูนํา แต่ในสังคมสมัยใหม่ต้องให้คนหันมายอมรับสถาบันและกฎหมาย ้ ั ใหม่ๆ ปญหาความผูกพันก็จะเกิดขึน ้ 2. Legitimacy Crisis หมายถึง วิกฤตแห่งความชอบธรรม ผูนําที่มาจากฐานความชอบ ้ ธรรมแบบเก่าๆ ก็จะไม่ได้รบการยอมรับอีกต่อไป ั 3. Political Participation Crisis วิกฤตการณ์ในด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะ สังคมทีทนสมัยสูงขึน คนจะมีการเคลื่อนย้ายทางสังคมสูง คนมีความคิดอ่านมากขึน คนมีความรูสก ่ ั ้ ้ ้ ึ ว่าตนเองมีความสําคัญทางการเมืองมากขึน ้ 4. Penetration Crisis วิกฤตการณ์ในการเข้าถึงประชาชน ในยุคก่อนนันรัฐจะขยายการ ้ บังคับบัญชาได้ในแวดวงที่จํากัด แต่เมื่อสังคมมีทนสมัยมากขึน รัฐจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับประชาชน ั ้ ั มากขึน นานไปก็จะก่อให้เกิดปญหาขึนได้ ้ ้ 5. Distribution Crisis วิกฤติการณ์ในเรื่องการแจกแจงแบ่งสรรทรัพยากร เพราะในสังคม ทีทนสมัยคนจะมีความต้องการต่างๆ มากขึน แต่รฐบาลมีทรัพยากรทีจากัด ่ ั ้ ั ่ํ 6. Integration Crisis วิกฤติการณ์ในเรื่องความเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึง เกิดมาจากการ ่ ทีรฐไม่สามารถสนองตอบความต้องการได้เท่าเทียมกัน ่ั ตัวแบบของฮันติ งตัน แซมมวล พี . ฮันติ ง ตัน กล่ า วว่า การพัฒนาเศรษฐกิจมีผ ลต่ อ ความไร้เ สถียรภาพทาง การเมือง โดยมองว่าในสังคมที่ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจสูงจะมีระดับความทันสมัยสูง ซึ่งส่งผลให้
  • ระดับของ Social Mobilization สูง จะทําให้คนในสังคมมีความกระตือรือร้นทางการเมืองสูง มีความ สํานึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมทีรฐบาลจะต้องหันมาเหลียวและคนในสังคมจะมีความทะยาน ่ั อยากทีจะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง ่ ถ้าสังคมนันไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการจากการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองได้ ้ คนจะเกิดความคับข้องใจทางสังคม หรือมีระดับ Social Frustration สูง แต่หากสังคมนันเป็ นสังคมที่ ้ มี Mobility Opportunity หรือเป็ นสังคมทีเปิดโอกาสให้คนมีการขยับขยายฐานะทางสังคมได้สูง ก็จะ ่ ไม่มปญหาผลกระทบทางการเมืองแต่อย่างใด ี ั แต่ถ้าสังคมที่คนมีความคับข้องใจ แต่ความคับข้องใจดังกล่าวไม่ได้รบการตอบสนอง หรือ ั สังคมนันเป็ นสังคมปิ ด ไม่เ ปิ ดโอกาสให้มการขยับขยายทางสังคมจะทําให้ค นเข้าไปมีส่ ว นร่ว ม ้ ี ทางการเมือง (Political Participation) เป็นจํานวนมาก สังคมใดที่คนเข้า ไปมีส่ วนร่วมทางการเมืองจํานวนมากและในรูปแบบที่รุนแรง เช่น การ ประท้วง การเรียกร้องความต้องการ แต่สถาบันทางการเมืองไม่มประสิทธิภาพมากเพียงพอก็จะเกิด ี สภาพความไร้เ สถีย รภาพทางการเมือ ง และนํ า ไปสู่ก ารเปลี่ย นแปลงทางการเมือ ง ( Political Change) ในทีสุด ่ ตัวอย่างการนาเอาตัวแบบของฮันติ งตันมาอธิ บายการเมืองไทย 1. การเปลียนแปลงการปกครองปี 2475 ่ 2. เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 16 ตุลาคม 2519 3. เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 4. เหตุการณ์รฐประหาร 19 กันยายน 2549 ั ทัง 4 เหตุการณ์ลวนเป็ นผลทีมาจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วงก่อนทีจะเกิด ้ ้ ่ ่ เหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ทงสิน ดังจะได้อธิบายทีละเหตุการณ์ ดังนี้ ั้ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปี พ.ศ. 2475 ถ้าพิจารณาตามแนวคิดของฮันติงตัน เหตุการณ์ปี 2475 เกิดจากความไม่สมดุลระหว่าง การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมกับการพัฒนาการเมือง กล่าวคือ ในสมัยของรัชกาลที่ 5 ทรงมีนโยบาย พัฒนาประเทศโดยการสร้างความทันสมัย ทังนี้ เพื่อป้องกันการล่าอาณานิคมจากชาติตะวันตก เช่น ้ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในการนี้ทําให้พระองค์มความจําเป็ นในการส่งคนไทยไปเรียน ี ในต่างประเทศเพื่อรองรับงานด้านต่างๆ ทีเกิดจากการปฏิรปประเทศ ่ ู ผลที่เกิดขึ้นจากนโยบายนี้ทําให้คนไทยที่ไปเรียนต่ างประเทศรับแนวคิดตะวันตกเข้ามา ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 6 และสุดท้ายคนเหล่านี้ก็มความต้องการที่จะเข้ามีส่วนร่วมในทาง ี การเมือง แต่ระบบการเมืองยังไม่มการพัฒนา ระบบกษัตริยไม่สามารถตอบสนองความต้องการ ี ์ ั ทางการเมืองของปญญาชนที่ไปศึกษาต่อในต่างประเทศได้ ในทีสุดก็นํามาซึงการรวมตัวของคณะ ่ ่ นายทหารลุ กขึ้นมายึดอํานาจจากกษัตริย์และเปลี่ยนแปลงการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็ น ประชาธิปไตย
  • เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ก็เป็ นผลมาจากการพัฒนาประเทศในด้าน ต่างๆ มาตังแต่ปี 2505 ในสมัยจอมพลสฤษดิ ์ ธนะรัชต์ โดยเฉพาะการพัฒนาทางด้านการศึกษาและ ้ การพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น มีการก่อตังมหาวิทยาลัยในภูมภาค ส่งผลให้ประชาชนมีความรูความเข้าใจ ้ ิ ้ ทางการเมืองมากขึน นักศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่างๆ มีความคิดความอ่านทีได้รบรูจากการศึกษา ้ ่ ั ้ ขณะทีการเมืองยังเป็นเผด็จการ สถาบันการเมืองทีมอยู่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการ ่ ่ ี ของนักศึกษาและประชาชนได้ เกิดสิงทีเรียกว่า “การแช่แข็งทางการเมือง” ทังยังมีปิดกันการเข้ามี ่ ่ ้ ้ ส่วนร่วมของประชาชน มีการห้ามชุมนุมกันทางการเมือง ห้ามผูใช้แรงงานรวมตัวกันเป็นสมาพันธ์ ้ ลักษณะดังกล่าวทําให้นักศึกษาและประชาชนเกิดความคับข้องใจ ทําให้เกิดการเข้ามีส่วน ร่วมทางการเมืองครังใหญ่ด้วยการออกมาชุมนุ มประท้วงของนักศึกษาและประชาชน จนนําไปสู่การ ้ เปลียนแปลงรัฐบาลและมีการขับไล่รฐบาลเก่าให้ออกจากตําแหน่ งในทีสุด ่ ั ่ ตรงนี้เป็ นความไม่สมดุลระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิ จ สังคม และการพัฒนาทาง การเมือง สุดท้ายก็นามาสู่การเปลี่ยนแปลงและการล่มสลายทางการเมือง เหตุการณ์ พฤษภาทมิ ฬ ปี 2535 แนวคิดการพัฒนาที่ไม่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาการเมืองยังสามารถ นํามาใช้ในการวิเคราะห์ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 เนื่องจากก่อนจะเกิดเหตุการณ์พฤษภา ทมิฬ เป็นช่วงทีเศรษฐกิจของไทยมีการเติบโตสูงมาก จากนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล ่ พลเอกชาติชาย การเติบโตทางเศรษฐกิจทําให้ชนชันกลางในสังคมไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ ้ กับระบบการติดต่อสื่อสารที่ทนสมัยมากขึน โอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนมีมาก ั ้ ขึน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ รสช. นายทหารที่นําโดยพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ทําการยึดอํานาจจาก ้ รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ และมีการสืบทอดอํานาจโดยการให้พลเอกสุจนดา คราประยูรเป็ น ิ นายกรัฐมนตรี ทําให้ชนชันกลางซึ่งเป็ นคนทีมทงความรู้ มีฐานะทางเศรษฐกิจ และเป็ นกลุ่มคนที่ม ี ้ ่ ี ั้ ความตระหนักในความสําคัญของตนเองในทางการเมือง (Self Political) จึงเข้าร่วมชุมนุ มเพื่อขับไล่ รัฐบาลทีมาจาก รสช. จนทําให้มอบปี 2535 ถูกเรียกว่า “ม๊อบชนชันกลาง” หรือ “ม๊อบมือถือ” ่ ๊ ้ การที่ทหารพยายามทําให้การเมืองกลับไปสู่การเมืองแบบเก่า จึงเป็ นภาวะที่ไม่สมดุลกับ ความต้องการมีส่วนร่วมทางการเมือง อันเกิดจากคนมีการศึกษาและมีความเป็ นอยู่ท่ี ดข้น ทําให้ ี ึ ความขัดแย้งระหว่างทหารและประชาชนลุกลามจนกลายเป็ นการนองเลือดในทีสุด ่ เหตุการณ์รฐประหาร 19 กันยายน 2549 ั การรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ยิงสะท้อนให้เห็นการพัฒนาที่ไม่สมดุลระหว่าง ่ การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และการเมือง ทังนี้ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เป็ นเหตุการณ์ทนํามาสู่การปฏิรปการเมืองในปี 2540 เป้าหมาย ้ ่ี ู ของการปฏิรปการเมืองก็เพื่อให้การเมืองเป็ นการเมืองของพลเมือง แทนทีจะเป็ นการเมืองของ ส.ส. ู ่
  • ทุก วันนี้ก ารเมืองไทยจึงเป็ นขันตอนของความพยายามที่จะเปลี่ยนประชาธิปไตยแบบมีต ัวแทน ้ (Representative Democracy) มาเป็นการเมืองแบบมีส่วนร่วม หรือ Participatory Democracy รัฐธรรมนู ญปี 2540 มีผลทําให้คนไทยตื่นตัวทางการเมืองมากขึน เกิดการรวมตัวในรูป ้ ประชาสังคมมากมาย และความพร้อมในการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึน ้ แต่ปรากฏว่าในทางการเมืองรัฐบาลที่นําโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับใช้อํานาจในการ บริหารประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ อันเนื่องจากการมีอํานาจทุนอยู่ในมือ และใช้อํานาจในการแทรกแซง องค์กรทางการเมืองอื่นๆ จนทําให้องค์กรหรือสถาบันการเมืองต่างๆ ไม่ได้ทําหน้าทีอย่างทีควรจะ ่ ่ เป็น เช่น - สภาผู้แทนราษฎร เป็ นสถาบันที่ไม่ทําหน้ าที่ของตนเอง เนื่อ งจากสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร์ส่วนใหญ่สงกัดพรรครัฐบาล ส.ส.จึงทําหน้ าที่สนับสนุ นรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจนลืมทํา ั หน้าทีนิตบญญัติ หรือหน้าทีตวแทนประชาชน ่ ิ ั ่ ั - วุฒิสภา วุฒสภาทีมาจากการเลือกตังครังแรกตามรัฐธรรมนู ญ 2540 เป็ นวุฒสภาที่ไม่ทํา ิ ่ ้ ้ ิ หน้ าที่ของตนเองในการตรวจสอบและกลันกรองการใช้อํานาจรัฐ ทังยังปฏิบติตนไม่เป็ นไปตาม ่ ้ ั กฎหมาย เช่น กฎหมายสังห้ามไม่ให้สงกัดพรรค แต่ ส.ว.หลายคนขายตัวให้กบพรรคการเมือง ่ ั ั - องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่น กกต.เป็ นองค์กรอิสระทีอ้อฉาวทีสุด ถึงการไม่ทําหน้าที่ ่ ื ่ จนทําให้เกิดวิกฤตศรัทธาและ กกต.หลายคนต้องถูกฟ้องร้องและถูกศาลสังให้จาคุก ่ ํ - พรรคการเมื อ ง ตามหลั ก การแล้ ว พรรค การเมืองจะต้องทาหน้ าทีเ่ ป็ นผู้นาเสนอนโยบายตาม ความต้องการของประชาชน แต่พรรคไทยรักไทยใน ฐานะพรรครัฐบาลกลับนาเสนอนโยบายหลายอย่าง ที เ ป็ นการตอบสนองความต้ อ งการของนายทุ น ่ พรรคตนเอง จนกลายเป็ นที มาของปั ญหาคอรัปชัน ่ ่ เชิงนโยบาย ในขณะที รฐบาลทักษิณ พยายามจะทา ่ั ให้ การเมืองไทยเป็ นการเมืองแบบเผด็จการโดยทุน นิยม ซึ งขัดแย้งกับการตระหนักถึงความสาคัญของ ่ การเมืองภาคพลเมืองของประชาชน ในทางสังคม
  • กลับ มี ก ารพัฒ นาไปอย่ า งรวดเร็ว โดยเฉพาะการ พัฒ นาของสื อ สารโทรคมนาคม โดยเฉพาะความ ่ ทันสมัย ของระบบอินเตอร์เน็ ต ซึ งมี ผลทาให้ ่ ประชาชนรับรู้ข่าวสารทางการเมืองได้อย่างรวดเร็ว ประเด็นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นการพัฒนาที่ไม่เท่ากันระหว่างการเมืองกับการพัฒนาทาง สังคม เศรษฐกิจและเทคโนโลยี สุดท้ายเมื่อประชาชนรับรู้พฤติกรรมในทางไม่ชอบของรัฐบาลจึง ออกมาเคลื่อ นไหวต่ อต้าน โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวผ่ านการสื่อ สาร สุ ดท้ายก็ทําให้เ กิดวิกฤติ การเมืองและนํ ามาสู่การล่มสลายของระบอบประชาธิปไตย และทําให้ทหารเข้ามามีบทบาททาง การเมืองอีกครัง ้ จากตัวอย่างทีกล่าวมาทังหมด สะท้อนให้เห็นถึงผลของการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจที่ ่ ้ มีผลต่อการพัฒนาทางการเมือง และหากการพัฒนาทัง 2 ด้านไม่มความสมดุลกันความล่มสลายทาง ้ ี การเมืองก็จะเกิดขึน ้ รูปแบบของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 1. การปฏิ วติ (Revolution) เป็นการเปลียนแปลงขันพืนฐานภายในสังคมทีใช้ความรวดเร็ว ั ่ ้ ้ ่ และรุนแรง มีการเปลี่ยนแปลงค่านิยม เปลี่ยนความเชื่อที่สําคัญๆ ของสังคม เปลี่ยนสถาบันทาง การเมือง เปลียนโครงสร้างของผูนํา เปลียนกิจกรรมและนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล ่ ้ ่ สาเหตุของการปฏิวติ การปฏิวตเกิดจากการที่ระบบไม่สามารถทําหน้าที่ (Dysfunction) ั ั ิ ต่อไปได้ เพราะ 1) มาจากสภาพการณ์ ทางเศรษฐกิจ เจมส์ เดวี่ ที่กล่ าวว่า การปฏิวติจะเกิดขึ้นได้ใ น ั สถานการณ์ทเี่ ศรษฐกิจทีกําลังก้าวหน้าขึนเรือยๆ เกิดตกตํ่าอย่างฉับพลัน ่ ้ ่ 2) สภาพการณ์ทางการเมือง เช่น มีความขัดแย้งกันในรัฐบาลจนทําให้รฐบาลขาดความชอบ ั ธรรม 3) เกิดจากสภาพการณ์ทางจิตวิทยา เช่น เทด โรเบิรต เกอร์ กล่าวว่า การปฏิวตเกิดจาก ์ ั ิ การไม่พงพอใจ (Discontent) ของประชาชนเกิดความรูสกว่าพวกเขาถูกฉกฉวยผลประโยชน์ทเขา ึ ้ ึ ่ี ควรจะได้รบในเชิงเปรียบเทียบ โดยเฉพาะถ้าความเดือดร้อนหรือความไม่พอใจนันถูกทําให้เป็ น ั ้ ประเด็นทางการเมืองหรือ Politicize 2. การปฏิ รูป (Reform) การปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้ยากกว่าการปฏิวติ การปฏิรูปเป็ นการ ั ั เปลียนแปลงทีมขอบเขตทีจากัด ในบางประเด็นทีเป็ นปญหาและพยายามแก้ไขประเด็นนัน แต่การ ่ ่ ี ่ํ ่ ้ ปฏิว ัตินัน จะเป็ น การเปลี่ย นแปลงทัง สัง คม การปฏิรูป เป็ น การเปลี่ย นแปลงผู้นํ า เปลี่ยนแปลง ้ ้
  • นโยบายและสถาบันทางการเมืองในระดับปานกลาง ขณะที่การปฏิวตนันเป็ นการเปลี่ยนแปลงใน ั ิ ้ ่ ระดับลึก แบบพลิกฝามือ ตัว อย่า งการเปลี่ย นแปลงทางการเมือ งของไทยหลายปรากฏการณ์ ท่ีเ กิด จากความไร้ เสถียรภาพทางการเมืองอันสืบเนื่องมาจากสังคมนันๆ มีระดับของการพัฒนาเศรษฐกิจและระดับ ้ ของการเปลียนแปลงทางสังคม แต่ขาดระดับของการพัฒนาการเมืองทีดี ไม่ว่าจะเป็ นเหตุการณ์ 14 ่ ่ ตุลาคม พฤษภาทมิฬ จนกระทังการปฏิรูปการเมือง 2540 และการปฏิรูป การเมือง 2550 ที่กําลัง ่ ดําเนินอยูในปจจุบน ่ ั ั สาระสาคัญของวิชา PS 712 การมีสวนร่วมของมหาชนใน ่ การเมืองไทย ความคิดรวบยอด : การมีส่วนร่วมทางการเมือง (Political Participation) ถือเป็ นประเด็นทีสําคัญมากๆ ใน ่ ั ั ปจจุบน เพราะแนวโน้มของการเมืองไทยและการเมืองในระดับโลกคือ การให้ความสําคัญกับการมี ส่วนร่วมของประชาชน จากเดิมทีการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเป็ นประชาธิปไตยในแบบตัวแทน ่ (Representative Democracy) สาเหตุ ท่ีสํ า คัญ ที่ สุ ด ที่ทํ า ให้ ก ารเมือ งเปลี่ย นจากประชาธิป ไตยแบบมีต ัว แทนมาสู่ ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) ก็เนื่องจากที่ผ่านมาได้พสูจน์แล้วว่า ิ ั ั ระบบตัวแทน ไม่ใช่ระบบทีดทสุด ซํ้ายังเป็ นระบบทีก่อให้เกิดปญหามากมาย และปญหาทีว่านี้ไม่ได้ ่ ี ่ี ่ ่ เกิดขึนเฉพาะประเทศไทย แต่เกิดขึนทัวโลก ดังทีอาจารย์วุฒศกดิ ์บอกว่า ผลการสํารวจว่าสถาบันใด ้ ้ ่ ่ ิ ั ทีประชาชนในหลายประเทศมันใจน้อยทีสุดคือ “สถาบันทางการเมือง” ่ ่ ่ ประเทศไทยจึงพยายามเปลี่ยนแปลงการเมืองของเรา จากประชาธิปไตยแบบตัวแทนมา เป็ นประชาธิปไตยแบบมีส่ว นร่วม หรือเรียกอีกอย่างว่า เปลี่ยนการเมืองของนักการเมืองมาเป็ น การเมืองของพลเมือง รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็ นรัฐธรรมนูญทีพยายามสร้างกลไกตรงนี้ให้เกิดขึน แต่ ่ ้ ในทีสุดเราก็ลมเหลว เนื่องจากบางส่วนของรัฐธรรมนูญและการนํารัฐธรรมมาปรับใช้กลับไปส่งเสริม ่ ้ อํานาจรัฐและอํานาจทุนจนกลายเป็ นวิกฤติการณ์ ทางการเมืองและถือ เป็ นวิกฤติการมีส่ วนร่ว ม ทางการเมืองด้วย สุดท้ายก็นํามาสู่การเปลียนแปลงทางการเมืองในวันที่ 19 กันยายน 2549 และเรา ่ กําลังจะปฏิรปการเมืองโดยใช้รฐธรรมนูญเป็นเครืองมืออีกครัง ู ั ่ ้ จุดร่วมสาคัญของวิ ชา PS 710 และ PS 712 คือ จะทาอย่างไรให้ ประชาชนเข้ามีส่วน ร่วมทางการเมืองอย่ างมีสานึ กในความเป็ นพลเมือง คาตอบโดยคร่าวๆ ก็คือคาตอบของ วิ ชา PS 710 คื อ การพัฒนาเศรษฐกิ จให้ ประชาชนมีความเป็ นอยู่ที่ดีขึ้น และการให้ ความรู้ ่ ทางการเมืองกับประชาชน แต่ที่ผานมากระบวนการทัง 2 นี้ ยงไม่บรรลุเป้ าหมาย (เพราะคนมี ้ ั ความรูทางการเมืองน้อยและคนจนยังเป็ นคนส่วนใหญ่ของประเทศ) ้
  • ดังนัน หากคําถามออกมาแบบเปิดโอกาสให้เรานําความรูทง 2 วิชาไปตอบได้ ก็น่าจะดึงจุด ้ ้ ั้ ร่วมตรงนี้ไปช่วยในการอธิบาย รูปแบบของการมีส่วนร่วมทางการเมือง มี 3 รูปแบบ 1. รูปแบบที่เป็ นทางการ (Formal / Conventional Participation) เช่น การเลือกตัง การ ้ เข้าชื่อกันถอดถอนผูดํารงตําแหน่ งทางการเมือง การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย การชุมนุ มประท้วง ซึงมี ้ ่ กฎหมายรองรับในเรืองสิทธิเสรีภาพในการชุมนุ มโดยสันติ ปราศจากอาวุธ ่ 2. รูปแบบที่ ไม่เป็ นทางการ (Informal / Unconventional Participation) เช่น การวิงเต้น ่ ทางพรรคการเมืองเพื่อเข้าสู่ตําแหน่งทางการเมือง การพูดคุยทางการเมืองในสนามกอล์ฟ เป็นต้น 3. การมีส่วนร่วมนอกระบบหรือนอกรูปแบบ (Exceptional form of Participation) จะ เห็นว่ามีลกษณะคล้ายกับรูปแบบที่ 2 แต่การมีส่วนร่วมนอกระบบจะเน้น 2 ประเด็น คือ ั 3.1 การใช้ความรุนแรงทางการเมือง 3.2 การปฏิวติ ั การมีส่วนร่วมทางการเมืองของพลเมือง (Civil Political Participation) ั ั ั ั เป็ นประเด็นทีสําคัญมากในปจจุบน กล่าวได้ว่า การศึกษารัฐศาสตร์ในปจจุบนมีจุดสนใจอยู่ ่ ทีเรืองการเมืองของพลเมือง ซึงถือว่าเป็นการเมืองแบบใหม่ หรือ New Politics ่ ่ ่ ทัง นี้ การเติบ โตของภาคประชาชน หรือ เรีย กอีก อย่ า งว่ า “ภาคประชาสัง คม” (Civil ้ Society Sector) ที่ลุกขึ้นมาทัดทานอํานาจรัฐมากขึ้น จากเดิมในอดีตที่ภาคสังคมเป็ นภาคที่ยอม สยบอยู่ใ ต้อํ า นาจรัฐ ทํา ให้ก ารศึก ษาการเมือ งต้อ งเปลี่ย นมิ ติห รือ เปลี่ย นมุม มองในการศึก ษา กล่าวคือ ในอดีตการศึกษาการเมืองจะให้ความสําคัญไปทีเรืองของรัฐ เช่น ่ ่ - การศึกษาว่ารัฐทีดหรือผูปกครองทีดควรจะเป็นอย่างไร ่ ี ้ ่ ี - ศึกษาสถาบันทางการเมืองทีเป็นทางการ เช่น พรรคการเมือง รัฐสภา ระบบราชการ ่ - ศึกษากลไกทางการเมืองทีเป็ นทางการ เช่น การเลือกตัง การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ่ ้ ในอดีตภาครัฐ (State Sector) จึงมีขนาดใหญ่ มีบทบาทในการควบคุมและจัดการภาค สังคมได้อย่างกว้างขวาง แต่เมือภาคสังคมมีการเติบโต ทําให้บทบาทหลายอย่างทีรฐเคยทํา ถูกผ่อง ่ ่ั ถ่ายมายังภาคประชาสังคม ทําให้การเมืองในยุคใหม่หนมาเน้นการเมืองของประชาชนหรือการเมือง ั ภาคพลเมือง การศึกษาการเมืองภาคพลเมืองจึงให้ความสนใจกับ - บทบาททางการเมืองของภาคประชาชน ที่เป็ นบทบาทอย่างไม่เป็ นทางการ เช่น การ ประท้วงโครงการของรัฐ การดือแพ่งต่อการใช้อํานาจรัฐ ทีเรียกว่า Civil Disobedience (ตังแต่มการ ้ ่ ้ ี ประท้วงการเลือกตังด้วยการฉีกบัตร คํานี้กเป็นทีรจกในสังคมไทยว่า “อารยะขัดขืน”) ้ ็ ่ ู้ ั - การเคลื่อนไหวของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement) ซึงมีความ ่ หลากหลายมากขึ้น เช่ น กลุ่ ม อนุ ร ก ษ์ ส ิ่ง แวดล้อ ม กลุ่ ม เรีย กร้อ งและคุ้ม ครองสิท ธิต่ า งๆ ของ ั
  • ประชาชน เช่น กลุ่มอัญจารี เป็ นกลุ่มหญิงรักหญิงทีตงขึนมาเพื่อคุมครองสิทธิของกลุ่มหญิงรักหญิง ่ ั้ ้ ้ และทํากิจกรรมของกลุ่ม รวมทังกลุ่ม สมาคม หรือชมรมทีตงขึนมาเพื่อดูแลคนชายขอบของสังคม ้ ่ ั้ ้ การที่ ภ าคสัง คมเติ บ โตขึ้ น มี บ ทบาทมากขึ้ น เนื่ อ งมาจาก ภาครัฐ ไม่ ไ ด้ ท าหน้ า ที่ ตอบสนองความต้องการของภาคสังคมอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในระบอบประชาธิปไตยแบบมีตวแทน (Representative Democracy) ทีภาครัฐ ั ่ มาจากการเลือกตังของประชาชน ปรากฏว่าตัวแทนประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ทําหน้าที่ตวแทนที่ดี ้ ั ั ั ั อีกทังในสมัยปจจุบนประเด็นปญหา ความต้องการของสังคมมีความซับซ้อนมากขึนจนตัวแทนไม่ ้ ้ สามารถทําหน้าทีดแลได้ทงหมด ่ ู ั้ ั เฉพาะประเทศไทยพบว่าระบบตัวแทนของเรามีปญหามากมาย ตังแต่การเข้าสู่ตําแหน่ งทาง ้ การเมืองก็มปญหาการซือขายเสียง การใช้อทธิพล ใช้เงินซื้อตําแหน่ งทางการเมือง พอเข้าไปเป็ น ี ั ้ ิ ตัวแทนก็มการโกงกิน คอรัปชัน ี ่ ั ป ญ หาดัง กล่ า วทํ า ให้ ภ าคสัง คมมองว่ า การจะรอให้ ภ าครัฐ เปลี่ย นแปลง หรือ รอให้ นักการเมืองทีเป็นตัวแทนของประชาชนเป็นนักการเมืองทีดี หรือเป็นตัวแทนทีดไม่น่าจะเพียงพอต่อ ่ ่ ่ ี การทําให้คนในสังคมมีชวตที่ดขน ภาคสังคมจึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร ในการจัดการ ี ิ ี ้ึ แม้กระทังในการปกครองตนเอง หรือเรียกรวมว่าต้องเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง ่ ลักษณะเช่นนี้ ทําให้เกิดประชาธิปไตยแบบใหม่ทเรียกว่า “ประชาธิ ปไตยแบบมีส่วนร่วม” ่ี (Participatory Democracy) ซึงเป็ นประชาธิปไตยทีเปิดโอกาสให้คนทุกภาคส่วนเข้าไปมีส่วนร่วม ่ ่ ทางการเมือง การเมืองแบบนี้จงไม่ใช่การเมืองของนักการเมืองอย่างทีเคยเป็ น แต่เป็ นการเมือ งของ ึ ่ ประชาชนที่มจตสํานักทางการเมืองที่เรียกว่า “พลเมือง” ทําให้การเมืองยุคใหม่เป็ นการเมืองของ ีิ พลเมือง แนวคิดทีนําไปใช้ในการวิเคราะห์การเมืองภาคพลเมือง ่ 1. แนวคิดประชาสังคม (Civil Society) 2. แนวคิดเรืองขบวนการทางสังคม (Social movement) ่ แนวคิ ดประชาสังคม ั ั แนวคิดเรืองประชาสังคมเป็ นแนวคิดทีมาแรงมาในปจจุบน ่ ่ ประชาสัง คม หมายถึง เครือ ข่ายของกลุ่ ม ชมรม สมาคม มูลนิ ธ ิ สถาบันและชุมชนที่ม ี ั กิจกรรมมีการเคลื่อนไหวระหว่างรัฐกับปจเจกชน หลักการของประชาสังคม 1. เป็นแนวคิดทีไม่ชอบและไม่ยอมให้รฐครอบงําและบงการ แม้ว่าจะยอมรับความช่วยเหลือ ่ ั จากรัฐและให้ความร่วมมือกับรัฐได้ แต่ต้องสามารถกํากับ ควบคุมและคัดค้านรัฐได้ตามสมควร และ ปฏิเสธแนวคิดรัฐนิยม ั ั 2. เป็ นแนวคิดทีไม่ชอบลัทธิปจเจกชนนิยมสุดขัว เพราะมองว่า ปจเจกชนนิยมช่วยส่งเสริม ่ ้ ความเห็นแก่ตวและแย่งชิงผลประโยชน์ ั
  • แนวคิดประชาสังคมนันจะเน้นบทบาทของประชาชนควบคู่ไปกับรัฐ คือ ไม่ได้ต่อต้านการมี ้ รัฐ แต่มองว่ารัฐจะต้อ งมีบทบาทที่จํากัด และประชาชนซึ่งรวมกลุ่มกันเป็ นประชาคมต่างๆ จะมี บทบาทมากขึนในด้านต่างๆ รวมทังมีบทบาทในการตรวจสอบการใช้อํานาจของรัฐ ้ ้ แนวคิด นี้ เ กิ ด ขึ้น เพราะ ต้ อ งการสร้ า งประชาธิป ไตยแบบมีส่ ว นร่ ว ม (Participatory Democracy) เนื่องจากประชาธิปไตยแบบมีตวแทน (Representative Democracy) นัน ส.ส.ไม่เคย ั ้ เป็ นตัวแทนของประชาชน แต่ ส.ส.กลับเป็ นตัวแทนของรัฐ เข้าไปใช้อํานาจรัฐ เช่น ส.ส.ไม่เ คย ตรวจสอบโครงการใหญ่ ๆ แต่ ส.ส.กลับ ใช้ค วามเป็ น ตัว แทนในการหากิน กับ งบประมาณจาก โครงการใหญ่ๆ แม้แต่กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต.ที่เป็ นตัวแทนระดับล่างสุด ก็ทําหน้ าที่เป็ น ตัวแทนรัฐมากกว่าจะเป็นตัวแทนของชุมชน แนวคิดขบวนการทางสังคม ขบวนการทางสัง คม หมายถึง ขบวนการในการเคลื่อ นไหวของประชาชน เนื่อ งจาก ั ั ปจ จุ บน การเมือ งนัน ได้เ คลื่อ นตัว จากภาครัฐ ลงมาอยู่ท่ีภาคประชาชน ซึ่ง มีก ารรวมตัว กัน เป็ น ้ ขบวนการต่างๆ เช่น ขบวนการนักศึกษา ขบวนการผูใช้แรงงาน ขบวนการชาวนา เพื่อเคลื่อนไหว ้ ในทางการเมือง ตรงนี้ถอว่าเป็ นการเกิดการเมืองในรูปแบบใหม่ (New Politics) ซึ่งการเมืองใน ื รูปแบบใหม่นนจะเกิดองค์กรทีไม่ใช่รฐ (Non Governmental Organization-NGOs) ขึนมามากมาย ั้ ่ ั ้ และขบวนการทางสังคมเหล่านี้จะมีบทบาทมาก การมีส่ ว นร่ว มทางการเมือ ง โดยเฉพาะการมีส่ ว นร่ว มทางการเมือ งของพลเมือ ง จึง มี ั ั ความสําคัญมากในระบอบประชาธิปไตยในปจจุบน เพราะการมีส่วนร่วมทางการเมืองทีเป็ นทางการ ่ นันจะทําได้ยากในทางปฏิบติ และการมีส่วนร่วมที่เป็ นทางการหลายๆ อย่างไม่มความเป็ นธรรม ้ ั ี เช่น การเลือกตังก็มการซือขายเสียง การจะให้ประชาชนเป็ นสมาชิกพรรคการเมืองก็ทําได้ยากหาก ้ ี ้ ไม่มเี งิน การรวบรวมรายชื่อถอดถอนนักการเมืองก็ยงยากและมีขนตอน ุ่ ั้ ดังนัน การมีส่วนร่วมทางการเมืองนอกระบบจึงเป็ นทางออกเพียงทางเดี ยวที่ จะให้ ้ ประชาชนมีโอกาสมีส่วนร่วม และร่วมกันในการตรวจสอบการใช้ อานาจของรัฐและระบบ ตัวแทน แต่ การจะให้ ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ต้องสร้างจิ ตสานึ กแห่ งความเป็ น พลเมือง (Civic Virtue) ให้เกิ ดขึ้นในจิ ตใจของคนไทยทุกคน ปัญหาของการมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคพลเมืองในประเทศกาลังพัฒนา - การขาดองค์กรในการนําทีชดเจนและไร้เสถียรภาพ ่ ั - ประชาชนขาดประสบการณ์ในการเจรจาต่อรอง - ถูกจํากัดด้วยกฎหมายหรือค่านิยมเก่าๆ - ขาดความต่อเนื่องในการทํากิจกรรม - ความขัดแย้งระหว่างผูนําในองค์กร ้ - ขาดการสร้างเครือข่าย
  • ขณะที่ เมลเคอร์ ออลสัน มองว่ า การมีส่ ว นร่ว มทางการเมือ งหรือ การรวมกลุ่ ม ทาง การเมืองเป็นเรืองยาก เนื่องจากในการเข้ามาร่วมกิจกรรมทางการเมืองเป็ นเรื่องทีต้องมีต้นทุน เช่น ่ ่ ถ้าคนจะมาร่วมเดินประท้วงรัฐบาล อาจจะต้องเสียเวลา เสียเงินทอง หรือสูญเสียโอกาสอื่นๆ อาจจะ ถูกรัฐบาลเพ่งเล็ง หรือแม้กระทังถูกปราบปราม ดังนันจึงไม่มใครอยากจะลงทุน ยกเว้นประเมินแล้ว ่ ้ ี ว่าเป็นการลงทุนทีคุมค่า เช่น กลุ่ม นปก.ทีเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุ นนายกทักษิณ ตอนทีออกมา ่ ้ ่ ่ เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร และในทีสุดการเคลื่อนไหวก็คุมค่าเนื่องจากภายหลัง นปก.มีตําแหน่ ง ่ ้ ในรัฐบาลกันแทบทุกคน ทฤษฎีและแนวคิ ดที่ควรสนใจสาหรับ Plan A ั เนื อ งจากการวิเ คราะห์ ป ญ หาทางการเมือ งจะต้ อ งมีท ฤษฎีเ ป็ น กรอบในการวิเ คราะห์ ่ นักศึกษาจึงต้องศึกษาถึงทฤษฎี โดยทฤษฎีหรือแนวคิดทีควรสนใจ เช่น ่ 1. ทฤษฎีเกี่ยวกับอานาจ (Power) จะอธิบายถึงการได้มาซึงอํานาจและการใช้อํานาจ คน ่ ทีเสนอแนวคิดนี้ทน่าสนใจ คือ แมกซ์ เวเบอร์ ทีกล่าวว่าอํานาจมีทมาจาก 3 แหล่ง คือ ่ ่ี ่ ่ี - อํานาจตามประเพณี (Traditional) - อํานาจทีมาจากบารมี (Charismatic) ่ - อานาจหน้าที่ (Authority) ถ้าเรานําเอาแนวคิดในเรืองอํานาจมาอธิบายถึงนายกทักษิณก็กล่าวได้ว่า เป็ นคนทีมอํานาจ ่ ่ ี 2 อย่างอยูในตัว คือ มีบารมีและมีอํานาจหน้าที่ ่ อานาจหน้ าที่ คือ อํานาจตามกฎหมายทีได้มาจากการเลือกตัง ่ ้ อานาจบารมี คือ อํานาจที่มาจากการสะสมบารมีในฐานะที่เป็ นผู้ประสบความสําเร็จทาง ธุรกิจและเป็ นมหาเศรษฐี ซึงในการดําเนินงานทางการเมืองนายกทักษิณจะใช้อํานาจทัง 2 ส่วนไป ่ ้ พร้อมๆ กัน 2. ทฤษฎี พ หุนิ ยม (Pluralism) หมายถึง การมองสภาพหรือ ลัก ษณะของสัง คมใดๆ ที่ ยอมรับการปรากฏอยู่ของเสรีภาพและการแสดงออกซึงความคิดทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ่ ตามทีต้องการ ซึงเป็ นลักษณะของลัทธิเสรีนิยม (Liberalism) เป็ นสังคมทียอมรับความหลากหลาย ่ ่ ่ ของความคิด แนวคิดพหุนิยมจะยอมรับความหลากหลายของกลุ่มนันเอง ่ พหุนิยมทางการเมือง (Political Pluralism) คือ แนวคิดทีเสนอให้มการจัดระเบียบของรัฐ ่ ี เสียใหม่โดยให้มสถาบันหรือองค์กรอิสระต่างๆ ทําหน้าทีควบคุมและจํากัดอํานาจของรัฐ เช่น พรรค ี ่ การเมือง สหภาพแรงงาน สมาคมอาชีพ ดังนัน พหุนิยมทางการเมืองจะต้องมีการแข่งขัน การต่อสู้ ้
  • ในทางการเมือง ในการแข่งขันดังกล่าวจะใช้ประเด็นต่างๆ ในทางการเมือ ง หรือนโยบายต่างๆ มา เป็นประเด็น ดังนัน พหุนิยมทางการเมืองจึงเป็นเงือนไขในสังคมประชาธิปไตยทีจะต้องมีการแข่งขัน ้ ่ ่ ทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ และตรงนี้จะนํ ามาซึ่งการมีส่ วนร่วมทางการเมือง เช่น ไปกดดันให้ รัฐบาลออกนโยบาย ออกกฎหมายตามที่กลุ่ มต้อ งการ ตรงนี้กลุ่ มจะเปลี่ ยนจากสภาพของกลุ่ ม ผลประโยชน์ (Interest Group) เป็น กลุ่มผลักดัน (Pressure Group) 3. ทฤษฎีชนชันนา (Elite Theory) แนวคิดของทฤษฎีชนชันนําจะมีลกษณะ ้ ้ ั 1) ยอมรับการแบ่งสังคมออกเป็น 2 ชนชัน คือ ชนชันผูปกครองและผูใต้ปกครอง ้ ้ ้ ้ 2) ผูปกครองจะเป็นผูครอบครองเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของสังคม ้ ้ 3) ทฤษฎีชนชันนํายอมรับแนวคิดทีเปิดโอกาสให้มวลชนได้มโอกาสในการเข้ามามีส่วนร่วม ้ ่ ี ในทางการเมือง แต่การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองของมวลชนนัน เป็นแค่การให้รางวัลทางการเมือง ้ (Political Reward) หรือเป็ นการลดการกดดันทางการเมือง เพื่อให้มวลชนรูสกว่าตนเองก็มบทบาท ้ ึ ี ในทางการเมือ งได้ แต่ แ ท้จริงการมีส่ ว นร่ว มทางการเมือ งของมวลชนมักจะไม่ค่ อ ยมีผ ลต่ อ การ ตัดสินใจของชนชันนํา ้ 4) ทฤษฎีชนชันนําเน้นการฉันทานุมติ (Consensus) คือ การเห็นร่วมกันในสิงต่างๆ ้ ั ่ 5) ในทฤษฎีชนชันนํามองว่า นโยบายสาธารณะไม่ได้สะท้อนความต้องการของมวลชนแต่ ้ แสดงให้เห็นความต้องการของชนชันนํา ้ 4. ทฤษฎี ความทันสมัย (Modernization) คือ กระบวนการของการเปลี่ยนแปลงในทาง เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองทีเปลียนจากแบบดังเดิมไปสู่ความทันสมัย ่ ่ ้ ทาร์คอต พาร์สน กล่าวว่า กระบวนการทันสมัยเป็ นเรื่องความพยายามที่จะปรับเปลี่ยน ั สภาพการณ์ใน 4 ประการ ซึ่งเป็ นสภาพการณ์หลักที่ปรากฏในสังคมดังเดิมที่จะต้องปรับให้เป็ น ้ สภาพการณ์ใหม่ คือ - ปรับเปลี่ยนจาก Particularistic ให้เป็ น Universalistic หมายถึง การทีกฎหมายระเบียบ ่ ต่างๆ ที่เคยออกมาบังคับใช้เฉพาะกลุ่ม เฉพาะบุคคล ต้องปรับ เปลี่ยนให้บงคับใช้กบทุกคน หรือ ั ั บุคคลจะต้องอยูภายใต้กฎหมายเดียวกัน ่ - เปลียนจากสภาพ Diffuse ให้เป็ น Specific หมายถึง เปลียนจากสังคมทีเน้นบทบาทอยู่ท่ี ่ ่ ่ คนคนเดียวต้องทําหน้าทีหลายอย่างทีเรียกว่า Diffuse Function ต้องถูกปรับเปลียนให้เป็ นลักษณะ ่ ่ ่ ทีแต่ละคนทําหน้าทีเฉพาะอย่างเพื่อเกิดความชํานาญเฉพาะด้านหรือ Specific Function ่ ่ - เปลี่ยนจาก Ascriptive มาเป็ น Achievement หมายถึง การสืบทอดตําแหน่ งในสังคม ดังเดิมจะเป็นไปตามสายเลือด แต่ในสังคมสมัยใหม่จะต้องใช้หลักแห่งสัมฤทธิผลและหลักแห่งความ ้ ยุตธรรมเป็นสําคัญ ิ - เปลียนจาก Religious Belief ให้เป็ น Secularization กล่าวคือ Religious Belief เป็ น ่ ลักษณะความเชื่อในสังคมทีเป็นแบบดังเดิม ทีคนจะมีความเชื่อทีงมงาย แต่ในสังคมทีทนสมัยจะต้อง ่ ้ ่ ่ ่ ั มีความเชื่อแบบ Secularization คือ มีความคิดทีมเี หตุมผลและพิสจน์ได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ่ ี ู
  • ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ Modernization 1. Westernization หมายถึง การเป็นแบบตะวันตก เพราะความทันสมัยนันเริมต้นในประเทศตะวันตก ้ ่ ทําให้มการมองว่าความทันสมัยกับความเป็ นตะวันตกนันคือสิงเดียวกัน ี ้ ่ 2. Industrialization คือ ความเป็ นอุตสาหกรรม สังคมที่ก้าวหน้าได้จะต้องมีการผลิตแบบ อุตสาหกรรม 3. Urbanization คือ เป็นสังคมทีมความเป็นเมือง มองว่าเมืองก้าวหน้ากว่าชนบท ่ ี 4. Economic Development คือ การพัฒนาทางเศรษฐกิจ ถ้าไม่มการพัฒนาเศรษฐกิจความ ี ทันสมัยก็จะไม่เกิดขึน ้ 5. Social Mobilization หรือการเคลื่อนย้ายทางสังคมจะต้ องเป็ นไปได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายในแนวดิง เช่น สามารถเปลี่ยนจากคนธรรมดาไปเป็ นผู้ปกครองได้หาก ่ ได้รบการศึกษา ั 6. Participation ในสังคมทีทนสมัยการมีส่วนร่วมในกิจการทางสังคมของประชาชนจะมาก ่ ั ขึน สังคมจะต้องเปิดกว้างให้คนเข้ามีส่วนรวมในกิจกรรมของสังคม ้ 7. Differentiation หมายถึง การทีกระบวนโครงสร้างของสังคมมีความสลับซับซ้อนมากขึน ่ ้ เช่น มีกระทรวงมากขึน มีหน้าทีมากมาย มีบทบาทมากขึน มีกลุ่มผลประโยชน์มากขึน มีกลุ่มแรงาน ้ ่ ้ ้ กลุ่มชาวนา มีสมาคมอาชีพต่างๆ มากขึน ้ 8. Secularization หมายถึง มีกระบวนการของความมีเหตุผลทางโลก ทุกอย่างตังอยู่บน ้ เหตุผลไม่ใช่เกิดจากความเชื่อแบบเก่าๆ 5. แนวคิ ดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 1) การปฏิ วติ (Revolution) เป็นการเปลียนแปลงขันพืนฐานภายในสังคมทีใช้ความรวดเร็ว ั ่ ้ ้ ่ และรุนแรง มีการเปลี่ยนแปลงค่านิยม เปลี่ยนความเชื่อที่สําคัญๆ ของสังคม เปลี่ยนสถาบันทาง การเมือง เปลียนโครงสร้างของผูนํา เปลียนกิจกรรมและนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล ่ ้ ่ 2) การปฏิ รป (Reform) การปฏิรปเป็ นการเปลียนแปลงทีมขอบเขตทีจากัด ในบางประเด็นที่ ู ู ่ ่ ี ่ํ ั เป็ นปญหาและพยายามแก้ไขประเด็นนัน แต่การปฏิวตนันจะเป็ นการเปลี่ยนแปลงทังสังคม และถือ ้ ั ิ ้ ้ ว่าการปฏิรปเป็ นการเปลี่ยนแปลงผู้นํา เปลียนแปลงนโยบายและสถาบันทางการเมืองในระดับปาน ู ่ กลาง ขณะทีการปฏิวตนันเป็นการเปลียนแปลงในระดับลึกแบบพลิกฝ่ามือ ่ ั ิ ้ ่ 6. แนวคิ ด แบบมาร์ก ซิ ส หรื อ แนววิ เ คราะห์ช นชัน (Class Model) เป็ น แนวทางที่ ้ ั ชีให้เห็นว่าในสังคมนันประกอบไปด้วยชนชัน 2 ชนชัน คือ ชนชันเจ้าของปจจัยการผลิตและชนชัน ้ ้ ้ ้ ้ ้ แรงงานหรือกรรมกร และโครงสร้างของสังคมประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ - โครงสร้างส่ วนบน (Superstructure) ทําหน้าที่ในการควบคุมให้สงคมเคลื่อนไหวไป ั อย่างเรียบร้อย โครงสร้างส่วนบน เช่น รัฐ จารีต ประเพณี ศาสนา ความเชื่อต่างๆ - โครงสร้างส่วนล่าง คือ วิถการผลิตของแต่ละสังคม (Mode of Production) ซึงวิถการ ี ่ ี ผลิตหรือโครงสร้างส่วนล่างจะกําหนดโครงสร้างส่วนบน เช่น ในสังคมดังเดิม วิถการผลิตก็จะเป็ นแบบ ้ ี
  • เกษตรกรรมโครงสร้างส่วนบนก็จะสอดคล้องกับวิถการผลิตในสังคมเกษตร เช่น รัฐก็จะเป็ นรัฐใน ี ั แบบเก่า มีกษัตริยหรือกลุ่มบุคคลทําหน้าทีปกครอง ชนชันเจ้าของปจจัยการผลิตก็คอเจ้าของทีดน ์ ่ ้ ื ่ ิ มาร์กซ์มองว่า ความขัดแย้ง (Conflict) จะนํ ามาซึ่งการเปลียนแปลงความสัมพันธ์ระหว่าง ่ โครงสร้างระดับบนและระดับล่าง ความขัดแย้งดังกล่าวเกิดจากความรู้ สกไม่เป็ นธรรมของคนในชน ึ ชันผู้ใช้แรงงาน โดยเขามองว่าสังคมได้ผ่านการเปลียนแปลงมาแล้วจากสังคมคอมมิวนิสต์แบบบุพ ้ ่ กาล (Primitive Society) มาสู่สงคมทาส (Slave Society) พัฒนามาสู่สงคมศักดินา และเข้าไปสู่ ั ั สังคมทุนนิยม โดยทีการเปลียนแปลงแต่ละสังคมนันจะมาจากความขัดแย้งของชนชันในแต่ละสังคม ่ ่ ้ ้ ซึงการเปลียนแปลงดังกล่าวจะอยู่ในแบบ Dialectic Change คือ มีลกษณะ Thesis Antithesis และ ่ ่ ั Synthesis คือ เมื่อเกิดสิงหนึ่งขึ้นมา ต่อมาก็จะมีการท้าทายและส่งผลให้เกิดสิงใหม่ๆ ขึนมา ใน ่ ่ ้ สังคมทุ นนิยมนันมาร์ก ซ์ก ล่ าวว่ า เมื่อ สังคมพั ฒนาไปถึง จุดสุ ก งอม ทุ นนิยมก็จะขยายตัว เต็ม ที่ ้ ั นายทุนก็จะรวมตัวกันเป็ นทุนขนาดใหญ่ ทําให้มคนส่วนน้ อยเท่านันที่เป็ นเจ้าของปจจัยการผลิต ี ้ ขณะที่คนส่ว นใหญ่ของสังคมเป็ นชนชันกรรมกร จนเกิดความขัดแย้งและกรรมกรก็จะลุกฮือ ขึ้น ้ ประท้วงล้มล้างนายทุน และยึดอํานาจรัฐมาปกครองเรียกว่า “เผด็จการโดยชนชันกรรมมาชีพ” ซึง ้ ่ เป็ นลักษณะของสังคมนิยม จากนันสังคมก็จะพัฒนาเข้าไปสู่สงคมคอมมิวนิสต์ทไร้รฐ เพราะคนใน ้ ั ่ี ั ั สังคมจะเป็ นเจ้าของปจจัยการผลิตร่วมกัน 7. แนวคิ ดเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางการเมือง (Political Culture) วัฒนธรรมทางการเมือง คือ แบบแผนของความคิด ทัศนคติ และความเชื่อของบุคคลทีพง ่ ึ มีต่อสรรพสิงในทางการเมือง ซึงสรรพสิงในทางการเมืองนันหมายถึง ทุกเรื่องทีเกี่ยวข้อง เช่น ผูนํา ่ ่ ่ ้ ่ ้ กระบวนการเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมือง เป็นต้น อิทธิพลของวัฒนธรรมทางการเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองนันแม้จะเป็ นนามธรรม แต่อยู่เบืองหลัง เป็ นมิตทางจิตวิทยาที่เป็ น ้ ้ ิ ตัวกําหนดพฤติกรรมทางการเมืองของสมาชิกในสังคมให้แสดงออกมาในรูปแบบต่างๆ 1. วัฒนธรรมในทางการเมืองจะเป็ นตัวกําหนดวิธการในการตอบโต้สถานการณ์ทางการเมือง ี ทีเกิดขึน เช่น บางสังคมมีวฒนธรรมในการตอบโต้การปฏิวติ ่ ้ ั ั 2. วัฒนธรรมทางการเมืองจะกําหนดเป้าหมายในการแสดงออกในทางการเมือง 3. วัฒนธรรมทางการเมืองกําหนดวิธการทีจะบรรลุเป้าหมาย เช่น บางสังคมใช้วธการสันติ ี ่ ิี ประชุมประนีประนอม แต่บางประเทศต้องใช้ความรุนแรงรัฐบาลจึงจะสนใจ เช่น สังคมไทยทีต้องปิด ่ ถนนประท้วงเพื่อให้รฐบาลสนใจ ั 4. วัฒนธรรมทางการเมืองจะกําหนดวิธการทีบุคคลจะเข้าสู่การเมือง เช่น ในอเมริกาคนทีจะ ี ่ ่ เข้าสู่การเมืองจะต้องประสบความสําเร็จในชีวตส่วนตัว แต่ประเทศไทยนันอาจจะต้องมีนามสกุลของ ิ ้ นักการเมืองในอดีต
  • 5. วัฒนธรรมการเมืองเป็ นตัวกําหนดบุคคลทีกลุ่มจะต้องเข้าหาเพื่อให้บ รรลุเป้าหมาย และ ่ คนที่ประชาชนจะเข้าหานันคือคนมีอํานาจ ผู้มอิทธิพลมากที่สุด เช่น สมัยก่อนอาจจะเข้าหาผู้นํา ้ ี กองทัพ 6. วัฒนธรรมทางการเมืองเป็ นตัวกําหนดเนื้อหาและวิธการติดต่อ เช่น ถ้าผู้นําที่ชอบเล่น ี กอล์ฟ นักธุรกิจก็ตองเล่นกอล์ฟเพื่อเข้าก๊วนเดียวกับผูนํา ้ ้ 7. วัฒนธรรมทางการเมืองจะเป็นตัวกําหนดแนวปฏิบตในสถาบันทางการเมือง ั ิ เหตุการณ์ทนกศึกษาควรติดตาม ่ี ั 1. การเมืองไทยปัจจุบน ั - การผูกขาดอํานาจของทุนทางการเมืองที่เวลานี้มไม่ก่ตระกูล จะมีผลเสียต่อการเมืองไทย ี ี ั อย่างไร ปญหานี้เชื่อมโยงไปถึงเรืองของผลประโยชน์ทบซ้อน การคอรัปชันเชิงนโยบาย ่ ั ่ - แนวคิดการเมืองกับการตลาดการเมือง 2. ประเด็นร้อน (Hot Issue) ั 2.1 ปญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์น้ีวเิ คราะห์ได้ทงในแง่ ั้ - ความขัดแย้งในระหว่างผูกุมอํานาจรัฐ ้ - ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมทีแตกต่าง ่ - การเชื่อมโยงกับการก่อการร้ายระหว่างประเทศ - บทบาทขององค์กรสมานฉันท์ ั - แนวทางการแก้ไขปญหา ฯลฯ **ทังนี้ จะต้องติดตามเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงใกล้สอบด้วย เพราะอาจะนํามาออกข้อสอบ** ้ สรุปเพื่อเตรียมสอบ Plan B ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิชาในกลุ่มความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมี 3 วิชา คือ - 703 สถานการณ์การเมืองโลกในปัจจุบน ั - PS 709 นโยบายต่างประเทศไทย - PS 714 การเมืองในเอเชียตะวันออกเฉี ยงใต้ ั ั การเรียนวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความสําคัญมากขึนในยุคปจจุบน เพราะเวลานี้ ้ โลกอยูในลักษณะทีเป็นหมูบานโลก เหตุการณ์ต่างๆ ทีเกิดขึนมุมใดมุมหนึ่งของโลกจะกระทบถึงกัน ่ ่ ่ ้ ่ ้ อย่างรวดเร็ว ทีสาคัญไม่มประเทศไหนทีจะอยูได้อย่างโดดเดียวโดยไม่มความสัมพันธ์กบโลก ่ํ ี ่ ่ ่ ี ั ในประเทศไทยหลังจากเราพบกับวิกฤตเศรษฐกิจ การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยิงมีความสําคัญมากขึน แต่แนวทางการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีลกษณะที่เปลี่ ยนไป ่ ้ ั
  • เช่นกัน จากเดิมทีเราเน้นเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในลักษณะการทูต ต่อมาก็ขยับเป็ นเรื่อง ่ การค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากการขยายตัวทางการค้า แต่ ปัจจุบนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็ นการศึกษาเพื่อทาความเข้าใจโลก เพื่อ ั จะสร้างความสามารถในการปรับตัวของประเทศให้อยู่อย่างมีศกดิ ศรีในเวทีโลกมากขึ้น ั ข้อสอบ Comprehensive เป็ นข้อสอบทีต้องการให้นักศึกษาประมวลความรูจากทัง 3 วิชา ่ ้ ้ เพื่อ ตอบข้อ สอบเพีย ง 1 ข้อ ดังนัน แนวข้ อสอบ PLAN B มักจะให้ นักศึ กษาวิ เคราะห์ ้ สถานการณ์ ของโลกที่สาคัญๆ มักจะให้ตบท้ายด้วยการเสนอทางออกของประเทศไทย (ซึ่ง หมายถึง นโยบายของประเทศไทยทีควรจะเป็ นนันเอง) ่ ่ ดังนัน นั กศึ กษาจะต้ องวิ เคราะห์สถานการณ์ ที่ถกหยิ บยกขึ้นมาในข้อสอบ อย่างมี ้ ู ทฤษฎีหรือมีมุมมอง ซึงแต่ละคนอาจจะมีมุมมองทีต่างกัน คือ อาจจะเป็ นมุมมองตามกระแสหลัก ่ ่ และมุมมองตามกระแสต้าน ั ั ตัวอย่างข้อสอบในปี ท่ผ่านๆ มา สถานการณ์ หรือปญหาที่ยกให้มานันเป็ นปญหาในภาพ ี ้ กว้างทังสิน ดังนัน จึงขึนอยู่กบนักศึกษาเองที่จะเลือกว่าจะตอบในมุมมองใด และกําหนดกรอบใน ้ ้ ้ ้ ั การตอบของตนเองอย่างไร ทีสําคัญการวิเคราะห์ทุกอย่างจะมีจุดเด่นอยู่ตรงทีการให้เหตุผล ถ้าเรา ่ ่ ให้เหตุผลในเรืองทีเราวิเคราะห์ได้ดเี ราก็จะได้คะแนนดี ่ ่ ประเด็นหลักที่ต้องเตรียม คือ 1. ความคิดรวบยอดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 2. ทฤษฎีทใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ่ี 3. ทฤษฎีตดสินใจกําหนดนโยบายต่างประเทศ ั 4. เหตุการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับโลก และระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความคิ ดรวบยอด : ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความคิดรวบยอดทีบอกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมี ่ เพียง 2 รูปแบบ คือ 1.1. ความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Cooperation) ซึงแบ่งเป็น ่ - ความร่วมมือทางด้านการเมือง - ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ 1.2. ความขัดแย้งระหว่างประเทศ (International Conflict) แบ่งเป็น - ความขัดแย้งทางการเมือง - ความขัดแย้งทางด้านเศรษฐกิจ
  • ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อ เหตุ ก ารณ์ ใ นความสัม พัน ธ์ร ะหว่ า งประเทศมี 2 ด้า น ทฤษฎีท่ีใ ช้ใ นการวิเ คราะห์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะมี 2 กลุ่มเช่นกัน คือ 1. ทฤษฎีที่ใช้ในการวิ เคราะห์ความร่วมมือ แบ่งเป็น - ทฤษฎีทใช้ในการวิเคราะห์ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ ่ี - ทฤษฎีทใช้ในการวิเคราะห์ความร่วมมือทางการเมือง ่ี 2. ทฤษฎีที่ใช้ในการวิ เคราะห์ความขัดแย้ง แบ่งเป็น - ทฤษฎีทใช้ในการวิเคราะห์ความขัดแย้งทางด้านเศรษฐกิจ ่ี - ทฤษฎีทใช้ในการวิเคราะห์ความขัดแย้งทางด้านการเมือง ่ี ทฤษฎีที่ใช้ในการวิ เคราะห์ความร่วมมือทางเศรษฐกิ จ 1. ทฤษฎี พึ่ ง พาอาศัย ซึ่ ง กันและกันระหว่ างประเทศ (Interdependence Theory) นักวิชาการยังไม่ยอมรับว่าเป็ นทฤษฎี เป็ นแต่เพียงแนวคิด เนื่องจากยังไม่มขอสรุปทีเป็ นทียอมรับ ี ้ ่ ่ โดยทัวไป และนํามาใช้วเิ คราะห์ในเรื่องเศรษฐกิจการค้าเป็ นหลักทีมองว่าการพึงพาอาศัยซึงกันและ ่ ่ ่ ่ กันทําให้เกิดการค้าขยายตัวมากขึน ้ นักวิ ชาการที่ โดดเด่น คือ โรเบิ รต โอ. เคียวเฮน และโจเซฟ เอช. ไน ซึ่ งเป็ นบิ ดาของ ์ ทฤษฎีพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันยุคใหม่ แต่ก่อนหน้านันก็ยงมีนกวิชาการอื่นก่อนหน้าแล้ว ้ ั ั เคีย วเฮนและไน อธิบ ายว่ า การพึ่ง พาอาศัย ซึ่ง กัน และกัน ในการเมือ งโลก หมายถึง สถานการณ์ซ่งถูกกําหนดลักษณะโดยผลกระทบซึ่งกันและกันในระหว่างประเทศ หรือกล่าวได้ ว่า ึ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก่ อให้เ กิดการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันระหว่างประเทศ เช่น การ พึ่งพาสินค้า พึ่งพาการลงทุน พึ่งพาเทคโนโลยี พึ่งพาทรัพยากรต่างๆ และความสัมพันธ์ในแบบ พึงพาอาศัยซึงกันและกันจะทําให้เกิดเหตุการณ์ระหว่างประเทศขึน ่ ่ ้ ประเภทของการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน 1. การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันแบบเท่าเทียมกัน (Symmetrical Interdependent) เช่น การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันระหว่างสหรัฐและอียู ที่ทง 2 ฝ่ายมีอํานาจพอๆ กัน สามารถเจรจา ั้ ต่อรองกันได้ เพราะทัง 2 ฝ่ายต้องมีการแลกเปลียนสินค้าซึงกันและกัน เมื่อมีการใช้อํานาจจากฝ่าย ้ ่ ่ ั ใดฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายจะตอบโต้ได้ หรือกรณีจนทีถูกสหรัฐข่มขู่ว่าถ้าจีนไม่แก้ไขปญหาสิทธิมนุ ษยชน ี ่ สหรัฐจะแซงชัน แต่จนก็กล้าทีจะประกาศตอบโต้ทนทีว่าถ้าสหรัฐแซงชันจีน จีนก็จะแซงชันตอบ ่ ี ่ ั ่ ่ 2. การพึงพาอาศัยซึ่งกันและกันแบบไม่เท่าเทียมกัน (Asymmetry Interdependent) เช่น ่ กรณีระหว่างไทยกับสหรัฐเป็ นการพึงพาอาศัยแบบไม่เท่าเทียมกัน ก่อให้เกิดอํานาจที่แตกต่างกัน ่ ่ ่ กล่าวคือ ไทยเราเป็ นฝายพึงพาสหรัฐมากกว่าสหรัฐอเมริกาพึงพาไทย ถ้าไทยไม่ให้ความร่วมมือกับ ่ สหรัฐอเมริกาเราก็อาจจะได้รบผลกระทบมากมาย เมือไทยพึงพาสหรัฐมากกว่าทําให้สหรัฐอเมริกามี ั ่ ่ อํานาจเหนือกว่าประเทศไทยและสามารถชีนําหรือบังคับให้เราทําตามความต้องการได้ ้
  • ทฤษฎีนี้สามารถนามาใช้ในการวิ เคราะห์ความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิ จ และ พยายามวิ เคราะห์แบบ 2 ฝ่ าย หรือจับคู่กนวิ เคราะห์ ั 2. ทฤษฎีบรณาการทางเศรษฐกิ จระหว่างประเทศ (International Integration Theory) ู เป็ นทฤษฎีท่ส นับสนุ นให้ประเทศต่างๆ มีการรวมกลุ่ มกันเพื่อ สร้างความร่วมมือ ในทาง ี ั ั เศรษฐกิจ ปจจุบนเป็ นทฤษฎีทได้รบการยอมรับมากขึน ดังจะเห็นจากทัวโลกได้เกิดการรวมกลุ่มใน ่ี ั ้ ่ รูปแบบต่างๆ มากมาย ทฤษฎีบรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีนกวิชาการนําเสนอหลายคนแต่ทมช่อเสียง ู ั ่ี ี ื คือ “ทฤษฎี การบูรณาการทางเศรษฐกิ จในระดับภูมิภาค” ของ Bela Balassa (เบลา บาลาส ซา) เนื่องจากเป็ นทฤษฎีท่ใช้ในการอธิบายการบูรณาการของยุโรป ซึ่งเป็ นการรวมกลุ่มที่ประสบ ี ความสําเร็จมากทีสุดในโลก ่ บาลาสซ่าเสนอว่า ขันตอนของการบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมภาคมี 5 ขันตอน ได้แก่ ้ ิ ้ 1) ความร่วมมือจัดตังเขตการค้าเสรี (Free Trade Area / Agreement: FTA) หมายถึง ้ การร่วมมือกันของประเทศสมาชิกในภูมภาคเพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้า ยกเลิกภาษีทางการค้า ิ ระหว่างกัน มีการเคลื่อนย้ายสินค้าโดยเสรีระหว่างประเทศสมาชิก โดยประเทศสมาชิกยังจัดเก็บ ภาษีศุลกากรกับประเทศนอกกลุ่มได้ตามนโยบายของตนเอง เวลานี้การรวมตัว ของประเทศในกลุ่มอาเซียนยังอยู่ใ นขันตอนนี้ คือ การจัด ตังเป็ นเขต ้ ้ การค้าเสรีอาเซียน (AFTA) 2) สหภาพศุลกากร (Custom Union) หมายถึง ประเทศสมาชิกนอกจากจะยกเลิกภาษี ทางการค้า ลดอุปสรรคระหว่างกันแล้วยังใช้ระบบภาษีศุลกากรกับประเทศนอกกลุ่มในอัตราเดียวกัน หรือมี Common Custom Policy 3) ตลาดร่วม (Common Market) หมายถึง การขยายความร่วมมือด้านการค้าถึงขนาดที่ เปิดโอกาสให้ทุน แรงงาน การประกอบการเคลื่อนไหวอย่างเสรีภายในกลุ่ม เช่น แรงงานในเยอรมัน ไปทํางานในฝรังเศส ในอังกฤษ และประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ ได้อย่างเสรี ่ 4) สหภาพทางเศรษฐกิ จ (Economic Union) เป็นการรวมตัวกันตังแต่ขนตอนที่ 1 + 2 + 3 ้ ั้ รวมกับการกําหนดนโยบายสังคม เศรษฐกิจ การเงิน การคลังร่วมกัน 5) สหภาพการเมือง (Political Union) ถือเป็ นจุดสุดท้ายของการบูรณาการทางเศรษฐกิจ หมายถึง การใช้นโยบายการเมืองและความมันคงอันเดียวกัน เช่นเดียวกับ United States of ่ America ขันตอนนี้ยงคงเป็ นไปได้ยากเพราะรัฐต่างๆ ยังอยากสงวนอํานาจอธิปไตยในการกําหนด ้ ั นโยบายการเมืองและความมันคงของตนเองอยู่ ่ (ทฤษฎีน้ีเหมาะสําหรับนําไปใช้อธิบายความร่วมมือในทางเศรษฐกิจแบบกลุ่มประเทศ เช่น ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของอาเซียน อียู หรือกลุ่มเศรษฐกิจอื่นๆ ของโลก) ทฤษฎีที่ใช้ในการวิ เคราะห์ความร่วมมือทางการเมือง
  • ั 1. ทฤษฎี ดลแห่ งอานาจ (Balance of Bower) เป็ นทฤษฎีทบอกว่าโลกจะไม่เกิดปญหา ุ ่ี ความรุนแรง ไม่มสงคราม หากมีความได้ดุลในอํานาจของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจาก ี ต่างฝ่ายต่างต้องกลัวอํานาจของอีกฝ่าย เช่น รัสเซียก็พยายามสร้างดุลกับสหรัฐอเมริกา หรือในยุค ่ ่ ของสงครามเย็นฝายคอมมิวนิสต์กพยายามรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างดุลอํานาจกับฝายโลกเสรี ็ ทฤษฎีที่ใช้วิเคราะห์ความขัดแย้งทางเศรษฐกิ จ 1. ทฤษฎี พึ่งพิ ง (Dependency Theory) จะมองว่าในโลกนี้จะแบ่งรัฐออกเป็ นรัฐแกนกลาง (Core) ซึงเป็ นประเทศพัฒนาแล้วกับรัฐปริมณฑล (Periphery) ซึ่งเป็ นประเทศกําลังพัฒนา ที่รฐ ่ ั แกนกลางได้เ ข้า มากอบโกยผลประโยชน์ ด้า นต่ า งๆ จากประเทศปริม ณฑล ส่ ง ผลให้ป ระเทศ ปริมณฑลต้องด้อยพัฒนา ไม่มโอกาสในการพัฒนาตนเอง ี 2. ทฤษฎีระบบโลก (World System Theory) บิดาของทฤษฎีน้ี คือ เอ็มมานูเอล วอล เลอร์ไสตน์ ทฤษฎีระบบโลกก็จะเน้นการอธิบายความขัดแย้ง (ทําให้กลายเป็ นจุดอ่อนเพราะไม่สามารถ อธิบายปรากฏการณ์ความร่วมมือทีเกิดขึนได้ เช่น ทําไม WTO ไม่มการรวมกลุ่มในระดับภูมภาค) ่ ้ ี ิ สาระสําคัญของทฤษฎีระบบโลกมองว่าประเทศต่างๆ ในโลกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ - ประเทศศูนย์กลาง (Core) ได้แก่ ประเทศที่พฒนาแล้ว สหรัฐฯ และยุโรปตะวันตก ั แคนาดา - ประเทศกึ่งปริ มณฑล (Semi-periphery) ได้แก่ ญี่ปุ่น ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NICs) คือ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน บราซิล เม็กซิโก อาเจนติน่า - ประเทศปริ มณฑล (Periphery) ได้แก่ ประเทศกําลังพัฒนาทังหลายทังในเชียและอัฟ ้ ้ ริกา ทฤษฎีระบบโลกกล่าวว่า ประเทศศูนย์กลางจะกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศรอบนอก และกึ่งรอบนอก รวมทังยังกีดกันทางการค้าจากประเทศรอบนอกและกึ่งรอบนอกโดยมาตรการ ้ ต่างๆ ส่วนประเทศกึงรอบนอกจะทําหน้าทีสองอย่างคือ ถูกกอบโกยจากประเทศศูนย์กลาง และใน ่ ่ เวลาเดียวกันก็เข้าไปกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศรอบนอกด้วย รวมทัง กีดกันทางการค้าไม่ให้ ้ สินค้าจากประเทศรอบนอกเข้าไปในตลาด ทําให้ประเทศรอบนอกเป็ นผูท่เดือดร้อนมากทีสุด ยิงทํา ้ ี ่ ่ ให้ประเทศรอบนอกที่เป็ นประเทศกําลังพัฒนาไม่มโอกาสพัฒนาขึนมาได้เลย สุดท้ายก็จะนํามาซึ่ง ี ้ ความขัดแย้ง . 3 ทฤษฎีจกรวรรดินิยม ( ั Imperialism) เจ.เอ. ฮอบสัน กล่าวว่า ภาวะจักรวรรดิทเกิดขึนนัน เกิดขึนเพราะระบบเศรษฐกิจในระบบ ่ี ้ ้ ้ อุตสาหกรรมทุนนิยมทีมผลิตมากเกินไป (Overproduction) แต่มการบริโภคน้อย (Under-consumption) ่ ี ี เพราะคนทําให้นายทุนขยายตัวออกไปต่ างประเทศ ทังต้องการหาตลาด และหาวัตถุ ดบมาป้อ น ้ ิ
  • อุตสาหกรรมในประเทศตะวันตก แต่การเข้าไปนันกลับไปเอารัดเอาเปรียบ ไปครอบงํา และทีสําคัญ ้ ่ มีการใช้กําลังในการครอบงํา เกิดลัทธิจกรวรรดินิยมขึน ต่อมามีการแข่งขันกันล่าอาณานิคมระหว่าง ั ้ ประเทศตะวันตกด้วยกัน มีการทําสงครามเพื่อเข้าครอบงําดินแดนแห่งใหม่ทงหลาย เพื่อไปสร้าง ั้ จักรวรรดิหรืออาณาจักรของตนเอง ทําให้ลทธิจกรวรรดิมความเข้มข้นมากขึน ลัทธิจกรวรรดินิยมที่ ั ั ี ้ ั ส่งเสริมให้นายทุนเข้าไปครอบงําดินแดนแห่งใหม่ และเอารัดเอาเปรียบเป็ นต้นแบบของบรรษัทข้าม ชาติในยุคต่อมา เพราะในช่วงแรก มีการครอบงําในลักษณะการเป็ นเมืองขึน ต่อมาเมื่อสถานการณ์ ้ ระหว่างประเทศเปลียนไป อาณานิคมต่างเรียกร้องเอกราช จักรวรรดินิยมก็ปรับตัวไปครอบงําทาง ่ ด้านการค้าและขยายมาสู่วฒนธรรม ครอบงําทางความคิดต่อประเทศด้อยพัฒนา ั ขณะที่ เลนิ น มองว่าจักรวรรดินิยมนันเป็ นความผิดพลาด 100% ของทุนนิยม เพราะ ้ จักรวรรดินิยมคือขันตอนที่สูงสุดของระบบทุนนิ ยมเป็ นการเอาเปรียบกันมากที่สุด และพฤติกรรม ้ ของจักรวรรดินิยมนันมีการเปลียนรูปเปลียนร่างไปเรือยๆ จากทีเป็ นจักรวรรดินิยมโดยรัฐ ก็อาจจะมี ้ ่ ่ ่ ่ ั ั ตัวแสดงอื่นๆ เข้ามาเป็ นตัวสร้างจักรวรรดินิยมให้เกิดขึน เช่น ปจจุบนอาจจะเป็ นจักรวรรดินิมโดย ้ บรรษัทข้ามชาติ 4. แนวคิ ดพาณิ ชยนิ ยม (Mercantilism) เป็ นทฤษฎีท่บอกว่ารัฐแต่ละรัฐจะสร้างความมัง่ ี คังของตนเองด้วยการพยายามส่งออกให้มากทีสุดแต่นําเข้าให้น้อยทีสุด เป็ นแนวคิดการปกป้องทาง ่ ่ ่ ั การค้ า (Protectionism) ในป จ จุ บ ั น แนวคิ ด นี้ ถู ก เรี ย กว่ า “การปกป้ องแบบใหม่ ” (New Protectionism) เนื่องจากเครืองมือทีประเทศต่างๆ นํ ามาใช้ในการปกป้องทางการค้าจะมีการพัฒนา ่ ่ รูปแบบไปจากเดิมทีใช้มาตรการทางภาษี (Tariff Barrier) ด้วยการตังกําแพงภาษีนําเข้าแพงๆ มา ่ ้ เป็นมาตรการแบบใหม่ เช่น - มาตรการด้านสิงแวดล้อม ่ - มาตรการด้านแรงงาน - มาตรการด้านสิทธิมนุษยชน - มาตรการด้านคุณภาพสินค้า เป็นต้น เราจะพบว่าประเทศที่พฒนาแล้วมักจะอ้างเหตุผลเหล่านี้เพื่อกีดกันการนําเข้าจากประเทศ ั กําลังพัฒนา ทฤษฎีที่ใช้วิเคราะห์ความขัดแย้งทางการเมือง 1) แนวคิ ดการครองความเป็ นเจ้า (Hegemony) เช่น สหรัฐทีพยายามครองความเป็นเจ้า ่ จึงต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทุกประเทศในโลก โดยใช้เครืองมือทุกอย่างเพื่อให้ตนเองครองความเป็ นเจ้าโลก ่ 2) แนวคิ ดเกี่ ยวกับการก่ อการร้าย เป็ นแนวคิดที่บอกว่าหากประเทศเล็กๆ จะเอาชนะ ประเทศมหาอํานาจ ซึงมีความพร้อมในทุกด้านทังเศรษฐกิจ กําลังทหาร จะต้องใช้วธการก่อการร้าย ่ ้ ิี เนื่องจากเป็นวิธการทีทาให้ประเทศมหาอํานาจเกิดความประหวันพรันพรึง ี ่ ํ ่ ่ ตัวแบบในการกาหนดนโยบายต่ างประเทศ
  • ในการวิเคราะห์การกําหนดนโยบายต่างประเทศ จะใช้ ตวแบบในการตัดสิ นใจนโยบาย ั ั ต่ างๆ (Decision Making Model) ซึ่งเป็ นตัวแบบที่เน้ นวิเคราะห์ว่ามีปจจัยว่าอะไรที่มผลต่ อ ี นโยบายต่างประเทศ ซึงปจจัยดังกล่าวแบ่งออกเป็ น ่ ั 1. ปัจจัยภายใน (Internal Factor) เช่น - สภาพการเมืองภายใน - สภาวะผูนําและทัศนคติ ้ - ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ - อุดมการณ์ทางการเมือง - ขนาด ทีตง และสภาพภูมศาสตร์ ่ ั้ ิ - กําลังอาวุธและทหาร - ทรัพยากรธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธ์ ธัญญาหาร -. พลังของประชากรในประเทศ - กลุ่มผลประโยชน์และพรรคการเมือง เช่น กลุ่มทหาร ข้าราชการ กลุ่มพ่อค้า นักธุรกิจ - มติมหาชนและสื่อมวลชน 2. ปัจจัยภายนอก (External Factor) เช่น - อิทธิพลของมหาอํานาจ และท่าทีของมหาอํานาจในกรณีต่างๆ - เหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศต่างๆ - สถานการณ์การเมืองในระดับโลก ดังนัน หากข้อสอบเปิดโอกาสให้นกศึกษาแสดงความคิดเห็นว่าประเทศไทยควรจะมีบทบาท ้ ั หรือนโยบายในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเรื่องต่างๆ อย่างไร นักศึกษาก็ควรจะอธิบายโดยดึง ั ปจจัยเหล่านี้มาวิเคราะห์ เหตุการณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 1. เหตุการณ์ระดับโลก - เหตุการณ์ทเป็ นความร่วมมือ เช่น ความร่วมมือแบบ FTA การรวมกลุ่มเศรษฐกิจ (อียู ่ี นาฟตา) องค์การการค้าโลก ความร่วมมือทางสังคม - เหตุการณ์ทเี่ ป็นความขัดแย้ง เช่น สงครามอีรก ความขัดแย้งด้านพลังงาน การก่อ การร้าย ั ข้ามชาติ การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ 2. เหตุการณ์ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉี ยงใต้ (เนื้อหาจาก PS 714) - เหตุการณ์ทเป็ นความร่วมมือ เช่น ความร่วมมือในอาเซียน ความร่วมมือในประเทศลุ่มนํ้า ่ี โขง ความร่วมมือในสามเหลียมเศรษฐกิจ (ไทย มาเลย์ อินโด) หรือความร่วมมือระดับทวิภาคี ่ - เหตุการณ์ทเี่ ป็นความขัดแย้ง เช่น สงครามกัมพูชา สงครามเวียดนาม ประเด็นอื่นๆ ที่ต้องสนใจ 1. การเปลียนแปลงหลังยุคสงครามเย็น ่
  • 2. พัฒนาการของความร่วมมือในอาเซียน เข้าสู่เนื้ อหาการบรรยายโดย ผศ.ดร.เบ็ญจมาส จีนาพันธุ์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสถานการณ์การเมืองโลก ซึงจะออกข้อสอบในวิชาพืนฐาน ่ ้ 1 ข้อ นักศึกษาจะต้องรู้ 2 สิง คือ ่ - ทฤษฎี - เหตุการณ์ ปัจจุบน ั ั ั โดยต้องสามารถนําเอาทฤษฎีมาวิเคราะห์ อธิบาย และวิจารณ์เหตุการณ์ปจจุบนได้ ข้อสอบ ั ั มักจะออกกว้างๆ โดยยกเหตุการณ์ปจจุบน แล้วให้นกศึกษาวิเคราะห์โดยใช้ทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง ั ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะมีหลายทฤษฎี แต่อาจารย์จะให้ความสําคัญเฉพาะ ั ั ั ั ทฤษฎีทสาคัญๆ และสามารถนํามาวิเคราะห์เหตุการณ์ปจจุบนได้ดเท่านัน เหตุการณ์ปจจุบนดังกล่าว ่ี ํ ี ้ เราจะเริมมองตังแต่ยคหลังสงครามเย็น คือ ช่วงปลายทศวรรษ 1980 หรือช่วงทศวรรษ 1990 การที่ ่ ้ ุ อาจารย์แบ่งเวลาออกเป็ น 2 ช่วง เพราะนักวิชาการบางคนมองว่าในช่วงทียุโรปตะวันออกเริม ่ ่ เปลียนแปลงการปกครองถือเป็ นการสินสุดสงครามเย็น แต่บางกลุ่มมองว่าสงครามเย็นสินสุด เมื่อ ่ ้ ้ สหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991 1. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แบ่งออกเป็น 2 มิติ 1.1. ความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Cooperation) อาจจะเป็ นความ ร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และอื่นๆ 1.2. ความขัดแย้งระหว่างประเทศ (International Conflict) อาจจะเป็ นความขัดแย้งทาง ั ั ด้านการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร หรืออื่นๆ เหตุการณ์ปจจุบนก็จะมี 2 มิตดงกล่าว ิ ั 2. การเมืองระหว่างประเทศ (International Politics ) ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะแตกต่างจากการเมืองระหว่างประเทศ (International Politics) ตรงทีการเมืองระหว่างประเทศจะเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่ างประเทศ หรือเป็ นสาขาหนึ่ง ่ ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเมืองระหว่างประเทศจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีการใช้อํานาจระหว่างรัฐหรือระหว่างประเทศ เกิดขึน การใช้อํานาจอาจจะใช้อํานาจทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ หรือการทหารก็เป็ นการเมือง ้ ระหว่างประเทศทังสิน ้ ้ อานาจ (Power) หมายถึง ความสามารถ (Ability) ขีดความสามารถ (Capability) หรือปริมาณ ความสามารถ (Capacity) ทีผแสดงบทบาทระหว่างประเทศหนึ่ง ๆ ทําให้ผแสดงบทบาทอื่นกระทํา ่ ู้ ู้ ตามความต้องการของตน หรือละเว้นไม่กระทําในสิงที่ตนไม่ต้องการให้กระทําโดยใช้ความรุนแรง ่ หรือการลงโทษ หรืออาจจะใช้ในรูปการโน้มน้าวจูงใจหรือการให้รางวัลก็ได้ เช่น กรณีของสหรัฐอเมริกา ต้องการให้อรกหยุดยังการผลิตอาวุธทําลายล้างสูง และหยุดส่งเสริมการก่อการร้ายโดยใช้สงคราม ีั ้ เป็ นเครื่องมือ หรือ อาจจะใช้การแซงชัน เช่น กรณีทสหรัฐอเมริกาแซงชันลิเบีย เนื่องจากมองว่า ่ ่ี ่
  • ลิเ บียส่งผู้ก่ อ การร้ายไปวางระเบิดเครื่องบินของสายการบินแพนแอมของอเมริกาในปี 1988 สหรัฐอเมริกาบังคับให้ผนําลิเบีย คือ โมฮัมหมัด กัดดาฟี ส่งผูรายไปให้สหรัฐ แต่ลเบียไม่ยอมสหรัฐ ู้ ้้ ิ จึงขอการสนับสนุนจากประเทศต่าง ๆ ในยุโรปแซงชันทางเศรษฐกิจต่อลิเบีย ่ การแซงชัน หมายถึง การลงโทษ เช่น ไม่มการนําเครื่องบินลงลิเบีย และไม่ให้เครื่องบิน ่ ี ของลิเบียบินเข้าประเทศ รวมทังงดสังซื้อนํ้ามันจากลิเบีย จนกระทังก่อนหน้าปีน้ี ลิเบียก็ยอมส่ง ้ ่ ่ ผูรายให้กบสหรัฐและยอมชดใช้ค่าเสียหาย รวมทังประกาศชัดเจนว่าจะไม่ให้การสนับสนุ นการก่อ ้้ ั ้ การร้ายต่อไป รวมทังจะไม่ดําเนินโครงการอาวุธนิวเคลียร์ และอาวุธทําลายล้างสูงต่อไป วิธการที่ ้ ี สหรัฐใช้กบทังลิเบียและอีรกเรียกว่า “การใช้อํานาจ” ั ้ ั นอกจากการเมืองระหว่างประเทศจะหมายถึง การใช้อํานาจระหว่างรัฐแล้ว ยังหมายถึง ความขัดแย้งเชิงอํานาจระหว่างประเทศด้วย เช่น กรณีทสหรัฐทําสงครามกับอีรก ฝรังเศส รัสเซีย ่ี ั ่ และเยอรมันไม่เห็นด้วยถือว่าเป็นความขัดแย้งเชิงอํานาจ 3. การเมืองโลก (World Politics) จะมีความหมายกว้างกว่าการเมืองระหว่างประเทศ เป็ นการใช้อํานาจระหว่างประเทศของผู้ แสดงบทบาทระหว่างประเทศอื่น ๆ ทีนอกเหนือจากรัฐด้วย ่ 4. สถานการณ์การเมืองโลก หมายถึง ปรากฏการณ์ระหว่างประเทศทีเกิดขึนในเวทีโลก ทีแสดงให้เห็นถึงการใช้อํานาจ ่ ้ ่ เพื่อให้เกิดความร่วมมือและ/หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ สถานการณ์การเมืองโลกต้องมีการใช้ อํานาจของรัฐและตัวแสดงทีไม่ใช่รฐ หัวใจสําคัญอยู่ทอํานาจ โดยผูแสดงบทบาทระหว่ างประเทศที่ ่ ั ่ี ้ ทังเป็ นรัฐและไม่ใช่รฐจะแสดงบทบาท หรือพฤติกรรมอยู่ในเวทีท่เรียกว่า “เวทีโลก” แต่ถ้าเป็ น ้ ั ี สถานการณ์ระหว่างประเทศจะเกิดขึนในเวทีระหว่างประเทศ ้ เช่น กรณีสหรัฐพยายามทําให้ประเทศอื่นๆ ร่วมมือกับสหรัฐในการทําสงครามต่อต้านการ ก่อการร้าย ขณะเดียวกันก็ใช้อํานาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง นันคือ การทําสงครามกับอีรก ่ ั ผูแสดงบทบาทระหว่างประเทศ (International Actors) แบ่งออกเป็น ้ 1. รัฐชาติ (Nation – State) หมายถึง ประเทศหรือรัฐ 2. องค์การระหว่างประเทศ (International Organization) แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ 2.1 องค์การระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค (Regional Organization) เป็ นการรวมตัว และร่วมมือกันของสมาชิกทีอยู่ในภูมภาคเดียวกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น EU, ASEAN, OAS ่ ิ (องค์การนานารัฐอเมริกน), AU (African Union: สหภาพแอฟริกน) เดิมชื่อ OAU: African Union ั ั Organization หรือองค์การเอกภาพแอฟริกน แล้วมาเปลียนชื่อในปี ค.ศ. 2000 เลียนแบบสหภาพ ั ่ ยุโรป 2.2 องค์การระหว่างประเทศในระดับสากล (Universal Organization) หมายถึง องค์การ ทีมสมาชิกจํานวนมากและอยูกระจายไปทัวโลกไม่จากัดภูมภาค แบ่งตามหน้าทีได้เป็น ่ ี ่ ่ ํ ิ ่ - องค์การระดับสากลแบบทัวไป หมายถึง องค์การทีทาหน้าทีทุกเรือง ได้แก่ สหประชาชาติ ่ ่ ํ ่ ่
  • - องค์การระดับสากลแบบเฉพาะเจาะจง หมายถึง องค์การระหว่างประเทศในระดับ สากลทีมวตถุประสงค์หรือเป้าหมายเฉพาะด้านเป็ นเรื่องๆ ไป ไม่ทําทุกเรื่อง เช่น WTO ทําหน้าที่ ่ ีั เกี่ยวกับการค้า IMF ทําหน้าทีเกี่ยวกับการเงินการคลัง World Bank เน้นการลงทุนเพื่อการพัฒนา ่ ประเทศ องค์การอนามัยโลก (WHO) เน้นเรืองสุขภาพอนามัย ่ ั ั 3. ผู้แสดงบทบาทที่มีอานาจเหนื อรัฐ (Supranational Actors) ปจจุบนมีเพียงองค์การ เดียว คือ สหภาพยุโรป (EU) ทีสมาชิกได้มอบอํานาจอธิปไตยด้านเศรษฐกิจให้แก่ EU ตัดสินใจ ่ แทนรัฐ ขณะทีการมอบอํานาจทางการเมืองยังไม่ประสบความสําเร็จ ่ 4. สัมพันธมิ ตร (Alliance) และผูแสดงทีเป็ นกลุ่มหรือบล๊อก (Block Actors) ้ ่ สัมพันธมิ ตร (Alliance) หมายถึง การรวมอํานาจของรัฐต่างๆ เข้าด้วยกัน ตังแต่ 2 รัฐขึน ้ ้ ไปเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเพื่อความมันคงปลอดภัยร่วมกันโดยจะต้องมี ่ ข้อตกลงหรือสนธิสญญาอย่างเป็ นทางการหรือไม่เป็ นทางการก็ได้ ต้องระบุเหตุผลในการรวมกัน ั และอาจจะมีการกําหนดระยะเวลาในการรวมอํานาจหรือรวมกันอย่างถาวรก็ได้ ส่วนพันธมิ ตร (Ally) หมายถึง ความร่วมมือระหว่างรัฐต่างๆ ตังแต่สองรัฐขึนไป ในด้าน ้ ้ ต่างๆ ทีมผลประโยชน์หรือวัตถุประสงค์อนใดอันหนึ่งร่วมกัน เป็ นความร่วมมือชัวคราวไม่ถาวร โดย ่ ี ั ่ ไม่มขอตกลงหรือสนธิสญญา เมื่อผลประโยชน์ร่วมกันสินสุดลงความเป็ นพันธมิตรก็ส้นสุดลงด้วย ี้ ั ้ ิ สัมพันธมิตรอาจจะเป็นสัมพันธมิตรทางการค้า เช่น อียู อาเซียน โอเปก สัมพันธมิตรทางทหาร เช่น นาโต้ ั ั ั ปจจุบนโอเปกหรือกลุ่มประเทศผูส่งนํ้ ามันเป็ นสินค้าออก เวลานี้กําลังเกิดปญหา เนื่องจาก ้ ราคานํ้ามันสูงขึนมาก เนื่องจากผลผลิตทีออกมาจากกลุ่มมีไม่เพียงพอ ้ ่ สหรัฐฯ ยกให้ไทยเป็ นพันธมิตรหลักนอก NATO ถ้าเมื่อใดก็ตามทีสหรัฐฯ หรือผลประโยชน์ท่ี ่ ต้องการจากไทยสินสุดลง สหรัฐฯ จะยกเลิกความเป็ นพันธมิตรอันนี้ไปก็ได้ (ส่วนผูแสดงทีเป็ นกลุ่ม ้ ้ ่ หรือบล๊อก ไม่มการรวมอํานาจเข้าด้วยกัน แต่ร่วมมือกันชัวคราวหรือถาวรเพื่อการใดการหนึ่ง ี ่ ั แล้วแต่ประเด็นปญหา เช่น การรวมกลุ่มกันของประเทศโลกที่ 3 ในการออกเสียงในทีประชุม WTO) ่ 5. องค์การข้ามชาติ ที่ไม่ใช่ รฐบาล (Non - governmental Transnational Organization) ั แต่มบทบาทในการดําเนินกิจกรรมข้ามชาติ ประกอบด้วย ี 5.1 บรรษัทข้ามชาติ (Transnational /Multinational Corporations: MNCs) หมายถึง กิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึงได้ไปดําเนินกิจการในต่างประเทศ โดยมีศูนย์กลางการบังคับบัญชาอยู่ท่ี ่ ประเทศแม่แ ล้วไปตังบริษัทลูก ในต่างประเทศ โดยมียุทธศาสตร์การบริหารจัดการเหมือ นกันกับ ้ ประเทศแม่ บรรษัทข้ามชาติจะเข้าไปมีบทบาทในการกําหนดนโยบายของรัฐใดรัฐหนึ่งให้เป็ นไป ตามทีบรรษัทข้ามชาติต้องการ เช่น บริษทผลิตยา ผลิตเทป ซีดของสหรัฐฯ ทีกดดันรัฐบาลอเมริกน ่ ั ี ่ ั ให้บบรัฐบาลไทยเพื่อไปจัดการกับพวกทีละเมิดลิขสิทธิ ์เทปผีซดเี ถื่อน ไม่เช่นนันแล้วจะถูกตัด GSP ี ่ ี ้ 5.2 ขบวนการก่อการร้ายข้ามชาติ (Terrorist Movement) ขบวนการก่อการร้ายทีสําคัญ ่ จะมีบทบาทในการใช้อํานาจเช่นเดียวกัน เช่น เวลานี้ขบวนการก่อการร้ายที่อยู่ในอีรกจะใช้วธการ ั ิี ต่างๆ เพื่อให้รฐบาลของประเทศต่างๆ ทําตามความต้องการ เช่น มีการลักพาตัวคนของประเทศ ั
  • ต่างๆ เพื่อแลกเปลียนกับสิงทีตองการ เช่น มีการจับตัวสตรีชาวอินโดนีเซีย 2 คนเพื่อกดดันให้มการ ่ ่ ่ ้ ี ปล่อยตัวผูนําของตนเองออกมา ้ ขบวนการก่อการร้ายจะใช้ความหวาดกลัวเป็ นเครื่องมือแสดงออกซึ่งอํานาจ เช่น ใช้การ ลักพาตัว การฆ่าตัวประกัน ข่มขู่ เพื่อให้รฐบาลหรือผูทเกี่ยวข้องทําตามความต้องการของผูก่อการ ั ้ ่ี ้ ร้าย ดังจะพบว่ามีห ลายประเทศที่ต้องตัดสินใจถอนทหารออกจากอีร ัก เนื่องจากถูกข่มขู่จาก ขบวนการก่อการร้าย เราจะพบว่าในแต่ละเหตุการณ์ทเกิดขึนในเวทีโลกจะมีตวแสดงทีมบทบาทแตกต่างกัน เช่น ่ี ้ ั ่ ี ั ั ้ ในกรณีสงครามสหรัฐกับอีรก คือ สหรัฐอเมริกาและอีรกจะเป็ นผูมบทบาท แต่ปจจุบนผูก่อการร้ายมี ั ั ้ ี บทบาทมากขึน และส่งผลให้เหตุการณ์ระหว่างประเทศมีการเปลียนแปลงมากขึน ้ ่ ้ ขบวนการก่อการร้ายเวลานี้มทวโลก โดยเฉพาะขบวนการอัลเคดาของบิลลาเดน มีเครือข่ายถึง ี ั่ 64 ประเทศ โดยมีเป้าหมายทีสาคัญในการปฏิบตการ คือ ล้างแค้นจักรวรรดินิยม ่ํ ั ิ (ถ้าเราต้องวิเคราะห์เรืองสงครามอีรกจําเป็ นอย่างยิงทีจะต้องนําเอาขบวนการก่อการร้ายมา ่ ั ่ ่ วิเคราะห์ดวย) ้ 5.3 องค์กรเอกชน (NGOs) เช่น องค์การนิรโทษกรรมสากล จะมีบทบาทในการผลักดันให้ มีการปลดปล่อยนักโทษทางการเมือง หรือการละเมิดสิทธิมนุ ษยชน องค์การกาชาดสากล กลุ่มกรีน พีชทีทําหน้าทีรณรงค์ดานสิงแวดล้อม องค์กรเอกชนเหล่านี้กจะมีบทบาทในการผลักดันให้รฐต่างๆ ่ ่ ้ ่ ็ ั ทําความต้องการของตนเอง 5.4 กลุ่มย่อยระดับชาติ เช่น สหภาพแรงงาน กลุ่มผลประโยชน์ เช่น กลุ่มผลประโยชน์ท่ี เกี่ยวกับกุ้งในสหรัฐอเมริการ้องเรียนต่อรัฐบาลสหรัฐและ WTO ว่าประเทศที่ส่งออกกุ้ง เช่น ไทย บราซิล ทุ่มตลาดกุงทําให้กุงจากประเทศเหล่านี้เข้าไปตีตลาด ้ ้ 5.6 ปัจเจกชน เช่น อดีตประธานาธิบดีจมมี่ คาร์เตอร์ เคยเดินทางไปไกลเกลียปญหาใน ิ ่ ั บอสเนียเซอร์โกวินา ในทศวรรษ 1990 นันคือ ผูมบทบาทระหว่างประเทศซึ่งนักศึกษาจะต้องทํา ่ ้ ี ความเข้าใจ ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สานักที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในการศึกษาทฤษฎีระหว่างประเทศเราจะมองไปทีสํานัก (School) ต่างๆ ที่เป็ นต้นแบบ ่ แนวคิดหรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ในแต่ละสํานักก็จะมีทฤษฎีทเป็ นของตน) โดย ่ี สํานักทีสาคัญประกอบด้วย ่ํ 1. สานักสัจจะนิ ยม (Realism) คือ สํานักคิดทีมพนฐานความคิดมาจากการมองโลกจาก ่ ี ้ื ความเป็ นจริง เน้นเรื่องอํานาจ เน้นบทบาทของรัฐ มองว่า รัฐสําคัญทีสุด โดยไม่ให้ความสําคัญกับ ่ ตัวแสดงอื่นๆ สัจจะนิยมมีความเชื่อพืนฐานว่า มนุ ษย์มความชัวร้ายและเต็มไปด้วยบาป เห็นแก่ตว ้ ี ่ ั ต้องการผลประโยชน์ และต้องการอํานาจ และเนื่องจากรัฐถูกกําหนดนโยบายโดยมนุ ษ ย์ รัฐจึงชัว ่ ร้ายไปด้วย รัฐจึงเห็นแก่ตว ต้องการอํานาจ หัวใจสัจจะนิ ยมจึงเน้ นเรื่องอานาจ ั
  • สํานักสัจจะนิยมแบ่งย่อยได้เป็น 1.1 สัจจะนิ ยมแบบคลาสสิ ก (Classical Realism) แนวคิดหลักของกลุ่มนี้ คือ - รัฐเป็ นผูแสดงบทบาทที่สาคัญเพียงผูเดียว แม้ว่าจะมีผแสดงอื่นๆ แต่ไม่มความสําคัญ ้ ้ ู้ ี - ให้ความสาคัญกับผลประโยชน์ ของชาติ เพราะผลประโยชน์เป็นสิงทีรฐปรารถนาและจะ ่ ่ั อยูในดินแดนอื่น ทังทรัพยากร ความมันคงปลอดภัยและการกินดีอยูดี ่ ้ ่ ่ การที่รฐยึดถือผลประโยชน์ เป็ นใหญ่ ทําให้รฐแสดงบทบาทหรือพฤติกรรมออกมาในเวที ั ั ระหว่างประเทศ เช่น สหรัฐต้องการนํ้ามันในอีรก ต้องการความมันคงปลอดภัยเนื่องจากมองว่า อีรก ั ่ ั ส่งเสริมการก่อการร้ายและเกรงว่าหากอีรกมีการผลิตอาวุธทําลายล้างสูงก็จะมีอนตรายต่อความ ั ั มันคงปลอดภัยของสหรัฐ (ซึงเป็นผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐ) สหรัฐจึงต้องเข้าไปแสดงบทบาท ่ ่ ในอีรก สํานักนี้เชื่อว่ารัฐจะไม่สนใจผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือของประชาคม แต่สนใจผลประโยชน์ ั ของรัฐเท่านัน ้ - เน้ นเรื่องความมันคงของปลอดภัย ซึงความมันคงปลอดภัยแบ่งออกเป็ นความมันคง ่ ่ ่ ่ ด้านจิตวิสย คือ การมีความรูสกว่ารัฐตนเองจะต้องปลอดภัยทางภัยคุกคามต่างๆ ั ้ ึ ความมันคงด้านวัตถุวสย คือ การปลอดจากภัยคุกคามต่างๆ ทังการก่อการร้าย การทําลาย ่ ิ ั ้ ล้างต่างๆ - เน้ นการสร้างสัมพันธมิ ตร เพราะบางรัฐหากมองว่าในเรื่องทีตนเองไม่สามารถใช้อํานาจ ่ ได้ตามลําพังก็จะมีการรวมกับรัฐอื่น เพื่อให้อํานาจมีขนาดใหญ่ เช่น การจัดตังองค์การนาโต้ ทีตง ้ ่ ั้ ขึนมาเพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์และสหภาพโซเวียต ้ - เน้ นการถ่วงดุลอานาจ เช่น ในยุคสงครามเย็นจะมีการถ่วงดุลอํานาจระหว่างนาโต้กบ ั วอร์ซอ ด้วยการพัฒนากองกําลังทหารและอาวุธให้มความทันสมัยและสมรรถภาพเท่าเทียมกัน ี (ทฤษฎีถ่วงดุลอํานาจใช้ได้เฉพาะทางทหารและการเมืองเท่านั ้น สํานักสัจจะนิยมจึงเน้น วิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางด้านการเมืองเท่านัน) ้ ตัวอย่าง กรณีสงครามอีรก ทีเกิดจากการทีสหรัฐอเมริกาและอังกฤษรวมทังพันธมิตร มอง ั ่ ่ ้ ่ ่ ั ว่า อีรกมีการพัฒนาอาวุธทําลายล้างสูง โดยมีฝายทีคดค้านเข้ามาถ่วงดุลอํานาจ คือ ฝรังเศส เยอรมัน ั ่ รัสเซียและจีน แต่การถ่วงดุลดังกล่าวไม่เกิดความสมดุล ขณะทีสหประชาชาติกไม่สามารถถ่วงดุล ่ ็ อํานาจกับสหรัฐได้ ทําให้สหรัฐตัดสินใจส่งทหารเข้าไปในอีรก โดยไม่สนใจกฎบัตรสหประชาชาติ ั มาตรา 39 ทีระบุว่าเมื่อมีการคุกคามต่อเสถียรภาพระหว่างประเทศจะต้องมีการนําเรื่องเข้าสู่ทประชุม ่ ่ี คณะมนตรีความมันคง เพื่อให้คณะมนตรีความมันคงวินิจฉัย แต่สหรัฐไม่ได้นําเรื่องดังกล่าวเข้าที่ ่ ่ ประชุมคณะมนตรีความมันคงเพราะมองว่า ที่ประชุมจะไม่เห็นด้วยกับสหรัฐจึงตัดสินใจประกาศ ่ สงครามกับอีรกเพียงฝ่ายเดียว เพราะมองว่า ภัยคุ กคามที่สหรัฐเผชิญอยู่ไม่สามารถขอความ ั ช่ว ยเหลือ จากสหประชาชาติได้ ขณะเดียวกันนอกเหนือ จากผลประโยชน์ ใ นด้านความมันคง ่ ปลอดภัยของสหรัฐแล้ว สหรัฐยังมีผลประโยชน์อ่นๆ ในการเข้าไปทําสงครามในอีรกด้วย เช่น นํ้ามัน ื ั การลงทุนในอีรก การขายอาวุธของอุตสาหกรรมทางทหาร ซึงจะได้รบผลประโยชน์จากการขาย ั ่ ั อาวุธหากมีสงคราม ทําให้คนงานในโรงงานผลิตอาวุธทีม ี 3 ล้านคนมีงานทํา ่
  • นอกจากนี้ยงมีสาเหตุทลกลับ คือ สหรัฐไม่พอใจทีอรกนําเงินยูโรมาใช้ในการซือขายนํ้ามัน ั ่ี ึ ่ ีั ้ และซือขายสินค้า ซึงสหรัฐมองว่า จะมีผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์ สหรัฐจึงจัดการกับอีรกเพื่อให้ ้ ่ ั เป็ นตัวอย่างกับประเทศอื่นๆ ว่าหากมีการใช้เงินยูโรก็จะโดนเหมือนกับอีรก ดังนัน พฤติกรรมของ ั ้ สหรัฐจึงเป็นไปตามแนวคิดของสํานักสัจจะนิยม 1.2 สัจจะนิ ยมแนวใหม่ (Neorealism) เชื่อว่า พฤติกรรมทีเกิดขึนในเวทีระหว่างประเทศ ่ ้ เกิดจากผลของโครงสร้างของระบบระหว่างประเทศ โครงสร้างแบบหลายขัวอํานาจ สองขัวอํานาจ ้ ้ หรือขัวอํานาจเดียวจะทําให้เกิดพฤติกรรมระหว่างประเทศที่แตกต่างกัน แนวคิดของสํานักสัจจะ ้ ั ั นิยมแนวใหม่จงยังมีบทบาทต่อการวิเคราะห์ในปจจุบน ึ 1.3 สัจจะนิ ยมคลาสสิ กแนวใหม่ (Neoclassical Realism) จะมีความแตกต่างจากแนวคิด สัจจะนิยมแบบเก่า หลักการทีสาคัญของสํานักนี้ คือ ่ํ - มองว่าเหตุการณ์ระหว่างประเทศทังทีเป็ นเรื่องของความร่วมมือหรือความขัดแย้ง จะเกิด ้ ่ จากโครงสร้างของระบบระหว่างประเทศ โครงสร้างระบบระหว่างประเทศจะบอกว่า ในระบบระหว่าง ประเทศนันมีขวอํานาจกี่ขว มีการกระจายอํานาจหรือรวมอํานาจ และมีลกษณะมากน้อยแค่ไหน ้ ั้ ั้ ั เช่น มีความเป็นทุนนิยมมากน้อยแค่ไหน ในสงครามอีรก สหรัฐเป็นขัวอํานาจเพียงขัวเดียว ทําให้สหรัฐเป็ นศูนย์กลางของอํานาจ และ ั ้ ้ จับมือกับอังกฤษยิงกลายเป็ นขัวอํานาจที่ใหญ่ขน โดยมีศูนย์อํานาจอื่นๆ หลายศูนย์ เช่น ฝรังเศส ่ ้ ้ึ ่ ั รัสเซีย จีน มาถ่วงดุลแต่สสหรัฐไม่ได้ ทําให้สหรัฐก่อสงครามขึนได้โดยไม่ฟงเสียงขัวอํานาจอื่นๆ ได้ ู้ ้ ้ - สัจจะนิ ยมแนวใหม่ยงเน้ นในเรื่องอนาธิ ปไตยระหว่างประเทศ คือ มองว่าในโลกนี้ไม่ม ี ั องค์กรใดหรือรัฐใดทีจะมีบทบาทในการควบคุมพฤติกรรมของผูแสดงบทบาทอื่นๆ ไม่มกฎหมายหรือข้อ ่ ้ ี บังคับใดทีจะให้ผแสดงบทบาททําตามได้ ถึงมีกจะไม่ยดถือ ทําให้เกิดสภาพอนาธิปไตยระหว่างประเทศ ่ ู้ ็ ึ - เน้ นในเรื่องความมันคงปลอดภัย ผลประโยชน์ของรัฐและอํานาจ มองว่ารัฐต่างๆ ต้องการ ่ อยูเหนือรัฐอื่น คํานึงถึงความปลอดภัยของตนเอง ่ - เน้ นการดิ้ นรนและต่อสู้ภายใต้สภาพอนาธิ ปไตย - เน้ นดุลแห่ งความหวาดกลัว ต่างจากสัจจะนิยมแบบเก่าทีเน้นถ่วงดุลอํานาจด้วยอาวุธ ่ ธรรมดา แต่ดุลแห่งความหวาดกลัวจะมาจากแสนยานุ ภาพทางด้านนิวเคลียร์ททําให้ 2 ฝ่ายไม่กล้า ่ี คุกคามต่อกัน เพราะเกรงว่าจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ เน้นการเตรียมทางด้านการทหารและการป้อง ปราม ด้วยการข่มขู่ว่าหากมีการโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามก็จะมีการโจมตีตอบแทน เพื่อล้างแค้นด้วย อาวุธนิวเคลียร์ ซึงความพินาศทีเกิดขึนจะเป็ นความพินาศทีฝายคุกคามยอมรับไม่ได้ ่ ่ ้ ่ ่ การจะใช้แนวคิดของสํานักสัจจะนิยมใหม่ไปวิเคราะห์จะต้องเข้าใจระบบระหว่างประเทศ ทีม ี ่ ลักษณะทีสหรัฐเป็ นศูนย์กลางอํานาจใหญ่ และมีศูนย์อํานาจอื่นๆ ทีพยายามถ่วงดุล คือ ฝรังเศส ่ ่ ่ เยอรมัน จีน ญีปน ่ ุ่ 2. สานักเสรีนิยม (Liberalism) มี 2 แนว คือ 2.1 สํานักเสรีนิยม (Liberalism) 2.2 สํานักเสรีนิยมแนวใหม่ (Neoliberalism)
  • - เน้ นการสร้างสถาบัน/องค์การระหว่างประเทศหรือกฎหมายระหว่างประเทศ ทีจะทําให้ ่ เกิดความร่วมมือโดยเฉพาะความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ เช่น องค์การการค้าโลก (WTO) สํานักเสรีนิยมแนวใหม่มองว่า ประเทศต่างๆ จะต้องมีความร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ ร่วมกัน โดยประเทศทีมาร่วมมือกันจะต้องทําตามกฎหมายหรือระเบียบทีกําหนดเอาไว้ ่ ่ - เน้ นการสร้างสันติ ภาพ คือ มองว่าหากมีความร่วมมือระหว่างประเทศจะก่อให้เกิด สันติภาพโดยมีองค์การระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศเป็นเครืองมือ ่ - เน้ นการสร้างประชาธิ ปไตย เพราะมองว่า หากทุกประเทศเป็ นประชาธิปไตยโลกก็จะมี สันติภาพ - เน้ นที่การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน (Interdependence) เพื่อให้บรรลุถงความจําเป็ น ึ ั ของมวลมนุษย์ คือ การแก้ไขปญหาความยากจน การช่วยเหลือกันในการพัฒนาประเทศ การแก้ไข ั ปญหาสิงแวดล้อม ่ - เน้ นความมันคงปลอดภัยร่วมกัน (Collective Security) โดยร่วมมือกัน อาจจะมีกอง ่ กําลังร่วมกัน เช่น กองกําลังขององค์การระหว่างประเทศ เสรีนิยมแนวใหม่มก ยึดอุ ดมการณ์ มากกว่าสัจจะนิยม จึงให้ค วามสําคัญ กับความมันคง ั ่ ปลอดภัยร่วมกัน แทนที่แต่ละรัฐจะสร้างกองทัพของตนเองก็หนมาสร้างกองทัพร่วมกันเพื่อรักษา ั สันติภาพและความอยูรอด เป็นทีมาของสันนิบาตชาติและสหประชาชาติ ่ ่ นอกจากนี้ยงเน้นเรื่องระเบียบโลก ซึงหมายถึง แบบแผนทางด้านต่าง ๆ ทังการค้า การทหาร ั ่ ้ การทูต ที่มการกําหนดขึนว่าพฤติกรรมในด้านต่างๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศควรจะ ี ้ ดําเนินการอย่างไร เช่น ในแง่การค้าก็ตองเปิดเสรี ในแง่การเมืองก็ตองประชาธิปไตย ้ ้ - เน้ นการรวมตัวเป็ นกลุ่มในภูมิภาค ั - เน้ นการปฏิ รปสถาบัน เพื่อให้รองรับกับปญหาทีเกิดขึน ู ่ ้ โดยภาพรวมเสรีนิยมแนวใหม่จะเน้ นเศรษฐกิ จเป็ นหลัก 3. สานักโครงสร้างนิ ยม (Structuralism) จะเน้นทีโครงสร้างทีเป็ นอยู่ในเวลานี้ เป็ นโครงสร้าง ่ ่ ของโลกทุนนิยม เป็ นโครงสร้างที่เอารัดเอาเปรียบ กอบโกยผลประโยชน์จากประเทศกําลังพัฒนา และด้อยพัฒนา โดยประเทศทีพฒนาแล้วจะเข้ามากอบโกยทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุดบ แรงงาน ่ ั ิ โดยไม่ได้ให้ผลตอบแทนทีคุมค่าต่อประเทศกําลังพัฒนา และมีผลทําให้ประเทศกําลังพัฒนา ด้อย ่ ้ พัฒนาตลอดกาล ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ั สํานักนี้เสนอว่า วิธการเดียวทีจะแก้ปญหาข้างต้น คือ การปฏิ วติ สํานักนี้จงเป็ นพวกซ้ายหรือ ี ่ ั ึ พวกคอมมิวนิสต์ แนวคิดของสํานักนี้เปรียบเสมือนหัวรถจักรที่มองว่า ตู้รถไฟจะไม่มวนวิงไล่ทนหัว ีั ่ ั รถจักรได้ เหมือนกับประเทศกําลังพัฒนาทีไม่มวนไล่ตามประเทศกําลังพัฒนาได้ทน ่ ีั ั ทฤษฎีที่อยู่ในกลุ่มโครงสร้างนิ ยม 3.1 ทฤษฎี พึ่งพิ ง (Dependency Theory) จะมองว่า ในโลกนี้จะแบ่งรัฐออกเป็ นรัฐแกนกลาง (Core) ซึงเป็ นประเทศพัฒนาแล้วกับรัฐปริมณฑล (Periphery) ซึงเป็ นประเทศกําลังพัฒนา ทีรฐ ่ ่ ่ั
  • แกนกลางได้เข้ามากอบโกยผลประโยชน์ดานต่างๆ จากรัฐปริมณฑล ส่งผลให้รฐปริมณฑลต้องด้อย ้ ั พัฒนา ไม่มโอกาสในการพัฒนาตนเอง ทฤษฎีน้จะพูดแต่เรื่องการกอบโกยผลประโยชน์ ไม่ได้พูดถึง ี ี ความร่วมมือหรือความขัดแย้งทีชดเจน แต่เป็นความขัดแย้งระหว่างโลกเหนือกับโลกใต้ ่ ั (อาจารย์มองว่าอย่าพยายามเอาทฤษฎีนี้มาอธิ บายเพราะจะมองภาพไม่ค่อยชัด) 3.2 ทฤษฎีระบบโลก (World System Theory) บิดาของทฤษฎีน้ี คือ เอ็มมานูเอล วอลเลอร์ไสตน์ กล่าวว่า ประเทศต่างๆ ในโลกแบ่งเป็ น 3 กลุ่ม คือ - ประเทศศูนย์กลาง (Core) ได้แก่ประเทศทีพฒนาแล้ว ได้แก่ สหรัฐฯ และยุโรปตะวันตก ่ ั แคนาดา - ประเทศกึ่งปริ มณฑล (Semi-periphery) ได้แก่ ญี่ปุ่น ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NICs) คือ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน บราซิล เม็กซิโก อาร์เจนติน่า - ประเทศปริ มณฑล (Periphery) ได้แก่ ประเทศกําลังพัฒนาทังหลายทังเอเชียและอัฟริกา ้ ้ ทฤษฎีระบบโลก กล่าวว่า ประเทศศูนย์กลางจะกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศรอบนอก และกึ่งรอบนอก โดยประเทศกึ่งรอบนอกจะทําหน้ าที่ส องอย่า งคือ ถู กกอบโกยจากประเทศ ศูนย์กลาง และในเวลาเดียวกันก็เข้าไปกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศรอบนอกด้วย ทําให้ ประเทศรอบนอกเป็นผูทเี่ ดือดร้อนมากทีสุด ยิงทําให้ประเทศรอบนอกไม่มโอกาสพัฒนาขึนมาได้เลย ้ ่ ่ ี ้ ในความเป็ นจริงสองทฤษฎีน้ีนํามาวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองโลกไม่ได้ เพราะเน้นแค่ ประเทศพัฒนาแล้วกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศกําลังพัฒนา ไม่ได้มสาระสําคัญอย่างอื่นมาก ี ไปกว่านี้ ไม่ได้มองถึงว่าทําไมจึงเกิดความร่วมมือ ทําไมจึงเกิดสถาบันและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็ นการมองด้านเดียว ทําให้เมื่อเอามาวิเคราะห์จะทําได้ลําบาก ดังนันเวลานักศึกษาวิเคราะห์ ้ จะต้องพิจารณาให้ดว่าจะนํามาใช้ได้กบเรืองราวทีออกเป็นข้อสอบหรือไม่ ี ั ่ ่ ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทฤษฎี หมายถึง กลุ่มสมมุตฐานหรือกลุ่มข้อสรุปทัวไปทีนํามาใช้อธิบายวิเคราะห์ และ ิ ่ ่ ทํานายเหตุการณ์ระหว่างประเทศ ทฤษฎีในกลุ่มเสรีนิยม 1. ทฤษฎี พึ่ งพาอาศัยซึ่ งกันและกันระหว่ างประเทศ (Interdependence Theory) นักวิชาการยังไม่ยอมรับว่าเป็ นทฤษฎี เป็ นแต่เพียงแนวคิด เนื่องจากยังไม่มขอสรุปทีเป็ นทียอมรับ ี้ ่ ่ โดยทัวไป และนํามาใช้วเคราะห์ในเรื่องการค้าเป็ นหลักทีมองว่าการพึงพาอาศัยซึงกันและกันทําให้ ่ ิ ่ ่ ่ เกิดการค้า นักวิ ชาการที่ โดดเด่น คือ โรเบิ รต โอ. เคียวเฮน และโจเซฟ เอช. ไน ซึงป็ นบิดาของ ์ ่ ทฤษฎีพงพาอาศัยซึงกันและกันยุคใหม่ แต่ก่อนหน้านันก็ยงมีนกวิชาการอื่นก่อนหน้าแล้ว เช่น ่ึ ่ ้ ั ั เคียวเฮน และไน อธิบายว่า การพึงพาอาศัยซึงกันและกันในทางการเมืองโลก หมายถึง ่ ่ สถานการณ์ซงถูกกําหนดลักษณะโดยผลกระทบซึงกันและกันในระหว่างประเทศหรือระหว่างผูแสดง ่ึ ่ ้ บทบาทในเวทีระหว่างประเทศ ผลกระทบดังกล่าวเกิดจากความสัมพันธ์กนในระหว่างประเทศ เช่น ั
  • การไหลเวียนของสินค้า เงิน และข่าวสาร หรือกล่าวได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก่อให้เกิด การพึงพาอาศัยซึงกันและกันในระหว่างประเทศ เช่น การพึงพาสินค้า พึงพาการลงทุน พึงพาเทคโน ่ ่ ่ ่ ่ ยี พึงพาทรัพยากรต่างๆ และความสัมพันธ์ในแบบพึงพาอาศัยซึงกันและกันจะทําให้เกิดเหตุการณ์ ่ ่ ่ ระหว่างประเทศขึน รูปแบบการพึงพาแบ่งออกเป็น 2 มิติ ้ ่ - มิ ติที่เรียกว่าการไหวตัวง่าย (Sensitivity) คือ เมื่อมีการเปลียนแปลงในรัฐทีถูกพึงพา ่ ่ ่ ั จะทําให้เกิดผลกระทบไปยังรัฐทีพงพา เช่น ไทยพึงพาสหรัฐ เมื่อสหรัฐเกิดปญหาทางด้านเศรษฐกิจ ่ ่ึ ่ ก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยด้วย เพราะเราส่งสินค้าไปยังสหรัฐถึง 20% ของ GDP หรือกรณี สหรัฐมีการต่อต้านการก่อการร้ายด้วยการตรวจสอบสินค้ามากขึน ทําให้ไทยมีต้นทุนในการขนส่ง ้ สินค้ามากขึน ผลกระทบอาจจะเป็ นไปในแง่ดี เช่น หากสหรัฐอเมริกาเศรษฐกิจดีขนก็จะทําให้เรา ้ ้ึ ขายสินค้าได้มากขึน ้ - มิ ติที่เรียกว่าความไม่มนคง (Vulnerability) หมายถึง การทีผทพงพาจะต้องทนรับกับ ั่ ่ ู้ ่ ี ่ ึ ความสูญเสียทีมาจากเหตุการณ์ภายนอกทีมผลต่อผูให้การพึงพาด้วย เช่น เมื่อไทยพึงพาสหรัฐ เมื่อ ่ ่ ี ้ ่ ่ สหรัฐได้รบผลกระทบจากเหตุการณ์การก่อการร้ายไทยเราก็ได้รบผลกระทบตามไปด้วย ทําให้เรา ั ั ต้องให้ความร่วมมือต่อต้านการก่อการร้าย ทําให้เราอาจจะได้รบผลกระทบจากการก่อการร้ายด้วย ั เช่น อาจจะจับตัวประกันชาวไทยเพื่อเรียกร้องให้ไทยยกเลิกความร่วมมือกับสหรัฐ (แต่เวลานี้เรา ถอนทหารออกจากอีรกแล้วตังแต่ 11 กันยายน 2547) เช่นเดียวกับญี่ปุ่นหรือประเทศอื่นๆ ทีต้อง ั ้ ่ พึงพาสหรัฐ ก็ต้องร่วมมือกับสหรัฐในการส่งทหารไปอีรกและต้องทนรับความสูญเสียจากการได้รบ ่ ั ั ผลกระทบจากการก่อการร้ายของสหรัฐ การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แบ่งออกเป็น 1) การพึ่งพาอาศัยซึ่ งกันและกันแบบเท่ าเที ยมกัน เช่น การพึงพาอาศัยซึงกันและกัน ่ ่ ระหว่างสหรัฐและอียู ทําให้ทง 2 ฝายมีอํานาจพอๆ กัน สามารถเจรจาต่อรองกันได้ เพราะทัง 2 ฝ่าย ั้ ่ ้ ต้องมีการแลกเปลียนสินค้าซึงกันและกัน เมื่อมีการใช้อํานาจจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายจะตอบโต้ ่ ่ ได้ เช่น กรณีสหรัฐได้ออกมาตราที่กําหนดว่า ถ้ามีการทุ่มตลาดในตลาดสหรัฐ ให้นําเอาภาษีทมา ่ี จากการทุ่มตลาดไปให้กบบริษททีได้รบผลกระทบ ทําให้อยฟ้องร้อง WTO ผลทีออกมาคือ WTO ั ั ่ ั ี ู ่ ตัดสินว่าสหรัฐทําผิดกฎ WTO แต่เวลานี้สหรัฐฯ ยังไม่ยอมยกเลิกมาตราอันนี้ ทําให้อยู แซงชัน ี ่ สหรัฐฯ ด้วยการขึนภาษีสนค้าจากอเมริกาทีเข้าไปขายในอียู ขณะทีหลายประเทศทีได้รบผลกระทบ ้ ิ ่ ่ ่ ั จากการกระทําของสหรัฐกลับไม่กล้าแซงชัน เช่นเดียวกันเมื่อยุโรปละเมิดกฎเกี่ยวกับเรื่องระบอบ ่ กล้วยหอม (การให้สทธิพเศษแก่ประเทศในทะเลแคริบเบียนในการส่งออกกล้วยหอมไปยุโรป) สหรัฐ ิ ิ ก็ฟ้องไปที่ WTO และ WTO ก็มการตัดสินว่าอียผดให้ยกเลิกระบอบกล้วยหอม ี ู ิ 2) การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันแบบไม่เท่าเทียมกัน เช่น กรณีระหว่างไทยกับสหรัฐเป็ นการพึงพาอาศัยแบบไม่เท่าเทียมกัน ก่อให้เกิดอํานาจที่ ่ แตกต่างกัน กล่าวคือ ไทยเราเป็ นฝ่ายพึงพาสหรัฐมากกว่าสหรัฐอเมริกาพึงพาไทย ถ้าไทยไม่ให้ ่ ่ ความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา เราก็อาจจะถูกตัด GSP เช่น หากสหรัฐพบว่าเรามีการละเมิด
  • ั ทรัพย์สนทางปญญาก็จะตัด GSP และการทีเราได้ GSP จากสหรัฐมากเป็ นอันดับ 2 ทําให้เราได้ ิ ่ ประโยชน์มาก ถ้าถูกตัดก็จะได้รบผลกระทบอย่างมาก ั ทังนี้ สหรัฐอเมริกาเป็ นคู่คาอันดับ 1 ของไทย แต่ไทยเป็ นคู่คาอันดับ 28 ของสหรัฐอเมริกา ้ ้ ้ และสหรัฐเสียเปรียบดุลการค้ากับไทยอย่างมาก นอกจากนี้เรายังพึงพาสหรัฐอเมริกาในเรื่องของการ ่ ลงทุน เมื่อไทยพึงพาสหรัฐมากกว่า ทําให้สหรัฐอเมริกามีอํานาจเหนือกว่าประเทศไทยและสามารถ ่ ชีนําหรือบังคับให้เราทําตามความต้องการได้ เช่น บังคับให้ไทยต้องส่งทหารไปอีรก ซึงเราต้องยอม ้ ั ่ ทําตามเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ดังนันถ้ามีคําถามว่าทําไมเราต้องทําตามความต้องการ ้ ั ั ของสหรัฐก็เพราะเรามีความสัมพันธ์ในแบบพึงพาอาศัยแบบไม่เท่าเทียมกัน ปจจุบนเรากําลังมีการ ่ เจรจาการค้าเสรีกบสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเวลานี้อเมริกาได้เปิดการค้าเสรีกบหลายประเทศไปแล้ว ั ั ทําให้เรามีความเสียเปรียบประเทศเหล่านันและแน่นอนทีสุดในการเจรจาก็ยอมมีทงข้อได้และข้อเสีย ้ ่ ่ ั้ (เวลาวิ เคราะห์โดยอาศัยทฤษฎี นี้จะต้ องจับคู่กรณี มาเพียง 2 ฝ่ ายจะทาให้ วิเคราะห์ ง่ายและไม่งง) ทฤษฎีน้ี ส ามารถนํ า มาใช้ใ นการวิเ คราะห์ค วามสัม พัน ธ์ท างการค้า และเศรษฐกิจ และ พยายามวิเคราะห์แบบ 2 ฝ่าย เช่น วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนทีจะเป็ นการพึงพา ่ ่ อาศัยซึงกันและกันแบบเท่าเทียมกัน คือ จีนต้องการขายสินค้าให้กบสหรัฐ ขณะสหรัฐก็ต้องการเข้า ่ ั ไปลงทุนในจีน ทฤษฎีน้ีจะเน้นความร่วมมือ เน้นการรวมกลุ่ม เน้นการสร้างความร่วมมือ เน้นการ เจรจาทางการค้า 2. ทฤษฎีระบอบ (Regime Theory) ก็เป็นอีกทฤษฎีหนึ่งในกลุ่มเสรีนิยม ระบอบ หมายถึง หลักเกณฑ์ กฎ แนวปทัสถาน มาตรฐาน กระบวนการตัดสินใจที่ Actors ทังหลายตกลงกันว่าจะใช้ ้ หลักเกณฑ์เหล่านี้และสมาชิกทังหลายต้องปฏิบตตาม เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ กฎเกณฑ์ของ ้ ั ิ WTO ซึ่งระบอบนี้จะเป็ นตัวควบคุมพฤติกรรมของรัฐหรือ Actors ทังหลายให้ปฏิบตตาม ทฤษฎี ้ ั ิ ระบอบมองว่าในบางเรื่องตัวกฎเกณฑ์จะมีผลในการปฏิบตหรือสมาชิกยอมรับระบอบมากกว่าบาง ั ิ เรื่อง เช่น สมาชิกจะยอมรับกฎเกณฑ์ทางด้านเศรษฐกิจการค้า และการลงทุนมากกว่ายอมรับ กฎเกณฑ์ทางด้านการเมืองและการทหาร ระบบระหว่างประเทศ (International System) ระบบระหว่างประเทศ หมายถึง การกระทําซึงกันและกันของผูแสดงบทบาทในเวทีระหว่าง ่ ้ ประเทศทีมการกระทําต่อกันอย่างใกล้ชดจนกลายเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกัน การกระทําของตัวแสดง ่ ี ิ หนึ่งจะมีผลต่อตัวแสดงอื่นๆ ส่วนประกอบของระบบระหว่างประเทศ ประกอบด้วย 1. ผูแสดงบทบาทระหว่างประเทศ (Actors) มีมากมายหลายตัวดังทีนําเสนอไปแล้ว ้ ่ ั 2. โครงสร้าง (Structure) โครงสร้างในระบบระหว่างประเทศจะประกอบด้วยปจจัย 4 ประการ คือ 2.1 ความมากน้อยของอิทธิพล (Influence) และทางเข้าไปสู่ทรัพยากร (Resource) ของ สมาชิกในระบบระหว่างประเทศ หมายถึง การพิจารณาว่าในระบบระหว่างประเทศประกอบไปด้วย
  • ประเทศหรือกลุ่มทีมอทธิพลนันแบ่งเป็นกีพวก กีกลุ่ม เช่น ในระบบระหว่างประเทศหลังสงครามเย็น ่ ีิ ้ ่ ่ สหรัฐอเมริกาจะเป็ นประเทศที่มอิทธิพลทางด้านการเมือ ง เศรษฐกิจเหนือ กว่าประเทศอื่นๆ ี ขณะเดียวกันก็ยงมีจน อังกฤษ ฝรังเศส ญี่ปุ่น เยอรมัน สหภาพยุโรป ทีมอทธิพล อย่างสําคัญต่อ ั ี ่ ่ ีิ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 2.2 ความมากน้อยของขัวอํานาจ (Polarity) คําว่าขัวอํานาจ หมายถึง ศูนย์กลางอํานาจ ้ ้ ศูนย์กลางอํานาจอาจจะหมายถึงรัฐ กลุ่มรัฐ หรือองค์การระหว่างประเทศ และอาจจะเป็ นทังขัวอํานาจ ้ ้ ทางการเมือง ขัวอํานาจทางเศรษฐกิจ ขัวอํานาจทางทหาร เช่น สหรัฐอเมริกาจะเป็ นขัวอํานาจทัง ้ ้ ้ ้ ทางการเมืองเศรษฐกิจและการทหาร ส่วนอียและญีปน คือ ขัวอํานาจทางเศรษฐกิจ ู ่ ุ่ ้ การจะดูว่ารัฐใดหรือกลุ่มใดเป็ นศูนย์กลางอานาจจะดูจากปัจจัย 3 ประการ - ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมของตัวแสดงอื่นๆ - ความสามารถควบคุมผลลัพธ์ระหว่างประเทศได้ ผลลัพธ์ในทีน้ีก็คอ ความร่วมมือและ ่ ื ความขัดแย้งระหว่างประเทศนันเอง ่ - ความสามารถในการควบคุมทรัพยากร เช่น นํ้ามัน เทคโนโลยี แร่ธาตุ ความสามารถใน การควบคุมทรัพยากรอาจจะมาทังจากการซือหรือการใช้กําลังเข้ายึดครอง ้ ้ ดังนัน หลังสงครามเย็นมาจนถึงต้นปี 2000 โลกของเราจึงอยู่ในระบบขัวอํานาจ ทีเรียกว่า ้ ้ ่ Uni-polar System หรือ ระบบขัวอานาจขัวเดียว นันคือ สหรัฐอเมริกาเป็ นศูนย์กลางอํานาจเพียง ้ ้ ่ หนึ่งเดียวทีสามารถสังการ ชีนํา บงการโลกทังโลกได้อย่างเต็มที่ ่ ่ ้ ้ อย่างไรก็ตาม บางคนมองว่าลักษณะของขัวอํานาจขัวเดียวนันเกิดขึนเพียงระยะเวลาสันๆ ้ ้ ้ ้ ้ หลังสงครามเย็นสินสุดใหม่ๆ เท่านัน แต่หลังจากผ่านพ้นไประยะหนึ่งระบบขัวอํานาจของโลกก็ได้ ้ ้ ้ เปลียนเป็ นระบบทีเรียกว่า Uni-Multipolar System หรือระบบหลายขัวอานาจแบบศูนย์เดียว ่ ่ ้ หมายถึง แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นเอกกะอภิมหาอํานาจเพียงหนึ่งเดียวแต่กยงมีมหาอํานาจอื่นๆ ที่ ็ ั เข้ามีอทธิพลและมีบทบาทควบคู่ไปกับสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรังเศส ญีปน จีน ิ ่ ่ ุ่ 2.3 การกระจายอํานาจ (Distribution of Power) ในระบบระหว่างประเทศ เป็นการพิจารณาว่า ในระบบระหว่างประเทศนันอํานาจได้ถูกแบ่งหรือถูกกระจายไปอย่างไร ้ ั ั เช่น ปจจุบนอํานาจจะอยู่กบอเมริกาทีเป็ นเอกะอภิมหาอํานาจส่วนทีเหลือก็จะแบ่งไปทีมหาอํานาจ ั ่ ่ ่ ทังจีน รัสเซีย อียู ญี่ปุ่น หรือมหาอํานาจขนาดกลาง เช่น อิสราเอลและมหาอํานาจขนาดเล็ก เช่น ้ เวียดนามทีเป็นประเทศทีมกองทัพขนาดใหญ่ ่ ่ ี 2.4 ความมากน้อยของความเป็นลักษณะเดียวกัน (Homogeneity) ในระบบระหว่างประเทศ ประเด็นนี้เป็ นการพิจารณาว่าในระบบระหว่างประเทศนันแบ่งเป็ นกีกลุ่ม ทีมลกษณะเหมือนกัน เช่น ้ ่ ่ ีั - ทุนนิยม / สังคมนิยม - ประชาธิปไตย / คอมมิวนิสต์ - การค้าเสรี / การค้าทีไม่เสรี ่ - ประเทศอุตสาหกรรม / ประเทศเกษตรกรรม - ประเทศทีพฒนาแล้ว/ ประเทศกําลังพัฒนา ่ ั
  • 3. กระบวนการ (Process) หมายถึง แบบอย่างของการกระทําทีมต่อกันของตัวแสดง ่ ี บทบาทในสังคมระหว่างประเทศ รวมทังวิธ ีการที่ต ัว แสดงเลือ กที่จะนํ ามาใช้ใ นการนํ ามาซึ่ง ้ ผลประโยชน์ทต้องการ แบบอย่างของการกระทําดังกล่าวอาจจะเป็ นการใช้ความรุนแรง ก้าวร้าว ่ี หรือประนีประนอม หรือเน้นความร่วมมือ เช่น อเมริกาเลือกทีจะใช้วธการทําสงครามในการต่อต้าน ่ ิี การก่อการร้ายแทนทีจะใช้วธการอื่นๆ เช่นเดียวกับขบวนการก่อการร้ายก็นําเอาวิธการทีรุนแรงมา ่ ิี ี ่ ใช้เพื่อให้บรรลุวตถุประสงค์ของตนเองเช่นกัน ั 4. สภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ (International Environment) หมายถึง สภาพแวดล้อม ทีอยู่ภายนอกระบบระหว่างประเทศและมีผลต่อระบบระหว่างประเทศ เช่น มีผลต่อการกระทําของ ่ ตัวแสดง ขณะเดียวกันระบบระหว่างประเทศก็มผลต่อสภาพแวดล้อมด้วย เช่น สภาพแวดล้อมในยุค ี สงครามเย็นจะมีผ ลต่ อ ระบบระหว่างประเทศ ทําให้ พฤติกรรมของตัว แสดงบทบาทของผู้แสดง บทบาททีต่างไปจากยุคหลังสงครามเย็น ่ การศึกษาถึงระบบระหว่างประเทศจะมีทงระบบการเมืองระหว่างประเทศ และระบบเศรษฐกิจ ั้ ระหว่างประเทศ การเข้าใจระบบการเมืองระหว่างประเทศจะทําให้เราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ การเมืองโลกได้เป็นอย่างดี ทําให้เราตอบคําถามได้ว่า ทําไมตัวแสดงแต่ละตัวแสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมา เข้าใจสาเหตุทอยูเบืองหลังของเหตุการณ์การเมืองระหว่างประเทศ ่ี ่ ้ นักศึ กษาต้ องเตรียมสถานการณ์ ปัจจุบนเอาไว้เพื่อเตรียมสอบได้เลย โดยเฉพาะ ั สถานการณ์ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิ จและการเมืองระหว่างประเทศ และเลือกเอาทฤษฎีที่มอง ว่าใช้อธิ บายได้ไปวิ เคราะห์ (เตรียมทังเหตุการณ์และทฤษฎีไว้ได้เลย) ้ สรุปเพื่อเตรียมสอบ Plan C การบริ หารรัฐกิ จ วิชาใน PLAN C คือ วิชาเกียวกับการบริหารรัฐกิจ ประกอบด้วยวิชา ่ PS 705 แนวความคิ ดเชิ งทฤษฎีในการบริ หารรัฐกิ จ PS 707 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ PS 708 องค์การและการจัดการ PS 711 การวิ เคราะห์นโยบายสาธารณะ ทังนี้ การศึกษาวิชา PS 705 จะเป็นฐานในการศึกษาวิชา PS 707, PS 708 และวิชา PS 711 ้ กล่าวคือ PS 705 จะพูดถึงพัฒนาการของทฤษฎีทางด้านบริหารรัฐกิจ การจะเข้าใจพัฒนาของ ทฤษฎีการบริหารรัฐกิจจะต้องทําความเข้าใจกับพาราไดม์ หรือ กระบวนทัศน์ ในการบริ หารรัฐกิ จ ประเด็นสาคัญที่ต้องเตรียมตัวสอบ 1. พัฒนาการของแนวคิดในการบริหารรัฐกิจ 2. แนวคิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
  • 3. ทฤษฎีองค์การ 3 ยุค 4. กระบวนการนโยบายสาธารณะ 3 กระบวนการ พร้อมทังตัวแบบในการวิเคราะห์น โยบาย ้ สาธารณะทัง 3 กระบวนการ ้ การสอบ Comprehensive เป็ นการสอบเพื่อให้ได้คะแนนผ่านเท่านัน และต้องทําข้อสอบ ้ โดยอ้างอิง หลักการทฤษฎี ข้อสอบจะมีลกษณะกว้างๆ ซึ่งข้อสอบแบบกว้างจะมีประโยชน์ ต่อนักศึกษา คือ สามารถ ั นาเอาทฤษฎีใดๆ ที่ เกี่ยวข้องมาใช้ ตอบได้เกือบทังสิ้ น เพียงแต่ ในการตอบจะต้ องเขียนและ ้ อธิ บายและหลักการประกอบการอธิ บายตามคาถามอย่างชัดเจน และถ้าเขียนเต็มเล่มต่อ 1 ข้อ ได้เป็นดีทสุด ่ี เมือเห็นข้อสอบของ Plan C จะต้องอ่านโจทย์ว่าโจทย์ถามอะไร (เพราะเคยมีนักศึกษาไม่ได้ ่ อ่านโจทย์ แต่เขียนในสิงทีอาจารย์บรรยายโดยไม่ได้ตอบคําถามให้ตรงกับคําถาม) ถ้าข้อสอบให้ ่ ่ วิ เคราะห์หรือวิ จารณ์ ระบบราชการ ก็จะต้ องเอากรอบเกี่ยวกับทฤษฎี ทางด้านบริ หารรัฐกิ จ ตัวแบบต่างๆ ของระบบราชการมาใช้ในการวิ เคราะห์ ถ้าถามเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะก็จะต้ องนาแนวคิ ดและตัวแบบต่ างๆ ทางด้าน นโยบายสาธารณะมาเป็ นกรอบในการวิ เคราะห์ ในกรณีทสลับแนวคิดมาใช้ เช่น ข้อสอบออก ่ี เรืองการปฏิรประบบราชการแต่นักศึกษาเอาแนวคิดหรือตัวแบบนโยบายสาธารณะมาใช้ ก็ไม่ถอว่า ่ ู ื ผิด เพราะการปฏิรประบบราชการถือเป็ นนโยบายอย่างหนึ่ง แต่นักศึกษาจะต้องมีความสามารถใน ู การเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาในการอธิบายและทฤษฎีให้มความเหมาะสม ี พัฒนาการของแนวคิ ดการบริ หารรัฐกิ จ ในภาพรวมแนวคิดการบริหารรัฐกิจจะมีพฒนาการดังรูป ั พาราไดม์ 1-5 New PA. NPM & Good Governance กล่าวคือ แนวคิ ดทางการบริ หารรัฐกิ จสามารถแบ่งออกเป็ นพาราไดม์ได้ 5 พาราไดม์ จากนันในปัจจุบนนี้ พ าราไดมที่ 5 ได้ พฒนาเข้ามาสู่ New PA. และพัฒนาต่ อมาในปั จจุบน ้ ั ั ั เป็ น NPM และการบริ หารจัดการที่ ดี (Good Govermamve) ซึ่ งเป็ นแนวคิ ดที่ ครอบงาวงการ บริ หารในปัจจุบน ั กระบวนทัศน์ (พาราไดม์) ทางด้านบริ หารรัฐกิ จ
  • เนื้อหาส่วนนี้จะอยู่ในวิชา PS 705 ทีจะเป็ นการวิชาทีว่าด้วยทฤษฎีในการบริหารรัฐกิจ ซึง ่ ่ ่ ในระยะหลังจะมีการใช้คาว่ากระบวนทัศน์ในการบริหารรัฐกิจ ํ (คําว่ากระบวนทัศน์ไม่จาเป็นต้องมีดานบริหารรัฐกิจอย่างเดียวเท่านัน แต่กระบวนทัศน์ทาง ํ ้ ้ การเมือง กระบวนทัศน์ในด้านอื่น ๆ มีทงสิน เพราะมีนักศึกษาทียงเข้าใจผิดและเอากระบวนทัศน์ ั้ ้ ่ ั ทางบริหารรัฐกิจไปตอบข้อคําถามในทางการเมือง) Paradigm หรือ กระบวนทัศน์ หรือกรอบเค้าโครง ทางด้านบริหารรัฐกิจมักจะแบ่งออก ตามช่วงเวลาว่าในแต่ละช่วงเวลานันแนวคิดหรือทฤษฎีทางด้านบริหารรัฐกิจรับรูหรือยอมรับในเรื่อง ้ ้ ใดบ้าง สภาพทีได้รบการยอมรับร่วมกันจะเรียกว่ าสภาพปกติ หรือ Normal Science เช่น ในช่วง ่ ั พาราไดม์ท่ี 1 มีการยอมรับร่วมกันว่าการบริหารต้องแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดจากการเมือง แต่ โดยธรรมชาติเมื่อเวลาเปลี่ยนไป การยอมรับหรือการรับรูเดิมย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เกิดการ ้ ต่อต้านหรือคัดค้านการยอมรับเดิม การเกิดการคัดค้านการรับรูเดิมจะเรียกว่า Paradigm Crisis ้ หรือการเกิดวิกฤติทางด้านความเชื่อ หากกระแสการคัดค้านการยอมรับเดิมประสบความสําเร็จก็จะ นําไปสู่การเกิดพาราไดม์ใหม่ ทังนี้พาราไดม์ทางด้านบริหารรัฐกิจมีหลายพาราไดม์ และการแบ่ง ้ พาราไดม์ทางด้านบริหารรัฐกิจตามแนวคิ ดของนิ โคลัส เฮนรี่ เป็ นการแบ่งที่ ได้ รบการยอมรับ ั มากที่สด โดยแบ่งออกเป็น 5 พาราไดม์ ุ พาราไดม์ทางการบริ หารรัฐกิ จ (มีโอกาสออกข้อสอบ) นิ โคลัส เฮนรี่ ได้นําเสนอพัฒนาการของการศึกษาบริหารรัฐกิจของมาเป็ น 5 กระบวนทัศน์ หรือ 5 พาราไดม์ดวยกัน คือ ้ พาราไดม์ที่ 1 : การแยกการเมืองและการบริ หารแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด (Politics Administration Dichotomy) สาเหตุของการเกิดพาราไดม์น้ี เนื่องจากวูดโรว์ วิ ลสัน นักวิชาการทางด้านบริหารรัฐกิจ มองว่า การจะทําให้การบริหารงานภาครัฐมีประสิทธิภาพ จะต้องทําให้การบริหารงานภาครัฐปลอด จากการเมือง จึงต้องมีการแยกการเมืองออกจากการบริหาร ทังนี้ ฝ่ายการเมืองจะมีหน้าทีในการ ้ ่ ่ กําหนดนโยบาย ส่วนฝายบริหารทําหน้าทีนํานโยบายไปปฏิบติ ่ ั พาราไดม์ที่ 2 : หลักการบริ หาร (The Principle of Public Administration) เป็ นพาราไดม์ท่ต่อเนื่องจากพาราไดม์ท่ี 1 คือมองว่า ถ้าการบริหารสามารถแยกจาก ี การเมืองได้กควรจะมีหลักในการบริหารทีสามารถนําไปใช้ได้เป็ นการทัวไป ็ ่ ่ หลักในการบริหารที่เป็ นที่นิยมกันมากคือหลักที่เรียกว่า POSDCORB ของกุลลิคและเออร์วค ิ หลักการ POCCC ของเฮนรี่ ฟาโย จากนันเกิด Paradigm Crisis ครังที่ 1 ทีเสนอว่าการเมืองไม่สามารถแยกออกจากการ ้ ้ ่ บริหารได้ เพราะเรื่องของการบริหารคือเรื่องการเมือง และการเมืองก็ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการ บริหาร จนมีการกล่าวว่าการเมืองและการบริหารเปรียบเสมือนด้าน 2 ด้านของเหรียญเดียว การ คัดค้านพาราไดม์ท่ี 1 ก่อให้เกิดพาราไดม์ท่ี 3 คือ
  • พาราไดม์ที่ 3 : การเมืองคือการบริ หาร (Public Administration as Political Science) คือ การเชื่อว่าการเมืองกับการบริหารมีความเกี่ยวข้องกัน ในการเกิด Paradigm Crisis นอกเหนือจากการคัดค้านพาราไดม์ท่ี 1 แล้วยังมีการคัดค้านพาราไดม์ท่ี 2 ในเรื่องหลักการบริหาร ว่าในความเป็ นจริงไม่มหลักการในการบริหารใดที่จะใช้ได้ทวไป หรือไม่มหลักการบริหารใดที่เป็ น ี ั่ ี สากล ขณะเดียวกันก็มองว่าหลักการบริหารทีนําเสนอในพาราไดม์ท่ี 2 ยังมีความขัดแย้งกันด้วย ่ เช่น หลักในการควบคุมทีบอกว่าการควบคุมทีดีคอ นาย 1 คนต้องมีลูกน้องไม่มากนัก จึงจะทําให้ ่ ่ ื เกิดประสิทธิภาพในการทํางาน แต่การที่นาย 1 คนมีลูกน้ องไม่มากนักจะทําให้เกิดโครงสร้าง องค์การแบบสูง ซึงจะทําให้ส่อสารทังจากระดับบนลงล่างและจากล่างขึนบนไม่มประสิทธิภาพ ดังนัน ่ ื ้ ้ ี ้ ผูทคดค้านพาราไดม์ในการบริหารจึงมองว่าหลักการบริหารจึงเป็นแค่สุภาษิต (เช่น สุภาษิตทีบอกว่า ้ ่ี ั ่ นํ้าขึนให้รบตัก กับช้าช้าได้พร้าเล่มงาม เป็ น 2 สุภาษิตทีขดแย้งกัน เช่นเดียวกับหลักการบริหารแต่ ้ ี ่ ั ละหลักก็ขดแย้งกัน) การคัดค้านพาราไดม์ท่ี 2 ก่อให้เกิดพาราไดม์ท่ี 4 ขึน คือ ั ้ พาราไดม์ที่ 4 : ศาสตร์แห่งการบริ หาร (Public Administration as Administrative Science) พาราไดม์น้ีจะให้ความสําคัญในการศึกษาทฤษฎีองค์การ และพฤติกรรมองค์การมากขึน ้ จากนันก็เกิด Paradigm Crisis ครังที่ 2 เนื่องจากเมื่อมีการรวมเอาการบริหารรัฐกิจรวมกับ ้ ้ การเมือง ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็จะรวมเอาวิชาการบริหารรัฐกิจไปอยู่กบคณะรัฐศาสตร์ ทําให้มอง ั ว่าไม่ได้รบความสําคัญ กลายเป็นพลเมืองชัน 2 ในคณะรัฐศาสตร์ ั ้ นักวิชาการด้านบริหารรัฐกิจจึงมองว่า ทีผ่านมามีการเปลียนแปลงทางด้านการบริหารรัฐกิจ ่ ่ มาโดยตลอด การเปลียนแปลงดังกล่าวทําให้การบริหารรัฐกิจไม่มเี อกลักษณ์เป็ นของตนเอง ประกอบ ่ กับการได้รบอิทธิพลจากแนวคิดทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ ทําให้เกิดการเสนอพาราไดม์ท่ี 5 คือ ั พาราไดม์ที่ 5 : การบริ หารรัฐกิ จคื อการบริ หารรัฐกิ จ (Public Administration as Public Administration) พาราไดม์ท่ี 5 เป็ นพาราไดม์ทพยายามเสนอแนวทางในการบริหารรัฐกิจทีเรียกว่า New ่ี ่ Public Administration หรือ New P.A. ทีนําเสนอในปี 1968 หลังจากนันแนวคิดต่างๆ ทางด้าน ่ ้ บริหารรัฐกิจก็มแนวทางปฏิบตทสอดคล้องกับหลักการ New P.A. จนกระทังปี 1980 เป็ นต้นมา ได้ ี ั ิ ่ี ่ มีการเปลี่ยนแปลงที่ทําให้แนวคิดหรือแนวทางแบบ New P.A เปลี่ยนมาเป็ น New Public Management หรือ การจัดการภาครัฐแนวใหม่ แนวทางการจัดการภาครัฐแนวใหม่มหลักการทีสําคัญ คือ การจัดการภาครัฐแนวใหม่จะ ี ่ ทาให้ ทุกอย่างมีขนาดเล็กลงกว่าเดิ ม เช่น การลดภารกิจของภาครัฐให้น้อยลง การลดขนาดของ ระบบราชการให้เล็กลง พาราไดม์น้ี มุ่ง หวัง ที่จ ะให้ว ิช าการบริห ารรัฐ กิจ มีเ อกลัก ษณ์ ข องตนเอง และมุ่ ง หวัง ให้ วิชาการบริหารรัฐกิจมีลกษณะที่สอดคล้องกับสภาพของสังคมที่เป็ นอยู่ในเวลานันๆ เราจะเห็นว่า ั ้ พาราไดม์หรือกระบวนทัศน์ของการบริหารรัฐกิจจะมีการเปลียนแปลงอยูตลอดเวลา ่ ่ ในช่วงทีมการยอมรับพาราไดม์ใดพาราไดม์หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งๆ ว่าเป็นสิงทีถูกต้อง เรา ่ ี ่ ่ เรียกการยอมรับตรงนี้ว่า “ภาวะปกติ ” หรือ Normal Science แต่เมือเกิดการเปลียนแปลงในพารา ่ ่
  • ไดม์เราจะเรียกว่า Paradigm Crisis หรือการเกิ ดวิ กฤติ การณ์ ทางด้านเอกลักษณ์ หรือตํารา บางเล่มอาจจะใช้คําว่า Sciencetific Revolution นันคือ เกิดความคิดหรือเกิดการคัดค้านการยอมรับ ่ ในพาราไดม์เดิมว่าเป็นสิงทีไม่ถูกต้องอีกต่อไป ่ ่ วิกฤติการณ์ดานเอกลักษณ์ทเกิดขึนจะนําไปสู่การเกิดพาราไดม์ใหม่ ถ้าสามารถทําให้การ ้ ่ี ้ คัดค้าน หรือการนําเสนอประเด็นใหม่ได้รบการยอมรับว่าเป็ นสิงทีถูกต้อง ซึงทัง 5 พาราไดม์ทนําเสนอ ั ่ ่ ่ ้ ่ี โดยนิโคลัส เฮนรีนน จะพบว่าได้เกิดวิกฤติการณ์ทางด้านเอกลักษณ์ 2 ครังด้วยกัน คือ ่ ั้ ้ วิกฤติการณ์ดานเอกลักษณ์ครังที ่ 1 เป็นการคัดค้าน พาราไดม์ท่ี 1 และพาราไดม์ ที่ 2 เป็ น ้ ้ การคัดค้านว่าการเมืองไม่สามารถแยกออกจากการบริหารได้ และการคัดค้านพาราไดม์ ที่ 2 ว่าใน การบริหารงานภาครัฐนันไม่สามารถมีหลักเกณฑ์ทแน่นอนในการบริหารได้อย่างเป็นสากล ้ ่ี วิกฤติการณ์ทางด้านเอกลักษณ์ครังที่ 1 นี้นําไปสู่การเกิดพาราไดม์ท่ี 3 คือ การบริหารคือ ้ การเมือง และเกิดพาราไดม์ท่ี 4 คือ ศาสตร์แห่งการบริหาร วิกฤติการณ์ทางด้านเอกลักษณ์ครังที ่ 2 เป็ นช่วงทีการศึกษาการบริหารรัฐกิจได้รบอิทธิพล ้ ่ ั จากการศึกษาด้านพฤติกรรมศาสตร์ จึงทําให้เกิดการประชุมร่วมกันระหว่างนักวิชาการสมัยใหม่ ร่วมกันประมาณปี 1968 และนําเสนอแนวคิดทีเรียกว่า New Public Administration หรือ New PA. ่ ขึนมา และเป็นแนวคิดทีนําไปสู่การเกิดพาราไดม์ท่ี 5 ขึนมา ้ ่ ้ ั ั ในพาราไดม์ท่ี 5 นันจะให้ความสําคัญกับการศึกษานโยบายสาธารณะทําให้ปจจุบนจุดเน้น ้ ของการศึกษาการบริหารรัฐกิจจึงอยู่ทการศึกษานโยบายสาธารณะ ทําให้เราต้องเรียนวิชา PS 711 ่ี ซึ่งเกี่ยวข้อ งกับการวิเ คราะห์นโยบายสาธารณะ ซึ่งหมายถึง วิชาที่มุ่งที่ต อบคําถามว่านโยบาย สาธารณะเกิด ขึ้น ได้อ ย่า งไร เกิด ขึ้น แล้ว มีก ารนํ า ไปสู่ก ารปฏิบ ัติอ ย่า งไร และผลของนโยบาย สาธารณะเกิดขึนกับใครและอย่างไร ้ ในการนํ านโยบายสาธารณะไปสู่การปฏิบตจะต้องทําโดยหน่ วยงานภาครัฐ ทําให้เราต้อง ั ิ ศึกษาวิชา PS 708 องค์การและการจัดการ ซึงเป็นวิชาทีมงตอบคําถามว่า องค์การสาธารณะควรจะ ่ ่ ุ่ มีก ารจัด การองค์ ก ารและการบริห ารอย่ า งไร เพื่อ ก่ อ ให้ เ กิด ความสํ า เร็จ ในการบริห ารงาน ขณะเดียวกันคนก็เป็ นองค์ประกอบทีสําคัญในการบริหารงานสาธารณะ หรือการบริหารรัฐกิจทําให้ ่ เราต้องศึกษาวิชา PS 707 การบริหารทรัพยากรมนุ ษย์ แต่วชา PS 707 จะเป็ นการวิเคราะห์ใน ิ ระดับมหภาค แต่ถาข้อสอบออกพาดพิงถึงนักศึกษาก็สามารถประยุกต์แนวคิดมาตอบคําถามได้ ้ สําหรับวิชา PS 708 ซึงเป็ นวิชาเกี่ยวกับองค์การและการจัดการนัน แนวคิดทฤษฎีของวิชา ่ ้ นี้กจะมีพฒนาการคล้ายกับพัฒนาการของทฤษฎีการบริหารรัฐกิจ ็ ั เราสามารถแบ่งทฤษฎีองค์การออกเป็ น 3 ยุค คือ 1. ทฤษฎีองค์การในยุคคลาสสิก (Classical Organization Theory) เป็ นยุคเริมต้นของการศึกษาองค์การ แนวคิ ดหลักของยุคนี้ คือ ความพยายามในการ ่ แสวงหาหลักการท างานและหลักการบริ หารที่ ดี ที่สุด เพื่อ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุ ดในการ บริหาร ทฤษฎีสาคัญๆ ในยุคนี้ เช่น ํ
  • - การจัดการแบบวิ ทยาศาสตร์ ของเฟดเดอริก ดับเบิลยู เทเลอร์ - หลักการบริ หาร ของกุลลิค-เออร์วค ิ - องค์การตามระบบราชการ ของแมกซ์ เวเบอร์ 2. ทฤษฎีองค์การยุคนีโอคลาสสิก (Neoclassical Organization Theory) เป็ น ยุ ค ที่นั ก วิช าการออกมาวิจ ารณ์ แ นวคิด ในยุ ค แรก เนื่ อ งจากแนวคิ ด ยุ ค แรกให้ ความสําคัญกับหลักการทํางานและการการบริหารงานมากเกินไป โดยละเลยคนในองค์การ ยุคนีโอ คลาสสิกจึงเสนอว่า การจะให้องค์การมีการบริหารงานทีมประสิทธิภาพจะต้องให้ความสําคัญกับคน ่ ี ในองค์การทังในเรืองของจิตใจ ความต้องการ และพฤติกรรมของบุคคลและกลุ่มในองค์การ ้ ่ ทฤษฎีองค์การในยุคนี้จะมีหลักอยู่ทนักทฤษฎีในกลุ่มมานุ ษยนิยม (Humanism) เช่น เอลตัน ่ี เมโย /อับราฮัม มาสโลว์ /เฮอร์เบิรต ไชม่อน/แมรี่ ปากเกอร์ ฟอลลเลต และคนอื่นๆ อีกมาก โดย ์ ทฤษฎีทนําเสนอส่วนใหญ่จะเป็นเรืองของคน ่ี ่ 3. ทฤษฎีองค์การยุคใหม่ (Modern Organization Theory) เป็ น แนวคิด ที่ม องว่ า ทฤษฎีใ น 2 ยุค แรกเป็ น การมององค์ก ารในระบบปิ ด (Closed Perspective) คือ ไม่สนใจสิงแวดล้อมภายนอกองค์การ ่ ทฤษฎีองค์การยุคใหม่มองว่า องค์การนันอยู่ภายใต้สภาวะแวดล้อมและสิงแวดล้อมมีผล ้ ่ อย่างยิงต่อองค์การและการบริหารงานในองค์การ ดังนันการศึกษาองค์การจึงควรศึกษาในระบบเปิด ่ ้ (Open Perspective) ทฤษฎีองค์การในยุคใหม่ เช่น - ทฤษฎีการมององค์การเชิงระบบ (Systems Approach) - ทฤษฎีองค์การตามสถานการณ์ (Situation or Contingency Approach) - ทฤษฎีองค์การทีเน้นการกระทํา (The Action Approach) ่ กล่าวคือ ทฤษฎีองค์การยุคใหม่จะเน้นองค์การทีไม่เป็ นทางการ มีความยืดหยุ่นสูง ปรับตัว ่ เข้ากับสถานการณ์และสิงแวดล้อมอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามบางแนวคิดก็เสนอพัฒนาการของ ่ ทฤษฎีโครงสร้างองค์การไว้ดงนี้ ั 1. โครงสร้างแบบราชการของเวเบอร์ มีหลักการ คือ 1.1 เหมาะกับองค์การขนาดใหญ่ทมคนมาก ภารกิจมา ซึงเป็ นองค์การทีมภารกิจหน่ วยงาน ่ี ี ่ ่ ี ย่อยๆ หลายหน่วยงาน 1.2 มีการกําหนดสายการบังคับบัญชาทีชดเจน (Hierarchy) ่ ั 1.3 มีความเป็ นทางการสูง มีการกาหนดมาตรฐานการปฏิ บติงานที่ ชดเจน มีการ ั ั จัดทาคู่มือในการทางานเอาไว้อย่างชัดเจน 1.4 สภาพแวดล้อมมีความคงที่ 2. โครงสร้างแบบราชการที่บริ หารโดยกลุ่มผูบริ หารระดับสูง ้
  • เป็ นการพัฒนามาจากโครงสร้างในแบบราชการ แต่ จะใช้โครงสร้างแบบนี้เ มื่อองค์การมี ั ภารกิจ หรือ มีป ญ หาจากสภาพแวดล้อ ม ทํ า ให้ต้อ งมีก ารจัด หน่ ว ยงานขึ้น มาใหม่ เ พื่อ ทํ า หน้ า ที่ ตัดสินใจในระดับนโยบาย 3. โครงสร้างแบบราชการที่บริ หารโดยกลุ่มผูทรงคุณวุฒิจากภายนอก ้ เช่น มหาวิทยาลัยบางแห่งเมื่อมีการเปิดโครงการพิเศษก็อาจจะเชิญบุคคลภายนอกมาเป็ น ผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒจากภายนอกอาจจะหมายถึง บริษทที่ปรึกษาก็ได้ ส่วนจะมีอทธิพลแค่ไหน ิ ั ิ ขึนอยูกบองค์การจะมอบหมายงานให้ทํา ้ ่ ั 4. โครงสร้างแบบราชการที่อาศัยทีมงานข้ามหน่ วยงาน โครงสร้างแบบนี้ จัดทําเมื่อมีภารกิจพิเศษทีหน่ วยงานเดียวจะทําไม่ได้ เช่น ถ้ารัฐบาลต้องการ ่ สร้างเขื่อน อาจจะต้องตังหน่ วยงานใหม่ขนมาดูแล ประกอบด้วยคนจากกระทรวงต่างๆ ทีเกี่ยวข้อง ้ ้ึ ่ เช่น จากกรมป่าไม้ (ดูว่ากระทบต่อป่าไม้และสัตว์ป่าหรือไม่ ) องค์กรปกครองท้องถิน(ประสานงาน ่ ประชาชนและดูผลกระทบทีจะเกิดขึนจากประชาชน) กรมชลประทาน (ทํางานก่อสร้าง) เป็นต้น ่ ้ 5. โครงสร้างแบบ Matrix จะเป็นโครงสร้างทีอยูภายใต้ระบบราชการเช่นกัน แต่โครงสร้างแบบนี้จะใช้ในกรณีมภารกิจ ่ ่ ี ใหม่ และจะนํ าคนทีอยู่ภายในหน่ วยงานย่อยต่างๆ มาทํางานร่วมกันในภารกิจใหม่ โดยมีหวหน้าที่ ่ ั ดูแ ลรับผิดชอบงานตามภารกิจใหม่ และคนในหน่ ว ยงานย่อ ยที่มาทํางานในภารกิจพิเ ศษก็จะมี หัวหน้า 2 คน แต่หวหน้าที่รบผิดชอบในภารกิจพิเศษจะใช้วธการสร้างความร่วมมือให้เกิดขึนกับ ั ั ิี ้ ทีมงาน อาจจะใช้บารมี แต่ไม่มอํานาจโดยตรงต่อทีมงานทีเข้ามาร่วมงาน การจัดโครงสร้างแบบนี้จะ ี ่ เป็นการใช้ประโยชน์จากกําลังคนอย่างเต็มที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดถือ ว่าทํางานภายใต้โครงสร้างแบบ Matrix เนื่องจากต้องทําหน้ าที่ ประสานงานให้หน่ วยงานที่เป็ นตัวแทนของกรม หรือกระทรวงต่างๆ ภายในจังหวัด มาทํางานเพื่อ ผลประโยชน์ของคนในจังหวัดได้ 6. โครงสร้างแบบโครงการหรือแบบคณะกรรมการ โครงสร้างองค์การแบบคณะกรรมการอาจจะเป็นแบบถาวรหรือชัวคราวก็ได้ ตัวอย่างทีถาวร ่ ่ เช่น คณะกรรมการอาหารและยา โครงสร้างแบบนี้จะนําเอาผูเชียวชาญจากหลายสาขามาทํา งาน ้ ่ ร่วมกันในรูปแบบขององค์การแนวราบ (Flat) จะมีหวหน้า 1 คน เช่น มีเลขาธิการ 1 คน ส่วนคน ั อื่นๆ ก็จะเป็ นกรรมการ โครงสร้างแบบคณะกรรมการจะเน้นการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม และ อาจจะมีข้น ภายในองค์ก ารที่ม ีโ ครงสร้า งแบบราชการดํา รงอยู่แ ล้ว และเมื่อ มีภ ารกิจ ใหม่ห รือ ึ โครงการใหม่กจะจัดโครงสร้างขึนมาใหม่ เมือจบภารกิจก็จะยุบเลิกไป ็ ้ ่ คนทีเข้ามาอยูในทีมงานจะมาจากบุคคลภายนอก หากต้องอาศัยผูเชียวชาญมาทํางาน เป็ น ่ ่ ้ ่ การจ้างแบบชัวคราว เมือจบภารกิจก็ยบเลิกไป ่ ่ ุ 7. โครงสร้างแบบเครือข่าย จะเป็นโครงสร้างทีมหน่วยงานหลายหน่ วยงานทีมโครงสร้างในแบบต่างๆ มาทํางานร่วมกัน ่ ี ่ ี เช่น บริษัทเสื้อผ้าจะมีหน่ วยงานสนับสนุ น เช่น จ้างบริษัทสํารวจตลาด จ้างบริษัทออกแบบ จ้าง
  • บริษัท ตัด เย็บ และจ้า งบริษัทจัด จํา หน่ า ย โดยมีบ ริษัท เจ้า ของแบรนด์เ นมเป็ น ผู้บ ริหารจัด การ ความสัมพันธ์ระหว่างหน่ วยงานจะไม่มสายการบังคับบัญชา มีความยืดหยุ่นสูง การบอกเลิกจ้างทํา ี ได้งาย การจัดโครงสร้างแบบนี้ทาให้หน่วยงานหลักไม่ตองไปทํางานทุกอย่างด้วยตนเอง ่ ํ ้ 8. โครงสร้างแบบ Shamrok (Shamrok เป็นชื่อของใบไม้ประจําชาติของไอร์แลนด์) โครงสร้างองค์การแบบ Shamrok ถูกนํ ามาใช้หลังการปฏิรูป ซึ่งการปฏิรูปจะเน้น การลด กําลังคน เน้นการลดภารกิจ โครงสร้างแบบ Shamrok จะมีโครงสร้างทีแยกเป็น 3 ส่วน คือ ่ 1. The First Leaf หมายถึง กลุ่มบุคลากรทีทาหน้าทีหลัก (Core Worker) ่ ํ ่ 2. The Second Leaf จะเป็ นกลุ่มพนักงานทีเป็ นกลุ่มจ้างเหมา (Contract Worker) เป็ น ่ กลุ่มทีมาปฏิบตภารกิจรองหรือภารกิจสนับสนุน ่ ั ิ 3. The Third Leaf เป็ นกลุ่มทีจางเข้ามาเมื่อองค์การมีภารกิจจํานวนมาก หรือ Flexible ่้ Labor Force จะจ้างเป็นการชัวคราวและทํางานบางเวลา ่ ั ั ปจจุบนระบบราชการก็นําแนวคิดโครงสร้างแบบนี้มาใช้มากขึน ้ โครงสร้างองค์การตามสถานการณ์ (Contingency Organization) สมมุตฐานของโครงสร้างองค์การตามสถานการณ์ ิ - โครงสร้า งองค์ก รแต่ ล ะแบบจะไม่ม ีแ บบใดดีท่ีสุ ด ที่ใ ช้ไ ด้ต ลอดเวลาหรือ ทุ ก สถานที่ (เหมือนกับไม่มยาใดทีรกษาได้ทุกโรค) ี ่ั - โครงสร้างแต่ละแบบมีประสิทธิผลไม่เท่ากัน - การจัดโครงสร้างองค์การจึงควรขึนอยู่กบสถานการณ์ เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและ ้ ั บริบทขององค์ก าร เช่ น ถ้า คนในองค์ก ารไม่ม ีค วามรู้ด้า นเทคโนโลยี องค์ก ารก็ไ ม่ส ามารถจัด โครงสร้างองค์การแบบเสมือนจริงได้ - องค์การจะต้องเป็นระบบเปิด องค์การสมัยใหม่จงต้องเปิดรับเทคโนโลยีเพื่อทําให้องค์การมี ึ ความสามารถในการปรับตัว เพื่อให้อยูรอด (Survival) และนํามาองค์การไปสู่ความเป็ นเลิศ (Excellence) ่ - การตัดสินในในองค์การต้องอาศัยหลักการตัดสินใจแบบมีเหตุผล โดยสรุปจากรูปแบบโครงสร้างหลายรูปแบบ สามารถแบ่งโครงสร้างองค์การออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. โครงสร้างองค์การแบบเครื่องจักร (Mechanistic Organization) จะเป็ นโครงสร้างที่ ตายตัว มีความคงที่ เหมาะสําหรับงานประจํา มีสภาพแวดล้อมทีนิ่ง มีความชัดเจน เช่น โครงสร้าง ่ ตามระบบราชการของเวเบอร์ 2. โครงสร้างองค์การแบบสิ่ งมีชีวิต (Organic Organization) เป็ นโครงสร้างทีมความ ่ ี ยืดหยุ่น เหมาะสําหรับสภาพแวดล้อมที่มการเปลี่ยนแปลง งานทีมโครงสร้างไม่ชดเจนและพร้อมที่ ี ่ ี ั จะปรับเปลียนตลอดเวลา ่ จากพัฒนาการของทฤษฎีการบริหารรัฐกิจและพัฒนาของทฤษฎีอ งค์การทําให้แนวคิดที่ ั ั ครอบงําการบริหารงานภาครัฐในปจจุบนพัฒนามาสู่แนวคิดที่เรียกว่า การบริ หารรัฐกิ จแนวใหม่
  • หรือ New PA. ที่ กล่าวไปแล้วข้างต้ น แนวคิดแบบ New PA. นันเป็ นแนวคิดทีมุ่งหวังให้วชาการ ้ ่ ิ ต่างๆ ทางด้านบริหารรัฐกิจเป็ นวิชาทีสอดคล้องกับความต้องการของสังคมมากขึน ่ ้ นโยบายสาธารณะ (Public Policy) ประเด็นสําคัญทีเราต้องเข้าใจในเรื่องนโยบาย คือ กระบวนการนโยบาย (Policy Process) ่ ซึงประกอบด้วย ่ 1. การกําหนดนโยบาย (Policy Formulation) 2. การนํานโยบายไปปฏิบติ (Policy Implementation) ั 3. การประเมินผลนโยบาย (Policy Evaluation) สําหรับการศึกษานโยบายในเชิงการเมือ ง หรือในฐานะที่เป็ นนักรัฐศาสตร์มกจะมุ่งตอบ ั คําถามว่านโยบายเกิดขึนได้อย่างไร หรือเบืองหลังของนโยบายของรัฐบาลแต่ละนโยบายนัน มีทมา ้ ้ ้ ่ี ทีไปอย่างไร ทําให้เราต้องเข้าใจถึงตัวแบบในการกําหนดโนบาย ่ การนาแนวคิ ดการบริ หารรัฐกิ จยุคใหม่สู่การปฏิ บติในระบบราชการไทย ั รูปธรรมทีชดเจนของประเทศไทยในการบริหารจัดการภาครัฐแบบใหม่ คือ ่ ั ประการแรก ที่ผ่านมาเราจะพบว่ามีความพยายามที่จะให้ข้าราชการมีความตระหนักว่า ประชาชน คือ ลูกค้าคนสําคัญ มีการกําหนดมาตรฐานสากลในการปฏิบตงานภาครัฐขึนมาเพื่อส่งเสริม ั ิ ้ ให้มคุณภาพของการบริการ ทีเรียกว่า PSO (Public Sector Standard Management Outcome) ี ่ ประการที่สอง ในเรืองของการกระจายอํานาจจากการบริหารส่วนกลางมาสู่การบริหารส่วน ่ ท้องถิน เราจะเห็นภาพนี้อย่างชัดเจนในประเทศไทย ซึ่งยังมีการปรับเปลี่ยนการบริหารในหน่ วย ่ ราชการเองจากการใช้การควบคุมมาเป็ นการกํากับดูแล ประการที่สาม ในเรื่องการกําหนดการวัดผลงานในระดับหน่ วยงานและระดับบุคคล เราจะ พบว่า เวลานี้หน่ วยราชการหลายแห่งได้นําแนวคิดเกี่ยวกับการปฏิบตงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ ์ เข้ามา ั ิ ใช้ในการปฏิบตงาน มีการวัดความพึงพอใจของลูกค้าหรือประชาชนทีมารับบริการว่ามีความพอใจ ั ิ ่ ในการได้รบบริการมากน้อยแค่ไหน ั ประการที่ สี่ จะพบว่าหน่ วยงานราชการต่างของไทยมีการนํ าเอาเทคโนโลยีสารสนเทศใน รูปแบบต่างๆ เข้ามาใช้ในการปฏิบตราชการมากขึน ั ิ ้ ประการที่ 5 คือ การแข่งขัน เป็ นแนวคิดที่มุ่งหวังให้ส่วนราชการทังหลายมีการวิเคราะห์ ้ ภารกิจของตนเองว่า ภารกิจใดควรดําเนินการเอง ส่วนภารกิจใดทีมองว่าไม่ควรดําเนินการเองก็ควร ่ จะมอบให้เ อกชนดํา เนิ นการ แนวคิดที่เ น้ น การแข่ง ขันในการให้บริห ารนี้ม ีค วามมุ่งหวัง เพื่อ ให้ ประชาชนมีท างเลือ กในการรับบริก ารมากขึ้น หน่ ว ยราชการที่มภารกิจคล้ายกันก็จะต้อ งมีการ ี แข่งขันเพื่อให้มการบริการทีมคุณภาพ ี ่ ี จากแนวคิดดังกล่าว เราจะพบว่าการบริหารองค์การสาธารณะยุคใหม่จะต้อง
  • - การจัดโครงสร้างที่ มีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนง่าย เน้ นโครงสร้างที่ก่อให้เกิดความ คล่องตัวในการทํางาน ลดขนาดองค์การให้เล็กลง - หลักในการบริ หารก็ต้องปรับปรุง เช่น แทนที่จะเป็ นการจ้างคนตลอดชีวตก็หนมาจ้าง ิ ั แบบเป็นสัญญา ในองค์การจะต้องมีการปรับเปลียนโยกย้ายให้คนทํางานตําแหน่ งต่างๆ ได้ง่ายตาม ่ ภารกิจขององค์การ ขณะทีโครงสร้างแบบเก่าใครทําหน้าทีอะไรก็จะไปทํางานอย่างอื่นไม่ได้ ่ ่ - เป้ าหมายในการบริ หารไม่ได้ อยู่ที่ประสิ ทธิ ภาพอย่างเดี ยว แต่ต้องคํานึงถึงความ พอใจของประชาชน ความเป็นธรรม ความเสมอภาค - มี แนวคิ ด ที่ จะให้ การบริ ห ารราชการเป็ นเหมือนเอกชนมากขึ้น นันคือ เน้ นความ ่ รวดเร็วในการบริหาร สร้างความพอใจสูงสุดให้ลกค้า เป็นต้น ู ั ั โดยสรุป ปจจุบนการบริหารงานภาครัฐ (Public Administration) ได้นําเอาเทคนิคและ วิธการบริหารจัดการภาคธุรกิจเอกชนมาใช้มากขึน ทําให้แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการภาครัฐ (Public ี ้ Management) เริมแพร่หลายมากขึน ่ ้ ความแตกต่างระหว่างคําว่า “การบริ หาร” (Administration) กับคําว่า “การจัดการ” (Management) จะอยู่ท่ี “วิ ธีการ” กล่าวคือ การบริหารจะเกี่ยวข้องกับการจัดสรรทรัพยากรอย่าง เป็ นขันตอนตามลําดับ โดยต้องทําตามระเบียบปฏิบตท่กําหนดไว้ แล้ว ส่วนการจัดการจะเกี่ยวข้อง ้ ั ิ ี กับการใช้ดุลยพินิจในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้บรรลุวตถุประสงค์ทตงไว้ ั ่ี ั ้ ดังนัน การจัดการจึงขึนอยู่กบ “ผู้จดการ” (Manager) ในการใช้ดุลยพินิจเพื่อการตัดสินใจ ้ ้ ั ั เลือก “วิ ธีการที่ดีที่สด” ในการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ทีมอยู่เพื่อให้สามารถทํางานร่วมกันจนบรรลุ ุ ่ ี เป้าหมายทีตองการ จึงเป็ นเรืองทีตองอาศัยทักษะความสามารถต่างๆ ของบุคลากรในองค์กรด้วย ่ ้ ่ ่ ้ ยุค โลกาภิว ต น์ น้ี สภาพการณ์ต่ างๆ ได้บีบบังคับให้ภาครัฐและเอกชนต้องทํางานอย่าง ั ประสานร่วมมือกันมากขึน เพื่อเพิมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวมให้สูงขึ้น ้ ่ การร่วมมือกันนี้ทําให้เกิดการถ่ายโอน “เทคนิ คและวิ ธีการบริ หารจัดการ” ระหว่างภาครัฐและ ภาคเอกชนเพื่อให้เกิดการดําเนินการบรรลุวตถุประสงค์ทกําหนดไว้ ั ่ี การที่ภาครัฐและเอกชนต้อ งทํางานร่วมกันเพื่อ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศเช่นนี้ ทําให้เกิดความจําเป็ นในการต้องลดค่าใช้จ่ายต่างๆ (ลดต้นทุนการผลิต ) ทีเกิดจาก ่ การติดต่ อ ประสานงานกันให้เ หลือ น้ อ ยที่สุ ด แต่ อุ ปสรรคสําคัญ ในเรื่อ งของการลดต้นทุนนี้ก็ค ือ มาตรการควบคุม (ตามระเบียบกฎเกณฑ์) ของภาครัฐ และการใช้ดุลยพินิจ (อย่างไม่แน่ นอนและไม่ ชัดเจน) ของเจ้าหน้าทีทเี่ กียวข้อง ่ ่ ดัง นัน ปญ หาที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้อ งร่ว มกันแก้ไ ขก็ค ือ จะทําอย่างไรให้มาตรการ ้ ั ควบคุมของภาครัฐผ่อนคลายลง (โดยมีความยืดหยุ่นมากขึน ) พร้อมๆ กับการลดการใช้ดุลยพินิจ ้ ของเจ้าหน้าทีลงด้วย เพื่อสร้างความมันใจในการประกอบธุรกิจได้อย่างชัดเจนยิงขึน (เพราะการใช้ ่ ่ ่ ้ ดุลยพินิจ อาจทําให้เกิด Double Standards ที่ทําให้ภาคเอกชนบางรายเกิดความได้เปรียบ เสียเปรียบกันและส่งผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม)
  • ผูนําของทังภาครัฐและภาคเอกชนจึงต้องอาศัย “เทคนิ คและวิ ธีการบริ หารจัดการ” ต่างๆ ้ ้ มากมาย เพื่อให้สามารถดําเนินการบรรลุเ ป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง (ที่ได้มการวางแผนไว้ ี ล่วงหน้าแล้ว) และที่สําคัญที่สุดก็คอ ผูนําในการบริหารการเปลียนแปลง (Change Leader) ควร ื ้ ่ จะต้องอยูในอํานาจหน้าทีนนนานเพียงพอทีจะดําเนินการจนบรรลุผลสําเร็จด้วย ดังนัน ทุกวันนี้การ ่ ่ ั้ ่ ้ จัดการภาครัฐ จึงเป็นบริหารรัฐกิจยุคใหม่ โดย ั - บริ หารคน โดยยึดคนเป็ นเป็ นศูนย์กลาง พัฒนาคน ทังกาย จิตใจ สติปญญา ้ - บริ ห ารงาน โดยคํ า นึ ง ถึง สภาพแวดล้ อ ม บริห ารงานท่ า มกลางเงื่อ นไขที่ย ืด หยุ่ น บริหารงานในลักษณะงานเฉพาะกิจ องค์การต้องเป็นองค์การแบบ Organic ไม่ใช่ Mechanic - บริ หารเงิ น โดยโปร่งใส กระจายอํานาจ ***ที่สําคัญ กระแสที่มาแรงมากคือ การบริ หารคน บริ ห ารงาน และบริ ห ารเงิ นในเชิ ง คุณธรรม จริ ยธรรม เช่น เวลานี้จะต้องมีการร่างจริยธรรมของนักการเมือง ของข้าราชการ แต่ยง ั ไม่ทงประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในการบริหารงาน ้ิ แนวคิดการบริหารงานสมัยใหม่ (New Public Management : NPM) สาเหตุทสาคัญในการทําให้แนวคิดในการบริหารงานภาครัฐปรับจาก New PA.มาเป็ น NPM ่ี ํ เนื่องจาก 1. อิ ทธิ พลของกระแสโลกาภิ วตน์ ที่ทําให้แต่ละประเทศมีการเชื่อมโยงติดต่อซึ่งกันและ ั กันอย่างรวดเร็ว ทําให้การบริหารงานภาครัฐต้องมีการปรับเปลียนเพื่อก้าวให้ทนประเทศอื่นๆ ่ ั 2. สภาพการแข่งขันระหว่างประเทศ ทําให้ประเทศพยายามลดต้นทุนการผลิตของตนเอง ให้เหลือน้อยทีสุด ทําให้มการย้ายฐานการผลิตของประเทศในโลกตะวันตกมาสู่ตะวันออก ก่อให้เกิด ่ ี การว่างงานจํานวนมากในประเทศตะวันตก ทําให้ประชาชนเรียกร้องให้รฐบาลมีการปรับเปลียนเพื่อ ั ่ ั ั แก้ปญหา ขณะเดียวกันอิทธิพลของเทคโนโลยีทนําเครื่องจักรมาใช้แทนแรงงานคน ยิงทําให้ปญหา ่ี ่ การว่างงานมีความรุนแรงมากขึน ปญหาเหล่านี้ทําให้ภาครัฐต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการ ้ ั ทํางานใหม่ 3. วิ กฤติ การณ์ ทางด้านเศรษฐกิ จที่ เกิ ดขึ้นทัวโลก การเกิดวิกฤติการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ ่ ส่งผลให้ภาครัฐหันมาทบทวนการใช้จ่ายภาครัฐ เช่น มีการปรับเปลียนให้มกําลังคนในภาครัฐมีจานวน ่ ี ํ น้อยลง 4. การผูกขาดในภารกิ จต่ างๆ ของรัฐบาล ตามหลักการของ NEW PA ทีเริมต้นขึนในปี ่ ่ ้ 1968 ต้องการให้ภาครัฐเข้าไปสร้างบริการสาธารณะอย่างทัวถึง ทําให้รฐมีบทบาทและภารกิจมาก ่ ั ขึน และพบว่าหลายภารกิจไม่สามารถทําให้ดได้ โดยเฉพาะบทบาทในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึง ้ ี ต้องมีการทบทวนเพื่อปรับลดบทบาทของภาครัฐ โดยดูว่าภารกิจใดทีรฐยังต้องทําเอง และภารกิจใด ่ั ทีตองปล่อยให้เอกชนเข้ามาดําเนินการแทน ่ ้ 5. การเติ บโตของภาคเอกชนและองค์การประชาสังคม ทําให้รฐต้องหันมาปรับบทบาท ั ของตนเอง
  • 6. ปัญหาการทุจริ ตคอรัปชันในหน่ วยงานภาครัฐ ทีแพร่หลายและทวีความรุนแรงก็เป็ น ่ ่ สาเหตุสาคัญทีก่อให้เกิดการเปลียนแปลงในการบริหารงานภาครัฐ ํ ่ ่ 7. การไม่มีประสิ ทธิ ภาพของระบบราชการ ที่ทําให้เกิดความล่าช้า มีการรวมอํานาจใน การตัดสินใจ เน้นกฎระเบียบมากจนเกินไป จากสภาพดังกล่าว ทําให้มผลต่อการเปลียนแปลงแนวคิดในการบริหารรัฐกิจทําให้เกิดการ ี ่ ั ั บริหารรัฐกิจแนวใหม่อีกช่ว งหนึ่ง ที่เ ป็ นแนวคิดที่มอิทธิพลในปจจุบน ซึ่งเรียกว่า “กระแส New ี Public Management” (NPM) และเป็นแนวคิดทีสาคัญทีอยูเบืองหลังการปฏิรประบบราชการไทย ่ํ ่ ่ ้ ู หลักการของ New Public Management (NPM) 1. การสร้างการบริ การที่ มีคุณภาพแก่ ประชาชน (Quality Service) นันคือ ภาครัฐ ่ จะต้อ งหันมาทบทวนว่า การดําเนินงานของรัฐจะทําอย่างไรที่จะให้บริการต่ อ ประชาชนได้ดีข้น ึ รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ สําหรับหลักการสร้างบริการที่มคุณภาพให้กบประชาชนเกิดขึนในเมืองไทยตังแต่ปี 2532 ี ั ้ ้ โดยมีการประกาศใช้ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้ของรัฐปี 2532 เช่น มีการกําหนดว่า ในการบริก ารประชาชนในแต่ ล ะเรื่อ งจะต้อ งใช้เ วลาเท่า ไหร่ แต่ ไม่ค่ อ ยมีการประชาสัมพันธ์ใ ห้ ประชาชนทราบมากนัก 2. สนับสนุ นให้ ลดการควบคุมจากส่ วนกลางและเพิ่ มอิ สระในการบริ หารงานให้ แก่ หน่ วยงานมากขึ้น หรือเน้นการกระจายอํานาจ ผ่อนคลายกฎระเบียบให้เกิดความคล่องตัวในการ บริหารจัดการ การลดการควบคุมจากส่วนกลางเป็ นทีมาของการจัดตัง “องค์การมหาชนในเมืองไทย” และ ่ ้ รวมถึง “การกระจายอํานาจจากส่วนกลางไปสู่ส่วนท้องถิน” ่ 3. New PM ให้ ความสาคัญกับผลการปฏิ บติงาน ดังนัน แนวทางในการประเมินผลการ ั ้ ปฏิบตงานจึงได้รบความสําคัญมากขึนเรื่อยๆ และทําให้เกิดการกําหนดการวัดผลงานที่ชดเจน ทัง ั ิ ั ้ ั ้ ในระดับ บุ ค คลและระดับ องค์ก าร เพื่อ นํ า ผลการปฏิบ ัติง านไปเชื่อ มโยงกับ การให้ร างวัล และ ค่าตอบแทน ทังในระดับบุคคลและระดับหน่วยงาน ้ ั ั แนวคิดนี้ทําให้ปจจุบนทุกหน่ วยราชการจะต้องมีการสร้างตัวชี้วดผลการปฏิบตงานของทัง ั ั ิ ้ บุคคลและหน่ วยงาน และในอนาคตจะมีการนํ า Balance Scorecard มาใช้ในการประเมิน การ ปฏิบตงานในระดับองค์การ ั ิ 4. การสร้างระบบสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลากรเพื่อให้บคคลากรได้รบการพัฒนา ุ ั อย่างต่อเนื่ องตลอดเวลา และยังสนับสนุนให้มการนําเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบตงานมากขึน ี ั ิ ้ ในเมืองไทยก็มการนํ าระบบสํานักงานอัตโนมัตมาใช้ในการทําระบบ E-Card ที่ทําให้เกิด ี ิ ความรวดเร็วในการติดต่อระบบราชการ
  • 5. การจัดการภาครัฐแนวใหม่สนับสนุนให้ มีการเปิ ดกว้างในการแข่งขัน หลักการใน ข้อนี้เกิดจากการทีรฐบาลมีภารกิจมากจนเกินไป เข้าไปมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจมากเกินไปและ ่ั ไม่มประสิทธิภาพ New PM จึงเสนอว่า รัฐจะต้องยอมรับเรืองของการแข่งขัน ี ่ การแข่งขันในทีน้จะต้องมีความเสรี เป็ นการแข่งขันทีจะให้เอกชนเข้ามาปฏิบตงานในส่วนที่ ่ ี ่ ั ิ รัฐเคยทําและไม่มประสิทธิภาพ เช่น การจ้างเหมา การให้เช่า หรือแม้กระทังการแปรรูป การแข่งขัน ี ้ ในส่วนนี้จะเป็ นการแข่งขันระหว่างภาครัฐด้วยกัน หรือระหว่างรัฐกับเอกชนก็ ได้ ตัวอย่างของการ ั ให้บริการโทรศัพท์เ ดิมที่รฐเป็ นผู้ดูและการให้บริหารจะมีปญหามาก มีค วามล่าช้า แต่ พอเปิ ดให้ ั เอกชนเข้ามาแข่งขัน ทําให้ประชาชนได้รบบริการทีดขน รวดเร็วขึน เมื่อมีการแข่งขันก็จะมีการนํ า ั ่ ี ้ึ ้ กลไกการตลาดจะมาเป็ นตัดสินว่า หน่ วยงานใดดําเนินงานได้มประสิทธิภาพมากกว่ากัน เพราะถ้า ี หน่ วยงานใดบริหารจัดการได้ดประชาชนก็จะเข้าไปใช้บริการจํานวนมาก ขณะที่ภาครัฐเองก็มการ ี ี แข่งขันกัน เช่น มหาวิทยาลัยของรัฐก็มการแข่งขันกันอย่างมากในแง่ของการให้การศึกษา ี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สําหรับแนวคิดในการพัฒนาทรัพยากรมนุ ษย์นน ความคิดเดิมคือ การเน้นการลงทุนในตัว ั้ ั ั มนุ ษย์เพื่อให้มนุ ษย์กลายเป็ นทุนทางด้านการผลิตเพื่อสร้างความเติบโตในทางเศรษฐกิจ แต่ปจจุบน การพัฒนามนุ ษย์เน้นการสร้างให้มนุ ษย์มความมันคงทังทางเศรษฐกิจและจิตใจ รวมทังพัฒนาให้ ี ่ ้ ้ มนุ ษย์ความสุข ใช้ชวตโดยปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้ นอกจากนี้ยงเน้ นการลงทุนด้านการศึกษา ีิ ั เพื่อให้มนุ ษย์มศกยภาพในการแข่งขันในการสร้างนวัตกรรม โดยเฉพาะทรัพยากรมนุ ษย์ในภาครัฐ ี ั หรือ พนัก งานของรัฐหรือ ข้า ราชการในยุค ใหม่จะแตกต่ างไปจากข้าราชการยุค เดิม โดยเฉพาะ ทัศนคติในการทํางาน ราชการมีการปรับเปลียนให้ทํางานเหมือนเอกชนมากขึน ่ ้ ความสําคัญของคนทําให้การบริ หารทรัพยากรบุคคลปัจจุบนเป็ นการพัฒนาทรัพยากร ั มนุษย์ในเชิ งกลยุทธ์ คือ การเอาคนเป็ นศูนย์กลาง การมองว่าคนเป็ นพลังขับเคลื่อนทีสําคัญทีสุด ่ ่ ขององค์กร สําคัญกว่าทรัพยากรตัวอื่นๆ จึงต้องพัฒนาศักยภาพ (Competency) ให้มความโดดเด่น ี เพื่อให้คนเป็ นพลังนําไปสู่เป้าหมายขององค์กร เนื่องจากทุกวันนี้เป็ นยุคเทคโนโลยีขอมูลข่าวสาร องค์การแต่ละองค์การสามารถเรียนรูได้ ้ ้ แทบจะเท่าเทียมกัน การทํางานขององค์กรทุกองค์กรแทบจะไม่มอุปสรรคเกี่ยวกับสถานทีและเวลา ี ่ อีกต่อไป ความสามารถในการแข่งขันขององค์ก ารจึงไม่ได้ขนอยู่กบว่าองค์การตังอยู่ ณ ทีใด หรือมี ้ึ ั ้ ่ เทคโนโลยีเหนือกว่าอีกต่อไป แต่ ขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในยุคใหม่ขึ้นอยู่ กับว่า องค์การไหนมีคนที่มีคณภาพมากกว่ากัน ุ การพัฒนาคนจึงเป็ นเรื่องสาคัญที่สุดขององค์การ และการพัฒนาคนที่ดจะต้องพัฒนา ี ในเชิงกลยุทธ์ด้วย โดยกลยุทธ์ในการพัฒนาทรัพยากรมนุ ษย์จะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ ่ องค์กร ลักษณะเช่นนี้ฝายพัฒนาทรัพยากรมนุ ษย์ขององค์การทีเรียกว่า HR จะต้องเป็ นนักยุทธศาสตร์ ่ ทีต้องทํางานร่วมกับ CEO ขององค์การหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรมนุ ษย์ หรือ CHR (Chief Human ่ Resource) ในองค์กรสมัยใหม่จะไม่ได้เป็นแค่งานธุรการทีทํางานเฉพาะเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการ ่
  • พนักงานอีกต่อไป แต่ HR ในองค์กรเชิงกลยุทธ์จะต้องเป็ น HR มืออาชีพหรือ HR Professional ที่ ต้องคิดว่าจะสร้างและพัฒนาคนเพื่อให้คนมีขดความสามารถ (Capabilities) ในการทํางาน มีการ ี ทุ่มเทในการทํางาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์การได้อย่างไร ทังนี้แนวคิดเชิงกลยุทธ์เป็ นแนวคิดที่เริมต้นในวงการทหาร แต่ภาคเอกชนนํ ามาใช้ในการ ้ ่ บริหารจัดการมานานแล้ว รวมทังในปจจุบนทีภาคเอกชนให้ความสําคัญกับการพัฒนาคนเชิงกลยุทธ์ ้ ั ั ่ ส่ว นภาคราชการเพิงนํ ามาปรับใช้ โดยเฉพาะประเทศไทยเราเริมใช้แนวคิดการบริหารองค์การ ่ ่ ราชการเชิงกลยุทธ์อย่างจริงจังในสมัยรัฐบาลทักษิณ การปฏิ รประบบราชการ ู ประมาณปี 2523 (1980) ได้เกิดแรงผลักดันที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีทงแรงผลักดัน ั้ ทีมาจากทังภายนอกและภายใน ่ ้ แรงผลักดันภายนอกทีสาคัญๆ ได้แก่ ่ํ - อิท ธิพ ลของโลกาภิว ัต น์ แ ละความก้า วหน้ า ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีท่ีม ี อิทธิพลต่อการทํางานในระบบราชการมากขึน ้ - สภาพการแข่งขันระหว่างประเทศ ทําให้หน่ วยราชการต้องปรับปรุงกระบวนการทํางาน เพื่อรองรับการแข่งขัน ั - วิกฤติทางด้านเศรษฐกิจ เป็ นปจจัยทีสาคัญทีทําให้ระบบราชการถูกทบทวน โดยเฉพาะใน ่ํ ่ เรืองของงบประมาณ โดยเฉพาะงบประมาณในด้านค่าตอบแทนและเงินเดือนข้าราชการทีพบว่ามีสูง ่ ่ มากแต่ประสิทธิภาพในการทํางานยังตํ่า ดังนันจึงต้องมีการปฏิรป ้ ู - แนวคิดในการปรับลดบทบาทภาครัฐ เนื่องจากการทีรฐมีบทบาทมากในช่วงก่อนหน้านั ้น ่ั ั ได้ก่อให้เกิดปญหามากกมาย โดยเฉพาะการขาดประสิทธิภาพในการทํางาน ทําให้ต้องมีการลด บทบาทของภาครัฐลง - การเติบโตและความเข้มแข็งของภาคเอกชน รวมทังความเข้มแข็งขององค์การประชา ้ สังคม ทําให้ภาครัฐซึงมีสภาพทีอ่อนแอจะต้องหันมามองตนเอง และถึงเวลาต้องเปลียนแปลง ่ ่ ่ แรงผลักดันที่เกิ ดจากภายในตัวระบบราชการเอง คือ - ความเสื่อมของระบบราชการ (Bureaucratic Pathology) ซึงเกิดจากการไม่มประสิทธิภาพ ่ ี การขยายอํานาจของระบบราชการ การทํางานที่ล่ าช้า ข้าราชการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง การ ทํางานเน้นกฎระเบียบจนขาดการคํานึงถึงความเป็ นมนุษย์ ฯ - เกิดสิงทีเรียกว่า Dirty Government เกิดจากการขาดการมีส่วนร่วม ของข้าราชการ แต่ ่ ่ การตัดสินใจอยูทผบริหาร มีการทุจริต ขาดความโปร่งใสและการตรวจสอบ ่ ่ ี ู้ เหล่านี้คอ ปจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบราชการไทย และแรงผลักดันเหล่านี้ ื ั เป็นแรงผลักดันทีผบริหารประเทศมองเห็นและยอมรับว่าระบบราชการควรจะมีการเปลียนแปลง แต่ ่ ู้ ่ ยัง ไม่ ม ีก ารตัด สิน ใจที่จ ะทํ า ให้เ กิด การเปลี่ย นแปลง อย่ า งไรก็ต ามสิ่ง ที่ค วามต้ อ งการในการ เปลียนแปลงยังคงมีอยูโดยมีเป้าหมายทีสาคัญเพื่อให้ระบบราชการเกิดสิงต่อไปนี้ คือ ่ ่ ่ํ ่ 1. ความโปร่ง (Transparency)
  • 2. เกิดคุณภาพในการบริหารจัดการ (Quality) 3. การบริหารงานทีมประสิทธิผล (Effectiveness) ่ ี 4. การบริหารงานทีมประสิทธิภาพ (Efficiency) ่ ี เดือนตุลาคม 2545 ได้มการปฏิรูประบบราชการอย่างเป็ นรูปธรรม โดยตรา พรบ.บริหาร ี ราชการแผ่นดินฉบับที ่ 5 ขึ้น และในมาตรา 3/1 มีการบัญญัติว่าการปฏิบตหน้าทีของข้าราชการจะต้อง ั ิ ่ ติ ท าโดยการบริห ารจัด การทีดี เพือ ให้เ กิด ประโยชน์ ต่ อ ประชาชน และมีค วามคุ่ ม ค่ า ในการใช้ ่ ่ งบประมาณของรัฐ มีประสิทธิภาพ การลดขันตอนการปฏิบติ ้ ั จากนันรัฐบาลก็ได้ออกกฎหมายปฏิรปโครงสร้าง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 มาใช้ใน ้ ู การเปลียนแปลงโครงสร้างของกระทรวง เพื่อนําไปสู่การปฏิรประบบราชการ ่ ู หลังจากการปรับเปลียนโครงสร้างหน่ วยราชการ เวลานี้การปฏิรประบบราชการกําลังอยู่ใน ่ ู ขันของการปฏิรปพฤติกรรมของข้าราชการ ดังจะพบว่า รัฐบาลพยายามออกโครงการต่างๆ เพื่อให้ ้ ู ข้า ราชการทํ า งานอย่ า งมีป ระสิท ธิผ ลมากขึ้น เช่ น การทํ า โครงการระยะ 3 ที่ต้ อ งการพัฒ นา ข้าราชการถ้าพัฒนาไม่ได้ก็ต้องออกจากระบบ หรือ การให้ข้าราชการแต่ ล ะคนประเมินงานของ ั ั ตนเอง สิงทีน่าสนใจอย่างหนึ่งในปจจุบน คือ การปฏิรประบบราชการของเราทีเดินมาตังแต่ปี 2545 ่ ่ ู ่ ้ ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว เข้าสู่เนื้ อหาการบรรยายโดย รศ.อนงค์ทิพย์ เอกแสงศรี การบรรยายในส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับวิชาการบริหารรัฐกิจ หลักสูตรวิชานี้มทงหมด 4 วิชา ี ั้ ได้แก่ PS705, PS 707, PS 708 และ PS 711 สาระสําคัญของแต่ละวิชาคือ PS 705 แนวคิดเชิง ทฤษฎีในการบริหารรัฐกิจ เป็ นวิชาพืนฐานทีทําให้นักศึกษาเกิดความรูท่จะสามารถนํ าไปเชื่อมโยง ้ ่ ้ ี กับวิชาต่างๆ คือ PS 707 วิชาการพัฒนาทรัพยากรมนุ ษย์, PS 708 วิชาองค์การและการจัดการ และ PS 711 วิชาการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ นักศึกษาจะต้องสามารถเชื่อมโยงประเด็นสําคัญ ของแต่ละวิชาและหาจุดร่วมของแนวความคิดของแต่ละวิชาให้ได้ การสอบวิช าประมวลความรู้เ ป็ น การรวมทุ ก วิช าที่เ รีย นมาในหลัก สูต ร เพื่อ นํ า ความรู้ เหล่านันมาบูรณาการตอบคําถามทีถามในข้อสอบ ลักษณะข้อสอบจะยาก นักศึกษาจะต้องดึงความรู้ ้ ่ มาใช้ใ นการตอบได้ การตอบข้อ สอบจะไม่มเ พียงคําตอบเดียว นักศึกษาสามารถตอบได้หลาย ี ประเด็น ความถูกต้องอยู่ท่เหตุผลสนับสนุ น ความสัมพันธ์ ความถูกต้อง และความเชื่อมโยงกับ ี คําถาม แนวความคิ ดเชิ งทฤษฎีในการบริ หารรัฐกิ จ (PS 705) นักศึกษาจะต้องกลับไปทบทวนวิวฒนาการของทฤษฎีและแนวความคิดทีสําคัญในด้านการ ั ่ บริหารรัฐกิจ ซึงมีแนวคิดพืนฐานจากนักวิชาการสําคัญ 3 ท่านคือ Woodrow Wilson, Max Weber ่ ้ และ Frederick Taylor อาจารย์จะสรุปให้บางส่วนแล้วให้นกศึกษากลับไปอ่านหนังสือเพิมเติม ั ่ Woodrow Wilson ผูนําเสนอแนวคิดสําคัญทีทาให้เกิดการเปลียน Paradigm คือ ้ ่ ํ ่ 1. การแยกการเมืองออกจากการบริ หาร นักศึกษาต้องทําความเข้าใจว่า ข้อเสนอของวิล สันนี้ได้ส่งผลต่อการบริหารของภาครัฐอย่างไร และมีผลอย่างไรต่อการบริหารงานราชการของไทย
  • 2. การศึกษาเปรียบเทียบ เพื่อทําให้เกิดความรูในการพัฒนาและปรับปรุงแนวทางการบริหาร ้ ผลจากการศึก ษาเปรียบเทียบทําให้เ กิดการบริหารการพัฒนาและการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ นักศึกษาจะต้องกลับไปทบทวนว่า การบริหารการพัฒนามีหลักการสําคัญอย่างไร มีแนวคิดและ ทิศทางอย่างไร แล้วนํามาเชื่อมโยงกับการบริหารการพัฒนาในประเทศไทย เช่นเดียวกับการบริหาร รัฐกิจเปรียบเทียบ นักศึก ษาจะต้องดูว่าแนวทางการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบเป็ นอย่างไร และ เชื่อมโยงว่าก่อให้เกิดประโยชน์มากน้ อยเพียงใด หากนํ าความรูเหล่านันมาใช้ในระบบการบริหาร ้ ้ การพัฒนาในไทย 3. การศึกษาด้านนโยบาย เป็ นการศึกษาทีจะทําให้เกิดความเข้าใจในการดําเนินกิจกรรม ่ ต่ างๆ ของรัฐบาล เพื่อ สะท้อ นภาพให้เ ห็น ว่ารัฐบาลมีค วามประสงค์จะดํา เนินกิจกรรมใดให้แ ก่ ประชาชน Max Weber ผู้นําเสนอโครงสร้างองค์การที่เป็ นแบบแผนหรือที่เรียกว่า Bureaucracy นักศึกษาจะต้องทําความเข้าใจว่า ลักษณะสําคัญของ Bureaucracy เป็ นอย่างไร เช่น การแบ่งงาน ตามแนวนอน การแบ่งงานตามแนวดิ่ง การมีก ฎระเบียบและมุ่งปฏิบติต ามกฎระเบียบ การไม่ ั คํานึงถึงตัวบุคคล และการเลื่อนขันเลื่อนตําแหน่งโดยใช้ระบบคุณธรรม จากแนวคิดนี้ได้ทําให้คนหัน ้ ไปสนใจทฤษฎีองค์การมากขึน ้ นักศึกษาจะต้องเชื่อมโยง Organization Theory กับวิ ชา PS 708 ที่ ว่าด้วยองค์การและ การจัดการว่า ทฤษฎีองค์การในแต่ละยุคเน้ นหรือมีสาระสาคัญอย่างไร เช่น ทฤษฎีองค์การใน ยุคคลาสสิคจะนําเสนอหลักการและแนวทางการปฏิบตการในองค์การ เพื่อประสิทธิภาพและประหยัด ั ิ แนวคิดเกี่ยวกับ Bureaucracy แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ และแนวคิด เกี่ยวกับการจัดการการบริหารได้ถูกจัดรวมอยู่ในทฤษฎีองค์การยุคคลาสสิค เพราะแนวคิดเหล่านี้ พยายามเสนอหลักการหรือกระบวนการในการบริหารจัดการในองค์การ โดยเน้นประสิทธิภาพและ ั ั ประหยัด แต่ไม่ได้คํานึงถึงปจจัยภายนอกองค์การและปจจัยเกี่ยวกับมนุ ษย์ในองค์การเลย หลังจาก ั นันได้เ ข้าสู่ทฤษฎีองค์การยุคนีโอคลาสสิค ซึ่ง เป็ นยุค ที่หนมาให้ความสําคัญกับปจจัยที่เ กี่ยวกับ ้ ั มนุ ษย์ ยุคนี้จงเป็ นจุดเริมต้นของความเคลื่อนไหวหรือความสนใจด้านมนุ ษยสัมพันธ์ จากนันก็จะ ึ ่ ้ เป็นยุค Modern และ Post Modern ั เนื่องจากองค์การขนาดใหญ่แบบ Bureaucracy มีปญหาและข้อบกพร่องมาก จนทําให้คด ิ ั ว่าควรมีการปรับปรุง พัฒนา และแก้ไขปญหาต่างๆ ที่เกิดจาก Bureaucracy จากความคิดนี้ได้ทํา ให้เกิดการพัฒนาองค์การ (Organizational Development: OD) นักศึกษาจะต้องรูว่า การพัฒนา ้ องค์การจะมีหลักการสําคัญว่าอย่างไร การพัฒนาองค์การเน้ นการพัฒนา 2 ส่วนใหญ่ คือ 1. โครงสร้างองค์การ มีการปรับโครงสร้างองค์การในลักษณะใดจึงจะทําให้การปฏิบตงาน ั ิ มีประสิทธิภาพมากขึน และสามารถให้บริการได้อย่างมีคุณภาพมากขึนกว่าเดิม ้ ้
  • 2. การพัฒ นาหรื อปรับปรุงพฤติ กรรมการทางานของผู้ปฏิ บติง านในองค์การ การ ั เปลียนโครงสร้างจะสามารถทําได้อย่างรวดเร็ว แต่การเปลียนพฤติกรรมเป็ นสิงยากและต้องอาศัย ่ ่ ่ เวลา ั ั แนวคิดการพัฒนาองค์การเห็นได้ชด ในการปฏิรูประบบราชไทยในปจจุบน รัฐบาลตัดสินใจ ั ปฏิรประบบราชการในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ.2545 ถือเป็ นจุดเริมต้นอย่างเป็ นทางการของการปฏิรูป ู ่ ั ั ระบบราชการไทย ปจจุบนเป็ นเวลากว่า 5 ปี ของการพัฒนา เราจะได้เห็นการปรับปรุงเปลียนแปลง ่ ในหลายด้าน ส่วนทีกําลังดําเนินการอย่างเข้มข้น คือ การปรับเปลียนวัฒนธรรมและค่านิยมในการ ่ ่ ทํางานของข้าราชการ และมี พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับใหม่ เพื่อปรับปรุงกระบวนการ ทํางาน วิธการทํางาน และแนวปฏิบตต่างๆ เพื่อนําไปสู่องค์การทีมสมรรถนะสูง ี ั ิ ่ ี หลักการสาคัญขององค์การที มีสมรรถนะสูง (High Performance Organization: ่ HPO) ประกอบด้วย 1. Globally Engaged มีการติ ดต่ อสัมพันธ์กบองค์การอื่ นในทุกระดับ เพื่อพัฒนา ั องค์การให้เป็นองค์การระดับโลก (World Class Organization) 2. Technological Literacy เรียนรู้และตามทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สามารถนําเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในองค์การได้อย่างเหมาะสม 3. Performance Based/ Result Based ทางานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ การให้ความสําคัญ กับประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และสมรรถภาพ โดยกําหนดตัวชีวดการปฏิบตงาน เพื่อใช้ประเมินผล ้ั ั ิ การทํางาน 4. Customer Focused การเน้ นลูกค้า/ประชาชน องค์การภาครัฐจะต้องให้บริการแก่ ประชาชนอย่างมีคุณภาพ เช่น ความเสมอภาค ประสิทธิภาพ ประหยัด รวดเร็ว ความต่อเนื่องใน การให้บริการ ให้บริการด้วยความเป็นธรรมและโปร่งใส Frederick Taylor ผู้เสนอหลักการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ โดยมองว่าในการกําหนด แนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการจัดการ สามารถนํ า วิธการแบบวิทยาศาสตร์มาเป็ นแนวทางในการ ี กําหนดได้ การจัดการแบบวิทยาศาสตร์ของเทเลอร์ทําให้เกิดสาขาวิชาอื่นตามมา เช่น วิทยาการ จัดการ การวิจยเชิงปฏิบตการ ั ั ิ นักศึกษาจะต้องดูสาระสําคัญของหลักการของวิชาการทังสามคน และสาระสําคัญเหล่านัน ้ ้ ั ั ส่งผลต่อการบริหารราชการของไทยในปจจุบนหรือไม่ เช่น การแยกการเมืองและการบริหารออก จากกัน การปรับเปลียนโครงสร้างของระบบราชการ หรือแรงจูงใจทางเศรษฐกิจตามข้อเสนอของเท ่ เลอร์ สิงเหล่านี้ยงปรากฏอยูในแนวทางการจัดการของระบบราชการไทยหรือไม่ ่ ั ่ พัฒนาการของแนวความคิ ดและทฤษฎีด้านการบริ หารรัฐกิ จ พิจารณาได้จาก 1. ด้านเนื้อหาทฤษฎี (1) นักศึกษาต้องกลับไปทบทวนทฤษฎีองค์การทัง 4 ยุคคือ Classic, Neo-classic, Modern, ้ Post Modern เพราะทฤษฎีองค์การในแต่ละยุคจะสะท้อนภาพแนวทางการบริหารจัดการ โดยมี
  • เนื้อหาครอบคลุมเรื่องหลักการของระบบราชการ การจัดการแบบวิทยาศาสตร์ การจัดการการบริหาร มนุษยสัมพันธ์ พฤติกรรมองค์การ ภาวะผูนํา และมีทฤษฎีองค์การเกิดขึนหลากหลายในทังสียคนี้ ้ ้ ้ ุ่ (2) ด้านพาราไดม์ นักศึกษาต้องทบทวนพาราไดม์ด้านการบริหารรัฐกิจที่นําเสนอโดยนิ โคลัส เฮนรี่ หรือ Golembiewski ข้อสอบจะไม่ถามตรงๆ ว่าให้ นาเสนอพาราไดม์ด้านการบริ หารรัฐกิ จ แต่ จะให้ พิจารณา ภาพรวมอย่างกว้างๆ แล้วนาไปเชื่ อมโยงกับสิ่ งที่ ปรากฏในการบริ หารราชการของไทย ดังนัน ้ นักศึกษาจะต้องทําความเข้าใจให้ได้ว่า อะไรเป็ นสาเหตุท่ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของทฤษฎีใน ี และยุคแต่ละพาราไดม์ จุดเปลียนคืออะไร ทําไมต้องมีการเปลี่ยนแปลง และพิจารณาแนวความคิด ่ ในการจัดองค์การในแต่ละยุค วิชานี้กบวิชา PS708 จึงมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน ั เพราะทฤษฎีทเรียนในวิชา PS 705 จะถูกนําไปจัดกลุ่มในทฤษฎีองค์การและการจัดการองค์การใน ่ี วิชา PS 708 ั ั หลักการร่วมในการบริหารงานภาครัฐในปจจุบน คือ หลักการพัฒนาทียงยืน (Sustainable ่ ั่ ั ั Development) ซึ่งเป็ นหลักการทีมุ่งตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปจจุบน โดยไม่มผลกระทบ ่ ี ในทางลบต่อความต้องการของคนรุ่นต่อไปในอนาคต เพราะทีผ่านมา การตอบสนองความต้องการ ่ ของคนรุนปจจุบนได้มการทําลายสิงแวดล้อม ซึงเป็ นผลในทางลบต่ออนาคต หลักการพัฒนาทียงยืน ่ ั ั ี ่ ่ ่ ั่ ั จึงต้องการแก้ปญหาในส่วนนี้ โดยอนุ รกษ์ธรรมชาติในภาพรวม หากมีการดําเนินการทีส่งผลกระทบ ั ่ ต่อสิงแวดล้อมก็ตองเสริมสร้างสิงแวดล้อมชดเชย เพื่อให้สงแวดล้อมคงอยูเหมือนเดิม ่ ้ ่ ิ่ ่ จากกระแสโลกาภิวตน์ การติดต่อสื่อสารกันอย่างทัวถึง มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ั ่ และมีกลไกตลาดทีนํามาควบคุมการบริหารงานภาครัฐมากขึน ก่อให้เกิดการเติบโต การผลิต และ ่ ้ การบริโภคที่เป็ นผลเสียต่อสิงแวดล้อม ชีวตมนุ ษย์ สัตว์และพรรณพืช หากยังคงใช้แนวทางการ ่ ิ พัฒนาแบบเดิมที่มการทําลายสิงแวดล้อม ก็จะทําให้เกิด ผลเสียอย่างมากในอนาคต จากสภาพนี้จง ี ่ ึ ั ั ทําให้การพัฒนาที่ยงยืนเป็ นแนวทางหลักของการพัฒนาในทุกด้านในปจจุบน นักศึกษาจะต้องทํา ั่ ความเข้าใจหลักการพัฒนาทียงยืน เพื่อนําไปเชื่อมโยงกับหลักการบริหารและหลักธรรมาภิบาล ่ ั่ ั การพัฒนาแบบเดิ ม สถาบันหลักของรัฐได้เข้าไปมีบทบาทสําคัญ ทําให้เกิดปญหาต่างๆ มากมายเพราะรัฐชีนําฝ่ายเดียว ผลการพัฒนาจึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน ้ ั ส่วนใหญ่และเป็ นการแก้ปญหาที่ไม่ตรงจุด ทําให้ต้องเปลี่ยนแนวทางจากรัฐประชาชาติ (Nation State) มาเป็ นประชารัฐ (Civil State) ซึ่งเป็ นความสัมพันธ์รปแบบใหม่ระหว่างรัฐกับประชาชนใน ู ลักษณะทีเป็นประชาสังคม (Civil Society) ่ Civil Society เป็ นการดําเนินงานที่เกิดจากความคิดริเริมของประชาชน โดยประชาชน ่ เพื่อ ประชาชน โดยเป็ น ความร่ว มมือ ของทุ ก ฝ่า ยอย่างใกล้ชิด ทัง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาค ้ ประชาชน เพื่อพัฒนาประเทศ ชุมชน และสังคมต่ างๆ โดยมองว่าประชารัฐจะช่วยให้เกิดการพัฒนา ั ทียงยืน สามารถแก้ไขปญหาได้ตรงจุดและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนส่วนรวมได้ ่ ั่ เพื่อให้การพัฒนาแบบยังยืนประสบความสําเร็จและสามารถแทรกเข้าไปในทุกส่วนของสังคม ่ โลก ต้นทศวรรษ 1980s UN จึงเสนอให้ประเทศกําลังพัฒนาเร่งปฏิรประบบเศรษฐกิจควบคู่กบการ ู ั
  • ปฏิรปการเมือง การบริหาร การศึกษา การขจัดและลดความยากจน โดยให้นําระบบบริหารจัดการ ู บ้านเมืองทีดมาใช้ (Good Governance) กระแส Good Governance ทาให้ทุกประเทศวางแผน ่ ี การปฏิ บติเพื่อให้ สอดคล้องกับหลักการนี้ ไทยซึ่ งเป็ นสมาชิ กของ UN ก็ได้นาข้อเสนอดังกล่าว ั มาปฏิ บติเช่ นกัน หลังจากนัน UNDP ก็เสนอให้ Good Governance เป็ นยุทธศาสตร์ในการพัฒนา ั ้ ของประเทศกําลังพัฒนา ธรรมาภิ บาล (Good Governance) เป็ นอี ก ประเด็ น ที่ ย ั ง คงมี ค วามสํ า คั ญ ในปี นี้ สิ่ ง ที่ นั ก ศึ ก ษ าต้ อ งให้ ค วามสนใจ นอกเหนือไปจากการบอกว่าเกณฑ์ของธรรมาภิบาลคืออะไรบ้างแล้ว (เช่น การมีส่วนร่วม ความ โปร่งใส่ การตรวจสอบได้และอื่นๆ ขึนอยู่กบว่าจะเป็ นแนวคิดของนักวิชาการคนไหน) ในฐานะทีเรา ้ ั ่ เป็นนักรัฐศาสตร์จะต้องมองการเมืองของธรรมาภิบาลด้วย โดยเฉพาะการนํ าเอาธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหาร นักวิชาการบางคนมองว่า เป็ นเพียง แนวคิดของชาติมหาอํานาจทีส่งออกมาเพื่อให้เราทําตามและถูกครอบงําเช่นกัน ทังๆ ทีในความเป็ น ่ ้ ่ จริงธรรมาภิบาลแบบไทยๆ นันมีอยูแล้ว ้ ่ องค์ประกอบสาคัญของ Good Governance 1. รัฐบาลทีมความชอบธรรมและความรับผิดชอบ (Political legitimacy and Accountability) ่ ี 2. การให้อสระแก่ประชาชนในการรวมกลุ่มและเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงทังทางการเมือง ิ ้ การปกครอง หรือการบริหารประเทศ (Freedom of Association and Participation) 3. มีกรอบแห่งกฎหมายทีชดเจนตามหลักนิตธรรม ่ ั ิ 4. ระบบราชการทีมความรับผิดชอบต่อการดําเนินกิจกรรมต่างๆ โปร่งใสและพร้อมที่จะให้ ่ ี ตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการทุจริตคอรัปชัน (Bureaucratic Accountability) ่ 5. เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และมีระบบข้อมูลข่าวสารทีน่าเชื่อถือ ่ 6. การบริหารงานภาครัฐมุ่งความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Effective and Efficiency Public Sector Management) 7. มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชดระหว่างรัฐบาลกับองค์กรของประชาสังคม เช่น นํ าภูม ิ ิ ั ปญญาท้องถินมาพัฒนา สร้างเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือกัน ่ องค์ประกอบทัง 7 ประการ คือ เป็นมิตสาคัญของการพัฒนาทีเน้นคนเป็ นศูนย์กลางของการ ้ ิํ ่ พัฒนา ในการพัฒนาทรัพยากรมนุ ษย์ นักศึกษาจะต้องทบทวนเรื่องแนวทางการพัฒนาทรัพยากร มนุ ษย์ หลักเกณฑ์และหลักการต่างๆ ซึงในระดับมหภาคจะเน้นพัฒนาด้านการศึกษา สาธารณสุข ่ และการสร้างงาน แล้วนํามาเชื่อมโยงกับการบริหารภาครัฐของไทย โดยเฉพาะตังแต่ช่วงทีไทยได้ทํา ้ ่ การปฏิรประบบราชการในปีพ.ศ.2545 (PS 707) ู การปฏิ รประบบราชการไทย (พ.ศ. 2545) ู สรุปหลักการสําคัญได้ดงนี้ ั
  • 1. การกระจายอ านาจ มีทงการกระจายอํ านาจจากการบริหารราชการส่ ว นกลางไปสู่ ั้ ท้อ งถิ่น หรือ จากหน่ ว ยงานระดับใหญ่ ไ ปให้ห น่ ว ยงานระดับ ย่อ ย เพื่อ ให้หน่ ว ยงานที่ได้รบ การ ั กระจายอํานาจมีอสระในการตัดสินใจและการบริหารจัดการได้ดวยตัวเอง ิ ้ 2. การตรวจสอบ หน่ วยงานทีได้รบมอบอํานาจจะต้องมีความพร้อมทีจะดําเนินการได้เอง ่ ั ่ พร้อมทีจะรับผิดชอบ และให้ตรวจสอบผลการปฏิบตงานของตน ่ ั ิ 3. การมีส่ วนร่ วม เนื่อ งจากระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนไม่ก่อ ให้เ กิดประโยชน์ ท่ี แท้จริงต่อประชาชน จึงต้องมีการเสนอประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม โดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วน ร่วมโดยตรงมาขึน ทังด้านการบริหาร การเมือง และการปกครอง เช่น การทําประชาพิจารณ์ การลง ้ ้ ประชามติต่างๆ 4. การบริ หารทรัพยากรมนุษย์ เป็ นการปรับโครงสร้างด้านการสรรหา การคัดเลือก การ เลื่อนตําแหน่ ง การให้ค่าตอบแทน และการประเมินผลการปฏิบตราชการ นักศึกษาจะต้องติดตาม ั ิ ความเคลื่อนไหวของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับใหม่ เพราะเป็ นแม่บทสําคัญในการวาง แนวทางการบริหารทรัพยากรมนุ ษย์ในระบบราชการ เช่น การวางโครงสร้างตําแหน่ งและโครงสร้าง ค่าตอบแทน 5. การบริ หารการเงิ นการคลัง เห็นได้ชดในการวางรูปแบบการจัดสรรงบประมาณใหม่ใน ั ระบบ Performance Based Budgeting การนําระบบ GSMIF เข้ามาใช้ รวมถึงการทําบัญชีต้นทุนต่างๆ หลักปฏิ รประบบราชการตามแนว NPM ู การนําแนวความคิดของ New Public Management มาใช้เป็ นแนวทางการปฏิรูประบบ ราชการไทยจะทําให้เกิดลักษณะดังต่อไปนี้ 1. A smaller government that does less การเป็ นภาครัฐที่ มีขนาดเล็กลงกว่าเดิ มและ ทางานน้ อยลงกว่าเดิ ม เช่น การลดภารกิจ การถ่ายโอนภารกิจให้เอกชนทํา และการลดจํานวนคน 2. A government with a global vision flexibility การเป็ นภาครัฐที่ มีวิสยทัศน์ ในระดับ ั โลกาภิ วตน์ สะท้อนให้เห็นว่า หน่ วยงานภาครัฐจะต้องกําหนดวิสยทัศน์/ทิศทางขององค์การในระยะ ั ั ยาว รวมทังมีความยืดหยุนในวิสยทัศน์นน ้ ่ ั ั้ 3. Accountable government การเป็ นภาครัฐที่ มีความรับผิ ดชอบและพร้อมที่ จะให้ ตรวจสอบ เนื่องจากการปฏิรูประบบราชการเป็ นการการผ่อนคลายกฎระเบียบและลดสายการ บังคับบัญชาให้น้อยลง ซึงสิงเหล่านี้เป็ นการตรวจสอบในรูปแบบเดิม เมื่อมีการปฏิรปก็ต้องมีกลไก ่ ่ ู อื่นเข้าไปตรวจสอบแทน เช่น การตรวจสอบจากภายนอก การตรวจสอบจากองค์กรอิสระ 4. A government that is fair การเป็ นภาครัฐที่ มีความยุติธรรม ทังด้านความเป็ นมนุ ษย์ ้ การกระจายประโยชน์สาธารณะสู่ประชาชน และสิทธิมนุษยชน ทัง 4 ประเด็นสามารถนําเป็นหลักเกณฑ์พจารณาว่า การปฏิรประบบราชการไทยได้นําหลัก ้ ิ ู NPM มาใช้มากน้อยเพียงใด
  • เดือนตุลาคม พ.ศ.2545 ไทยเราได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติ 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ปรับปรุ ง โครงสร้า งกระทรวง ทบวง กรม ส่ ง ผลทําให้ก ระทรวงของไทยเพิ่ม จาก 14 กระทรวงเป็ น 20 กระทรวงในทันที และพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ถือเป็ นจุดเริมต้นของการปฏิรูปรูป ่ ระบบราชการไทย หลังจากนัน ทุกหน่ วยงานภาครัฐก็ได้ดําเนินการพัฒนาระบบราชการ จากการ ้ ปฏิรประบบราชการได้มาสู่การพัฒนาระบบราชการ ู การพัฒนาระบบราชการไทย ไทยได้ประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาดังนี้ 1. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 ี เพื่อให้แนวทางการการพัฒนาระบบราชการไทยสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล 2. แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย พ.ศ.2546-2550 3. ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีหลายฉบับ 4. มติคณะรัฐมนตรีหลายครัง ้ เป้าประสงค์/วัตถุประสงค์สาคัญของการพัฒนาระบบราชการไทย มีดงนี้ ํ ั Better Service Quality Rightsizing Good Governance High Performance People Participation 1. Better Service Quality การพัฒนาคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชนให้ดกว่าเดิม ี 2. Rightsizing การปรับขนาดของหน่วยงานของรัฐให้มขนาดทีเหมาะสม ี ่ 3. High Performance การยกระดับมาตรฐานการทํางานให้อยู่ในระดับสูง ซึงเชื่อมโยงกับ ่ High Performance Organization 4. People Participation การมีส่วนร่วมของประชาชน นักศึกษาจะต้องติดตามความคืนหน้าว่า ตลอด 5 ปี ของการพัฒนาระบบราชการไทยได้ม ี การดําเนินการไปตามเป้าประสงค์เหล่านี้มากน้อยเพียงใด จากสรุปข้างต้น นักศึกษาจะได้เห็นความ เชื่อมโยงกันของวิชา PS 705, PS 707 และ PS 708 การวิ เคราะห์นโยบายสาธารณะ (PS 711) กรอบการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะในภาพรวม คือ 1. Cause-effect Approach 2. Policy Systems
  • กระบวนการนโยบาย (Policy Process) ประกอบด้วย 4 ขันตอนสําคัญ ได้แก่ ้ ั 1. การก่อตัวนโยบาย (Policy Formation) คือ ปญหาหรือสาเหตุทรฐบาลนํ ามากําหนด ่ี ั นโยบาย หลังจากทีนโยบายก่อตัวแล้วก็มการผลักดันเข้าสู่ขนตอนการกําหนดนโยบาย ่ ี ั้ 2. การกาหนดนโยบาย (Policy Formulation) นักศึกษาต้องพิจารณาว่า มีองค์ประกอบ และขันตอนอย่างไร ้ 3. การดาเนิ นนโยบาย (Policy Implementation) นักศึกษาต้องพิจารณาว่า มีภารกิจ อะไรบ้างทีตองลงมือปฏิบติ ่ ้ ั 4. การประเมิ นผลนโยบาย (Policy Evaluation) นักศึกษาควรกลับไปดูรายละเอียดว่า แต่ละขันตอนมีสาระสําคัญอย่างไร ้ การวิ เคราะห์นโยบายสาธารณะ มีตวแบบสําคัญ 3 ตัวแบบ ได้แก่ ั 1. ตัวแบบในการกําหนดนโยบาย 2. ตัวแบบในการนํานโยบายไปปฏิบติ ั 3. ตัวแบบในการประเมินผลนโยบาย ตัวแบบเหล่านี้จะทําให้นกศึกษามีหลักในการตอบคําถามทีชดเจน ั ่ ั 1. Cause-effect Approach สําหรับตัวแบบการวิเคราะห์นโยบาย สามารถดูจาก Cause-effect Approach นี้ ระบบการเมือง สภาพสังคมและ นโยบาย เศรษฐกิ จ สาธารณะ ตัวแบบนี้สามารถใช้ตอบคําถามว่า อะไรเป็ นสาเหตุททําให้มการกําหนดนโยบายสาธารณะ ่ี ี และเมือนโยบายสาธารณะถูกนําไปปฏิบตแล้วได้เกิดผลกระทบอะไรบ้าง ซึงตัวแปรทีสําคัญมี 3 ตัว ่ ั ิ ่ ่ แปร คือ ระบบการเมือง สภาพสังคมและเศรษฐกิจ และนโยบายสาธารณะ ทัง 3 ตัวแปรมีความสัมพันธ์กน 2 ลักษณะ คือ ้ ั 1. นโยบายสาธารณะเป็ นตัวแปรตาม (ตามลูกศรเส้นประ/ลูกศรทีอยู่ดานนอก) คือ นโยบาย ่ ้ สาธารณะเป็ นผลมาจากสภาพสังคมและเศรษฐกิจ และระบบการเมือง เช่น สภาพเศรษฐกิจตกตํ่า และระดับการว่างงานของประชาชนสูง รัฐบาลจึงตัดสินใจกําหนดนโยบายจ้างงานสาธารณะเพิมขึน ่ ้ 2. นโยบายสาธารณะเป็ นตัวแปรอิ สระหรือตัวแปรต้น (ลูกศรเส้นทึบ/ลูกศรทีอยู่ดานใน) ่ ้ เมือนโยบายสาธารณะถูกนําไปปฏิบตจะส่งผลสะท้อนกลับต่อระบบการเมือง สภาพสังคมและเศรษฐกิจ ่ ั ิ อย่างไร 2. Policy Systems Policy Stakeholders
  • Policy Environment Public Policies - Policy Stakeholders คือ ผูมส่วนได้ส่วนเสียหรือมีส่วนเกียวข้องกับนโยบาย อาจเป็น ้ ี ่ ั ปจเจกบุคคล กลุ่มคน องค์การ ระบบราชการ พรรคการเมือง หรือกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ทีมส่วน ่ ี เกียวข้องในการกําหนดนโยบาย การดําเนินนโยบาย หรือได้รบผลจากการดําเนินนโยบาย ่ ั - Policy Environment ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือ สภาพแวดล้อมต่างๆ ทีมส่วนทําให้เกิดนโยบายและได้รบผลกระทบจากนโยบาย ่ ี ั - Public Policies นโยบายสาธารณะต่างๆ ความสัมพันธ์ของทัง 3 ตัวแปรมี 2 ลักษณะ ดังนี้ ้ 1. Public Policies เป็ นตัวแปรตาม ทีเป็ นผลมาจาก Policy Stakeholders และPolicy ่ Environment (ตามลูกศรเส้นประ/ลูกศรทีอยูดานนอก) ่ ่ ้ 2. Public Policies เป็ นตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ คือ นโยบายสาธารณะมีผลสะท้อน กลับต่อ Policy Stakeholder และ Policy Environment (ตามลูกศรเส้นทึบ/ลูกศรที่อยู่ด้านใน) นักศึกษาจะต้องกลับไปทบทวนว่า ผลกระทบของนโยบายสาธารณะทีมต่อตัวแปรอื่นๆ เป็นอย่างไร ่ ี ตัวแบบในการกาหนดนโยบาย ของโทมัส อาร์ ดาย มี 9 ตัวแบบ ดังนี้ 1. ตัวแบบสถาบัน (Institutional Model) มองว่า นโยบาย คือ ผลผลิตของสถาบัน นักศึกษาต้องดูว่าสถาบันหลักของรัฐสถาบันใดบ้างทีมส่วนเกี่ยวข้องในการกําหนดนโยบาย การนํา ่ ี นโยบายไปปฏิบตและการบังคับใช้นโยบายในสังคม ั ิ 2. ตัวแบบผู้นา (Elite Model) มองว่า นโยบายสาธารณะเป็ นสิงทีสะท้อนให้เห็นถึงความ ่ ่ ต้องการของผู้นํา หากพบว่านโยบายสาธารณะใดเป็ นนโยบายที่ไม่ได้มุ่งตอบสนองความต้องการ อย่างแท้จริงของประชาชน แต่เป็นการสนองตอบความต้องการของผูนํามากกว่า นักศึกษาก็สามารถ ้ นําตัวแบบผูนําไปวิเคราะห์ตอบคําถามได้ ้ 3. ตัวแบบกลุ่ม (Group Model) มองว่า นโยบายสะท้อนให้เห็นถึงดุลภาพระหว่างกลุ่ม เนื่องจากกลุ่มผลประโยชน์ ใ นสังคมมีมากมาย บางกลุ่ มมีผ ลประโยชน์ เ หมือ นกัน แต่ บางกลุ่ มมี ผลประโยชน์ขดแย้งกัน รัฐบาลจึงต้องกําหนดนโยบายทีก่อให้เกิดดุลยภาพระหว่างกลุ่ม แต่บางครัง ั ่ ้ ก็พบว่านโยบายบางนโยบายทําให้กลุ่มผลประโยชน์ หนึ่งได้ประโยชน์ ขณะเดียวกันก็ทําให้กลุ่ ม ผลประโยชน์อ่นเสียประโยชน์ นักศึกษาต้องดูว่า กลุ่มผลประโยชน์ทได้ประโยชน์นนมีความผูกพัน ื ่ี ั้ ใกล้ชดกับกลุ่มผูนําหรือไม่ ิ ้
  • 4. ตัวแบบกระบวนการ (Process Model) มองว่า การกําหนดนโยบายเป็ นกิจกรรมของ การเมือง นักศึกษาต้องดูว่าขันตอนการกําหนดนโยบายมีอะไรบ้าง ในแต่ละขันตอน การเมืองได้เข้า ้ ้ ไปเกียวข้องอย่างไร เพื่อวิเคราะห์ว่าการกําหนดนโยบายนันเป็นเกมการเมือง ่ ้ 5. ตัวแบบเหตุผล (Rational Model) มองว่า การกําหนดนโยบายมุ่งตอบสนองความ ต้องการของสังคม/ให้ผลประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม หมายความว่า สิงที่รฐบาลตัดสินใจกําหนด ่ ั นโยบายนันเป็นสิงทีเห็นแล้วว่าสามารถให้ผลตอบแทนในทุกด้าน มากกว่า ค่าใช้จ่ายทีรฐบาลจะต้อง ้ ่ ่ ่ั เสียไป 6. ตัวแบบส่ วนเพิ่ ม (Incremental Model) มองว่า การกําหนดนโยบายนันได้นําเอา ้ นโยบายในอดีตมาเป็ นเกณฑ์ ดังนัน นโยบายบางนโยบายที่รฐบาลกําหนดไม่ได้เป็ นนโยบายใหม่ ้ ั แต่เป็นการนํานโยบายเดิมมาปรับปรุง แก้ไข และเปลียนแปลง ่ 7. ตัวแบบทฤษฎี เกม (Game Theory Model) มักนํ าไปใช้ในการกําหนดนโยบายที่ เกียวกับความขัดแย้งระหว่างประเทศหรือนโยบายด้านการป้องกันประเทศ เนื่องจากมีหลายฝ่ายเข้า ่ มาเกี่ยวข้อ ง และเราไม่ส ามารถคาดเดาได้ว่ าฝ่ายอื่นคิด อย่างไร การกํ าหนดนโยบายจึง อยู่บ น พืนฐานของความเชื่อทีว่า ทางเลือกนันมีเหตุผลแล้ว ้ ่ ้ 8. ตัวแบบทางเลือกสาธารณะ (Public Choice Theory Model) มองว่า นโยบาย ั กําหนดมาเพื่อตอบสนองความต้องการของปจเจกบุคคลโดยผ่านการตัดสินใจร่วมกัน การดําเนิน กิจ การสาธารณะจึง มีท างเลือ กหลายทางที่จ ะให้ป ระชาชนมีโ อกาสเลือ ก เพราะเป็ น การให้ ั ความสําคัญทีจะตอบสนองความต้องการของปจเจกบุคคล ่ 9. ตัวแบบระบบ (Systems Model) การตอบข้อสอบ นักศึกษาควรเลือกตัวแบบอื่นทีล้ํา ่ ลึกมากกว่าตัวแบบระบบ ตัวแบบในการนานโยบายไปปฏิ บติ เช่น ั 1. ตัวแบบมีเหตุผล (Rational Model) 2. ตัวแบบการจัดการ (Management Model) 3. ตัวแบบการพัฒนาองค์การ (Organizational Development Model) 4. ตัวแบบกระบวนการระบบราชการ (Bureaucratic Process Model) 5. ตัวแบบทางการเมือง (Political Model) ในการวิเคราะห์การนํ านโยบายไปปฏิบติ นักศึกษาควรเลือกตัวแบบทีสอดคล้องทีตนถนัด ั ่ ่ โดยไม่จาเป็นต้องใช้ตวแบบทังหมด ํ ั ้ 1. ตัวแบบมีเหตุผล (Rational Model) มองว่า ความสําเร็จในการดําเนินนโยบายขึนอยู่ ้ กับประสิทธิภาพในการวางแผนและการควบคุมการดําเนินการ โดยมีองค์ประกอบต่อไปนี้ 1) วัตถุประสงค์และเป้าหมาย 2) การกําหนดภารกิจและการมอบหมายภารกิจ 3) มาตรฐานในการปฏิบตงาน ั ิ
  • 4) ระบบการวัดผล 5) ระบบการให้คุณให้โทษ หากนั ก ศึก ษานํ า ตัว แบบเหตุ ผ ลมาวิเ คราะห์ ก ารดํ า เนิ น นโยบาย นั ก ศึก ษาก็ ต้ อ งหา องค์ประกอบเหล่านี้ให้พบ 2. ตัวแบบการจัด การ (Management Model) มองว่า ความสําเร็จของการดําเนิน ั นโยบายขึนอยูกบสมรรถนะขององค์การทีรบผิดชอบในการดําเนินนโยบาย โดยมีปจจัยดังนี้ ้ ่ ั ่ั 1) โครงสร้าง มองความพร้อมทีจะสนับสนุนในการดําเนินนโยบาย ่ 2) บุคลากร มองว่า มีจานวนเพียงพอหรือไม่ และมีคุณสมบัตทจะรับผิดชอบในการดําเนิน ํ ิ ่ี นโยบายหรือไม่ 3) งบประมาณ มองว่า มีเพียงพอหรือไม่ ประสิทธิภาพการเบิกจ่ายเป็นอย่างไร 4) สถานที่ มองทําเลทีตงว่าเหมาะสมกับการนํานโยบายไปปฏิบตหรือไม่ ่ ั้ ั ิ 5) วัสดุอุปกรณ์ / เครื่องมือเครื่องใช้ มองว่า มีครบถ้วน เพียงพอ และทันสมัยต่อการ ดําเนินนโยบายหรือไม่ 3. ตัวแบบการพัฒนาองค์การ (Organizational Development Model) มองว่าความสําเร็จ ของการดําเนินนโยบายขึนอยูกบปจจัย 5 ส่วน ดังนี้ ้ ่ ั ั 1) ภาวะผูนา ผูนําของหน่วยงานทีรบผิดชอบดําเนินนโยบายมีภาวะผูนําหรือไม่ ้ ้ ่ั ้ 2) ผูนาสามารถโน้ มน้ าวจูงใจ ให้บุคลากรในหน่วยงานอยากทํางานหรือไม่ ้ 3) หน่ วยงานที่รบผิดชอบดาเนิ นนโยบายมีการทางานเป็ นทีมหรือไม่ ั 4) หน่ วยงานได้ส่งเสริ มการมีส่วนร่วมหรือไม่ 5) หน่ วยงานได้สร้างการความผูกพันและการยอมรับในการทางานหรือไม่ เพราะสิง ่ เหล่านี้เป็นตัวเสริมสร้างขวัญและกําลังใจในการทํางานเป็ นอย่างดี หากสามารถหาคํา ตอบทัง 5 ส่ ว นนี้ ไ ด้ ก็จ ะสามารถใช้ต ัว แบบการพัฒ นาองค์ก ารมา ้ วิเคราะห์การดําเนินนโยบายได้ เช่น มีภาวะผู้นําเหมาะสม (เป็ นประชาธิปไตย) มีการจูงใจทังทาง ้ เศรษฐกิจและสังคม มีการสนับสนุ นการมีส่วนร่วม มีการทํางานเป็ นทีมสูง บุคลากรมีความผูกพัน และมีการยอมรับกันในการทํางานสูง โอกาสทีจะนํานโยบายไปปฏิบตได้สาเร็จก็มมาก ่ ั ิ ํ ี 4. ตัวแบบกระบวนการระบบราชการ (Bureaucratic Process Model) มองว่าความสําเร็จ ในการนํ านโยบายไปปฏิบตขนอยู่กบความเข้าใจของผู้กําหนดนโยบายและระดับการยอมรับของผู้ ั ิ ้ึ ั ดําเนินนโยบาย เพราะบางครัง ข้าราชการการเมืองทีเข้าไปดําเนินนโยบายขาดความเข้าใจในสภาพ ้ ่ ั ของปญหา ส่งผลทําให้การดําเนินนโยบายไม่ประสบความสําเร็จหรือสําเร็จน้อย และหากข้าราชการ ประจําใส่เกียร์ว่างหรือไม่ยอมรับนโยบาย โอกาสทีนโยบายนันจะประสบความสําเร็จก็มน้อย ่ ้ ี ั นักศึกษาต้องวิเคราะห์ว่า ผู้กําหนดนโยบายมีข้อมูลพร้อมและเข้าใจสภาพปญหาหรือไม่ และสามารถถ่ายทอดให้ผปฏิบตเกิดการยอมรับได้หรือไม่ ู้ ั ิ 5. ตัวแบบทางการเมือง (Political Model) มองสมรรถนะของหน่ วยงานทีรบผิดชอบใน ่ั การดําเนินนโยบายว่ามีอํานาจในการต่ อรองหรือไม่ จํานวนหน่ วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้อ งกับการ
  • ดําเนินนโยบายมีมากหรือน้อย หากมีมาก การดําเนินนโยบายก็จะสําเร็จน้อย เพราะต่างก็แย่งชิง ทรัพยากรกัน และหน่ วยงานที่รบผิดชอบได้รบการสนับสนุ นจากสื่อมวลชน นักการเมือง หัวหน้ า ั ั หน่วยงาน และกลุ่มผลประโยชน์หรือไม่ หากหน่ วยงานมีอํานาจในการต่อ รองมาก ผลของการดําเนินนโยบายก็มโอกาสประสบ ี ความสําเร็จได้มาก ตัวบ่งชีความสามารถในการต่อรองคือ บุคลิกภาพของผูนํา ความรูความสามารถ ้ ้ ้ ของผูนํา/องค์การ สถานะทางด้านอํานาจและทรัพยากรของหน่วยงาน ้ ภาพรวมเงือนไขต่างๆ ทีมผลต่อความสําเร็จของนโยบาย ่ ่ ี ประสิ ทธิ ภาพในการวางแผนและ ควบคุม สมรรถนะของ องค์การ ภาวะผู้นาและความ ร่วมมือ ความสาเร็จของ นโยบาย สภาพการเมือง เศรษฐกิ จ สังคม เทคโนโลยี นักศึกษาอาจสรุปว่า ความสําเร็จในการดําเนินนโยบายขึนอยู่กบภาวะผู้นํา ความร่วมมือ ้ ั สภาพแวดล้อมต่างๆ ทังด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี จากภาพจะเห็นว่าตัวแปร ้ ต่างๆ มีความสัมพันธ์ซงกันและกัน ่ึ ตัวแบบในการประเมิ นผล มี 3 ตัวแบบ ได้แก่ 1. Policy Monitoring การติ ดตามผลการดาเนิ นนโยบาย 2. Efficiency Evaluation การประเมิ นประสิ ทธิ ภาพของการดาเนิ นนโยบาย 3. Effectiveness Evaluation การประเมิ นประสิ ทธิ ผลของการดาเนิ นนโยบาย นัก ศึก ษาควรกลับ ไปทบทวนสาระสํา คัญ ตามที่อ าจารย์แ นะนํ า เพราะทุ ก คํา ตอบของ นัก ศึกษาจะต้อ งมีแ นวคิดทฤษฎีสนับสนุ น ห้ามตอบข้อ สอบโดยใช้ส ามัญสํานึกเด็ดขาด ทฤษฎี แนวคิดที่นํามาตอบข้อสอบของนักศึกษาอาจจะไม่เหมือนกัน ขึนอยู่กบมุมมองของแต่ละคน สิงที่ ้ ั ่ อาจารย์ยา คือ ไม่ควรทุจริต เพราะหากนักศึกษาไม่พร้อมก็ยงมีโอกาสสอบแก้ตว ้ํ ั ั อาจารย์ขออวยพรให้นักศึกษาสามารถทําข้อสอบได้ และสามารถนําความรูทเรียนมาไปใช้ ้ ่ี ประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ********************************************************************************************************** ข้อสอบเก่า Comprehensive (จนถึงปี 2549)
  • PS 701 แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์ ข้อสอบปี 2543 รัฐศาสตร์เป็นวิชาทีมววฒนาการมาอย่างต่อเนื่องมานานนับพันๆ ปี ตลอด ่ ีิั ช่วงเวลาของพัฒนาการดังกล่าวจนกระทังปจจุบนการศึกษาวิชานี้มการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ ่ ั ั ี (Paradigm) อยู่บ่อยครัง แต่ ครังที่สําคัญที่สุดคือ นับแต่ปี 1920 เป็ นปี ท่บรรดานักรัฐศาสตร์คน ้ ้ ี สําคัญๆ เช่น ชาร์ล อี เมอร์เรียม แฮโรลด์ ลาวเวลส์ เป็ นต้น ได้ขนานนามการเปลียนกระบวนทัศน์ ่ ครังใหญ่นนว่า “ การปฏิวตครังใหญ่ในวิชารัฐศาสตร์” (The First Revolution) ซึงการปฏิวตครังนัน ้ ั้ ั ิ ้ ่ ั ิ ้ ้ ได้หนเหทิศทางของรัฐศาสตร์เข้าสู่ ยุคพฤติกรรมศาสตร์ ั อยากทราบว่าเหตุใดการเปลียนแปลงกระบวนทัศน์ดงกล่าวจึงเป็นการปฏิวติ สิงทีเกิดขึนทํา ่ ั ั ่ ่ ้ ให้แนวทางในการค้นหาความรูปรากฏการณ์ทางการเมืองเปลียนแปลงไปหรือไม่ เพราะเหตุใด และ ้ ่ ท่านคิดว่าอิทธิพลดังกล่าวมีประโยชน์ต่ อสาขาวิชารัฐศาสตร์ หรือไม่ อย่างไร ขอให้อธิบายอย่าง ชัดเจน ข้อสอบปี 2544 เหตุใดการทีการศึกษารัฐศาสตร์ทเี่ ปลียนมาเป็นการศึกษาในเชิงพฤติกรรม ่ ่ ศาสตร์ถอว่าเป็ นการปฏิวตครังแรกของวิชารัฐศาสตร์ และพฤติกรรมศาสตร์มอทธิพลต่อการศึกษา ื ั ิ ้ ีิ รัฐศาสตร์อย่างไร และมีประโยชน์ต่อการศึกษารัฐศาสตร์หรือไม่ ข้อสอบปี 2545 ถามว่า ในการทําความเข้าใจเกียวกับเรืองราวทางการเมืองนักรัฐศาสตร์จะ ่ ่ แตกต่างจากนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์อ่นๆ ตรงที่นักรัฐศาสตร์มกรอบความคิด (Conceptual ื ี Framework ) และแนวการศึกษาวิเคราะห์เชิงทฤษฎี (Theoretical Approach) ทีชดเจน จงชีให้เห็น ่ ั ้ ถึงความสําคัญของแนวการศึกษาวิเคราะห์เชิงทฤษฎี การศึกษาเช่นนี้ต่างจากการศึกษาโดยสามัญ สํานึกอย่างไร อธิบายโดยยกตัวอย่างให้ชดเจน ั ข้อสอบปี 2546 (ของส่ วนกลาง) โธมัส คุ ห์น เป็ นผู้เริมใช้คําว่าพาราไดม์ ที่มกแปลว่า ่ ั กระบวนทัศน์ และในหนังสือจุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษโดยแคปร้าระบุว่า มีการเปลียนแปลงสําคัญใน ่ กระบวนทัศ น์ ห รือ มุม มองต่ า งๆ ที่ม ีต่ อ โลกภายนอก คือ การย้า ยจากพาราไดม์แ บบแยกส่ ว น (Reductionism) หรือ แบบไอแซค นิ ว ตัน มาเป็ น แบบองค์ร วม (Holism) จงอธิบ ายมุ ม มองที่ เปลียนแปลงดังกล่าวในส่วนทีเกียวพันธ์กบวิทยาการทางรัฐศาสตร์หรือศาสตร์ทเี่ กียวข้อง ่ ่ ่ ั ่ ข้อสอบปี 2547 (ของสาขาสระบุร)ี สาขารัฐศาสตร์เป็ นวิชาที่ศกษาปรากฏการณ์ทางการ ึ เมือง ซึ่งในกระบวนการแสวงหาความรูด้านนี้ได้มการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm) อยู่ ้ ี หลายครัง ขอให้ท่านประมวลความรูท่ได้เรีย นมาเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงภาพของการเปลี่ยนแปลง ้ ้ ี กระบวนทัศน์ ต่างๆ ดังกล่ าว พร้อมให้เหตุผ ลสําหรับการเปลี่ยนแปลงแต่ ละครัง และท่านคิดว่า ้ อนาคตของการศึกษาวิชานี้ควรจะเป็นอย่างไร อธิบายให้ชดเจน ั
  • ข้อสอบปี 2547 องค์ความรูทางรัฐศาสตร์มแนวทฤษฎีต่างๆ มากมาย ในฐานะทีท่า นศึกษา ้ ี ่ ในด้านนี้ เพราะเหตุใดการศึกษาการเมืองมักมีขอโต้แย้งทางทฤษฎี (Theoretical Debate) อย่างไม่ ้ มีทสนสุด การโต้แย้งในลักษณะเช่นนี้มประเด็นสําคัญอะไรทีควรให้ความสนใจ และหากท่านจะเลือก ่ี ้ิ ี ่ “เชื่อ” แนวทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง จะใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจ จงอธิบายให้ชดเจน ั ข้อสอบปี 2548 จากคํากล่าวทีว่า “การเมืองมีความสลับซับซ้อน ต้องอาศัยกรอบทฤษฎีใน ่ การทําความเข้าใจ” คํากล่าวนี้มนัยสําคัญทางวิชาการอย่างไรอธิบายโดยยกตัวอย่างทฤษฎีและ ี เหตุการณ์ทางการเมืองมาประกอบให้เห็นจริง ข้อสอบปี 2549 (บางนา) กรอบแนวคิดทฤษฎีคออะไร มีประโยชน์อย่างไร เอาไปใช้ในการ ื พัฒนาความรูได้อย่างไร **(คําถามคร่าวๆ)** ้ ข้อสอบปี 25 49 (สระบุร)ี ทฤษฎีกบการเข้าถึงความจริงทางการเมือง **คําถามคร่าวๆ** ั ********************************************************************************************************** PS 702 ระเบียบวิ ธีวิจยทางรัฐศาสตร์ ั ข้อสอบ ปี 2545 จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบให้ชดเจนว่า การวิจยทีใช้วธการเชิง ั ั ่ ิี ตรรกะแบบนิรนัย (Deductive Method) กับการวิจยที่ใช้วธการเชิงตรรกะแบบอุปนัย (Inductive ั ิี Method) มีวการศึกษา เป้าหมาย และประโยชน์ต่างกันอย่างไร ี ข้อสอบปี 2545 (ส่วนกลาง) ถามว่า จากปรากฏการณ์ดงต่อไปนี้ ให้ท่านเลือกมา ั 1 ปรากฏการณ์ คือ 1. การปฏิรประบบราชการของรัฐบาลทักษิณ ู 2. การดําเนินงานขององค์การอิสระตามรัฐธรรมนูญ (เลือกมาสัก 1 องค์การ) ั 3. ปญหาการคอรัปชันในสังคม ่ จากหัวข้อดังกล่าวให้ตอบคําถามดังต่อไปนี้ ั ั ก. สภาพปญหาของปรากฏการณ์นันเป็ นอย่างไร (หรือเขียนปญหาและความสําคัญของ ้ ั ปญหานันเอง) ่ ข. วัตถุประสงค์ของการวิจยมีอะไรบ้าง ั ค. กรอบความคิดหรือทฤษฎีทใช้ในการศึกษา ่ี ง. เครืองมือทีใช้และรูปแบบในการวิจย ่ ่ ั จ. หน่วยวิเคราะห์หรือการเลือกตังอย่างทีใช้ในการศึกษา คืออะไรและเลือกอย่างไร ้ ่ ข้อสอบปี 2546 (ส่วนกลาง) จากการที่ท่านได้ศึกษาระเบียบวิธวจย ท่านมีความรู้ความ ีิ ั เข้าใจในเรืองต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างไร ให้อธิบายคําต่อไปนี้โดยเลือกตอบ เพียง 3 ข้อเท่านัน ่ ้
  • 1. ความแตกต่างระหว่างการวิจยเชิงคุณภาพกับการวิจยเชิงปริมาณ ั ั 2. ความเชื่อมโยงระหว่างกรอบความคิดกับระเบียบวิธวจย ีิั 3. การสํารวจวรรณกรรมมีความสําคัญต่อการวิจยอย่างไร ั 4. การสรุปข้อเท็จจริงจะทําให้เกิดความน่ าเชื่อถือได้อย่างไร ั ั ข้อสอบปี 2547 ถ้าให้ท่านทําวิจยในหัวข้อ ความเชื่อมันของประชาชนทีมต่อ รัฐบาลปจจุบน ั ่ ่ ี โดยมีว ตถุ ประสงค์เพื่อต้อ งการทราบว่าประชาชนทัวประเทศมีค วามเชื่อมันในนโยบายและการ ั ่ ่ บริหารจัดการของรัฐบาลมากน้อยเพียงไร ท่านจะมีวธการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ขอมูลอย่างไร จงอธิบาย ิี ้ พร้อมยกตัวอย่างประกอบโดยแยกประเด็นเป็นข้อๆ ตามขันตอนของกระบวนการวิจย ้ ั ข้อสอบปี 2548 จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบว่าการทําวิจยให้มคุณภาพเป็ นสิงที่ ั ี ่ น่าเชื่อถือในเชิงวิชาการนันควรต้องทําอย่างไร ้ ข้อสอบปี 2549 ให้นกศึกษาตังชื่อเรื่อง และเขียนเค้าโครงการวิจยพร้อมกรอบแนวคิดทีใช้ ั ้ ั ่ ในการวิจย โดยเลือกหัวข้อต่อไปนี้เพียงหัวข้อเดียว ั 1. พรรคการเมืองกับการเลือกตัง ้ 2. องค์กรอิสระทีพงประสงค์ ่ ึ 3. การค้าเสรีไทย-อาเซียน 4. ท่าอากาศยานสุวรรณภูม ิ 5. เศรษฐกิจพอเพียง ข้อสอบปี 2549 (บางนา) ให้เอาสารนิพนธ์ของตนเองมาเขียนในบางหัวข้อ พร้อมวิจารณ์ ถึงจุดบกพร่องของสารนิพนธ์ทนกศึกษาทํา (คําถามคร่าวๆ) ่ี ั ข้อสอบปี 2549 (สระบุร)ี ให้หวข้อ OTOP แล้วเขียนเค้าโครงการวิจย (คําถามคร่าวๆ) ั ั ********************************************************************************************************** PS 703 สถานการณ์ การเมืองโลกในปัจจุบน ั ข้อสอบปี 2547 (สระบุรี) ขอให้ท่านนําทฤษฎี ต่างๆ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ ั ั สามารถอธิบายสภาพความสัมพันธ์ของสังคมโลกในปจจุบนได้ดท่สุด เพื่อสรุปภาพที่เป็ นอยู่และ ี ี แนวโน้มในอนาคตในทุกประเด็น ปี 2547 (ส่วนภูมภาคไม่ออก 703) ิ
  • ปี 2548 ระเบียบโลก (World Order) ในยุคหลังสงครามเย็นทีสําคัญมีผลส่งให้ความร่วมมือ ่ และความขัดแย้งระหว่างประเทศในเวทีโลกประการใดบ้าง ให้อธิบายและวิเคราะห์โดยยกตัวอย่าง ประกอบเป็นข้อๆ ให้ชดเจน ั ข้อสอบปี 2549 แนวคิดสัจจนิยมดังเดิมกับสัจจนิยมแนวใหม่ต่ างกันอย่างไร และจงให้ ้ ั ั ั ั ั เหตุผลว่า ปญหาการเมืองโลกในปจจุบน เช่น ปญหาอีรกหรือปญหาการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของ ั เกาหลีเหนือ แนวคิดใดอธิบายได้ดกว่ากัน เพราะอะไร อธิบายให้ชดเจน ี ั ั ข้อสอบปี 2549 (บางนา) ให้นําเอาทฤษฎีสจจนิยมมาอธิบายปญหาความขัดแย้งระหว่าง ั อิสราเอลกับเลบานอน (คําถามคร่าวๆ)** ********************************************************************************************************** PS 704 แนวความคิ ดและนโยบายในการพัฒนาประเทศไทย ข้อสอบปี 2545 เหตุก ารณ์ทางการเมือ งในวันที่ 14 ตุ ลาคม 2516 ส่งผลต่อ การพัฒนา การเมืองหรือไม่ อย่างไร จงอธิบายตามประเด็นต่อไปนี้ ก. การพัฒนาสถาบันทางการเมืองของไทย ข. จิตสํานึกของประชาชน ค. การพัฒนาประชาสังคม (Civil Society) ข้อสอบ ปี 2546 (ส่วนกลาง) ถามว่า การไหลบ่าของกระแสโลกาภิวตน์ (Globalization) ั ั ั เป็ นจริงหรือไม่ เพียงใด และมีผูกล่าวว่ารัฐบาลไทยในปจจุบนมีนโยบายพัฒนาประเทศแบบ 2 ทาง ้ (Two Tracks) เช่น ส่งเสริมการส่งออกและการพึ่งตนเองมากขึ้น รวมทังความสนใจในเรื่อ ง ้ ทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดล้อมท่านคิดว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด ่ ข้อสอบปี 2547 คําว่า Factions และ Tendencies ในพรรคการเมืองหมายถึงอะไร และมี ความสําคัญอย่างไรต่อการพัฒนาระบบพรรคการเมือง ในพรรคการเมืองไทยมีล กษณะดังกล่ าวหรือไม่ ขอให้อ ธิบายโดยยกตัว อย่างให้ชดเจน ั ั พร้อมชีให้เห็นว่าจะมีผลต่อการพัฒนาพรรคการเมืองอย่างไร ้ ข้อสอบปี 2548 ** ของภูมภาค 704 ไม่ออกข้อสอบ ** ิ ข้อสอบปี 2549 (สระบุร) ให้เปรียบเทียบแนวคิดของภูฐานกับเศรษฐกิจพอเพียงของใน ี หลวง และวิเคราะห์ว่าจะนํามาใช้ได้จริงหรือไม่ (คําถามคร่าวๆ) ข้อสอบปี 2549 ของบางนาไม่ออก 704 **********************************************************************************************************
  • PS 705 แนวความคิ ดเชิ งทฤษฎีในการบริ หารรัฐกิ จ ข้ อ สอบปี 2548 จงอธิบ ายเชิง วิเ คราะห์เ กี่ย วกับ การพัฒ นาระบบราชการไทยที่กํ า ลัง ั ดํ า เนิ น การอยู่ ใ นป จ จุ บ ัน โดยใช้ ห ลัก การทางทฤษฎี เ กี่ ย วกับ การบริห ารงานภาครัฐ (Public Administration) และการจัดการภาครัฐแนวใหม่ (NPM) ข้ อ สอบปี 2549 อิท ธิพ ลขององค์ก รเหนื อ ชาติไ ด้อ อกแบบธรรมมาภิบ าลขึ้น เพื่อ เป็ น เครืองมือในการพัฒนาและการปรับตัวเข้าหาสภาพแวดล้อมใหม่ เพื่อสร้างความทันสมัยให้ประเทศ ่ โลกที่ 3 ขอให้ท่านนําเสนอแนวความคิดในเชิงวิชาการ เพื่อสะท้อนให้เห็นโอกาสและการทัดทาน ของประเทศโลกที่ 3 ในการนําธรรมาภิบาลมาใช้ในภาครัฐ ข้อสอบปี 2549 (บางนา) ธรรมาภิบาลคืออะไร ถ้าเราเป็ นผู้บริหารระดับสูงเราจะนํ าหลัก ธรรมาภิบาลไปใช้อย่างไร ** (คําถามคร่าวๆ)** ข้อสอบปี 2549 สระบุรไม่ออก 705 ี ********************************************************************************************************** Plan A การเมืองการปกครอง ข้อสอบปี 2541 การเปลียนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมือง ขึนอยู่กบ ่ ้ ั ั นานาป จ จัย จงยกตัว อย่ า งการเปลี่ย นแปลงด้ า นใดด้ า นหนึ่ ง มาสัก 2-3 ตัว อย่ า ง หรือ การ เปลียนแปลงอย่างน้อย 2 ด้าน (สังคมการเมืองหรือเศรษฐกิจการเมือง) ่ ั แล้ ว อธิบ ายว่ า ป จ จัย ที่นํ า ไปสู่ ก ารเปลี่ย นแปลงและลัก ษณะการเปลี่ย นแปลง (เช่ น เปลียนแปลงในอัตราเร่ง เร็ว ช้า) และประเภทของผูทได้รบผลกระทบจากการเปลียนแปลง ทังนี้ ใน ่ ้ ่ี ั ่ ้ บริบทของประเทศไทย และหรือประเทศอื่นๆ ั ปจจัยทีอาจจะพิจารณา – ่ ั 1. ปจจัยในเชิงจุลภาค ทีเกียวกับตัวบุคคล โดยเฉพาะลักษณะทางสังคมจิตวิทยา อุปนิสย ่ ่ ั ั 2. ปจจัยระดับมัชฌิมภาค (บทบาทของสถาบันหรือกลุ่มต่างๆ เช่น ศสานา ครอบครัว) ั 3. ปจจัยระดับมหภาค (ระดับประเทศและระหว่างประเทศ)
  • อาจจะอธิบายทัง 3 ระดับ หรือเน้นระดับใดระดับหนึ่ง ทังนี้พงแสดงให้เห็นความสําคัญของ ้ ้ ึ การพัฒนาเทคโนโลยีอนนําไปสู่คลื่นลูกที่ 3 และโลกไร้พรมแดนทีเกียวพันกับการเปลียนแปลงต่างๆ ั ่ ่ ่ อันมีผลกระทบต่อมหาชนด้วย ข้อสอบปี 2542 วิชาการปกครองคืออะไร มีความสําคัญอย่างไร ให้นําทฤษฎีทางวิชาการ ปกครองมาอธิบายเหตุก ารณ์ปกครอง 2475 และเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 (เหตุการณ์ละ 1 ทฤษฎีโดยไม่ซ้ากัน) มาอย่างละเอียด ํ ข้อสอบปี 2544 การกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่นจะเกิดขึ้นได้จะต้องกระจายอํานาจในด้าน ใดบ้าง และการกระจายอํานาจที่ว่านี้ทําให้ชวตความเป็ นอยู่ของประชาชนดีขนหรือตกตํ่าลงในแง่ ีิ ้ึ ใดบ้าง จงวิเคราะห์พร้อมยกตัวอย่างประกอบ ข้อสอบ ปี 2547 (สระบุร)ี ให้วเคราะห์คํากล่าวทีว่า “บ้านเมืองยิงมีความทันสมัย มักทําให้ ิ ่ ่ เกิดภาวะความไร้เสถียรภาพทางการเมือง” ทังนี้ให้ใช้หลักการ แนวคิดทีท่านได้ศกษามา พร้อมทัง ้ ่ ึ ้ ยกตัวอย่างให้เห็นจริง ข้อสอบปี 2547 ของภูมภาคคําถามคล้ายกับของสระบุร ี ิ ข้อสอบปี 2548 จงอธิบ ายพร้ อมยกตัว อย่ า งให้ ชั ด เจนว่ า กระแสโลก ( Globalization) สามารถสร้ า ง ผลกระทบอย่างทัวถึง (Scale Effect) ต่ อด้านเศรษฐกิจ ่ สัง คม การเมื อ งและวัฒ นธรรม ทัง นี้ ให้ น ากรณี ้ ประเทศไทยมาเป็ นจุดเน้ น (Focus) และจุดวิเคราะห์ ข้อสอบปี 2549 การมีส่ ว นร่ว มทางการเมือง (Political participation) มีหลักการและ แนวความคิดอย่างไร ประกอบด้วยกลไกทีสาคัญอะไรบ้าง ่ํ แนวความคิดดังกล่าวช่วยยกระดับความเป็นประชาธิปไตยอย่างไร ข้ อ สอบปี 2549 (บางนา) กลไกการมีส่ ว นร่ว มของสัง คมไทยกลไกใดที่ยง ใช้ได้อ ยู่ใ น ั ั ั ปจจุบน และช่วยพัฒนาประชาธิปไตยอย่างไร **(คําถามคร่าวๆ) ** ข้อสอบปี 2549 (สระบุร)ี ผลกระทบจากวิกฤติ 2540 มีผลกระทบต่อการเมืองอย่างไร ถ้า จะศึกษากรณีดงกล่าวจะเอาทฤษฎีอะไรไปวิเคราะห์ **(คําถามคร่าวๆ) ั
  • ********************************************************************************************************** Plan B ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ข้อสอบปี 2541 ท่ามกลางกระแสข้อมูลข่าวสารไร้พรมแดน และความเป็ นโลกาภิวฒน์ ใน ั ั ทัศ นะของท่ านแนวคิดใดมีความเหมาะสมและสอดคล้องที่จะใช้วเ คราะห์ ปญ หาความขัด แย้ง ที่ ิ เกิดขึนในสังคมชุมชนระหว่างประเทศ เพราะเหตุใดแนวคิดนี้จงดีกว่าแนวคิดอื่นๆ ้ ึ ข้อสอบปี 2542 สังคมชุมชนระหว่างประเทศเป็ นสังคมที่ไม่หยุดนิ่งและเต็มไปด้วยความ ตื่นเต้นเร้าใจเสมอไปไม่ว่าจะเป็ นยุคใด (ยุคปฏิวตการเกษตร ปฏิวตอุตสาหกรรม ยุคสงครามเย็น ั ิ ั ิ ยุคโลกาภิวตน์และสหัสวรรษทีจะมาถึง ) ในทัศนะของท่าน แนวคิ ดหรือทฤษฎี ใด เหมาะสมในการ ั ่ วิเ คราะห์พ ฤติก รรมต่ า งๆ ที่เ กิด ขึ้นในสังคมชุ มชนระหว่ า งประเทศ มีปั จ จัย ใดที่เ กี่ย วข้อ งกับ พฤติก รรมหรือ นโยบายดัง กล่ า วนั น และใครจะเป็ นผู้ชี้ น าในสัง คมชุ ม ชนระหว่ า งประเทศใน ้ สหัสวรรษทีจะมาเยือน เพราะเหตุใด ในทีสุดไทยควรจะดาเนิ นนโยบาย (ทังภายในและระหว่าง ่ ่ ้ ประเทศ) อย่างไร จงวิพากษ์ ั ั ข้อสอบปี 2544 ประชาคมหรือชุมชนระหว่างประเทศปจจุบนมีสภาพอนาธิปไตย โดยฝ่าย ที่มอํานาจอิทธิพลเหนือกว่ามีอสระเสรีท่จะดําเนินการครอบงํา ชักจูง เอารัดเอาเปรียบฝ่ายที่ด้อย ี ิ ี กว่าเพราะการขาดแรงทัดทานและการรวมกลุ่ มที่เข้มแข็งจริงหรือไม่ อภิปรายโดยใช้ความรู้และ ทฤษฎีจา