ระเบียบกระทรวงมหาดไทย (งานพัสดุ)
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Like this? Share it with your network

Share

ระเบียบกระทรวงมหาดไทย (งานพัสดุ)

le

  • 2,516 vues

 

Statistiques

Vues

Total des vues
2,516
Vues sur SlideShare
2,516
Vues externes
0

Actions

J'aime
1
Téléchargements
40
Commentaires
0

0 Ajouts 0

No embeds

Accessibilité

Catégories

Détails de l'import

Uploaded via as Adobe PDF

Droits d'utilisation

© Tous droits réservés

Report content

Signalé comme inapproprié Signaler comme inapproprié
Signaler comme inapproprié

Indiquez la raison pour laquelle vous avez signalé cette présentation comme n'étant pas appropriée.

Annuler
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Êtes-vous sûr de vouloir
    Votre message apparaîtra ici
    Processing...
Poster un commentaire
Modifier votre commentaire

ระเบียบกระทรวงมหาดไทย (งานพัสดุ) Document Transcript

  • 1. ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตาบล พ.ศ. 2538 ถึง พ.ศ. 2547 1. ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของ อบต. พ.ศ.2538 ” 2. บังคับใช้ตั้งแต่ วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ประกาศ เมื่อ 2 มี.ค. 2538) 3. ผู้รักษาการ คือ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ข้อความทั่วไป การพัสดุ การจัดทําเอง การซื้อ การจ้าง การจ้างเหมา การควบคุม การจําหน่า ย การดําเนินการอื่น ๆ พัสดุ วัสดุ ครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง
  • 2. การซื้อ ซื้อพัสดุทุกชนิด ทั้งที่มีการติดตั้ง ทดลอง และบริการ การจ้าง การจ้างทําของ และ การรับขนของ แต่ ไม่รวมถึงการจ้างลูกจ้างและการจ้างแรงงาน เงินกู้ เงินกู้จากต่างประเทศ เงินช่วยเหลือ เงินที่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลต่างประเทศ เงินอุดหนุน เงินอุดหนุนจากรัฐบาล เงินสะสม เงินที่เหลือจากรายรับจริง หักด้วยเงินรายจ่ายจริง พัสดุที่ผลิตในประเทศ ผลิตภัณฑ์สําเร็จรูปแล้ว โดยสถานที่ผลิตตั้งอยู่ในประเทศไทย
  • 3. หมวด 1 การจัดหา ส่วนที่ 1 : การจัดหาพัสดุ 1) ในกรณีที่มีผู้อุทิศพัสดุให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ อบต. จะรับพัสดุนั้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบ จาก สภาองค์การบริหารส่วนตาบล 2) กรณีที่มีการจัดทําพัสดุเอง ให้ประธานกรรมการบริหาร แต่งตั้งผู้ควบคุมรับผิดชอบ และแต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจการปฏิบัติงาน เว้นแต่ อบต. ได้กําหนดให้มีเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะอยู่แล้ว ส่วนที่ 2 : การซื้อการจ้าง 1) วิธีซื้อและวิธีจ้าง การซื้อการจ้างกระทําได้ 5 วิธี ดังนี้ ล าดับที่ วิธีซื้อ และ วิธีจ้าง การกาหนดราคา ซื้อ และ จ้าง 1 วิธีตกลงราคา ราคาไม่เกิน 100,000 บาท 2 วิธีสอบราคา ราคาเกิน 100,000 บ. แต่ไม่เกิน 2,000,000 บ. 3 วิธีประกวดราคา ราคาเกิน 2,000,000 บาท ขึ้นไป 4 วิธีพิเศษ ราคาเกิน 100,000 บาท 5 วิธีกรณีพิเศษ ไม่กําหนดราคา
  • 4. *หมายเหตุ  การซื้อและการจ้างโดยวิธีพิเศษ ให้ทําได้เฉพาะกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้ o การซื้อโดยวิธีพิเศษ 1. เป็นพัสดุที่จะขายทอดตลาดโดยส่วนราชการ 2. เป็นพัสดุที่ต้องซื้อเร่งด่วน 3. เป็นพัสดุที่จําเป็นต้องซื้อโดยตรงจากต่างประเทศ 4. เป็นพัสดุที่จําเป็นต้องระบุยี่ห้อเป็นการเฉพาะ 5. เป็นพัสดุที่ดินหรือสิ่งก่อสร้างซึ่งจําเป็นต้องซื้อเฉพาะแห่ง 6. เป็นพัสดุที่ได้ดําเนินการซื้อโดยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลดี o การจ้างโดยวิธีพิเศษ 1. เป็นการที่ต้องจ้างช่างผู้มีฝีมือโดยเฉพาะ 2. เป็นงานจ้างซ่อมพัสดุที่จําเป็นต้องถอดตรวจ 3. เป็นงานที่ต้องกระทําโดยเร่งด่วน 4. เป็นที่ได้ดําเนินการจ้างโดยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลดี  การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีกรณีพิเศษ การซื้อหรือการจ้างจากส่วนราชการ หน่วยงานอื่น ให้มีฐานะเป็นราชการ บริหารส่วนท้องถิ่น หรือ รัฐวิสาหกิจ ในกรณีดังกล่าวต่อไปนี้ 1) เป็นผู้ผลิตพัสดุหรือทํางานจ้างนั่นเอง และนากยกรัฐมนตรีอนุมัติให้ซื้อ หรือจ้าง 2) เป็นกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีกําหนดให้ซื้อหรือจ้าง
  • 5. 2) รายงานขอซื้อหรือขอจ้าง ก่อนดําเนินการซื้อหรือการจ้างทุกวิธี ให้ จนท.พัสดุ จัดทํารายงานเสนอต่อผู้สั่งซื้อและ ผู้สั่งจ้าง ดังนี้ ส่วนประกอบของรายงาน เหตุผล วงเงิน ระยะเวลา วิธีการ คณะกรรมการ 3) กรรมการ ในการดําเนินการซื้อหรือการจ้างแต่ละครั้ง ให้ประธานกรรมการบริหารมีอํานาจหน้าที่ แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น เพื่อปฏิบัติงาน แล้วแต่กรณี คือ 1. คณะกรรมการเปิดซองสอบราคา 2. คณะกรรมการรับซองและเปิดซองประกวดราคา 3. คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา 4. คณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ 5. คณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ 6. คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ 7. คณะกรรมการตรวจจ้าง *คณะกรรมการแต่ละคณะให้ประกอบด้วย ประธาน 1 คน คณะกรรมการอย่างน้อย 2 คน
  • 6. ในการซื้อหรือการจ้างครั้งเดียวกัน ห้าม แต่งตั้งคณะกรรมการดังนี้ คณะกรรมการรับซองและเปิดซองประกวดราคา ห้ามแต่งตั้งเป็น คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา คณะกรรมการเปิดซองสอบราคา หรือ คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ห้ามแต่งตั้งเป็น คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา หรือ คณะกรรมการตรวจจ้าง ในการประชุมปรึกษาของคณะกรรมการแต่ละคณะ ต้องมีกรรมการมาพร้อมกันไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่ง ของจํานวนกรรมการทั้งหมด 4) วิธีตกลงราคา ให้ประธานกรรมการบริหารตกลงราคากับผู้ขายหรือผู้รับจ้างแล้วจัดซื้อหรือจ้าง ภายในวงเงินที่ ได้รับความเห็นชอบ ในกรณีจําเป็นและเร่งด่วน ให้ จนท.พัสดุ หรือ จนท.ที่ได้รับมอบหมาย ดําเนินการไปก่อน แล้ว รีบรายงานขอความเห็นชอบต่อประธานกรรมการบริหาร และเมื่อประธานกรรมการบริหารให้ความ เห็นชอบแล้ว ให้ถือว่ารายงานดังกล่าวเป็นหลักฐานการตรวจรับโดยอนุโลม 5) วิธีสอบราคา ให้ประธานกรรมการบริหารประกาศสอบราคา และ จนท.พัสดุ จัดทําเอกสาร โดยอย่างน้อยให้ แสดงรายการตามตัวอย่างที่อธิบดีกําหนด การเผยแพร่เอกสารสอบราคาให้จัดทาเป็นประกาศ มีสาระสาคัญดังนี้ 1. รายการพัสดุที่ต้องการซื้อ หรืองานที่ต้องการจ้าง 2. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเข้าสอบราคา 3. กําหนด วัน เวลารับซอง เวลาปิดรับซอง และเวลาเปิดซอง ณ ศูนย์รวมข้อมูล ข่าวสารการซื้อหรือการจ้างของ อบต. ระดับอําเภอ 4. สถานที่และระยะเวลาในการขอรับหรือขอซื้อเอกสารสอบรารา และราคาของ เอกสาร
  • 7. การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีสอบราคา ให้ดาเนินการดังนี้ 1. ก่อนวันเปิดซองสอบราคาไม่น้อยกว่า 10 วัน ทําการ ให้ จนท.พัสดุ ส่งเอกสาร เผยแพร่การสอบราคา และเอกสารสอบราคาไปยังผู้มีอาชีพขายหรือรับจ้างโดยตรง หรือ ส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับด่วนพิเศษให้มากที่สุด แต่ทั้งนี้ต้องไม่น้อยกว่า 5 ราย และปิดประกาศไว้ ณ ที่ทําการ อบต. และ ณ ศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารการซื้อ หรือการจ้างของ อบต. ระดับอําเภอ 2. ในการยื่นซองสอบราคา ผู้เสนอราคาจะต้องผนึกซอง จ่าหน้าซองถึงประธาน กรรมการเปิดซองสอบราคาการซื้อหรือการจ้าง โดยยื่นต่อ จนท.รับซอง 3. จนท.ลงรับโดยไม่เปิดซอง พร้อมระบุ วัน เวลา ที่รับซองไว้ และออกใบรับแก่ผู้ยื่น ซอง และส่งมอบต่อให้ จนท.พัสดุ ทันที 4. ให้หัวหน้า จนท.พัสดุ เก็บรักษาซอง โดยไม่เปิดซอง และเมื่อถึงกําหนด ให้ส่งต่อ ให้คณะกรรมการเปิดซองสอบราคา 6) วิธีประกวดราคา ให้ประธานกรรมการบริหารประกาศประกวดราคาและ จนท.พัสดุ จัดทําเอกสาร โดยอย่างน้อย ให้แสดงรายการตามตัวอย่างที่อธิบดีกําหนด การเผยแพร่เอกสารสอบราคาให้จัดทาเป็นประกาศ มีสาระสาคัญดังนี้ 1. รายการพัสดุที่ต้องการซื้อ หรืองานที่ต้องการจ้าง 2. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเข้าสอบราคา 3. กําหนด วัน เวลารับซอง เวลาปิดรับซอง และเวลาเปิดซอง ณ ศูนย์รวมข้อมูล ข่าวสารการซื้อหรือการจ้างของ อบต. ระดับอําเภอ 4. สถานที่และระยะเวลาในการขอรับหรือขอซื้อเอกสารประกวดราคา และราคา ของเอกสาร การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีประกวดราคา ให้ จนท.พัสดุ ปิดประกาศประกวดราคาโดยเปิดเผย ส่ง ให้นายอําเภอทราบปิดประกาศ และส่งไปประกาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงในท้องถิ่นของจังหวัด นั้น กรมประชาสัมพันธ์ องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ศูนย์รวมข่าวประกวดราคา และ สนง.ตรวจเงินแผ่นดิน ต้องกระทําก่อนวันรับซองประกวดราคาไม่น้อยกว่า 20 วันทําการ
  • 8. 7) วิธีพิเศษ การซื้อโดยวิธีพิเศษ ให้ประธานกรรมการบริหารแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษขึ้น เพื่อดาเนินการ ดังนี้ 1. ในกรณีเป็นพัสดุที่จะขายทอดตลาด ให้ดําเนินการซื้อโดยวิธีเจรจา ตกลงราคา 2. ในกรณีเป็นพัสดุที่ต้องซื้อเร่งด่วน ให้เชิญผู้ขายพัสดุนั้นโดยตรงมาเสนอราคา 3. ในกรณีเป็นพัสดุที่โยลักษณะของการใช้งานหรือมีข้อจํากัดทางเทคนิค ให้เชิญผู้ขาย พัสดุนั้นโดยตรงมาเสนอราคา 4. ในกรณีเป็นพัสดุที่ได้ดําเนินการซื้อโดยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลดี ให้สืบราจากผู้ขาย พัสดุนั้นโดยตรง 5. ในกรณีเป็นพัสดุที่ดินหรือสิ่งก่อสร้างซึ่งจําเป็นต้องซื้อเฉพาะแห่ง ให้เชิญเจ้าของ ที่ดินโดยตรงมาเสนอราคา การจ้างโดยวิธีพิเศษ ให้ประธานกรรมการบริหารแต่งตั้งคณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษขึ้น เพื่อดาเนินการ ดังนี้ 1. ในกรณีเป็นการที่ต้องจ้างช่างผู้มีฝีมือโดยเฉพาะ ให้เชิญผู้มีอาชีพรับจ้างทํางานนั้น โดยตรงมาเสนอราคา 2. ในกรณีเป็นงานจ้างซ่อมพัสดุที่จําเป็นต้องถอดตรวจ ให้เชิญผู้มีอาชีพรับจ้างทํางาน นั้นโดยตรงมาเสนอราคา 3. ในกรณีเป็นงานที่ต้องกระทําโดยเร่งด่วน ให้เชิญผู้มีอาชีพรับจ้างทํางานนั้นโดยตรง มาเสนอราคา 4. ในกรณีเป็นที่ได้ดําเนินการจ้างโดยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลดี ให้สอบราคาจากผู้มีอาชีพ รับจ้างทํางานนั้นโดยตรง 8) วิธีกรณีพิเศษ ให้ประธานกรรมการบริหารสั่งซื้อหรือสั่งจ้าง จากผู้ขายหรือผู้รับจ้างได้โดยตรง
  • 9. 9) อานาจในการสั่งซื้อหรือสั่งจ้าง 1. การสั่งซื้อหรือการสั่งจ้างทุกวิธีที่ใช้จ่าย จากเงินรายได้ ให้ประธานกรรมการบริหารเป็นผู้มี อํานาจสั่งซื้อหรือสั่งจ้างโดยไม่จํากัดวงเงิน 2. การสั่งซื้อหรือการสั่งจ้างครั้งหนึ่ง นอกจากวิธีพิเศษและกรณีพิเศษ จากเงินอุดหนุน เงินกู้ ภายในประเทศ หรือ เงินช่วยเหลือ ให้เป็นอํานาจของผู้ดํารงตําแหน่งและภายในวงเงิน ดังต่อไปนี้ ผู้ดารงตาแหน่ง วงเงิน ประธานกรรมการบริหาร คณะกรรมการบริหาร อบต. นายอําเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่เกิน 50 ล้านบาท เกิน 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาท เกิน 100 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 200 ล้านบาท เกิน 200 ล้านบาท ขึ้นไป 3. การสั่งซื้อหรือการสั่งจ้าง โดยวิธีพิเศษครั้งหนึ่ง จากเงินอุดหนุน เงินกู้ภายในประเทศ เงิน ช่วยเหลือ ให้เป็นอํานาจของผู้ดํารงตําแหน่ง และภายในวงเงิน ดังต่อไปนี้ ผู้ดารงตาแหน่ง วงเงิน ประธานกรรมการบริหาร คณะกรรมการบริหาร อบต. นายอําเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่เกิน 5 ล้านบาท เกิน 5 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท เกิน 10 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 20 ล้านบาท เกิน 20 ล้านบาท ขึ้นไป 4. การสั่งซื้อหรือสั่งจ้าง โดยวิธีกรณีพิเศษ ให้ประธานกรรมการบริหารสั่งซื้อหรือสั่งจ้างโดย ไม่จํากัดวงเงิน
  • 10. 10) การตรวจรับพัสดุ 1. กรรมการตรวจรับพัสดุ ตรวจรับพัสดุ ณ ที่ทําการของผู้ใช้พัสดุนั้น 2. ตรวจรับให้ถูกต้อง ครบถ้วนตามหลักฐานที่ตกลงกันไว้ 3. ตรวจพัสดุในวันที่ผู้ขายหรือผู้รับจ้างนําพัสดุมาส่ง 4. พัสดุถูกต้อง ให้รับพัสดุไว้ แล้ว มอบแก่ จนท.พัสดุ พร้อมกับทําใบตรวจรับ 2 ฉบับมอบ แก่ผู้ขายหรือผู้รับจ้าง และ จนท.พัสดุ 5. หากผู้ขายหรือผู้รับจ้างส่งมอบพัสดุไม่ครบ ไม่ถูกต้อง ให้แจ้ง กลับภายใน 3 วันทําการ 6. หากพัสดุที่เป็นชุด ขาดส่วนประกอบไปส่วนหนึ่งให้ถือว่ายังไม่ได้ส่งมอบพัสดุ และ แจ้งกลับผู้ขายหรือผู้รับจ้างงาน ภายใน 3 วันทําการ นับแต่วันตรวจพบ 11) การตรวจการจ้างและการควบคุมงานก่อสร้าง คณะกรรมการตรวจการจ้างงานก่อสร้าง มีหน้าที่ดังนี้ 1. ตรวจสอบรายงานการปฏิบัติงานของผู้รับจ้าง 2. ตรวจผลงานที่ผู้รับจ้างส่งมอบภายใน 3 วันทําการ 3. เมื่อตรวจเป็นว่าเป็นการถูกต้อง ให้ถือว่าผู้รับจ้างส่งมอบงานครบถ้วนตั้งแต่ วันที่ผู้รับจ้างส่งงานจ้างนั้น และให้ทําใบรับรองผลการปฏิบัติงานทั้งหมด หรือ เฉพาะงวด 2 ฉบับ มอบแก่ผู้รับจ้าง และ จนท.พัสดุ เพื่อทําการเบิกจ่ายเงิน ผู้ควบคุมงานก่อสร้าง มีหน้าที่ดังนี้ 1. ตรวจและควบคุมงาน ณ สถานที่ที่กําหนดไว้ในสัญญา ทุกวัน โดยสามารถสั่ง เปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหรือตัดทอนงานจ้างได้ตามเห็นสมควร 2. หากผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตามคําสั่ง ให้รายงานคณะกรรมตรวจการจ้างทันที 3. หากเมื่องาทนสําเร็จ แต่ไม่แข็งแรง ไม่ปลอดภัย ให้สั่งพักงานนั้นไว้ก่อน แล้ว รายงานคณะกรรมการตรวจการจ้างโดยเร็ว
  • 11. ส่วนที่ 3 : การเช่า ในกรณีที่มีความจําเป็นต้องจ่ายเงินค่าเช่าล่วงหน้าในการเช่าอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ ให้กระทําได้ไม่เกิน 3 ปี หลักเกณฑ์ดังนี้ 1. การเช่าจากส่วนราชการ จ่ายได้ไม่เกินร้อยละ 50 ของค่าเช่าทั้งสัญญา 2. การเช่าจากเอกชน จ่ายได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของค่าเช่าทั้งสัญญา การเช่าอสังหาริมทรัพย์ ให้กระทาได้ในกรณีดังต่อไปนี้ 1. เช่าที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในราชการของ อบต. 2. เช่าสถานที่เพื่อใช้เป็นที่ทําการในกรณีที่ไม่มีสถานที่ของ อบต. หรือมีแต่ไม่ เพียงพอ 3. เช่าสถานที่เพื่อใช้เป็นที่เก็บพัสดุของ อบต. ในกรณีที่ไม่มีสถานที่เก็บเพียงพอ  การเช่าให้ดําเนินการโดยวิธีตกลงราคา ก่อนดําเนินการเช่า ให้ จนท.พัสดุ ทํารายงานเสนอประธานกรรมบริหาร หัวข้อรายงาน มีดังนี้ 1. เหตุผลและความจําเป็นที่ต้องเช่า 2. ราคาค่าเช่า 3. รายละเอียดของอสังหาริมทรัพย์ 4. อัตราค่าเช่าของอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีอัตราค่าเช่ารวมค่าบริหารอื่นเกี่ยวกับการเช่าตามที่กําหนดไว้ใน สัญญา 1. ไม่เกินเดือนละ 20,000 บาท ให้ ประธานกรรมการ เป็นผูพจารณาอนุมติ ้ ิ ั 2. เกินเดือนละ 20,000 บาท ให้ คณะกรรมการบริหาร เป็นผู้พิจารณาอนุมัติ
  • 12. ส่วนที่ 4 : สัญญาและหลักประกันสัญญา การทําสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือ กําหนดค่าปรับเป็นรายวันในอัตราตายตัว ระหว่าง ร้อยละ 0.01 – 0.20 ที่ยังไม่ได้รับมอบ เว้นแต่ การจ้างซึ่งต้องการผลสําเร็จของงานทั้งหมดพร้อมกันให้กําหนดค่าปรับเป็นรายวัน เป็น จํานวนเงินตายตัวในอัตรา ร้อยละ 0.01 - 0.10 ของราคางานจ้าง นั้น แต่จะต้องไม่ต่ํากว่าวันละ 100 บ. ให้ประธานกรรมการบริหารส่งสําเนาสัญญา หรือ ข้อตกลงเป็นหนังสือซึ่งมีมูลค่า ตั้งแต่ 1 ล้าน บาท ขึ้นไป ให้ สนง.ตรวจเงินแผ่นดิน และสรรพากรจังหวัด ภายใน 30 วัน นับแต่วันทําสัญญา ให้ อบต. ปิดประกาศสําเนาสัญญา ณ ศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารการซื้อหรือการจ้างของ อบต. ระดับอําเภอ ภายใน 5 วัน นับแต่วันทําสัญญา ในกรณีที่คู่สัญญาไม่สามรรถปฏิบัติตามสัญญาหรือข้อตกลงได้ และจะต้องมีการปรับตามสัญญา หากจํานวนเงินค่าปรับจะเกินร้อยละ 20 ของวงเงินค่าพัสดุหรือค่าจ้าง ให้ประธานกรรมการบริหารบอก เลิกสัญญาโดยผ่านความเห็นชอบจากผู้สั่งซื้อหรือผู้สั่งจ้างก่อน การงดหรือลดค่าปรับให้แก่คู่สัญญา ที่มีเหตุเกิดขึ้นจริงเฉพาะกรณี ดังนี้ 1. เกิดเหตุจากความผิดหรือความบกพร่องของ อบต. 2. เหตุสุดวิสัย 3. เหตุเกิดจากพฤติการณ์อันหนึ่งอันใดที่คู่สัญญาไม่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย หลักประกัน หลักประกันซองหรือหลักประกันสัญญา ให้ใช้หลักประกันอย่างหนึ่งอย่างใด ต่อไปนี้ 1. เงินสด 2. เช็คที่ธนาคารสั่งจ่าย 3. หนังสือค้ําประกันของธนาคาร 4. พันธบัตรรัฐบาลไทย
  • 13. สําหรับหลักประกันซองหรือหลักประกันสัญญาจ้างที่มีวงเงินงานก่อสร้างไม่เกิน 10 ล้านบาท ให้ใช้หลักประกัน คือ หนังสือค้ําประกันของบริษัทเงินทุน ที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการเงินทุนเพื่อ การพาณิชย์และประกอบธุรกิจค้ําประกัน ให้ อบต. คืนหลักประกันให้แก่ผู้เสนอราคา คู่สัญญาหรือผู้ค้าประกันตามหลักเกณฑ์ดังนี้ 1. หลักประกันซอง คืนภายใน 15 วัน นับแต่ได้พิจารณา 2. หลักประกันสัญญา คืนโดยเร็ว อย่างช้าต้องไม่เกิน 15 วัน การคืนหลักประกันที่เป็นหนังสือค้ําของธนาคาร หรือ หนังสือค้ําประกันของบริษัทเงินทุน หากคู่สัญญาไม่มารับคืนภายในกําหนด ให้รีบส่งคืนต้นฉบับหนังสือค้ําประกันให้แก้ผู้เสนอราคา ทาง ไปรษณีย์ลงทะเบียนโดยเร็ว พร้อมแจ้งธนาคารนั้นๆ ทราบด้วย ส่วนที่ 5 : การลงโทษผู้ทิ้งงาน ให้ประธานกรรมการบริหารรายงานผ่านอําเภอ และจังหวัด เพื่อเสนอ ปลัด กท.มหาดไทย เมื่อ ปลัดทราบและสั่งผู้นั้นเป็นผู้ทิ้งงานแล้ว ให้รีบส่งชื่อผู้นั้นไปยัง ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี เพื่อแจ้งเป็น หนังสือเวียนให้ส่วนราชการต่างๆทราบ และให้อธิบดีแจ้งเวียน อบต. ต่างๆ ทราบ พร้อมทั้งแจ้งผู้ทิ้งงาน รายนั้นทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
  • 14. หมวด 2 การควบคุมและการจําหน่ายพัสดุ ส่วนที่ 1 : การยืม 1. การให้ยืมหรืนําพัสดุไปใช้ในกิจการซึ่งมิใช้เพื่อประโยชน์ของ อบต. จะกระทํามิได้ 2. การยืมพัสดุ ให้ผู้ยืมทําหลักฐานการยืมเป็นลายลักษณ์อักษร แสดงเหตุผล และ กําหนดวัน ส่งคืน โดยให้ประธานกรรมการบริหารเป็นผู้อนุมัติ 3. ผู้ยืมพัสดุประเภทใช้คงรูป จะต้องนําพัสดุนั้นมาส่งคืน หากเกิดชํารุด ให้ผู้ยืมทําการ ซ่อมแซม หรือชดใช้เงินตามราคาที่เป็นอยู่ในขณะยืม 4. การยืมพัสดุประเภทใช้สิ้นเปลือง ให้กระทําได้เฉพาะเมื่อหน่วยการบริหารราชการส่วน ท้องถิ่นผู้ยืมมีความจําเป็นต้องใช้พัสดุนั้นเป็นการรีบด่วน ทั้งนี้ ผู้ยืมจะต้องจัดหาพัสดุเป็น ประเภท ชนิด และปริมาณเช่นเดียวกันส่งคืน อบต.ผู้ให้ยืม 5. เมื่อครบกําหนดยืม ให้ผู้ให้ยืมหรือผู้ได้รับมอบหมายติดตามทวงพัสดุที่ให้ยืมไปคืน ภายใน 7 วัน ส่วนที่ 2 : การควบคุม การเก็บรักษาพัสดุ มีขั้นตอนดังนี้ 1. ลงบัญชีหรือทะเบียน เพื่อควบคุมพัสดุ แยกเป็นชนิด แสดงรายการ โดยให้ มีหลักฐานการรับเข้าบัญชีหรือทะเบียนไว้ประกอบรายการด้วย 2. เก็บรักษาพัสดุให้เป็นระเบียบเรียบร้อยปลอดภัยถูกต้องตามบัญชี
  • 15. การเบิก-จ่ายพัสดุ มีขั้นตอนดังนี้ 1. ให้หัวหน้าหน่วยงานที่ต้องการใช้พัสดุนั้นเป็นผู้เบิก และให้ประธาน กรรมการบริหาร เป็นผู้สั่งจ่าย 2. ให้ จนท.พัสดุ เป็นผู้สั่งจ่ายพัสดุ ตรวจสอบความถูกต้องของใบเบิกและ เอกสารประกอบแล้วลงบัญชีหรือทะเบียนทุกครั้งที่มีการเบิกจ่าย และเก็บใบ เบิกจ่ายไว้เป็นหลักฐานด้วย การตรวจสอบพัสดุประจาปี ก่อนสิ้นเดือนกันยายน ของทุกปี ให้ประธานกรรมการบริหารแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ อบต. ซึ่ง ไม่ใช่ จนท.พัสดุ 1 คน หรือ หลายคนตามความจําเป็น เพื่อตรวจสอบการรับจ่ายพัสดุงวด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุล าคม ปีก่อน จนถึง 30 กันยายน ปีปัจจุบัน เมื่อประธารกรรมการบริหารได้รับรายงานจาก จนท.ผู้ตรวจสอบแล้ว ให้ปิดประกาศ ณ อบต. ให้ประชาชนทราบ พร้อมส่งรายงานผ่าน นายอําเภอ ไปยัง สนง.ตรวจเงินแผ่นดิน จํานวน 1 ชุด ส่วนที่ 3 : การจําหน่าย หลังจากการตรวจสอบพัสดุแล้ว พัสดุใดที่หมดความจําเป็น จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก ให้ จนท. พัสดุเสนอรายงานต่อประธานกรรมการบริหาร เพื่อพิจารณาสั่งการให้ดําเนินการตามวิธีหนึ่งวิธีใด ต่อไปนี้ 1. ขาย โดยวิธีทอดตลาด หากขายให้ส่านราชการ ให้ขายโดยวิธีตกลงราคา 2. โอน ให้แก่ส่วนราชการอื่น ทั้งนี้ให้มีหลักฐานการส่งมอบไว้ต่อกันด้วย ดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ประธานกรรมการบริหารสั่งการ
  • 16. การจาหน่ายเป็นสูญ ในกรณีที่พัสดุสูญไปโดยไม่ปรากฏตัวผู้รับผิด ให้ประธานกรรมการบริหารเป็นผู้ พิจารณาอนุมัติจําหน่ายเป็นพัสดุสูญ การลงจ่ายออกจากบัญชีหรือทะเบียน เมื่อขาย โอน หรือ จําหน่ายเป็นสูญ ให้ จนท.พัสดุ ลงจ่ายพัสดุนั้นออกจากบัญชีหรือ ทะเบียนทันที พร้อมกับส่งสําเนาบัญชีหรือ ทะเบียนนั้นผ่านอําเภอไปยัง สนง.ตรวจเงินแผ่นดิน 1 ชุด สําหรับพัสดุที่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมาย ให้แจ้งนายทะเบียนภายในระยะเวลาที่ กําหนด หมวด 3 คณะกรรมการและศูนย์รวมข้อมูลการซื้อการจ้าง คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตําบล เรียกโดยย่อว่า “ กวพ.อบต. ” ประกอบด้วย 1. ปลัด กท.หมาดไทย เป็นประธานกรรมการ 2. ผู้อํานวยการกองราชการส่วนตําบล กรมการปกครอง เป็นเลขานุการ 3. อธิบดีกรมการปกครอง / ที่ปรึกษากฎหมาย กท.มหาดไทย / หน.ผู้ตรวจราชการ กระทรวงมหาดไทย / หน.ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง / ผู้แทน สนง.อัยการสูงสุด / ผู้แทนกรมบัญชีกลาง / ผู้แทน สนง.ตรวจเงินแผ่นดิน / ผู้แทน อบต. ไม่เกิน 4 คน อยู่ คราวละ 2 ปี / ผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่เกิน 2 คน อยู่คราวละ 2 ปี
  • 17. กวพ.อบต. มีหน้าที่ ดังนี้ 1. ตีความและวินิจฉัยปัญหา 2. กําหนดหลักเกณฑ์ แนวทางและวิธีปฏิบัติ 3. พิจารณาการอนุมัติยกเว้น หรือผ่อนผันการไม่ปฏิบัติตามระเบียบ 4. เสนอแนะการแก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบต่อรัฐมนตรีว่าการ กท.มหาดไทย 5. เสนอความเห็นต่อผู้รักษาการตามระเบียบ ในการพิจารณาและสั่งให้ผู้ประกอบการ เป็นผู้ทิ้งงาน 6. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อทําหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
  • 18. ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และ การตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 ถึง พ.ศ. 2548 1. ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินของ อปท. พ.ศ.2547 ” 2. บังคับใช้ตั้งแต่ วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ประกาศ เมื่อ 13 ธ.ค. 2547) 3. ผู้รักษาการ คือ ปลัดกระทรวงมหาดไทย หมวด 1 ข้อความทั่วไป ตู้นิรภัย หมายถึง กําปั่น หรือ ตู้เหล็ก หรือ หีบเหล็กอันมั่นคง ซึ่งใช้สําหรับเก็บรักษาเงิน ของ อปท. หีบห่อ หมายถึง หีบ หรือ ถุง หรือ ภาชนะอื่นใด ซึ่งใช้สําหรับบรรจุเงินเพื่อฝากเก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัย หลักฐานการจ่าย หมายถึง หลักฐานแสดงว่าได้มีการจ่ายเงินให้แก่ผู้รับแล้ว ใบสําคัญคู่จ่าย หมายถึง หลักฐานการจ่ายเงินที่เป็นใบเสร็จรับเงิน รายงานสถานะการเงินประจําวัน หมายถึง ยอดเงินรับและจ่ายในแต่ละวัน รวมถึงยอดเงินที่ฝาก ธนาคารและคลังจังหวัดด้วย
  • 19. แผนการใช้จ่ายเงิน หมายถึง แผนแสดงรายละเอียดการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานผู้เบิก ซึ่งหน่วยงานผู้ เบิกได้ยื่นต่อหน่วยงานคลัง ทุกระยะ 3 เดือน ทุนสํารองเงินสะสม หมายถึง ยอดเงินสะสมจํานวนร้อยละ 25 ของยอดเงินสะสมประจําทุกสิ้น ปีงบประมาณ เงินสะสม หมายถึง เงินที่เหลือจากเงินรายรับตามงบประมาณรายจ่ายประจําปี และหรืองบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติม หมวด 2 ข้อกําหนดในการรับเงิน ส่วนที่ 1 : การรับเงิน การรับเงินให้รับเป็นเงินสด การรับเงินเป็นเช็ค หรือดราฟต์ หรือตราสารอย่างอื่นให้ปฏิบัติตาม วิธีการที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกําหนด การรับเงินให้ อปท. ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ชําระเงินทุกครั้ง และให้ใช้ใบเสร็จเล่มเดียวกันรับ เงินทุกประเภท เว้นแต่ เงินประเภทใดมีการรับชําระเงินประจําและมีจํานวนมากรายจะแยก ใบเสร็จรับเงินเล่มหนึ่งสําหรับการรับเงินประเภทหนึ่งก็ได้ ให้หน่วยงานคลังบันทึกเงินที่ได้รับในสมุดเงินสด ภายในวันที่ได้รับเงินสด เช็ค หรือ ดราฟต์ หรือตราสารอื่น โดยแสดงให้ทราบว่า ได้รับเงินตามฎีกา ใบเสร็จรับเงิน เล่มใด เลขที่ใด จํานวนเท่าใด ในกรณีที่มีการรับเงินภายหลังกําหนดเวลาปิดบัญชีสําหรับวันนั้นแล้ว ให้บันทึกการรับเงินในวัน นั้นและเก็บเงินสดในตู้นิรภัย
  • 20. ส่วนที่ 2 : ใบเสร็จรับเงิน ใบเสร็จรับเงินของ อปท. ให้มีสาระสาคัญอย่างน้อย ดังต่อไปนี้ 1. ตราเครื่องหมายและชื่อของ อปท. 2. เล่มที่ และ เลขที่ของใบเสร็จรับเงิน 3. ที่ทําการหรือสํานักงานที่ออกใบเสร็จรับเงิน 4. วัน เดือน ปี ที่รับเงิน 5. ชื่อ สกุล ของผู้ชําระเงิน 6. รายการแสดงการรับเงิน ระบุว่าชําระค่าอะไร 7. จํานวนเงินที่รับชําระ ตัวเลข และตัวอักษร 8. ข้อความว่าได้มีการรับเงินไว้เป็นการถูกต้องแล้ว 9. ลายมือชื่อ และ ตําแหน่งผู้รับเงิน ใบเสร็จรับเงิน ห้ามขูด ลบ แก้ไข เพิ่มเติม หากมีข้อผิดพลาด ก็ให้ขีดฆ่าจํานวนเงินและเขียนใหม่ ทั้งจํานวน แล้วให้ผู้รับลงลายมือชื่อกํากับการขีดฆ่านั้นไว้ด้วย หมวด 3 การเก็บรักษาเงิน ส่วนที่ 1 : ตู้นิรภัยเก็บเงิน ตู้นิรภัยของ อปท. ให้ติดหรือ ตั้งไว้ในห้องที่มั่นคงหรือกรงเหล็ก และให้มีกุญแจอย่างน้อย 2 ดอก แต่ละดอกมีลักษณะที่ต่างกัน โดยให้กรรมการเก็บรักษาเงินถือกุญแจคนละดอก ตู้นิรภัยหนึ่งๆ ให้มีลูกกุญแจอย่างน้อย 2 สํารับ ให้กรรมการเก็บรักษาเงิน 1 สํารับ นอกนั้นให้ นําฝากเก็บรักษาในลักษณะหีบห่อไว้ในตู้นิรภัยเก็บเงิน
  • 21. ส่วนที่ 2 : กรรมการเก็บรักษาเงิน ให้ผู้บริหารท้องถิ่นแต่งตั้ง คณะกรรมการเก็บรักษาเงิน อย่างน้อย 3 คน ในจํานวนนี้ให้ หัวหน้าหน่วยงานคลังเป็นกรรมการโดยตําแหน่ง และกรรมการเก็บรักษาเงินอื่นอีกอย่างน้อย 2 คน โดยให้แต่งตั้งจากพนักงานส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป ส่วนที่ 3 : การเก็บรักษาเงิน ให้หัวหน้าหน่วยงานคลังจัดทํารายงานสถานะการเงินประจําวันเป็นประจําทุกวันที่มีการรับ จ่ายเงิน หากวันใดไม่มีการรับจ่ายเงิน จะไม่ทํารายงานสถานะการเงินประจําวันก็ได้ แต่ให้หมายเหตุไว้ กรณีมีเงินสดเก็บรักษาให้กรรมการเก็บรักษาเงินร่วมกันตรวจสอบตัวเงินกับรายงานสถานะ การเงินประจําวัน และให้นําเงินเข้าเก็บรักษาในตู้นิรภัยและให้กรรมการทุกคนลงลายมือชื่อในรายงาน ไว้เป็นหลักฐาน แล้วให้หัวหน้าหน่วยงานคลังเสนอผ่านปลัด อปท. เพื่อเสนอผู้บริหารท้องถิ่นทราบ กรณีเงินที่กรรมการได้รับมอบให้เก็บรักษาไม่ตรงกับจํานวนซึ่งแสดงไว้ในรายงานให้ คณะกรรมการเก็บรักษาเงินและผู้นําส่งเงินร่วมกันบันทึกจํานวนเงินที่ตรวจนับได้ในรายงาน และลง ลายมือชื่อกรรมการทุกคนพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้นําส่งเงิน แล้วจึงนําเงินเก็บไว้ในตู้นิรภัย และให้ กรรมการเก็บรักษาเงินใส่กุญแจตู้นิรภัยและลงลายมือชื่อบนกระดาษปิดทับ หรือตราประจําครั่งไว้บน เชือกผูกมัดตู้นิรภัย ในวันถัดไปให้คณะกรรมการเก็บรักษาเงินมอบเงินที่เก็บรักษาให้หัวหน้าหน่วยงานคลัง เพื่อ ดําเนินการนําฝากธนาคารโดยลงลายมือชื่อไว้ในรายงานสถานะการเงินประจําวันก่อนวันทําการที่รับเงิน ไปฝากธนาคาร ส่วนที่ 4 : การรับส่งเงิน เงินรายรับให้นําฝากธนาคารทั้งจํานวน ภายในวันนั้น ถ้าฝากในวันนั้นไม่ทันให้นําฝากตู้นิรภัย และวันรุ่งขึ้นให้นําฝากธนาคารทั้งจํานวน
  • 22. การรับส่งเงินซึ่งเป็นเงินสด ให้ผู้บริหารท้องถิ่น แต่งตั้งพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับ 3 ขึ้นไป อย่างน้อย 2 คนเป็นกรรมการรับผิดชอบควบคุมการรับส่งเงิน และจัดให้มี จนท.ตํารวจ ควบคุมรักษา ความปลอดภัยด้วยก็ได้ ให้กรรมการรับส่งเงินมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันในการควบคุมเงินที่นาส่ง โดยให้ปฏิบัติดังนี้ 1. ตรวจนับจํานวนเงิน ซึ่งได้รับมอบหมายให้รับส่งกับใบนําส่งและบันทึกการรับเงิน เพื่อนําส่งให้ ถูกต้องตรงกัน 2. บรรจุเงินลงหีบห่อใส่กุญแจ หรือใช้เชือกผูกมัด และมอบกีบก่อให้กรรมการซึ่งเป็นผู้อาวุโสเพื่อ นําส่งต่อไป 3. ให้กรรมการรับส่งเงินพร้อมกันออกเดินทางไปยังสถานที่รับส่งเงินทันที 4. ก่อนเปิดหีบเพื่อนําส่งเงิน ให้กรรมการรับส่งเงินทุกคนพร้อมกันตรวจสภาพลูกกุญแจและตรา ประจําครั่ง จึงให้นําเงินออกส่ง 5. เมื่อคณะกรรมการรับส่งเงินเรียบร้อยแล้ว และเดินทางกลับมายัง อปท. แล้ว ให้รีบส่งมอบคู่ฉบับ ใบนําส่งเงิน หรือ หลักฐานการรับมอบเงินให้หน่วยงานผู้นําส่งเงิน หรือขอเบิกเงินในวันนั้น หรืออย่างช้าวันถัดไป หมวด 4 การเบิกเงิน ก่อนการเบิกจ่ายเงินตามงบประมาณรายจ่ายประจําปีหรืองบประมาณรายจ่าย ให้หน่วยงานผู้เบิก ยื่นแผนการใช้จ่ายเงินต่อหน่วยงานคลัง ทุก 3 เดือน การขอเบิกเงินจากหน่วยงานคลังของ อปท. ให้เบิกได้เฉพาะในปีงบประมาณนั้น รวมทั้งเงิน อุดหนุนที่รัฐบาทให้ อปท. เว้นแต่ 1. เป็นเงินงบประมาณรายจ่ายที่ยังมิได้ก่อหนี้ผูกพันในปีงบประมาณนั้น 2. เป็นเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ 3. กรณีมีเงินอุดหนุนที่รัฐบาลให้ อปท. โดยรุบุวัตถุประสงค์ซึ่งเบิกจ่ายไม่ทันภายในสิ้น ปีงบประมาณที่ผ่านมา
  • 23. การเบิกเงินของ อปท. ให้หน่วยงานผู้ขอเบิกกับหน่วยงานคลังโดยให้หัวหน้าหน่วยงานผู้เบิก เป็นผู้ลงลายมือชื่อเบิกเงินและให้วางฎีกา ตามที่กําหนด การเบิกเงินต้องมีหลักฐานการเบิกเงินเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ และให้ผู้เบิกลงลายมือชื่อ รับรองความถูกต้องในหลักฐานการเบิกที่เป็นภาพถ่ายหรือสําเนาทุกฉบับ ฎีกาเบิกเงิน ต้องพิมพ์จํานวนเงินที่ขอเบิกทั้งตัวเลขและตัวอักษร ให้พิมพ์จํานวนที่ขอเบิกให้ชิด กับคําว่า “ตัวอักษร” หรือขีดเส้นหน้าจํานวนเงิน อย่าให้มีช่องว่างที่จะพิมพ์ได้อีก เงินที่เบิกถ้าไม่ได้จ่ายหรือจ่ายไม่หมด ให้หน่วยงานผู้เบิกนําส่งคืนหน่วยงานคลังภายใน 15 วัน เงินประเภทใดซึ่งโดยลักษณะจะต้องจ่ายประจําเดือนในวันสิ้นเดือนให้วางฎีกาภายในวันที่ 25 ของ เดือนนั้น การซื้อ เช่าทรัพย์สิน หรือจ้างทําของ ให้หน่วยงานผู้เบิกรีบดําเนินการวางฎีกาเบิกเงินโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกิน 5 วัน นับจากวันที่ได้ตรวจรับงานถูกต้อง การเบิกเงินเพื่อจ่ายเป็นค่าซื้อทรัพย์สินหรือจ้าง ให้มีเอกสารประกอบฎีกา ดังนี้ 1. ใบแจ้งหนี้ หรือ ใบส่งมอบทรัพย์สิน หรือ มอบงาน 2. เอกสารแสดงการตรวจรับทรัพย์สิน หรือตรวจรับงาน เอกสารดังกล่าวจะใช้ภาพถ่ายหรือสําเนาซึ่งผู้เบิกลงลายมือชื่อรับรองก็ได้ เงินที่เบิกไปเพื่อจ่ายให้ยืม ถ้าจําเป็นต้องจ่ายติดต่อคาบเกี่ยวไปถึงปีงบประมาณใหม่ จะเบิกเงิน ล่วงหน้าจากปีปัจจุบันไปจ่ายสําหรับระยะเวลาในปีใหม่ก็ได้ โดยให้ถือว่าเป็นรายจ่ายของปีที่เบิกเงิน งบประมาณ ดังต่อไปนี้ 1. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการไม่เกิน 60 วัน 2. สําหรับปฏิบัติราชการอื่นๆ ไม่เกิน 15 วัน
  • 24. หมวด 5 การกันเงิน ให้วางฎีกากันเงินก่อนวันสิ้นปีอย่างน้อย 30 วัน เว้นแต่มีเหตุผลสมควร ผู้บริหารท้องถิ่นอาจ พิจารณาอนุมัติให้ขยายเวลา ยื่นขอกันเงินได้ไม่เกินวันทําการสุดท้ายของปีนั้น ในกรณีที่มีรายจ่ายหมวดค่าครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ยังมิได้ก่อหนี้ผูกพัน แต่มีความจําเป็น จะต้องใช้จ่ายเงินนั้นต่อไปอีก ให้ อปท. รายงานขออนุมัติกันเงินต่อ สภาท้องถิ่นได้อีกไม่เกินระยะเวลา 1 ปี กรณีเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการกันเงินและขยายเวลาเบิกจ่ายเงินแล้ว หากไม่ได้ดําเนินการหรือมี เงินเหลือจ่ายจากเงินดังกล่าว ให้เงินจํานวนนั้นตกเป็นเงินสะสม หมวด 6 การตรวจและการอนุมัติฎีกา ให้หัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงิน เป็นผู้ตรวจฎีกา เมื่อตรวจถูกต้องในสาระสําคัญ ต่อไปนี้ ให้เสนอผู้มีอํานาจเพื่ออนุมัติฎีกา 1. 2. 3. 4. มีลายมือชื่อของผู้เบิกเงิน มีหนี้ผูกพัน หรือมีความจําเป็นที่ต้องจ่ายเงิน มีเงินงบประมาณเพียงพอ มีเอกสารประกอบฎีกาครบถ้วยถูกต้อง หากฎีกาหรือเอกสารประกอบฎีกาไม่ถูกต้อง ให้ผู้ตรวจฎีกาแจ้งให้ผู้เบิกทราบ เพื่อ ดําเนินการแก้ไข ภายใน 3 วันทําการนับจากวันที่ได้รับทราบ หากฎีกาถูกต้องแล้ว ให้หัวหน้าหน่วยงานคลังนําเสนอผู้บริหารส่วนท้องถิ่นมอบหมายเป็น ผู้อนุมัติฎีกา
  • 25. การอนุมัติฎีกาเบิกเงินเพื่อจ่ายเป็นค่าซื้อทรัพย์สินหรือจ้างทําของ ในกรณีที่ไม่มีเหตุทักท้วง ให้ ดําเนินการให้เสร็จภายใน 3 วันทําการนับจากวันรับฎีกา หมวด 7 ข้อกําหนดในการจ่ายเงิน ส่วนที่ 1 : การจ่ายเงิน การจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิให้ จ่ายเป็นเช็ค กรณีจําเป็นที่ไม่อาจจ่ายเป็นเช็คได้ ให้ จัดทําใบถอนเงินฝากธนาคารเพื่อให้ธนาคารออกตั๋วแลกเงินสั่งจ่ายให้เจ้าหน้าที่หรือผู้มีสิทธิ การเขียนเช็คสั่งจ่ายให้ปฏิบัติ ดังนี้ 1. การจ่ายเงินให้เจ้าหนี้ ในกรณีซื้อ หรือเช่าทรัพย์สิน หรือจ้างทําของ ให้ออกเช็คสั่งจ่าย ในนามของเจ้าหนี้ ขีดฆ่าคําว่า “หรือตามคําสั่ง ” หรือ “หรือผู้ถือ ” ออกและขีดคร่อม 2. การจ่ายเงินตามสิทธิที่พึงจะได้รับให้แก่เจ้าหนี้ หากมีความจําเป็นที่จะต้องสั่งจ่าย เพื่อ ขอรับเงินสดมาจ่ายให้กระทําได้ในการจ่ายเงินที่มีวงเงินต่ํากว่า 2,000 บาท โดยให้ออก เช็คสั่งจ่ายในนามหัวหน้าหน่วยงานคลัง และขีดฆ่าคําว่า “หรือตามคําสั่ง ” หรือ “หรือผู้ ถือ ” ออก ห้ามออกเช็คสั่งจ่ายเงินสด 3. หากเจ้าหนี้ไม่มารับเช็คภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันสั่งจ่าย ให้ยกเลิกเช็คนั้น การเขียนหรือพิมพ์จํานวนเงินในเช็คที่เป็นตัวอักษรอย่าให้มีช่องว่างที่จะเขียนหรือพิมพ์จํานวน เงินเพิ่มเติมได้ และให้ขีดเส้นตรงหลังชื่อสกุล ชื่อบริษัท หรือห้างหุ้นส่วน จนชิดคําว่า “หรือตามคําสั่ง ” หรือ “หรือผู้ถือ”
  • 26. ส่วนที่ 2 : หลักฐานการจ่ายเงิน หลักฐานการจ่ายเงินจะต้องพิมพ์หรือเขียนด้วยหมึก การแก้ไขหลักฐานการจ่ายให้ขีดฆ่าแล้ว พิมพ์หรือเขียนใหม่ แล้วให้ผู้รับเงินลงลายมือชื่อกํากับไว้ทุกแห่ง ใบสาคัญคู่จ่ายที่เป็นใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้รับเงินออกให้ อย่างน้อยจะต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้ 1. ชื่อ สถานที่อยู่ของผู้รับเงิน 2. วัน เดือน ปี ที่รับเงิน 3. รายการแสดงการรับเงิน ระบุว่าเป็นค่าอะไร 4. จํานวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษร 5. ลายมือชื่อพร้อมทั้งมีตัวบรรจงชื่อ สกุล ของผู้รับเงิน ให้ผู้จ่ายลงลายมือชื่อรับรองการจ่ายกํากับไว้ในหลักฐานการจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้เพื่อประโยชน์ ในการตรวจสอบต่อไป การจ่ายเงินรายใดซึ่งตามลักษณะไม่อาจเรียกใบเสร็จรับเงินจากผู้รับชําระเงินได้ให้ผู้จ่ายเงินทํา ใบรับรองการจ่ายเงินได้ โดยให้บันทึกชี้แจงเหตุผล ที่ไม่อาจเรียกใบเสร็จรับเงินได้ การจ่ายเงินต่อไปนี้ให้ผู้จ่ายเงินทาใบรับรองการจ่ายเงินได้ โดยไม่ต้องทาบันทึกชี้แจงเหตุผล 1. การจ่ายเงินรายหนึ่งๆ เป็นจํานวนเงินไม่ถึง 10 บาท 2. การจ่ายเงินค่ารถ หรือเรือนั่งรับจ้าง 3. การจ่ายเงินเป็นค่าโดยสารรถไฟ รถยนต์ประจําทาง หรือเรือยนต์ประจําทาง ในกรณีที่ใบสาคัญคู่จ่ายสูญหาย ให้ปฏิบัติดังนี้ 1. ถ้าใบสําคัญคู่จ่ายเป็นใบเสร็จรับเงินสูญหาย ให้ใช้สําเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้รับเงิน รับรองแทนก็ได้ 2. ถ้าใบสําคัญคู่จ่ายเป็นใบเสร็จรับเงินสูญหาย หรือไม่อาจขอสําเนาได้ ให้ผู้จ่ายเงินทํา ใบรับรองการจ่ายเงิน โดยชี้แจงเหตุผลที่ใบสําคัญคู่จ่ายสูญหายและไม่อาจขอสําเนา ใบเสร็จนั้นได้
  • 27. ส่วนที่ 3 : การจ่ายเงินยืม การจ่ายเงินยืมจะจ่ายแต่เฉพาะที่ผู้ยืมได้ทําสัญญาการยืมเงิน และผู้บริหารท้องถิ่นได้อนุมัติให้ จ่ายเงินยืมตามสัญญาการยืมแล้วเท่านั้น โดยจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ดังนี้ 1. มีงบประมาณเพื่อการนั้นแล้ว 2. ผู้ยืมได้ทําสัญญาการยืมเงินและรับรองว่าจะปฏิบัติตามระเบียบ และจะนําใบสําคัญคู่จ่าย ที่ถูกต้องรวมทั้งเงินเหลือจ่ายส่งคืนตามที่กําหนด กรณีครบกําหนดส่งใช้เงินยืมแล้วผู้ยืมยังไม่ชดใช้เงินยืม ให้ผู้บริหารท้องถิ่นสั่งการให้ผู้ค้างชําระ เงินยืมส่งใช้เงินยืมภายในกําหนด อย่างช้าไม่เกิน 30 วัน การส่งเงินใช้ยืมให้หัวหน้าหน่วยงานคลังปฏิบัติดังนี้ 1. หมายเหตุจํานวนเงิน วัน เดือน ปี ที่ส่งใช้ในสัญญาการยืมเงิน 2. ต้องเก็บรักษาสัญญาการยืมเงินนั้นเป็นเอกสารสําคัญในราชการ 3. ถ้ารับคืนเป็นเงินสด ให้ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ยืมไว้เป็นหลักฐาน 4. ให้บันทึกรายการส่งใช้เงินยืมในทะเบียนเงินยืมไว้ด้วย โดยให้ผู้ยืมลงชื่อในทะเบียนเงิน ยืมสําหรับรายการที่ส่งนั้น หมวด 8 เงินสะสม ทุกวันสิ้นปีงบประมาณ เมื่อ อปท. ได้ปิดบัญชีรายรับ รายจ่าย ให้กันยอดเงินสะสมประจําปีไว้ ร้อยละ 25 ของทุกปี เพื่อเป็นทุนสํารองสะสม โดยที่ทุนสํารองเงินสะสมนี้ให้เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ของ ทุกปี ในกรณี อปท. มียอดเงินทุนสํารองเงินสะสมเกินร้อยละ 25 ของงบประมาณรายจ่ายประจําปีนั้น หากมีความจําเป็น อปท. อาจนํายอดเงินส่วนที่เกินไปใช้จ่ายได้ โดยได้รัยอนุมัติจากสภาท้องถิ่น
  • 28. อปท. อาจใช้จ่ายเงินสะสมได้ โดยได้รับอนุมัติจากสภาท้องถิ่นภายใต้เงื่อนไข ดังนี้ 1. ให้กระทําได้เฉพาะกิจการซึ่งอยู่ในอํานาจหน้าที่ของ อปท. ซึ่งเกี่ยวกับด้านการบริการ ชุมชนและสังคม 2. ได้ส่งเงินสมทบกองทุนส่งเสริมกิจการ 3. เมื่อได้รับอนุมัติให้ใช้จ่ายเงินสะสมแล้ว อปท. ต้องดําเนินการก่อหนี้ผูกพันให้เสร็จสิ้น ภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปีถัดไป กรณีที่งบประมาณรายจ่ายประกาศใช้บังคับแล้ว แต่งบประมาณไม่เพียงพอ ให้ อปท. จ่ายขาด เงินสะสมได้โดยได้รับอนุมัติจากผู้บริหารท้องถิ่น ในกรณีดังนี้ 1. รับโอน เลื่อนระดับ เลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานส่วนท้องถิ่น 2. เบิกเงินให้ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น ตลอดจนลูกจ้าง ซึ่งมีสิทธิ 3. ค่าใช้จ่ายตามข้อข้างต้นนั้น ให้ถือเป็นรายจ่ายในปีงบประมาณนั้น หมวด 9 การถอนคืนเงินรายรับและการจําหน่ายหนี้สูญ กรณีที่ อปท. ได้รับเงินรายรับและต่อมามีการ ขอคืนในลักษณะของ ลาภมิควรได้ ดังนี้ 1. การรับชําระภาษีโดยไม่ถูกต้อง 2. ค่าขายเอกสาร กรณีที่มีการยกเลิกการประกวดราคาซื้อหรือจ้าง 3. เงินที่ได้รับชดใช้ไว้เกินความรับผิดจากการละเมิด การถอนคืนเงินรายรับ ให้ปฏิบัติดังนี้ 1. ขอเงินคืนภายในปีงบประมาณที่รับเงิน เมื่อถูกต้องให้จ่ายคืนเงินรายรับนั้น โดยต้อง ได้รับอนุมัติ จากผู้บริหารท้องถิ่น 2. ขอเงินคืนภายหลังจากปีงบประมาณที่รับเงินรายรับ เมื่อถูกต้องแล้วให้ อปท. จ่ายขาด เงินสะสม โดยต้องได้รับอนุมัติ จากสภาท้องถิ่น
  • 29. หาก อปท. มิอาจจัดเก็บหนี้จากลูกหนี้ที่ค้างชาระเกินกว่า 10 ปี ขึ้นไป ด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ดังนี้ 1. เร่งรัดติดตามให้มีการชําระแล้ว แต่ไม่สามารถจัดเก็บได้ เนื่องจากลูกหนี้กลายเป็น บุคคลล้มละลาย ยากจน 2. กรณีที่ลูกหนี้ตาย หรือ สาบสูญ ให้ อปท. จาหน่ายหนี้สูญ จากบัญชีลูกหนี้โดยได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหารท้องถิ่น และ ได้รับอนุมัติจากสภาท้องถิ่น หมวด 10 การตรวจเงิน ให้หัวหน้าหน่วยงานคลังจัดทํางบแสดงฐานะการเงิน และงบอื่นๆ เพื่อส่งให้ สนง. ตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาค ตรวจสอบภายใน 90 วัน นับแต่วันสิ้นปี และ อปท. ส่งสํานาให้ผู้ว่า ราชการจังหวัด สาหรับ อบต. ให้ส่งนายอาเภอ ในการตรวจสอบบัญชีและหลักฐานการรับจ่ายเงิน ให้หัวหน้าหน่วยงานผู้เบิกหรือรับเงิน มี หน้าที่ให้คําชี้แจงและอํานวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ของ สนง.ตรวจเงินแผ่นดิน และหากได้รับข้อ ทักท้วงจาก สนง.ตรวจเงินแผ่นดิน ให้ปฏิบัติตามคําทักท้วงโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกิน 45 วัน นับจาก ได้รับข้อทักท้วง หาก สนง.ตรวจเงินแผ่นดิน ยังทักท้วงอีก ให้ อปท. รายงานให้ผู้ว่าฯ วินิจฉัยภายใน 15 วัน นับ จากวันที่ได้รับคําทักท้วง และให้ผู้ว่าฯ แจ้งผลวินิจฉัยภายใน 30 วัน นับจากที่ได้รับรายงานจาก อปท. และให้ อปท. ปฏิบัติตามคําวินิจฉัยนั้นให้เสร็จภายใน 45 วัน นับจากวันที่รับทราบผลการวินิจฉัย
  • 30. ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2541 ถึง พ.ศ. 2543 1. ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการงบประมาณของ อปท.พ.ศ.2541 ” 2. บังคับใช้ตั้งแต่ วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ประกาศ เมื่อ 3 ก.ค. พ.ศ.2541) 3. ผู้รักษาการ คือ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ข้อความทั่วไป งบประมาณ หมายถึง แผนงาน หรือ งาน สําหรับประมาณการด้านรายรับและรายจ่าย แผนงาน หมายถึง ภารกิจแต่ละด้านที่ อปท. มีหน้าที่ งบประมาณรายจ่าย หมายถึง งบประมาณที่สภาท้องถิ่นให้ความเห็นชอบ และผู้ว่าฯ หรือ นายอําเภอ หรือ ปลัดอําเภอผู้เป็นหัวหน้าประจํากิ่งอําเภอเป็นผู้อนุมัติ ปีงบประมาณ หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ของปีหนึ่ง ถึงวันที่ 30 กันยายน ของปีถัดไป เงินนอกงบประมาณ หมายถึง เงินทั้งปวงที่อยู่ในความรับผิดชอบของ อปท. นอกจากเงินที่ปรากฏตาม งบประมาณรายจ่าย
  • 31. หมวด 1 อํานาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่งบประมาณ ให้เจ้าหน้าที่งบประมาณมีอํานาจหน้าที่จัดทํางบประมาณกับปฏิบัติการอื่น และให้มีอํานาจ หน้าที่เกี่ยวกับงานงบประมาณ ดังต่อไปนี้ 1. เรียกให้หน่วยงานต่างๆ เสนอประมาณการรายรับ และรายจ่าย พร้อมด้วยรายละเอียดที่ กําหนด 2. วิเคราะห์งบประมาณและการจ่ายเงินของหน่วยงานต่างๆ 3. สั่งการ ควบคุม กํากับ ดูแล เจ้าหน้าที่จัดทําเอกสารงบประมาณ และรวบรวมเป็นร่าง งบประมาณรายจ่ายประจําปี หมวด 2 ลักษณะของงบประมาณ เงินรายจ่ายประจําปีของ อปท. ให้จัดทําเป็นงบประมาณรายจ่ายประจําปี และให้มีประมาณการ รายจ่ายรับประกอบงบประมาณรายจ่ายประจําปีด้วย งบประมาณรายจ่ายประจาปีของ อปท. อาจจาแนกเป็น 1. งบประมาณรายจ่ายทั่วไป 2. งบประมาณรายจ่ายเฉพาะ การ
  • 32. งบประมาณรายจ่ายทั่วไปของ อปท. ประกอบด้วย รายจ่ายงบกลาง รายจ่ายตามแผนงาน รายจ่ายตามแผนงาน จาแนกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1. รายจ่ายประจํา ประกอบด้วย หมวดเงินเดือนและค่าจ้างประจํา หมวดค่าจ้างชั่วคราว หมวดค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ หมวดค่าสาธารณูปโภค หมวดเงินอุดหนุน หมวดรายจ่ายอื่น
  • 33. 2. รายจ่ายเพื่อการลงทุน ประกอบด้วย หมวดค่าครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ประมาณการรายรับของ อปท. ประกอบด้วยรายได้ ซึ่งจาแนกเป็น หมวดภาษีอากร หมวดค่าธรรมเนียม ค่าปรับ และ ใบอนุญาต หมวดรายได้จากทรัพย์สิน หมวดรายได้จากสาธารณูปโภค และกิจการพาณิชย์ หมวดเงินอุดหนุน หมวดรายได้เ บ็ดเตล็ด
  • 34. หมวด 3 วิธีการจัดทํางบประมาณ ให้ใช้แผนพัฒนาของ อปท. เป็นแนวทางในการจัดทํางบประมาณ ให้หัวหน้าหน่วยงานจัดทํา ประมาณการรายรับ และประมาณการรายจ่ายและให้หัวหน้าหน่วยงานคลังรวบรวมรายงานการเงินและ สถิติต่างๆ ของทุกทุกหน่วยงานเพื่อใช้ประกอบการคํานวณขอตั้งงบประมาณเสนอต่อ จนท.งบประมาณ ให้ จนท.งบประมาณ ทําการพิจารณาตรวจสอบ วิเคราะห์ และแก้ไข งบประมาณในชั้นต้น แล้ว เสนอต่อคณะผู้บริหารท้องถิ่น หมวด 4 การโอนและการแก้ไขเปลี่ยนแปลงงบประมาณ การโอนเงินงบประมาณรายจ่ายต่างๆ ให้เป็นอํานาจอนุมัติของคณะผู้บริหารท้องถิ่น การโอนเงินงบประมาณรายจ่ายในหมวดค่าครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ให้เป็นอํานาจอนุมัติ ของสภาท้องถิ่น การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําชี้แจงประมาณรายรับหรืองบประมาณรายจ่าย ให้เป็นอํานาจอนุมัติของ คณะผู้บริหารท้องถิ่น การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําชี้แจงประมาณรายจ่ายในหมวดค่าครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ให้ เป็นอํานาจอนุมัติของสภาท้องถิ่น
  • 35. หมวด 5 การควบคุมงบประมาณ ให้คณะผู้บริหารท้องถิ่นและ จนท.งบประมาณ รับผิดชอบร่วมกันในการควบคุมงบประมาณ รายจ่ายและเงินนอกงบประมาณ โดยหัวหน้าหน่วยงานคลังเป็นผู้ช่วยเหลือ และให้มีหน้าที่ดังนี้ 1. ควบคุมการรับ และการเบิกจ่ายเงิน 2. ควบคุมบัญชี รายงาน และเอกสารอื่นเกี่ยวกับการรับจ่ายเงิน และหนี้ 3. ตรวจเอกสารการรับจ่ายเงิน การขอเบิกเงิน และการก่อหนี้ผูกพัน การก่อหนี้ผูกพันงบประมาณรายจ่ายเกินกว่า 1 ปีงบประมาณ สําหรับโครงการใดโครงการ หนึ่ง จะกระทําได้เมื่อมีความจําเป็นที่ไม่อาจแยกงบประมาณตั้งจ่าย ซึ่งเป็นโครงการประเภทที่ดินและ สิ่งก่อสร้าง ให้ก่อหนี้ผูกพันได้ไม่เกิน 1 ปีงบประมาณถัดไป และงบประมาณที่จะก่อหนี้ผูกพัน จะต้อง ไม่เกินร้อยละ 50 ของปีงบประมาณรายจ่ายเพื่อการลงทุนของงบประมาณปีที่ผ่านมา หมวด 6 การรายงาน ให้ อปท. จัดส่งสําเนางบประมาณรายจ่ายประจําปีและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ไปยังผู้ว่าฯ สําหรับ อบต. ให้ส่ง นายอาเภอ หรือ ปลัดอาเภอผู้เป็นหัวหน้าประจากิ่งอาเภอ ภายในระยะเวลาไม่เกิน 15 วัน นับแต่วันสิ้นสุดประกาศ เมื่อสิ้นปีงบประมาณ ให้ อปท. ประกาศรายงานรับจ่ายเงินประจําปีงบประมาณที่สิ้นสุดโดย เปิดเผย ณ สํานักงาน อปท. ภายในกําหนด 30 วัน แล้วส่งสําเนารายงานการรับ-จ่าย ให้ผู้ว่าฯ เพื่อเก็บ ข้อมูลระดับจังหวัด ภายในระยะเวลา 15 วันหลังจากนั้น แล้วจังหวัดรายงานกรมการปกครองทราบ