สรุปเตรียมสอบ Comprehensive3

1,314 views
1,204 views

Published on

0 commentaires
1 mention J'aime
Statistiques
Remarques
  • Soyez le premier à commenter

Aucun téléchargement
Vues
Total des vues
1,314
On SlideShare
0
À partir des ajouts
0
Nombre d'ajouts
0
Actions
Partages
0
Téléchargements
24
Commentaires
0
J'aime
1
Ajouts 0
No embeds

No notes for slide

สรุปเตรียมสอบ Comprehensive3

  1. 1. สรุปเตรียมเนื้ อหา ก่อนสอบประมวลความรู้ (Comprehensive) โดย ... ฝ่ ายวิชาการ รัฐศาสตร์ บางนา รุ่น 9
  2. 2. สารบัญ หน้า ความเข้าใจเบืองต้นในการสอบ Comprehensive ปี 2551 ้ สรุปวิชา PS 701 แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์ ข้อแนะนําในการสอบ โดย รศ.วุฒศกดิ ์ ลาภเจริญทรัพย์ ิ ั เข้าสู่เนื้อหาการบรรยายโดย รศ.สิทธิพนธ์ พุทธหุน ั สรุปวิชา PS 702 ระเบียบวิธวจยทางรัฐศาสตร์ ีิั เข้าสู่เนื้อหาการบรรยายโดย ดร.อรัสธรรม พรหมมะ เข้าสู่เนื้อหาการบรรยายโดย รศ.เฉลิมพล ศรีหงษ์ สรุปวิชา PS 704 แนวความคิดและนโยบายการพัฒนาประเทศไทย สรุปเพื่อเตรียมสอบ Plan A การเมืองการปกครอง สาระสําคัญของวิชา PS 710 สังคมวิทยาการเมืองและการเปลียนแปลงทางสังคม ่ สาระสําคัญของวิชา PS 712 การมีส่วนร่วมของมหาชนในการเมืองไทย ทฤษฎีและแนวคิดทีควรสนใจสําหรับ Plan A ่ สรุปเพื่อเตรียมสอบ Plan B ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตัวแบบในการกําหนดนโยบายต่างประเทศ เข้าสู่เนื้อหาการบรรยายโดย ผศ.ดร.เบ็ญจมาส จีนาพันธุ์ สรุปเพื่อเตรียมสอบ Plan C การบริหารรัฐกิจ เข้าสู่เนื้อหาการบรรยายโดย รศ.อนงค์ทพย์ เอกแสงศรี ิ ข้อสอบเก่า Comprehensive (จนถึงปี 2549) PS 701 แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์ PS 702 ระเบียบวิธวจยทางรัฐศาสตร์ ีิั ั ั PS 703 สถานการณ์การเมืองโลกในปจจุบน PS 704 แนวความคิดและนโยบายในการพัฒนาประเทศไทย PS 705 แนวความคิดเชิงทฤษฎีในการบริหารรัฐกิจ Plan A การเมืองการปกครอง Plan B ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ Plan C บริหารรัฐกิจ 1 5 6 7 28 36 40 45 61 61 67 71 75 76 80 81 92 105 116 116 117 118 119 120 120 121 122
  3. 3. สารบัญ (ต่อ) หน้า ตัวอย่าง ถาม- ตอบ ข้อสอบวิชาประมวลความรู้ ข้อสอบวิชา PS 701 แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์ ข้อสอบวิชา PS 702 ระเบียบวิธวจยทางรัฐศาสตร์ ีิั ข้อสอบวิชา PS 704 แนวความคิดและนโยบายในการพัฒนาประเทศไทย ข้อสอบวิชา Plan A การเมืองการปกครอง ข้อสอบวิชา Plan B ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ข้อสอบวิชา Plan C การบริหารรัฐกิจ 124 124 132 137 139 145 147
  4. 4. การเตรียมพร้อมสอบประมวลผลความรู้ (Comprehensive) หลักสูตรศิ ลปศาสตร์มหาบัณฑิ ต สาขารัฐศาสตร์ สาขาวิ ทยบริ การเฉลิ มพระเกียรติ วิ ทยาเขตบางนา ความเข้าใจเบืองต้นในการสอบ Comprehensive ปี 2551 ้ ในส่วนนี้ต้องการจะให้นักศึกษาทําความเข้าใจถึงโครงสร้างของหลักสูตรและวิชาที่สอบว่า ประกอบด้วยวิชาอะไรบ้าง โครงสร้างของหลักสูตร ในหลักสูตรของเราจะมีวชาต่างๆ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ิ กลุ่มที่ 1 วิ ชาที่เป็ นทฤษฎี วิชาเหล่านี้ ประกอบด้วย - PS 701 แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์ เป็ นวิ ชาที่ว่าด้วยทฤษฎีของ Plan A หรือ ทฤษฎีว่าด้วยการเมืองการปกครอง - PS 703 ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็ นวิ ชาที่ว่าด้วยทฤษฎีของ Plan B หรือว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ - PS 705 ทฤษฎีการบริหารรัฐกิจ เป็ นวิ ชาที่ว่าด้วยทฤษฎีของ Plan C หรือ ทฤษฎีว่าด้วยการบริ หารรัฐกิ จ - PS 704 เป็ นวิ ชาที่เชื่อมโยงความรู้ระหว่าง Plan A B และ C เข้าด้วยกัน เนื่องจากวิชา PS 704 เป็นวิชาว่าด้วยการพัฒนา ซึงเนื้อหาของวิชาจะครอบคลุมทัง 3 Plan ่ ้ โดยครอบคลุมถึงเรือง ดังนี้ ่ - การพัฒนาการเมือง (รวมทังเศรษฐกิจ สังคม ) ้ - การพัฒนาการบริหาร (การกําหนดนโยบายการพัฒนา ) - การพัฒนาในบริบทระหว่างประเทศ (ผลกระทบจากภายนอกทีมต่อการพัฒนาประเทศไทย) ่ ี กลุ่มที่ 2 วิ ชาที่ เป็ นเครื่องมือ มี 1 วิ ชา คื อ PS 702 ระเบียบวิ ธีวิจยทางรัฐศาสตร์ เป็ นวิ ชาที่ ั สอนให้นักศึกษามีเครื่องมือเพื่อนาไปใช้ในการแสวงหาความรู้ กลุ่มที่ 3 วิ ชาเนื้ อหาตาม Plan ต่างๆ ตามโครงสร้างหลักสูตร ประกอบด้วย 3 แพลน คือ 3.1 Plan A หมายถึง วิ ชาในสาขาการเมืองการปกครอง ประกอบด้วย - PS 710 สังคมวิทยาการเมืองและการเปลียนแปลงทางสังคม ่ - PS 712 การมีส่วนร่วมทางการเมือง 3.2 Plan B หมายถึง วิ ชาในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประกอบด้วย - PS 703 ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ - PS 709 นโยบายต่างประเทศไทย
  5. 5. - PS 714 การเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 3.3 Plan C หมายถึง วิ ชาในสาขาบริ หารรัฐกิ จ ประกอบด้วย - PS 705 ทฤษฎีการบริหารรัฐกิจ - PS 707 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ - PS 708 องค์การและการจัดการ - PS 711 การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ ** วิ ชา PS 702 เป็ นเครื่องมือในการเข้าถึงองค์ความรู้ เป็ นวิ ชาที่พิเศษกว่าวิ ชาอื่นๆ ** ทังนี้ วิ ชาต่างๆ ที่เราเรียนมาจะมีความสัมพันธ์ ดังรูป ้ PS 503 ความรู้เบืองต้นทางรัฐศาสตร์ ้ PS 701 ทฤษฎีดานการเมืองการ ้ ปกครอง Plan A - PS 710 สังคม วิทยาการ เมืองและการ เปลียนแปลง ่ - PS 712 การมีส่วน ร่วมทางการเมือง PS 703 ทฤษฎีด้าน ความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ PS 705 ทฤษฎีด้าน บริ หารรัฐกิ จ Plan B -PS 709 นโยบายต่างประเทศ -PS 714 การเมืองในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ Plan C - PS 707 การพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ - PS 708 องค์การ และการจัดการ - PS 711 การ วิเคราะห์นโยบาย สาธารณะ PS 704 จากภาพอธิ บายได้ ดังนี้ วิชาแรกทีเรียน คือ PS 503 จะเป็ นการปูพนฐานของวิชาต่างๆ ทัง 3 Plan เนื้อของ PS 503 ่ ้ื ้ จะเป็ นความรูเบื้องต้นทางด้านการเมืองการปกครอง ทางด้านการบริหารรัฐกิจ และความสัมพันธ์ ้ ระหว่างประเทศ จากนันเราก็ไปเรียน PS 701 ซึงเป็ นทฤษฎีทางการเมืองทีจะนํ าไปใช้ในการเรียนวิชา PS ้ ่ ่ 710 และ PS 712 จากนันเราก็จะเรียน PS 703 เพื่อเป็นทฤษฎีทจะนําไปใช้ในการเรียนวิชา PS 709 และ PS ้ ่ี 714
  6. 6. และสุดท้ายเราเรียนวิชา PS 705 เพื่อเป็ นทฤษฎีสําหรับนําไปใช้ในการเรียนวิชา PS 707 PS 708 และ PS 711 ทังนี้ วิชา PS 704 เป็นวิชาทีเชื่อมโยงความรูระหว่าง Plan A B และ C เข้าด้วยกัน ้ ่ ้ เกรดวิ ชา PS 797 มี 2 เกรดหลัก ได้แก่ 1. Unsatisfied (U) คือ ไม่พงพอใจ ึ 2. Satisfied (S) คือ พอใจ คําตอบเป็ นที่น่าพอใจ แสดงให้เห็นว่านักศึกษามีความรู้ ความสามารถที่จ ะนํ า ไปใช้ใ นสัง คม และสามารถตอบคํ า ถามของสัง คมได้อ ย่ า งมหาบัณ ฑิต นักศึกษาต้องใช้ประสบการณ์ส่วนตัวและนําหลักการไปประยุกต์ใช้อย่างเข้าใจ โครงสร้างการออกข้อสอบ ข้อสอบมีทงหมด 6 ข้อ โดย แบ่งออกเป็น ั้ 1. ข้อสอบวิ ชาพื้นฐาน สอบวันเสาร์ท่ี 28 มิถุนายน 2551 (9.00-13.00 น.) จํานวน 3 ข้อ ประกอบด้วย - PS 701 (ทํา 1 ข้อ) - PS 702 (ทํา 1 ข้อ) - PS 704 (ทํา 1 ข้อ) 2. ข้อสอบวิ ชาบังคับ สอบวันอาทิตย์ท่ี 29 มิถุนายน 2551 (9.00-13.00 น.) ทีเอาความรูจากแต่ละ Plan มารวมกันแล้วออกข้อสอบ Plan ละ 1 ข้อ รวม 3 ข้อ คือ ่ ้ Plan A ประกอบด้วยวิชา PS 710, PS 712 Plan B ประกอบด้วยวิชา PS 703, PS 709, PS 714 Plan C ประกอบด้วยวิชา PS 705, PS 707, PS 708, PS 711 วิ ธีการเตรียมตัวสอบ 1. วิ ชาบังคับ อ่านเจาะลงไปเลย 2. วิ ชา Plan ต่ างๆ อ่านแล้วทําความเชื่อมโยงกันให้ได้ว่าแต่ละวิชามีความเกี่ยวข้องกัน อย่างไร แล้วพยายามสร้างความเชื่อมโยงโดยเอาความรูจากแต่ละวิชาใน Plan นันๆ มาตอบให้ได้ ้ ้ เวลาตอบข้อสอบ (เหนืออื่นใดต้องดูโจทย์ดวย) ้ 3. ติ ดตามเหตุการณ์ ปัจจุบน ถ้าให้ดจดรวบรวมให้เป็นหมวดหมู่ คือ ั ี - เหตุ ก ารณ์ ท่เ กี่ย วข้อ งกับการบริห ารรัฐกิจ เช่น การปฏิรูประบบราชการ การ ี กําหนดนโยบายใหม่ๆ การนํานโยบายไปปฏิบติ ปญหาความขัดแย้งในระบบราชการ ั ั ั - เหตุการณ์ทเกี่ยวข้องกับการเมือง การปกครองไทย เช่น เรื่องของ ปปช. ปญหา ่ี ั ในพรรคการเมือง พัฒนาการเมืองไทย ปญหาการตรวจสอบอํานาจรัฐ - เหตุการณ์ในต่างประเทศ และนโยบายทีเกียวกับต่างประเทศของไทย ่ ่ 4. การเตรียมตัว ควรทําเป็น 2 ช่วง ั - ช่วงแรกก่อนการปจฉิมนิเทศ อ่านรายวิชาไปเรือยๆ พร้อมทําโน๊ ตย่อ ่
  7. 7. ั - ช่วงหลังปจฉิมนิเทศ อ่านเจาะตามแนวข้อสอบทีมแนวโน้ มว่าจะออกข้อสอบตาม ่ ี ั เนื้อหาทีอาจารย์ตวให้ในวันปจฉิมนิเทศ ่ ิ การสอบประมวลผลความรอบรู้ ต้องการวัดนักศึกษา 3 ด้านด้วยกัน คือ 1. วัด องค์ค วามรู้ท างรัฐ ศาสตร์ คือ เรื่อ งของหลัก การ คอนเซ็ป ต์ และทฤษฎีข อง นักวิชาการต่าง เช่น ทฤษฎีกลุ่ม ทฤษฎีระบบ แนวคิดพหุนิยม แนวคิดนีโอมาร์กซิสต์ ทฤษฎีทง ั้ ใหญ่และเล็กที่ผ่านตาไปในแต่ละวิชา นักศึกษาต้องประมวลออกมาได้ท ั งหมด เช่น พอเห็นคําว่า ้ Pluralist จะต้องมองออกเลยว่า เป็ นแนวคิดทีมองว่าอํานาจกระจายไปทัวทังสังคม ไม่ได้กระจุกตัว ่ ่ ้ อยู่ทรฐเพียงจุดเดียว หรือเมื่อนักศึกษาเห็น Term หรือคําศัพท์เล็กๆ ต้องนึกออกว่าคืออะไร ถ้าทํา ่ี ั ได้อย่างนี้จะสอบผ่านได้อย่างแน่นอน ทังนี้ นักศึกษาเพียงแต่รเฉพาะทฤษฎีหลักๆ เท่านัน ้ ู้ ้ 2. วัดในเรื่องการวิ จย การวิจยเป็ นการแสวงหาความรูใหม่ หรือการอธิบายปรากฏการณ์ ั ั ้ จริงเชื่อมโยงสิงต่างๆ กันเข้าเป็นระบบ หรือเอาทฤษฎีและความคิดบางเรื่องไปอธิบายข้อเท็จจริงใน ่ สัง คมได้ นั น หมายความว่ า ถ้ า วัด เราทํ า เรื่อ งวิจ ัย เราจะต้ อ งมองภาพของโครงร่ า งการวิจ ัย ่ (Research Proposal) ออกมาให้ได้ 3. วัดการประยุกต์ใช้ นอกจากนักศึกษาต้องรู้เรื่องทฤษฎีแล้ว นักศึกษาจะต้องสามารถ แสวงหาความรูได้ และนักศึกษายังต้องนําความรูไปประยุกต์ใช้ได้ดวย เพราะนักรัฐศาสตร์ต้องทํา ้ ้ ้ หน้าทีนําเอาทฤษฎีมาสัมพันธ์กบชีวตประจําวันของคนเรา ่ ั ิ ต้องเข้าใจสิ่ งที่อาจารย์ต้องการวัดหรือประเมิ นนักศึกษา ในการศึกษาวิชารัฐศาสตร์สงทีอาจารย์ประเมินมี อยู่ 3 ส่วนด้วยกัน เวลาตอบข้อสอบจึง ิ่ ่ ต้องมี 3 ส่วน คือ - ทฤษฎี - ข้อเท็จจริ ง - การวิ เคราะห์ การแสดงความคิ ดเห็นของตนเอง **และต้ อ งรู้จ ัก วางกรอบการตอบ ซึ่ง จะสํ า คัญ มาก กรอบการตอบของแต่ ล ะคนก็ไ ม่ จําเป็ นต้องเหมือนกัน เวลาเขียนคําตอบก็ต้องเรียบเรียงการตอบให้สวยงามด้วย เหมือนกับการ เขียนเรียงความทีตองมีเกรินนําหรือคํานํา ตามด้วยเนื้อหา และสรุป ** ่ ้ ่ การประกาศผลสอบ วันจันทร์ท่ี 11 สิงหาคม 2551 ประกาศผลสอบประมวลความรู้ วันพุธที่ 13 สิงหาคม 2551 วันสุดท้ายของการสําเร็จการศึกษา การสอบแก้ I (PS 797) วันจันทร์ท่ี 25 สิงหาคม 2551 ณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง - วิชาพืนฐาน สอบเวลา 9.00-12.00 น. ้ - วิชาบังคับ สอบเวลา 13.00-16.00 น.
  8. 8. ประกาศผลสอบแก้ I วันจันทร์ท่ี 15 กันยายน 2551 สอบปากเปล่า (หากสอบแก้ I ไม่ผ่าน) วันจันทร์ท่ี 22 กันยายน 2551 ั ** หมายเหตุ : ปจฉิมนิเทศ วันจันทร์ท่ี 2 และวันอังคารที่ 3 มิถุนายน 2551 เวลา 8.30-16.00 น. ณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง สรุปวิ ชา PS 701 แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์ รูปแบบข้อสอบ PS 701 จากข้อสอบทีออกมาหลายๆ ปีพบว่า PS 701 จะมีรปแบบข้อสอบ อยู่ 3 รูปแบบ คือ ่ ู แบบที่ 1 : ข้อสอบทีถามถึงความสําคัญของแนววิเคราะห์หรือทฤษฎีหรือ Approach ในการ ่ เข้าถึงความจริงทางการเมือง หรือในการศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมือง ข้อสอบแบบนี้ เช่น ข้อสอบปี 2545 2547 2548 2549 ข้อสอบปี 2545 ถามว่า ในการทําความเข้าใจเกียวกับเรืองราวทางการเมืองนักรัฐศาสตร์จะ ่ ่ แตกต่างจากนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์อ่นๆ ตรงที่นักรัฐศาสตร์มกรอบความคิด (Conceptual ื ี Framework ) และแนวการศึกษาวิเคราะห์เชิงทฤษฎี (Theoretical Approach) ทีชดเจน จงชีให้เห็น ่ ั ้ ถึงความสําคัญของแนวการศึกษาวิเคราะห์เชิงทฤษฎี การศึกษาเช่นนี้ต่างจากการศึกษาโดยสามัญ สํานึกอย่างไร อธิบายโดยยกตัวอย่างชัดเจน ข้อสอบปี 47 คําถามคร่าวๆ ถามว่าการจะเข้าถึงความจริงทางการเมืองจะมีหลักการอย่างไร แบบที่ 2 : ข้อสอบที่ถามถึงพัฒนาการของวิชารัฐศาสตร์ หรือใช้คําว่าการเปลี่ยนแปลง กระบวนทัศน์ (เป็ นคําถามทีถามถึงยุคต่างๆ ของรัฐศาสตร์นนเอง) และส่วนใหญ่คําถามจะเจาะลง ่ ั่ ไปทียคพฤติกรรมศาสตร์ ุ่ ข้อสอบแบบนี้ เช่น ข้อสอบปี 2543 2544 และ 2547 (สระบุรี) ข้อสอบปี 44 เหตุใดการที่การศึกษารัฐศาสตร์ท่เปลี่ยนมาเป็ นการศึกษาในเชิงพฤติกรรม ี ศาสตร์ถอว่าเป็ นการปฏิวตครังแรกของวิชารัฐศาสตร์ และพฤติกรรมศาสตร์มอทธิพลต่อการศึกษา ื ั ิ ้ ีิ รัฐศาสตร์อย่างไร และมีประโยชน์ต่อการศึกษารัฐศาสตร์หรือไม่ ข้อสอบปี 47 (สระบุร)ี สาขารัฐศาสตร์เป็ นวิชาที่ศกษาปรากฏการณ์ทางการเมือง ซึ่งใน ึ กระบวนการแสวงหาความรู้ด้านนี้ได้มการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm) อยู่หลายครัง ี ้ ขอให้ท่านประมวลความรูทได้เรียนมาเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงภาพของการเปลียนแปลงกระบวนทัศน์ ้ ่ี ่ ต่ า งๆ ดังกล่ า ว พร้อ มให้เ หตุ ผ ลสํา หรับ การเปลี่ยนแปลงแต่ ล ะครัง และท่ านคิด ว่า อนาคตของ ้ การศึกษาสาขาวิชานี้ ควรจะเป็นอย่างไรหรือสมควรจะเป็ นอย่างไรขอให้อธิบายให้ชดเจน ั
  9. 9. แบบที่ 3 : ข้อสอบทีให้เอา Approach ต่างๆ ไปอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองอันใด ่ อันหนึ่ง ข้อสอบแบบนี้จะออกในปี 2541 และ 2550 ข้อ สอบปี 2550 อาจารย์ค งจะให้ เ อาแนววิ เ คราะห์ ก ลุ่ ม ผลประโยชน์ ม าอธิ บ ายการ เมืองไทย หมายเหตุ ** ไม่ว่าข้อสอบจะออกแบบใดโจทย์ของทุกปีจะให้ยกตัวอย่างเสมอ ดังนัน สิ่งที่ข าดไม่ไ ด้เ ลยก็ค ือ การเตรียม Approach และตัว อย่างปรากฏการณ์ ทาง ้ การเมืองมายกเป็นตัวอย่างในการตอบ ***แนวโน้ ม ของปี นี้ (คาดว่ า ) คื อ ความส าคัญ ของทฤษฎี ห รื อ แนววิ เ คราะห์ ท าง รัฐศาสตร์ และ Approach หรือรูปแบบที่ 1 และ 3 *** ข้อแนะนําในการสอบ โดย รศ.วุฒศกดิ ์ ลาภเจริญทรัพย์ ิ ั ปรัชญาของการสอบประมวลความรู้ มีขนเพื่อต้องการวัดระดับความรู้ และคุณภาพของ ้ึ การศึกษา ทีนกศึกษาสะสมมาตลอดหลักสูตรของการเรียน ่ ั สิงทีตองการประเมินก็คอ นักศึกษามีความพร้อมหรือไม่ทจะจบออกไปอย่างมีคุณภาพ ่ ่ ้ ื ่ี สิงทีไม่ควรทําและทําให้ได้คะแนนน้อย ่ ่ 1. การไม่อ่านคาถาม เนื่องจากนักศึกษามักจะเก็งข้อสอบมากกว่าการเตรียมสอบ ทําให้ นําเอาสิงทีเก็งเอาไว้มาเขียน โดยไม่สนใจจะตอบคําถาม ่ ่ ดังนันนักศึกษาต้องตอบให้ตรงประเด็น อ่านคําถามก่อนลงมือตอบ ้ 2. การเขียนคาตอบสันเกิ นไป เพราะการสอบประมวลผลควรจะมีการเตรียมตัวมาอย่างดี ้ (แต่การตอบแบบยาวก็ตองมีเนื้อหา มีสาระ ไม่ใช่น้ําท่วมทุ่ง หรือเขียนตามใจ) ้ 3. การตอบแบบวนไปวนมา สิงทีควรทํา ่ ่ 1. การสอบประมวลความรู้ เป็ นเรื่องของการประมวลทุกอย่างเข้าด้วยกัน ดังนันคําถามที่ ้ ถามในข้อสอบจะไม่ได้บอกว่าเป็ นวิชาอะไร แต่นักศึกษาต้องดูว่าคําถามนันจะเอาความรูอะไรมา ้ ้ ตอบได้บ้าง สามารถดึ งความรู้จากทุกวิ ชามาตอบได้ การที่เราคิดว่าคําถามข้อนันเป็ นวิชานัน ้ ้ วิชานี้จะทําให้เราติดอยูในกรอบและทําให้ทาข้อสอบได้ไม่ดี ่ ํ 2. การสอบประมวลความรู้ เน้นการวิเคราะห์ การวิเคราะห์ คือ การแสดงให้เห็นเหตุและผล ของสิงทีเราวิเคราะห์ เช่น ่ ่ - ถ้าถามว่า ทําไมหรืออะไรในบางประเทศพรรคการเมืองจึงเป็นระบบ 2 พรรค การตอบคําถามนี้เราจะต้องแจกแจงเหตุผลทุกอย่างทีทําให้เกิดระบบพรรคการเมืองแบบ 2 ่ พรรค (ไม่ใช่การเขียนถึงพัฒนาการของระบบพรรคการเมืองในประเทศเหล่านี้ ) แต่ต้องบอกถึง สาเหตุ
  10. 10. ั - ถ้าถามว่า อะไรคือปจจัยของการพัฒนาประชาธิปไตย เราก็ต้องตอบถึงสาเหตุของการ พัฒนาประชาธิปไตย โดยเอาทฤษฎีทเกี่ยวข้องมาตอบ ซึงทฤษฎีจะมีหลายทฤษฎี แต่เราในฐานะที่ ่ี ่ ั เป็ นมหาบัณฑิตต้องฟนธงลงไปให้ได้ว่าจากหลายทฤษฎีนันเราเชื่อในทฤษฎีใด เช่น บางทฤษฎี ้ กล่าวว่าประเทศที่เป็ นประชาธิปไตยสูงมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่ดี ประชาชนรับรู้ข่าวสาร แต่ บางทฤษฎีกล่าวว่าการจะพัฒนาประชาธิปไตยจะต้องมาจากชนชันนํา และชนชันนํา ทีมการศึกษา มี ้ ้ ่ ี โลกทัศน์ทเี่ ห็นความสําคัญของประชาธิปไตยจึงนําประชาธิปไตยเข้ามา จากนันนักศึกษาก็ต้องระบุไปเลยว่าเราเลือกที่จะเชื่อทฤษฎีใด เพราะอะไร ตรงนี้เป็ นการ ้ บอกให้อาจารย์รว่า นักศึกษานันเข้าใจทุกทฤษฎี แต่คดว่าทฤษฎีทดทสุดคืออะไร ู้ ้ ิ ่ี ี ่ี 3. ควรจะมีการวางแผนและเขียนเค้าโครงคําตอบเสียก่อนจะลงมือตอบ เป็ นการช่วยให้เรามี กรอบในการตอบ และไม่หลงลืมในการตอบให้ครบทุกประเด็น 4. การตอบข้อสอบทุกข้อจะต้องมีการสรุป เพราะข้อสอบประมวลความรูจะเป็ นข้อสอบที่ม ี ้ คําถามกว้างเพื่อเปิ ดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงความรูท่มอยู่ได้อย่ างเต็มที่ ในตอนสุดท้ายจึงต้อง ้ ี ี สรุปเพื่อชีให้เห็นประเด็นหลักของการตอบ ้ เข้าสู่เนื้ อหาการบรรยายโดย รศ.สิ ทธิ พนธ์ พุทธหุน ั ความรับผิดชอบของอาจารย์จะเป็ นเรื่องของ Approach หรือมุมมองที่จะนํ ามาใช้ ในการ วิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางการเมือง การมองปรากฏการณ์ทางการเมืองเราจะต้องมีมุมมองที่ หลากหลาย ดังนันเมือข้อสอบออกมาให้วเิ คราะห์เรืองราวทางการเมือง นักศึกษาจะต้องมีความคิดที่ ้ ่ ่ หลากหลายด้วยเช่นกัน ข้อแนะนาในการทาข้อสอบ ั 1. ปกหลักให้แน่ น โดยวางทฤษฎี แนวคิด และหลักการ (โดยเฉพาะหลักการที่เกี่ยวข้อง/ หลักการทีโจทย์ถาม/ หลักการทีอาจารย์ต้องการให้ประยุกต์ใช้) แล้วอธิบายหลักในแต่ละประเด็นให้ ่ ่ กระจ่างเสมือนว่าอาจารย์ไม่รเรื่องนันมาก่อน ยิงอธิบายละเอียดเท่าไหร่ นักศึกษาก็จะได้ประโยชน์ ู้ ้ ่ เท่านัน ้ 2. นําหลักทีอธิบายอย่างละเอียดในข้อ 1 มาเป็นกรอบในการวิเคราะห์และอภิปราย ่ 3. สรุปเพื่อตอบคําถามโจทย์ สิ่ งที่ไม่ควรทาในการตอบข้อสอบคือ 1. ตอบแบบป่ าล้อมเมือง นักศึกษาหลายคนไม่เข้าใจคําถาม เช่น ถามว่าภูเขาทองตังอยู่ ้ ในวัดใด นักศึกษาทีไม่รว่าภูเขาทองอยู่ในวัดสระเกศ กรุงเทพฯ ก็จะบรรยายถึงวัดทังหมดทีมอยู่ใน ่ ู้ ้ ่ ี ประเทศ แต่ไม่ได้ตอบโจทย์เลยทําให้ไม่ได้ค ะแนน นักศึกษาควรอ่านโจทย์ก่อนว่าอาจารย์ถามเรื่อง อะไร ต้องการให้ตอบประเด็นใด 2. เน้ นสภาพแวดล้ อมมากกว่าเน้ นเนื้ อหาของคาตอบ เช่น ถามว่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างไร คําถามเน้นระบบเศรษฐกิจของไทย และวิกฤติเศรษฐกิจ ทีเกิดขึนในขณะนันมีผลกระทบต่อการเมืองอย่างไร นักศึกษาจะต้องวิเคราะห์โจทย์ก่อนว่าต้องการ ่ ้ ้ คําตอบแบบใด
  11. 11. 3. ตอบข้อสอบโดยไม่แยกประเด็นคาถาม คําถามหนึ่งอาจมีหลายประเด็นคําถามย่อย นักศึกษาจะต้องแยกคําถามออกเป็นประเด็น แล้วตอบคําถามทีละประเด็นจนครบทุกคําถาม คําถาม แต่ ละประเด็นจะมีคะแนนเฉลี่ยกันไป ถ้านักศึกษาตอบไม่ครบทุกประเด็นก็จะได้คะแนนเฉพาะ ประเด็นที่ตอบเท่านัน เช่น คะแนนเต็มมี 100 คะแนน คําถามมีทงหมด 5 ประเด็น หากนักศึกษา ้ ั้ ตอบแค่ประเด็นเดียวก็จะได้คะแนนแค่ 20 คะแนน 4. ไม่มีหลักฐานอ้างอิ งและไม่มีทฤษฎี มาเป็ นเครื่องมือในการวิ เคราะห์ คําตอบจึงเป็ น เพียงบทความลอยๆ เหมือนการเขียนหนังสือพิมพ์ การตอบข้อสอบทีดควรนําหลักการ/แนวคิดของ ่ ี นักวิชาการมาอ้างอิงเพื่อสร้างความเชื่อมันให้กบคําตอบ เช่น หลักของพาร์สนใช้วดความทันสมัย ่ ั ั ั ของสังคม หลักของลูเซียน พาย หรือทฤษฎีการพัฒนาทางการเมืองของฮันติงตัน 5. ตอบแบบโน้ ตย่ อ เกิดจากการอ่านหนังสือแล้ว ทําโน้ ต ย่อเพื่อความเข้าใจของตนเอง นักศึกษาจะท่องโน้ตย่อนันแล้วนํ ามาตอบข้อสอบ โดยคิดว่าอาจารย์ผู้ตรวจจะเข้าใจโน้ตย่อนันไป ้ ้ ด้วย การตอบทีถูกต้อง คือ ชี้แจงรายละเอียดให้ผอ่านเข้าใจ เปรียบเสมือนว่า อาจารย์ไม่รเรื่องนัน ่ ู้ ู้ ้ มาก่อน ซึงการตอบข้อสอบถือเป็ นงานทางวิชาการหรือบทความหนึ่งชิ้น นักศึกษาจึงต้องทําให้คน ่ อ่านรูเรืองให้มากทีสุด ้ ่ ่ 6. ตอบแบบขนมชัน คือ การตอบไปทีละเรื่องๆ เป็ นชันๆ เรียงกันไป โดยไม่ได้เชื่อมโยง ้ ้ คําตอบเข้าด้วยกัน เหมือนขนมชันที่มเป็ นชันๆ แต่ละชันจะสําเร็จในตัวของมันเอง และไม่ได้นํา ้ ี ้ ้ ทฤษฎีทยกมาบูรณาการกับความเป็นจริง ่ี 7. ขาดความต่อเนื่ องของเนื้ อหา เนื้อหาจะกระโดดไปมาตลอดเวลาอย่างไม่มเี หตุผลและ ไม่เป็ นเนื้อหาต่อเนื่องกัน การตอบข้อสอบที่ ดีควรเป็ นเหมือนขนมเปี ยกปูน เพราะมีเนื้อขนม เดียวกันทังหมด คําตอบก็ควรมีเนื้อหาต่อเนื่องกันและบูรณาการให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ้ 8. รีบร้อนสรุปโดยไม่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักการ/ทฤษฎี กบข้ อเท็จจริ ง ั ั่ ้ เช่น ข้อสอบ Quiz พูดถึงหลักการของพาร์สนเรื่องสะพานทีทอดสองฟากฝง่ั ระหว่างฝงดังเดิมไปสู่ ั ่ ั่ ั ั่ ฝงที่ทนสมัย นักศึกษาจึงบรรยายลักษณะของแต่ ละฝงจนครบทัง 8 หลักหรือ 4 คู่ แล้วรีบสรุปว่า ้ ประเทศไทยน่ าจะอยู่ใ นก้าวที่ 6 ซึ่งเป็ นระยะของการเปลี่ยนแปลง แต่ นักศึกษาไม่ได้ว ิเ คราะห์ ความสัมพันธ์ระหว่างหลักกับข้อเท็จจริง ั การตอบคําถามทีดนอกจากปกหลักให้แน่ น คือ นํ าหลักมาวิเคราะห์ ยิงแจงรายละเอียดของ ่ ี ่ หลักเท่าไหร่ ความสามารถในการนํ าหลักมาวิเคราะห์กจะละเอียดมากขึนเท่านัน คําตอบกว่า 80% ็ ้ ้ ทีขาดการนําหลักทัง 8 หลักมาวิเคราะห์ขอเท็จจริงทีอยู่ในสังคมไทยเสียก่อน โดยเปรียบเป็ นไม้บรรทัด ่ ้ ้ ่ 4 อัน อันแรกว่าด้วยเรืองของกฎกติกาหรือระเบียบต่างๆ ของสังคม ด้านซ้ายสุดคือการเลือกปฏิ บติ ่ ั ซึงเป็นสังคมแบบดังเดิม ส่วนขวาสุดคือสภาพการของสังคมทีทนสมัย กฎกติกาจึงเป็ นสากล บังคับ ่ ้ ่ ั ใช้กบทุกคนในสังคมไม่เลือกปฏิบติ จากนันก็นําไม้บรรทัดมาวัดกับข้อเท็จจริงทีปรากฏในสังคมไทย ั ั ้ ่ ว่า ไทยเรามีการเลือกปฏิบตหรือไม่ ทุกคนผิดต้องรับผิดตามกฎหมายเหมือนกั นในทํานองเดียวกัน ั ิ หรือไม่ ไม่มการเบ่งและสีมาเกี่ยวข้องใช่หรือไม่ แล้ววิเคราะห์ว่า หากคะแนนเต็ม 10 แล้วไทยได้ก่ี ี คะนน จากนันก็เอาไม้บรรทัดที่ 2, 3, 4 มาวิเคราะห์ตามลําดับ จากนันก็กลับไปดูโจทย์เพื่อสรุปตอบ ้ ้
  12. 12. คําถามโจทย์ การตอบข้อสอบที่ดี คือ นักศึกษาต้ องมีความสามารถในการร้อยเรียงข้อมูลมา พรรณนาตอบคาถาม โดยอาศัยทฤษฎี หลักการ หรือแนวคิ ดมาเป็ นกรอบในการวิ เคราะห์ รัฐศาสตร์ (Politics) แปลว่า การเมือง ส่วน Science แปลว่า วิทยาศาสตร์ คําว่า Politics Science โดยศัพท์จะหมายถึง วิทยาศาสตร์การเมือง แต่ดานสังคมศาสตร์แปลว่า รัฐศาสตร์ เพราะ ้ Politics Science เป็นการศึกษาเรืองราวทีเกียวข้องกับรัฐ ่ ่ ่ รัฐศาสตร์ศกษาเรืองดังต่อไปนี้ ึ ่ 1. การเมือง 2. การปกครอง คือ การใช้อํ า นาจอธิป ไตยเข้า ไปมีส่ ว นในการจัด รูป แบบโครงสร้า ง ความสัมพันธ์เชิงอํานาจ เช่น การปกครองระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา หรือการปกครองแบบ เผด็จการ 3. สถาบันทางการเมือง เช่น รัฐสภา สภาผูแทนราษฎร พรรคการเมือง การเลือกตัง ้ ้ 4. อานาจ อานาจหน้ าที่ และอิ ทธิ พล เช่น ทีมาของอํานาจ การใช้อํานาจ ความชอบธรรม ่ ของอํานาจ อิทธิพลทางการเมือง 5. ความขัดแย้ง เช่น ความขัดแย้งเชิงอํานาจ ความขัดแย้งระหว่างคนที่มอุดมการณ์ทาง ี การเมืองทีแตกต่างกัน ่ 6. การแจกแจงแบ่งสรรทรัพยากรของสังคม เช่น กระบวนการการจัดสรรงบประมาณ เพื่อนํางบประมาณไปบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้ประชาชนในรูปแบบทีแตกต่างกันออกไป ่ สังคมวิ ทยาการเมือง นักวิชาการหลายคนมองว่า สังคมวิทยาการเมือง คล้ายคลึงกับรัฐศาสตร์อย่างมาก แต่จริงๆ แล้วทังสองศาสตร์ไม่ได้เหมือนกันทังหมด แต่จะเอื้อต่อกัน นักวิชาการหลายคนได้ให้ความหมาย ้ ้ ของสังคมวิทยาการเมืองไว้ อาจารย์สรุปออกมาได้ 3 กลุ่ม ดังนี้ 1. สังคมวิทยาการเมือง เป็นเรืองของสภาพ สรีระ เรืองราวต่างๆ ทางสังคมทีอยู่รอบตัวของ ่ ่ ่ เนื้อหาในทางการเมือง 2. สังคมวิทยาการเมืองเป็นเรืองของสภาพแวดล้อมทางการเมือง ่ 3. การเมืองจะถูกกําหนดให้ปรากฏออกมาในรูปแบบใดหรือเป็ นไปอย่างไร เป็ นเพราะได้รบ ั อิทธิพลมาจากสภาพแวดล้อมต่างๆ ในทางสังคม ขณะเดียวกันสภาพแวดล้อมต่างๆ ทางสังคมก็ม ี อิทธิพลต่อการเมืองด้วย เช่น ความเชื่อ วัฒนธรรม ความเป็ นมาของสังคมวิ ทยาการเมือง สัง คมวิท ยาการเมือ งมีพ ัฒนาการมาจากความคิด ของนัก ปราชญ์การเมือ งในสมัย กรีก โบราณ เช่น เพลโต อริสโตเติล แต่ล ะคนพยายามเสนอว่า สภาพแวดล้อมต่ างๆ ทางเศรษฐกิจ สังคม ส่งผลกระทบต่อการเมืองอย่างไร เพลโต พยายามหาคําตอบว่า การคิดร้ายจนทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิด จากสาเหตุอะไร และในที่สุดก็ได้คําตอบว่า สาเหตุอยู่ภายในจิตใจของคนทีเปรียบเทียบว่า ตนเอง ่
  13. 13. ไม่ ไ ด้ ร ับ ความยุ ติ ธ รรมหรือ ความเสมอภาค ประเด็ น เหล่ า นี้ ช้ีใ ห้ เ ห็ น ว่ า ความสนใจเรื่อ ง สภาพแวดล้อมทีมผลกระทบทางการเมืองได้มมานานแล้ว ่ ี ี จากนัน แนวคิด ของสัง คมวิท ยาการเมือ งก็เ ริ่ม มีท ฤษฎีแ ละเนื้ อ หามากขึ้น โดยเฉพาะ ้ ศตวรรษที่ 18 ทีมนักคิดใหม่ๆ เกิดขึนจํานวนมาก เช่น แมกซ์ เวเบอร์ นักคิดเหล่านี้พยายามสร้าง ่ ี ้ ทฤษฎีทางสังคมวิทยาการเมืองใหม่ๆ ซึงแนวคิดส่วนหนึ่งจะให้ความสําคัญกับรัฐและตัวแทนของรัฐ ่ มากกว่าประชาชน แต่บางแนวคิดก็ให้ความสําคัญกับประชาชนมากกว่ารัฐ ั สังคมวิทยาการเมืองมีส่วนเสริมให้รฐศาสตร์มคําตอบในหลายอย่าง โดยเชื่อมโยงปจจัยทาง ั ี สังคมและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน เช่น การเรียนรูของคน ความคิดความเชื่อของคน วัฒนธรรมและ ้ ประเพณี ล้วนมีส่วนทําให้พฤติกรรมทางการเมืองแตกต่างกันไป เรื่องที่สงคมวิ ทยาการเมืองสนใจศึกษา ั 1. พฤติ กรรมการเมือง การเลือกตังในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ทีผ่านมา นักวิชาการหลาย ้ ่ คนได้เข้าไปสํารวจพฤติกรรมการเลือกตังของคนหลายระดับเพื่อดูอทธิพลของสภาพแวดล้อมทาง ้ ิ สังคม อาชีพ และเศรษฐกิจ ทีส่งผลกระทบให้พฤติกรรมการเลือกตังของคนแตกต่างกัน ่ ้ 2. การรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลที่ คมอานาจทางเศรษฐกิ จกับกลุ่มบุคคลที่ เข้าไปอยู่ ุ ในฐานะที่ มีค วามสามารถในการตัด สิ นใจทางการเมื อ ง เช่น ข่าวการรื้อ ฟื้ นผู้ถือ หุ้น ปตท. เพราะพบว่ามีรฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลชุดนี้ถอหุนอยู่ ั ื ้ 3. ปัญหาของระบบราชการ โดยถือว่าระบบราชการเป็ นเครื่องมือทีสําคัญของรัฐบาล/ฝ่าย ่ การเมือง หากรัฐบาลมีนโยบายดี แต่หากระบบราชการไม่เอาด้วยหรือโกงกิน นโยบายทีดนนก็ไม่ม ี ่ ี ั้ ทางทีจะสนองตอบความต้องการของประชาชนได้ ซึงปญหาทางการเมืองทีเกิดขึนส่วนหนึ่งเป็ นผล ่ ่ ั ่ ้ มาจากระบบราชการทีไม่สามารถทําหน้าทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ่ ่ 3. อุดมการณ์ ทางการเมืองและการรวมตัวกันเป็ นกลุ่มผลประโยชน์ แล้วใช้กลุ่มเป็ น พลังผลักดันให้เกิดการเปลียนแปลงทางการเมือง ่ ั 4. พรรคการเมือง ปจจัยทางจิตวิทยาทีมผลต่อพฤติกรรมทางการเมือง เช่น ความเกลียด ่ ี ความกลัว การสร้างเงือนงําทางจิตวิทยาเพื่อให้คนผวาไม่กล้าเลือกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ่ ความแตกต่างระหว่างรัฐศาสตร์กบสังคมวิ ทยาการเมือง ั 1. รัฐศาสตร์ศกษาเฉพาะส่วนทีลอยอยู่เหนือนํ้าของภูเขานํ้าแข็ง (Iceberg) ส่วนสังคมวิทยา ึ ่ การเมืองจะศึกษาส่วนทีอยูใต้น้ําด้วย เพราะเป็นส่วนสําคัญทีช่วยพยุงให้สงทีเราเห็นได้ลอยอยู่เหนือ ่ ่ ่ ิ่ ่ นํ้าหรือทําให้เราเห็นภาพทีอยู่เหนือนํ้านัน เช่น การเลือกตังในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 รัฐศาสตร์จะ ่ ้ ้ สนใจเฉพาะคะแนนเสียงที่พรรคการเมืองแต่ล ะพรรคได้ แต่สงคมวิทยาการเมืองจะลงไปศึกษา ั สาเหตุของการเกิดพฤติกรรมการเลือกตัง เช่น เลือกพรรคนี้เพราะชอบ รูจกมักคุนกับ ส.ส. ้ ้ั ้ สังคมวิทยาการเมืองมองว่า ปรากฏการณ์ทเกิดขึนทางการเมืองมีสาเหตุหรือได้รบอิทธิพล ่ี ้ ั มาจากการเปลี่ยนแปลงทังด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็ นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของ ้ การเมือง การเปลียนแปลงทางสังคมทีสาคัญกระบวนการหนึ่งเรียกว่า Modernization ่ ่ํ
  14. 14. Modernization คือ กระบวนการในการผลักดันให้สงคมใดๆ เป็ นสังคมที่มความสมัยขึน ั ี ้ ทังด้านเศรษฐกิจและสังคม ดังปรากฏการณ์ทเี่ กิดขึนทัวโลก บางคนมองว่ากระบวนการนี้เป็ นการนํา ้ ้ ่ ความรูด้านวิทยาศาสตร์แผนใหม่มาประยุกต์ใช้ เป้าหมายคือ ทําให้คุณภาพชีวตของคนในสังคมดี ้ ิ ขึนกว่าเดิม เช่น ทีว ี ไฟฟ้า รถยนต์ แอร์คอนดิชน ฯลฯ ประเทศใดทีประชากรมีคุณภาพชีวตที่ด ี มี ้ ั่ ่ ิ สิงอํานวยความสะดวกมาก สังคมนันก็จะมีความทันสมัยสูง ่ ้ ความทันสมัยในทางสังคม (Social Mobilization) ความทันสมัยในทางสังคม เป็ นกระบวนการที่ทําให้ความคิด ความเชื่อ เศรษฐกิจ สังคม หรือจิตวิทยาแบบเดิมเริมเสื่อมความศรัทธา แล้วหันมายอมรับวิถชวต พฤติ กรรม และการเรียนรู้ ่ ี ีิ ั ใหม่ๆ แทนที่สงคมทีมระดับ Social Mobilization สูงมักจะเกิดปญหามากขึน เพราะคนมีการศึกษา ั ่ ี ้ สูงขึน ความต้องการก็จะเปลียนไป เช่น นายดําลูกตาสี เดิมอยากแต่งงานกับลูกสาวกํานัน แต่พอมี ้ ่ การศึกษาสูงขึน ได้เงินเดือนสูงขึน ความคิดความเชื่อของนายดําก็จะเปลียนไปและไม่อยากแต่งงาน ้ ้ ่ กับลูกสาวกํานันเหมือนเดิม หรือกรรมกรที่อยู่ต่างจังหวัดจะไม่กล้าสบตานาย แต่พอมาทํางานใน กรุงเทพฯ มีการรวมตัวกันจึงกล้าที่จะเรียกร้องต่ อ รัฐบาล เช่น เรียกร้อ งค่ าแรงขันตํ่า เรียกร้อ ง ้ สวัสดิการทีดขน ่ ี ้ึ เนื่องจาก Social Mobilization ทีสูงขึน คนจะมีความคาดหวังต่อรัฐบาลและผูมอํานาจทาง ่ ้ ้ ี ั การเมือง เพื่อให้สนองตอบความต้องการและแก้ไขปญหาของพวกเขาให้ได้ ฮันติ งตัน กล่าวว่า สังคมใดที่มความทะเยอทะยานของคนอยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับการ ี พัฒนาเศรษฐกิจ เมื่อรัฐบาลไม่สามารถตอบสนองความต้องการให้ได้ คนในสังคมก็ไม่สบอารมณ์ และเกิดความคับข้องใจ หากคนอัดอันตันใจมากขึน ในสังคมเปิ ด คนเหล่านันก็สามารถที่จะระงับ ้ ้ ้ ความอัดอันตันใจได้ เพราะมีสทธิเสรีภาพ แต่ ในสังคมปิ ด การขยับขยายสถานภาพเป็ นไปอย่าง ้ ิ ลําบาก ความอัดอันตันใจจะเป็นแรงผลักให้เกิดการรวมตัวกันของขบวนการทียากไร้ เช่น ขบวนการ ้ ่ คนจน ขบวนการชาวสลัม คนเหล่ านี้จะใช้กลุ่ มเป็ นเครื่อ งมือ เรียกร้อ งต่ อ รัฐและผู้ม ีอํานาจทาง การเมือ ง จากนั น การเข้า มามีส่ ว นร่ ว มทางการเมือ งก็ จ ะสู ง ขึ้น โดยเฉพาะสัง คมที่เ ริ่ม มีก าร ้ เปลียนแปลง คนได้รได้เห็นมากขึน และได้รบการศึกษา การคมนาคมดีขน สังคมใดหากคนเข้ามามี ่ ู้ ้ ั ้ึ ส่วนร่ว มทางการเมืองมาก รัฐบาลไม่มประสิทธิภาพเพียงพอ ระบบราชการเองก็ไม่มสมรรถนะ ี ี ั ั เพียงพอในการจัดการกับปญหาต่างๆ ปญหาเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศนันก็จะสูงขึน ้ ้ เสถียรภาพทางการเมือง ฮันติ งตัน กล่าวว่า เสถียรภาพทางการเมืองของระบบการเมืองใดๆ ขึนอยู่กบตัวแปร 2 ตัว ้ ั คือ (1) สมรรถภาพของสถาบันทางการเมือง และ (2) ระดับของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง โดย ดูว่าสมรรถภาพดังกล่าวสามารถแก้ไขเยียวยาหรือตอบโต้การเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนกลุ่ม ต่างๆ ได้หรือไม่ หากรัฐบาลใด สถาบันทางการเมืองมีสมรรถภาพและประชาชนยอมรับ รัฐบาลนัน ้ ก็จ ะมีเ สถีย รภาพ ในทางตรงกัน ข้า ม หากรัฐ บาลไม่ ม ีน้ํ า ยา ไม่ ม ีค วามสามารถเพีย งพอที่จ ะ
  15. 15. ั แก้ปญหาต่างๆ ที่เกิดขึนได้ รัฐบาลเองก็มการคอรัปชันโกงกิน ผลคือรัฐบาลจะไร้เสถียรภาพทาง ้ ี ่ การเมือง สรุปได้ดงกราฟ ั สูง P.I. (สมรรถภาพ ของสถาบันทาง การเมือง) ตํ่า P.P. (ระดับการเข้ามีส่วนร่วมทางการ สูง เมือง) ระบบการเมืองที่อยู่เหนือเส้นทแยงมุมคือ ระบบการเมืองที่มเสถียรภาพ เนื่องจากสถาบัน ี ทางการเมืองมีสมรรถภาพมากพอทีจะจัดการกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับทีต่ากว่าได้ ่ ่ ํ Seymour Martin Lipset มองว่า เสถียรภาพทางการเมืองของระบบการเมืองขึนอยู่กบตัว ้ ั แปร 2 ตัวคือ (1) ประสิทธิผล และ (2) ความชอบธรรมของระบบการเมือง ซึง Lipset จะใช้ตวแปร ่ ั ทังสองตัววัดแนวโน้มของเสถียรภาพทางการเมืองทีปรากฏอยูในการเมืองใดๆ ้ ่ ่ ความชอบธรรม (Legitimacy) + ประสิ ทธิ ผล (Effectiveness) + - A C B D จากตาราง Legitimacy + คือ รัฐบาลที่มความชอบธรรมทางการเมืองสูง มาจากการเลือกตัง และ ี ้ ประชาชนให้การยอมรับมาตังแต่แรก ้ Legitimacy - คือ รัฐบาลที่ประชาชนไม่ให้การยอมรับมาตังแต่แรก อาจมาจากการการ ้ ปฏิวตหรือยึดอํานาจจากคนอื่นมา ั ิ Effectiveness จะคํานึงถึงผลระยะยาว มีเป้าหมาย มีการวางแผน และมีขนตอนทีชดเจน ั้ ่ ั รัฐบาลทีดาเนินการไปทีละขันตอนทีวางแผนเอาไว้เพื่อทําให้เกิดความกินดีอยู่ดของประชาชน ถือว่า ่ ํ ้ ่ ี เป็นรัฐบาลทีมเี สถียรภาพ เช่น การสร้างเขือน ่ ่ ส่วนประสิทธิภาพ จะมุ่งผลสัมฤทธิ ์ในเป้าหมายระยะสัน เช่น การช่วยเหลือประชาชนทีถูก ้ ่ นํ้าท่วมบ้าน จากแนวคิดนี้ได้แบ่งประสิทธิภาพออกเป็น 4 กลุ่ม คือ A คือ รัฐบาลที่มความชอบธรรมสูง มาจากการเลือกตัง มีการวางแผนงานและดําเนินการ ี ้ ตามแผนเพื่อความอยูดกนดีของประชาชน รัฐบาลกลุ่มนี้มแนวโน้มทีจะมีเสถียรภาพสูงสุด ่ ี ิ ี ่
  16. 16. B คือ รัฐ บาลที่ประชาชนไม่ไ ด้ใ ห้ก ารต้อ นรับมาตังแต่ แ รก แต่ เ มื่อ ได้เ ป็ นรัฐบาลแล้ว ก็ ้ สามารถวางแผนงาน กําหนดนโยบาย และพยายามดําเนินการตามแผนต่างๆ เป็ นอย่างดีและมี ประสิทธิภาพ รัฐบาลกลุ่มนี้จะมีเสถียรภาพทางการเมืองสูง เช่น รัฐบาลจอมพลสฤษดิ ์ ธนะรัชต์ C คือ รัฐบาลทีมาจากการเลือกตังของประชาชน แต่ไม่มโครงการหรือแผนงานใดเลย อยู่ไป ่ ้ ี วันๆ รัฐบาลกลุ่มนี้ค่อนข้างจะไร้เสถียรภาพ D คือ รัฐ บาลที่เ ข้ามาสู่อํา นาจจากการแย่ง ชิง เมื่อ อยู่ใ นอํ านาจก็ไ ม่ได้ทําอะไรใหม่ ไม่ สามารถสร้างอะไรให้ประชาชนเลย เป็นรัฐบาลกลุ่มทีไร้เสถียรภาพค่อนข้างสูง ่ สรุป กลุ่มวิชาใน Plan A เป็ นเรื่องราวของการเมืองการปกครอง ผลกระทบของการเมืองที่ มีต่อเศรษฐกิจและสังคม และเป็ นสามเส้าทีมผลกระทบต่อกัน ส่วนสังคมวิทยาการเมืองก็จะพูดถึง ่ ี พฤติกรรมการเลือกตังของคนในสังคม ้ เนื่องจากรัฐศาสตร์เรียนเรืองการเมือง จึงมีความหมายและมุมมองทีหลากหลาย เช่น ่ ่ 1. การเมืองเป็ นเรื่องของรัฐ มุมมองนี้จะเป็ นมุมมองแบบดังเดิม การมองเช่นนี้ทําให้เกิด ้ ความพยายามในการแสวงหารัฐทีดี ผูปกครองทีดี เช่น แนวคิดของ เพลโต, อริ สโตเติ ล, จอห์น ลอค, ่ ้ ่ รุสโซ, โทมัส ฮอบ ทีเป็ นนักปรัชญาทางการเมืองทีพยายามบอกว่ารูปแบบการปกครองทีดี รัฐทีดควร ่ ่ ่ ่ ี จะเป็ นอย่างไร ดังนัน แนวคิดในยุคแรกๆ ทางรัฐศาสตร์จงเป็ นแนวคิดทางปรัชญาทีพยายามพูดถึง ้ ึ ่ ภาพใหญ่ของการเมืองไม่ว่าจะเป็นระบบการเมืองทีดี รัฐทีดี ผูปกครองทีดี ่ ่ ้ ่ 2. การเมืองเป็ นเรื่องของอานาจ การมองเช่นนี้เป็ นการมองว่าการเมืองเป็ นความพยายาม ั เข้าไปมีอทธิพลในการกําหนดความเป็ นไปของสังคม โดยทีคนในสังคมให้การยอมรับและเชื่อฟงคน ิ ่ ทีมอํานาจ การมองการเมืองว่าเป็ นเรื่องทีเกี่ยวข้องกับอํานาจ ทําให้เชื่อว่าในสังคมจะมีคนกลุ่มน้อย ่ ี ่ จํานวนหนึ่งทีเรียกว่า ชนชันนา (Elite) เป็ นกลุ่มคนทีพยายามเข้าสู่อํานาจ และถ้าคนกลุ่มนี้ได้รบ ่ ้ ่ ั การยอมรับก็จะกลายเป็ นผู้ทมอํานาจและใช้อํานาจชอบธรรม เช่น พ.ต.ท.ทักษิณขึนสู่อํานาจโดย ่ี ี ้ ชอบธรรมตามกฎหมาย ก็จะมีอํานาจโดยชอบธรรมในการสังการ บังคับบัญชา ออกกฎและกติกามา ่ บังคับใช้ในสังคม คําว่าอํานาจยังเกี่ยวข้องกับคําว่าอิทธิพลทีหมายถึง ความสามารถในการโน้มน้าวให้คนอื่น ่ ทําตามได้ การเมืองจึงเป็ นเรื่องเกี่ยวข้องกับอํานาจ เป็ นเรื่องของต่อสูเพื่อให้ได้มาซึงอํานาจในทาง ้ ่ การเมือง หากเอา แนวการวิ เคราะห์เชิ งอานาจ (Power Approach) มาอธิบายพัฒนาการทาง การเมืองของไทยก็จะพบว่า มีการต่อสูเพื่อให้ได้อํานาจทางการเมืองตลอดเวลา เพียงแต่อยู่ภายใต้ ้ เงื่อนไขทีแตกต่างกันเท่านัน เช่น สมัยอยุธยาในยุคทีเชื่อว่า ผู้นําหรือกษัตริยเป็ นสมมุตเทพก็มการ ่ ้ ่ ์ ิ ี ต่อสูแย่งชิงอํานาจเพื่อขึนสู่บลลังก์ มีการก่อการกบฏของขุนนาง จนกระทัง่ 24 มิถุนายน 2475 การ ้ ้ ั ต่ อ สู้เ พื่อ แย่งชิงอํ านาจก็มการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ โดยบรรดาข้าราชการที่ไปศึกษาต่ อ จาก ี ต่างประเทศก็มารวมตัวกันปฏิวตแย่งชิงอํานาจจากผูมอํานาจเดิมและนําเอาระบอบประชาธิปไตยที่ ั ิ ้ ี มองว่าเป็นรูปแบบทีดมาใช้ ่ ี ั ั ปจจุบนการแย่งชิงอํานาจอยู่ในรูปของการต่อสูระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่ง ้ อํานาจทางการเมือง แย่งชิงศรัทธาความเชื่อมันจากประชาชนเพื่อหวังจะให้ประชาชนเลือกกลุ่มของ ่
  17. 17. ตนเองเข้ามาบริหารประเทศและมีความชอบธรรมในการใช้อํานาจอธิปไตย การเมืองไทยจึงหนีไม่ พ้นจากเรืองของอํานาจ และการต่อสูแย่งชิงเพื่อให้ได้มาซึงอํานาจทางการเมือง ่ ้ ่ 3. การเมืองเกี่ยวข้องกับการใช้อานาจในการจัดแจงแบ่งสรรสิ่ งที่มีคณค่าในสังคม ุ จากมุมมองนี้นกวิชการอย่าง เดวิ ด อีสตัน ได้ให้นิยามว่า ั ระบบการเมือง หมายถึง ระบบการใช้อํานาจในทางการเมืองอันชอบธรรมเพื่อทีจะแจกแจง ่ แบ่งสรรสิงที่มคุณค่าต่างๆ ในสังคม ทุกระบบการเมืองจึงมีภารกิจสําคัญในการหาทางที่จะเอา ่ ี ทรัพยากรของสังคมทีมอยูจากัดไปสร้างความกินดีอยูดให้กบประชาชน หรือเพื่อสนองตอบต่อความ ่ ี ่ํ ่ ี ั ต้องการของคนในสังคม จากนิยามดังกล่าวทําให้มองต่อไปได้ว่าในความเป็ นจริงไม่มสงคมใดทีจะมี ี ั ่ ทรัพยากรมากเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของคนในสังคมได้ทงหมด ทรัพ ยากรในสังคม ั้ จึงเป็ นเสมือนเค้กที่จะต้องมีการแบ่งสรร ในการแบ่งสรรจะต้องมีการจัดลําดับความสําคัญของความ ั ต้องการว่ารัฐจะต้องตอบสนองความต้องการให้กบกลุ่มใดก่อน ทําให้เกิดปญหาว่าจะมีบางกลุ่มที่ได้ ั ประโยชน์จากการแบ่งสรรดังกล่าว และมีบางกลุ่มทีไม่ได้ประโยชน์ (Have not) ลักษณะเช่นนันทําให้ ่ ้ กลุ่มที่ไม่ได้รบการตอบสนองความต้องการ จะรวมตัวกันเพื่อกดดันให้ผู้มอํานาจทางการเมือง ั ี ดําเนินการใดๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มตนเอง และก่อให้เกิดการเข้าไปมีส่วนร่วม ทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ ขึนมา โดยเฉพาะในสังคมทีอยู่ในระยะของการเปลียนแปลงก่อนจะ ้ ่ ่ เข้าไปสู่สงคมทีทนสมัย (Modernization Society) คนเหล่านี้จะมีแรงผลักมากเนื่องจากได้ระดับ ั ่ ั Social Mobilization ทีสงขึน ู่ ้ ประเด็นสาคัญของวิ ชา PS 701 1. ความสําคัญของแนววิเคราะห์ในการศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมือง (หรือการเข้าถึง ความจริงทางการเมือง) 2. พัฒนาการของวิชารัฐศาสตร์ 3. แนววิเคราะห์ทสาคัญทางๆ รัฐศาสตร์ ่ี ํ 1. ความสาคัญของแนววิ เคราะห์ในการศึกษาปรากฏการณ์ ทางการเมือง ประเด็นนี้คอการตังคําถามว่าทําไมการศึกษารัฐศาสตร์จงต้องอาศัยแนวทางการวิเคราะห์ ื ้ ึ คําตอบก็คอ ศาสตร์ทุกศาสตร์มเี ป้าหมายเดียวกันในการศึกษาคือ การแสวงหาและเหตุผล ื ั (Causality) ของปรากฏการณ์ เพราะการทราบสาเหตุของปรากฏการณ์จะนําไปสู่การแก้ปญหา ั ั ในทางการเมืองนักรัฐศาสตร์ศกษาปญหาทางการเมืองก็เพื่อจะตอบว่าปญหาทางการเมือง ึ ในเรื่องนันๆ เกิดจากสาเหตุอะไร เพราะเชื่อว่าหากทราบสาเหตุก็จะสามารถกําหนดแนวทางการ ้ ั แก้ปญหาการเมืองในเรืองนันๆ ได้ เช่น ่ ้ ั - ถ้าเรารู้ว่าปญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเราก็จะหาแนวทางมา ั แก้ปญหาได้ ั - ถ้ า เรารู้ว่ าป ญ หาการขายเสีย งเกิด จากอะไร เราก็จ ะสามารถกํ า หนดแนวทางในการ ั แก้ปญหาการซือขายเสียงได้ ้
  18. 18. - ถ้าเรารูว่าปญหาความขัดแย้งในการแก้ไขรัฐธรรมนู ญเกิดจากอะไร เราก็จะกําหนดแนว ้ ั ั ทางการแก้ปญหาได้ แต่การแสวงหาสาเหตุของปรากฏการณ์ทางการเมืองเป็ นเรื่องทียากมาก หรือกล่าวว่า การ ่ แสวงหาความจริ งทางการเมืองเป็ นเรื่องยุ่งยาก (ยากกว่าการแสวงหาความจริงของศาสตร์อ่นๆ) ื สาเหตุทการหาความจริงในทางการเมืองเป็นเรืองยาก ่ี ่ 1. ข้อมูลในทางการเมืองเป็นข้อมูลทีมจานวนมากมายมหาศาล การทีขอมูลมีจานวนมากทํา ่ ีํ ่ ้ ํ ให้ยากต่อการลงไปจัดการกับข้อมูล และจําเป็นอย่างยิงทีจะต้องเลือกข้อมูลบางอย่างมาศึกษา ่ ่ 2. ข้อมูลทีมจานวนมากดังกล่าวบางครังเป็ นข้อมูลทีมความขัดแย้งกัน ่ ีํ ้ ่ ี 3. ข้อมูลอาจจะไม่คงเส้นคงวาหรือเสมอต้นเสมอปลาย ตัวอย่าง ั ถ้าเราจะศึกษาปญหาความขัดแย้งในทางการเมืองทีเกิดขึนในสังคมไทย จะมีขอมูลทีมาจาก ่ ้ ้ ่ ฝ่ายที่สนับสนุ นอดีตนายกทักษิณ จะมีข้อมูลที่มาจากฝ่ายต่อต้านทักษิณ จะมีขอมูลทังจากฝ่ายที่ ้ ้ เป็นกลาง บางครังข้อมูลเหล่านี้กขดแย้งกันเอง บางครังข้อมูลก็มการเปลียนแปลงตลอดเวลา จึงเป็ น ้ ็ ั ้ ี ่ เรืองยากทีจะเชื่อว่าข้อมูลใดเป็นจริง ข้อมูลใดเป็นเท็จ ่ ่ ั หรือในปญหาการแก้ไขรัฐธรรมนู ญ จะมีทงฝ่ายที่สนับสนุ นให้มการแก้ไขและฝ่ายทีต่อต้าน ั้ ี ่ ่ การแก้ไข แต่ละฝายจะมีเหตุผลของตนเองและนําเสนอเหตุผลให้สงคมรับรู้ ั ่ ่ ่ ทําให้เกิดคําถามว่าเราจะเลือกเชื่อข้อมูลฝายใด หรือบอกว่าฝายใดถูกหรือฝายใดผิด คําตอบก็คอ ในทางรัฐศาสตร์มองว่าไม่มความเชื่อใดถูกหรือผิด แต่เมื่อเราเลือกจะเชื่อ ื ี ข้อมูลไหน จะต้องมีเหตุผลมาสนับสนุ นความเชื่อ รวมทังมีเหตุผลทีจะโต้แย้งความเชื่อของคนอื่นๆ ้ ่ ทีไม่ตรงกัน ซึงสิงทีจะช่วยสนับสนุนความเชื่อของเราก็คอ ทฤษฎีหรือแนวการวิเคราะห์นนเอง ่ ่ ่ ่ ื ั่ ทําให้เมื่อ นักรัฐศาสตร์จะศึกษาปรากฏการณ์ ทางการเมือ งใดๆ ต้องมีแนววิเคราะห์หรือ ทฤษฎีมาเป็นเครืองมือ ่ ความสาคัญและประโยชน์ ของแนววิ เคราะห์ 1. แนววิเคราะห์หรือทฤษฎีแต่ละทฤษฎีจะเป็ นตัวกําหนดกรอบว่า ในข้อมูลทีมจํานวนมาก ่ ี นันจะเลือกข้อมูลอะไรมาใช้บาง หรือเป็ นการช่วยจัดระเบียบข้อมูลทีเราจะใช้ในการศึกษา (เพราะ ้ ้ ่ เป็นไปไม่ได้ทจะใช้ขอมูลทังหมดมาศึกษา) ่ี ้ ้ ตรงนี้เองทําให้ทฤษฎีหรือแนววิเ คราะห์มหลายแนววิเ คราะห์ข้นอยู่กบความเชื่อของนัก ี ึ ั ทฤษฎี เช่น - คนที่เ ชื่อ ว่าความขัดแย้งทางการเมือ งเกิดจากความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ ของกลุ่ ม ต่างๆ เวลาศึกษาความขัดแย้งทางการเมืองก็จะสนใจเฉพาะข้อมูลทีเกี่ยวกับความขัดแย้งของกลุ่ม ่
  19. 19. ั ผลประโยชน์ (ซึ่งแสดงว่าเขากําลังวิเคราะห์ปญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยใช้แนววิเคราะห์ กลุ่มผลประโยชน์) ั - คนที่เชื่อว่าปญหาความขัดแย้งทางการเมืองของไทยเวลานี้เกิดจากสถาบันต่างๆ ในทาง การเมืองไม่ทําหน้าทีของตนเอง หรือไม่สามารถพัฒนาโครงสร้างสถาบันได้ทนกับการเปลียนแปลง ่ ั ่ ในทางการเมือง เวลาศึกษาก็จะสนใจเก็บข้อมูลเฉพาะทีเกียวข้องกับสถาบันทางการเมือง (ซึงแสดง ่ ่ ่ ั ว่าเขากําลังใช้แนววิเคราะห์เชิงสถาบันในการศึกษาปญหาทางการเมือง) 2. แนววิเคราะห์หรือทฤษฎีจะช่วยสร้างข้อโต้แย้งให้กบผูศกษาปรากฏการณ์ทางการเมือง ั ้ ึ เพราะแต่ละ Approach จะมีแนวคิดทีไม่เหมือนกัน ทฤษฎีแต่ละทฤษฎีจะมีขอโต้แย้งซึงกันและกัน ่ ้ ่ และจะช่วยให้เกิดการพัฒนาแนวทางในการวิเคราะห์ได้แหลมคมมากขึน เช่น ้ - คนที่เชื่อว่าความขัดแย้งทางการเมืองเกิดจากความขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ ก็จะ โต้แย้งกับคนทีเชื่อว่าความขัดแย้งทางการเมืองเกิดจากสถาบันทางการเมือง ซึงเมือเกิดการโต้แย้งก็ ่ ่ ่ จะทําให้เกิดการพัฒนาทางความคิดในการศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมือง 3. แนวการวิเคราะห์ช่วยทําให้เราตระหนักว่าทฤษฎีแต่ละทฤษฎีมขอจํากัด และพืนฐานของ ี้ ้ แต่ละทฤษฎีเกิดจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน การนํ าทฤษฎีไปวิเคราะห์จงต้องพิจารณาถึง ึ จุดอ่อนของทฤษฎี สรุป ประโยชน์ ของแนวทางการศึกษาวิ เคราะห์ 1. ช่วยในการเลือกสรรคําถาม และเลือกสรรข้อมูลทีเราจะนํามาใช้ในการศึกษา ่ ั ั 2. Approach ช่วยเป็ นกรอบหรือเป็ นเครื่องมือทีใช้ในการมองปญหา กล่าวคือ เมื่อเราเจอปญหา ่ ั ทางการเมืองหนึ่งๆ เราจะคิดได้ว่าเราควรจะมองปญหานี้ดวยมุมมองของแนววิเคราะห์ใดจึงจะดี ้ 3. เป็ นเครื่องมือในการวิเคราะห์ท่สําคัญที่จะทําให้เราเข้าใจเหตุการณ์ในทางการเมืองได้ ี กระจ่างชัดขึน ้ 4. เป็นเค้าโครงหรือโครงสร้างของสิงต่างๆ ทีตองการศึกษาหรือทําความเข้าใจ ่ ่ ้ การที่แนววิเคราะห์แต่ละแนวมีฐานความคิดแตกต่างกัน และมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่ทําให้ เกิดการโต้แย้งอยูเสมอ ให้แนววิเคราะห์ทางรัฐศาสตร์หรือแนวทางทีจะใช้ในการศึกษาความจริงทาง ่ ่ การเมือง มีการเปลียนแปลงและพัฒนาอยูตลอดเวลา ่ ่ ตามพัฒนาการของวิ ชารัฐศาสตร์ เราจึงต้ องทาความเข้าใจกับพัฒนาการของวิ ชา รัฐศาสตร์ 2. พัฒนาการของวิ ชารัฐศาสตร์ แบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ ยุคที่ 1 ยุคคลาสสิกหรือยุควางรากฐาน (Classical) ยุคที่ 2 ยุคพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral) ยุคที่ 3 ยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์ (Post-behavioral)
  20. 20.  ยุควางรากฐานหรือยุคคลาสสิ ก (Classical Era) ในยุคนี้จะมีแนวทางการศึกษาหลัก 2 แนว คือ - แนวปรัชญา (Philosophy Approach) การศึกษารัฐศาสตร์แนวปรัชญาจะมีล กษณะ ั สําคัญๆ คือ 1. มุ่งเน้ น ในการตัง คําถามและคําตอบที่เ กี่ยวข้อ งกับจริยธรรม และใช้ค่ านิย ม ( Value) ้ ส่วนตัวไปสร้างคําตอบ เช่น ถามว่าผู้ปกครองทีดควรจะมีลกษณะอย่างไร การปกครองทีดควรเป็ น ่ ี ั ่ ี แบบไหน คําถามในทางปรัชญาเหล่านี้จะมีคาตอบทีต่างกันไปขึนอยูกบความคิดของคนแต่ละคน อย่างไร ํ ่ ้ ่ ั ั ั ก็คามคําถามเหล่านี้ยงคงเป็ นคําถามมาจนถึงปจจุบน เช่น คําถามว่าการปกครองทีดคออะไร ตังแต่ ั ่ ี ื ้ 2475 ในประเทศไทยเราเชื่อว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยคือการปกครองทีดี แต่ทุกวันนี้กเกิด ่ ็ คําถามมากมายว่าประชาธิปไตยดีจริงหรือ 2. การศึกษาในแนวปรัชญาจะเป็ นการศึกษาในเชิงตรรกะในการไตร่ตรอง หรือการหาเหตุผล 3. วิธการศึกษาทางปรัชญาจะใช้จนตนาการในการสร้างเนื้อหา การทีนักปราชญ์ใช้จนตนาการ ี ิ ่ ิ ในการสร้างเนื้อหา ทําให้ปรัชญามักจะศึกษาในสิงทียงไม่เกิดขึน หรือเป็ นการมองไปในอนาคต เช่น ่ ่ ั ้ เรืองของการมีองค์การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐเป็ นเรื่องทีนักปราชญ์ในอดีตพูดถึงมานานแล้ว แต่ ่ ่ สังคมเพิงนําแนวคิดนี้มาใช้อย่างจริงจัง ่ อย่างไรก็ตาม มีการวิพากษ์แนวการศึกษาแบบปรัชญาว่าเป็นการศึกษาทีเลื่อนลอยไม่อยู่ใน ่ โลกแห่งความจริง แต่คาดเดาด้วยตรรกะ และมีการนําเอาอคติของผูศกษาเข้าไปเกียวข้อง ้ ึ ่ อย่างไรก็ตามนักวิชาการบางกลุ่มมองว่าการศึกษาปรัชญายังมีประโยชน์ เนื่องจากคําตอบ ั ั ในทางปรัชญาจํานวนมากในอดีตกลายเป็ นหลักการทีสําคัญของสังคมปจจุบน และปรัชญายังช่วย ่ ทําให้คนเราตังข้อสงสัยเกียวกับธรรมชาติและนําไปสู่การคิดเพื่อตอบคําถาม ้ ่ - แนวนิตสถาบัน (Legal Institutional Approach) เป็ นการศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมือง ิ โดยอาศัยตัว บทกฎหมายและโครงสร้างสถาบัน เป็ นหลัก เช่น ถ้าเราอยากจะศึก ษาเรื่อ งพรรค การเมืองในประเทศไทยก็จะศึกษากฎหมายพรรคการเมืองว่ากําหนดบทบาทและหน้าที่ของพรà

×