Ce diaporama a bien été signalé.
Nous utilisons votre profil LinkedIn et vos données d’activité pour vous proposer des publicités personnalisées et pertinentes. Vous pouvez changer vos préférences de publicités à tout moment.

ภัยพิบัติธรรมชาติ

2 013 vues

Publié le

ภัย

Publié dans : Formation
  • Soyez le premier à commenter

  • Soyez le premier à aimer ceci

ภัยพิบัติธรรมชาติ

  1. 1. การระเบิดของภูเขา ไฟ คลื่นใต้น้า ดินถล่ม ภัยแล้ง อัคคีภัย พายุหิมะ แผ่นดินไหว ผู้จัดทา
  2. 2. การระเบิดของภูเขาไฟ (VOLCANO ERUPTIONS) ภูเขาเกิดจากการเปลี่ยนแปลงลักษณะของเปลือกโลก ซึ่งแผ่นธรณีทวีปดันกันทาให้ชั้นหินคดโค้ง (Fold) เป็นรูปประทุนคว่าและประทุน หงายสลับกัน ภูเขาที่มียอดแบนราบอาจเกิดจากการยกตัวของเปลือกโลกตามบริเวณรอยเลื่อน (Fault) แต่ภูเขาไฟ (Volcano) มี กาเนิดแตกต่างจากภูเขาทั่วไป ภูเขาไฟเกิดจากการยกตัวของแมกมาใต้เปลือกโลก
  3. 3. แมกมา เมื่อแผ่นธรณีมหาสมุทรเคลื่อนที่เข้าหากัน หรือปะทะกับแผ่นธรณีทวีป แผ่นธรณีมหาสมุทรซึ่งมีความหนาแน่นกว่าจะจมลงสู่ชั้นฐาน ธรณีภาค และหลอมละลายกลายเป็ นหินหนืดหรือแมกมา (Magma) โดยมีปั จจัยที่เร่งให้เกิดการหลอมละลาย ได้แก่ ความร้อน: เมื่อแผ่นธรณีปะทะกันและจมลงสู่ชั้นฐานธรณีภาค แรงเสียดทานซึ่งเกิดจากการที่แผ่นธรณีทั้งสองเสียดสีกันจะทาให้เกิด ความร้อน เร่งให้ผิวชั้นบนของเปลือกโลกมหาสมุทรที่จมตัวลง หลอมละลายกลายเป็ นแมกมาได้ง่ายขึ้น น้าในชั้นฐานธรณีภาค: หินเปี ยก (Wet rock) มีจุดหลอมเหลวต่ากว่าหินแห้ง (Dry rock) เมื่อหินในเปลือกแผ่นมหาสมุทร จมลงสู่ชั้นฐานธรณีภาค โมเลกุลของน้าซึ่งเปลี่ยนสถานะเป็ นไอน้าจะช่วยเร่งปฏิกิริยาให้หินเกิดการหลอมเหลวได้ง่ายขึ้น การลดความกดดัน: ตามปกติหินใต้เปลือกโลกจะหลอมละลายยากกว่าหินบนเปลือกโลก เนื่องจากความกดดันสูงป้ องกันหินไม่ให้เปลี่ยน สถานะเป็ นของเหลว อย่างไรก็ตามอุณหภูมิสูงของชั้นฐานธรณีภาค ทาให้หินหลอมละลาย ขยายตัวออก แล้วยกตัวลอยตัวสูงขึ้น เมื่อหินหนืดร้อนขยายตัวความกดดันจะลดลง ทาให้หินที่อยู่ในหน้าสัมผัสบริเวณรอบข้างหลอมละลายได้ง่ายขึ้น
  4. 4. แหล่งกาเนิดของแมกมา แมกมาไม่ได้กาเนิดขึ้นทั่วไปทุกหนแห่งของโลก หากมีอยู่แต่บริเวณที่รอยต่อของแผ่นธรณีบางชนิด และบริเวณจุดร้อนของโลก รอยต่อของแผ่นธรณีเคลื่อนที่ออกจากกัน: แมกมาจากชั้นฐานธรณีภาคลอยตัวขึ้นสู่พื้นผิวโลก แรงดันที่ลดลงช่วยทาให้เปลือกโลกที่อยู่ด้านบน หลอมละลายเกิดเป็ นสันเขาใต้สมุทร และดันตัวออกทางด้านข้าง กลายเป็ นแผ่นธรณีมหาสมุทรซึ่งกาเนิดมาจากแมกมาหินบะซอลต์ ดังภาพที่ 2 ตัวอย่างเช่น สันเขาใต้มหาสมุทรแอตแลนติก อย่างไรก็ตามในบางแห่งแมกมาก็ยกตัวขึ้นสู่แผ่นธรณีทวีป เช่น ทะเลสาบมาลาวี ในทวีป แอฟริกา
  5. 5. รอยต่อของแผ่นธรณีเคลื่อนที่เข้าหากัน: การชนกันของแผ่นธรณีสองแผ่นในแนวมุดตัว (Subduction zone) ทาให้แผ่นที่มี ความหนาแน่นมากกว่าจมตัวลงตัวสู่ชั้นฐานธรณีภาค แรงเสียดทานซึ่งเกิดจากการที่แผ่นธรณีทั้งสองเสียดสีกันจะทาให้เกิดความ ร้อน น้าในแผ่นหินซึ่งระเหยกลายเป็นไอ ประกอบกับแรงกดดันที่ลดลง ช่วยให้หินหลอมละลายกลายเป็นแมกมาได้เร็วขึ้น และ แทรกตัวออกจากผิวโลกทางปล่องภูเขาไฟ ดังภาพที่ 3 ยกตัวอย่างเช่น ภูเขาไฟฟูจิ ในประเทศญี่ปุ่น
  6. 6. จุดร้อน (Hotspot): แก่นโลกชั้นนอกมีความร้อนไม่เท่ากัน ในบางจุดของแก่นโลกมีความร้อนสูง จึงทา ให้เนื้อโลกชั้นล่างเหนือบริเวณนั้นหลอมละลาย และแทรกตัวลอยขึ้นมาตามช่องแมกมา (Magma plume) จุดร้อนจะอยู่ ณ ตาแหน่งเดิมของแก่นโลก แต่เปลือกโลกจะเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ผ่าน จุดร้อน แมกมาที่โผล่ขึ้นสู่พื้นผิวโลก จึงทาให้เกิดหมู่เกาะเรียงตัวกันเป็นแนว ดังเช่น หมู่เกาะฮาวาย โดยที่เกาะที่มีอายุมากจะอยู่ห่างจากจุดร้อน เกาะที่เกิดขึ้นมาใหม่จะอยู่บนจุดร้อนพอดี ทิศทางการเรียง ตัวของหมู่เกาะจะขึ้นอยู่กับทิศทางการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณี ดังภาพ
  7. 7. แมกมาแกรนิต และ แมกมาบะซอลต์: ปกติแมกมาที่เกิดจากชั้นหินในเปลือกโลกมหาสมุทรหลอม ละลายในชั้นฐานธรณีภาคจะ เป็นแมกมาบะซอตล์ (Basaltic magma) แต่เมื่อแมกมาบะ ซอลต์ลอยตัวสูงขึ้นดันเปลือกโลกทวีปซึ่งมีองค์ประกอบหลักเป็นหินแกรนิตก็จะหลอมละลายกลายเป็น แมกมาแกรนิต (Granitic magma) แต่เนื่องจากหินแกรนิตซึ่งมีองค์ประกอบหลักเป็นซิลิกาซึ่งมี จุดหลอมเหลวต่ากว่าหินบะซอลต์ เราจึงมักพบว่า แมกมาแกรนิตมักเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งภายใน เปลือกโลก (Pluton) กลายเป็นหินอัคนีแทรกซอน ส่วนแมกมาบะซอลต์มักเย็นตัวบนพื้นผิวโลก เรียกว่า ลาวา (Lava) และกลายเป็นหินอัคนีพุในที่สุด
  8. 8. ประเภทของภูเขาไฟ ภูเขาไฟมีรูปร่างสัณฐานต่างๆ กัน เนื่องจากเกิดขึ้นจากแมกมาซึ่งมีแหล่งกาเนิดแตกต่างกัน และมี องค์ประกอบของแร่แตกต่างกัน เราจาแนกชนิดของภูเขาไฟตามลักษณะทางกายภาพได้ 4 ประเภท ดังนี้
  9. 9. ที่ราบสูงลาวา (Basalt Plateau): เกิดจากแมกมาบะซอลต์แทรกตัวขึ้นมาตามรอยแตกของเปลือก โลกแล้วกลายเป็นลาวาไหลท่วมบนพื้นผิว ในลักษณะเช่นเดียวกับน้าท่วม เมื่อลาวาเย็นตัวลงก็จะ กลายเป็นที่ราบสูงลาวาขนาดใหญ่ประมาณ 100,000 ถึง 1,000,000 ตารางกิโลเมตร เช่น เกาะ สกาย ประเทศอังกฤษ
  10. 10. ภูเขาไฟรูปโล่ (Shield volcano): เกิดขึ้นจากแมกมาบะซอลต์ที่มีความหนืดสูง ไหลออกมาฟอร์มตัว เป็นที่ราบสูงลาวา แต่ความหนืดทาให้แมกมาก่อตัวเป็นภูเขาไฟขนาดใหญ่และอาจสูงได้ถึง 9,000 เมตร แต่มีลาดชันเพียง 6 - 12 องศา ภูเขาไฟรูปโล่มักเกิดขึ้นจากแมกมาซึ่งยกตัวขึ้นจากจุดร้อน (Hotspot) ในเนื้อโลกชั้นล่าง (Lower mantle) ตัวอย่างเช่น ภูเขาไฟมอนาคีบนเกาะ ฮาวาย ที่กลางมหาสมุทรแปซิฟิก
  11. 11. กรวยกรวดภูเขาไฟ (Cinder cone): เป็นภูเขาไฟขนาดเล็กมาก สูงประมาณ 100 - 400 เมตร ความลาดชันปานกลาง เกิดจาก การสะสมตัวของแก๊สร้อนในแมกมาที่ยกตัวขึ้นมา เมื่อมีความดันสูงเพียงพอ ก็จะระเบิดทาลายพื้นผิวโลกด้านบนเกิดเป็นปล่อง ภูเขาไฟ กรวดและเถ้าภูเขาไฟ กระเด็นขึ้นสู่อากาศแล้วตกลงมากองทับถมกันบริเวณปากปล่องเกิดเป็นเนินเขารูปกรวย (ภาพที่ 7) ข้อสังเกตคือ ภูเขาไฟแบบนี้ไม่มีธารลาวาซึ่งเกิดขึ้นจากแมกมาไหล แต่จะมีลักษณะเป็นกรวดกลมๆ พุ่งออกมาจากปากปล่อง แล้วกองสะสมกันทาให้เกิดความลาดชันประมาณ 30 - 40 องศา เช่น กรวยภูเขาไฟในรัฐโอรีกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา
  12. 12. ภูเขาไฟกรวยสลับชั้น (Composite cone volcano): เป็นภูเขาไฟขนาดปานกลาง ที่มีรูปทรงสวยงามเป็นรูปกรวยคว่า สูง ประมาณ 100 เมตร ถึง 3,500 เมตร เรียงตัวอยู่บริเวณเขตมุดตัว (Subduction zone) เกิดขึ้นจากแผ่นธรณีมหาสมุทรที่ หลอมละลายเป็นแมกมา แล้วยกตัวขึ้นดันเปลือกโลกขึ้นมาเป็นแนวภูเขาไฟรูปโค้ง (Volcanic arc) สิ่งที่ภูเขาไฟพ่นออกมา มีทั้งธารลาวา และกรวดเถ้าภูเขาไฟ สลับชั้นกันไป เนื่องจากในบางครั้งแมกมาแข็งตัวปิดปากปล่องภูเขาไฟ ทาให้เกิดแรงดันจาก แก๊สร้อน ดันให้ภูเขาไฟระเบิดและเปลี่ยนรูปทรง ตัวอย่างเช่น ภูเขาไฟฟูจิ ประเทศญี่ปุ่น (ภาพที่ 8), ภูเขาไฟพินาตูโบ ประเทศ ฟิลิปปินส์, ภูเขาไฟเซนต์เฮเลน รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ภูเขาไฟรูปกรวยเป็นแนวภูเขาไฟรูปโค้ง (Volcano arc) ซึ่งเกิดขึ้นจากแมกมาในบริเวณเขตมุดตัวของเปลือกโลกมหาสมุทรที่หลอมละลาย ประเภทนี้ระเบิด จะมีความรุนแรงสูงและ ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก
  13. 13. การประทุของภูเขาไฟ ภูเขาไฟไม่มีคาบการระเบิดที่แน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแรงดันภายใน คุณสมบัติและปริมาณหินที่กด ทับโพรงแมกมา อย่างไรก็ตามนักธรณีวิทยาสามารถทาการพยากรณ์อย่างคร่าวๆ โดยการ วิเคราะห์ความถี่ของคลื่นไหวสะเทือน ความรุนแรงของแผ่นดินไหว ความเป็นกรดของน้าใต้ ดินซึ่งเกิดจากแมกมาอุณหภูมิสูงทาให้แร่ธาตุละลายตัว และความผิดปกติของพฤติกรรมสัตว์
  14. 14. ประโยชน์และโทษของภูเขาไฟ ภูเขาไฟระเบิดใกล้ชุมชนทาให้เกิดมหันตภัยครั้งยิ่งใหญ่ แผ่นดินไหวทาให้อาคารพัง พินาศ ถนนขาด และไฟไหม้เนื่องจากท่อแก๊สถูกทาลาย ธารลาวา กรวดและเถ้าภูเขาไฟที่ไหล ลงมา (Pyroclastic flow) สามารถทับถมหมู่บ้านและเมืองที่อยู่รอบข้าง ถ้าภูเขาไฟ อยู่ชายทะเล แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวจะทาให้เกิดคลื่นสึนามิขนาดยักษ์กระจายตัว ออกไปได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร ฝุ่นและเถ้าภูเขาไฟสามารถปลิวไปตามกระแสลมเป็น อุปสรรคต่อการจราจรทางอากาศ แต่อย่างไรก็ตามภูเขาไฟระเบิดหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักร ธรณีแปรสัณฐาน ซึ่งหมุนเวียนธาตุอาหารให้แก่ผิวโลก ดินที่เกิดจากการสลายตัวของหินภูเขา ไฟ มีความอุดมสมบูรณ์สูงใช้ปลูกพืชพรรณได้งอกงาม แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งปล่อย ออกมาจากปล่องภูเขาไฟ ทาให้พืชสามารถสังเคราะห์ธาตุอาหารด้วยแสง แมกมาใต้เปลือกนา แร่ธาตุและอัญมณีที่หายาก เช่น เพชร พลอย ขึ้นมา เป็นต้น และด้วยเหตุที่ภูเขาไฟนามาซึ่ง ความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นชุมชนจึงมักตั้งอยู่ที่เชิงภูเขาไฟ
  15. 15. กรวดและเถ้าภูเขาไฟ (Pyroclastic flow)
  16. 16. คลื่นใต้น้า (TSUNAMIS)
  17. 17. สึนามิ (TSUNAMI) คืออะไร? เป็นคลื่นขนาดยักษ์ที่มีกาเนิดจากในมหาสมุทรและเคลื่อนที่เข้าสู่ชายฝั่ง คาว่าสึนามินี้เป็น ภาษาญี่ปุ่น มีความหมายตามรากศัพท์ว่า คลื่นท่าเรือ ในภาษาอังกฤษบางครั้งอาจเรียก คลื่นนี้ว่าไทดัลเวฟ (tidal wave) อันหมายถึงคลื่นที่เกิดจากกระแสน้าขึ้นน้าลง แต่ ในทางวิทยาศาสตร์แล้วถือว่าผิดความหมาย เพราะสึนามิไม่ได้เกิดจากกระแสน้าขึ้นน้าลง แต่อย่างใด
  18. 18. สึนามิ เกิดขึ้นได้อย่างไร? สึนามิและคลื่นตามชายฝั่งธรรมดานั้นมีกาเนิดที่แตกต่างกัน คลื่นโดยทั่วไปเกิดจากกระแสน้าขึ้นน้าลงและกระแสลม แต่สึนามิ นั้นเกิดจากการแทนที่น้าอย่างรุนแรง ทาให้มวลของน้าเกิดการ เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง
  19. 19. ลองนึกเปรียบเทียบกับการที่เราโยนก้อนหินลงในน้า หากเราโยนหิน ก้อนเล็กๆ เราจะสังเกตเห็นว่าผิวน้าเกิดเป็นระลอกแผ่ออกไปจากจุดที่ ก้อนหินตกลงน้า ยิ่งหินก้อนใหญ่เท่าไร ระลอกที่เกิดก็ยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้เพราะเมื่อหินตกลงในน้าจะเกิดการแทนที่น้า และพลังงานที่ก้อนหิน ตกใส่น้าก็จะถูกถ่ายเทจากก้อนหินไปสู่น้า ทาให้มวลของน้าเกิดการ เคลื่อนที่ ทาให้เราเห็นเป็นระลอกคลื่น หินก้อนยิ่งใหญ่ พลังงานที่ถ่ายเท ให้แก่น้าก็ยิ่งมาก ระลอกที่เกิดจึงมีขนาดใหญ่และแผ่ออกไปได้ไกลมาก ยิ่งขึ้น
  20. 20. ในทานองเดียวกัน ในธรรมชาติสามารถเกิดปรากฏการณ์แทนที่น้าได้ ยกตัวอย่างเช่นการ เกิดภูเขาไฟระเบิดในทะเล การเกิดแผ่นดินไหวหรือแผ่นดินถล่มในทะเล การเกิด แผ่นดินไหวบนแผ่นดินใกล้ชายฝั่ง ฯลฯ เหล่านี้ล้วนแต่ทาให้เกิดการแทนที่น้าอย่าง รุนแรงได้ทั้งสิ้น และนอกจากปรากฏการณ์ธรรมชาติในโลกเหล่านี้แล้ว ปรากฏการณ์ ธรรมชาติจากนอกโลกอันได้แก่การที่อุกาบาตหรือดาวหางตกลงในมหาสมุทร ก็ทาให้ เกิดการแทนที่น้าอย่างรุนแรงได้เช่นกัน ผลจากปรากฏการณ์เหล่านี้ จะเกิดการถ่ายเท พลังงานให้แก่น้า และมวลของน้าก็จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงแผ่กระจายออกจากจุด ที่น้าถูกแทนที่ ทาให้เกิดเป็นสึนามิขึ้น!
  21. 21. 5 อันดับ คลื่นยักษ์สึนามิ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เกิดในปี 1958 ที่อ่าวลิทจูยา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐอลาสกา สหรัฐอเมริกา ความสูงของคลื่นสูงถึง 524 เมตร สูง กว่าตึก Empire State เสียอีก!! แต่โชคยังดีอยู่บ้างที่เป็นพิ้นที่แทบจะไร้คน มีชาวประมงเสียชีวิตเพียงไม่กี่สิบ คนเท่านั้น ปัจจุบันไม่ว่าจะพลิกหนังสือพิมพ์ฉบับไหนก็จะปรากฏคาว่า “คลื่นใต้น้า” อยู่เสมอ ส่วนใหญ่ก็จะมองความหมายไป ในทางการเมืองหรือสังคมเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงตามธรรมชาติคาว่า “คลื่นใต้น้า” เป็นคาที่นักสมุทรศาสตร์ แปลความหมายมาให้ตรงกับคาว่า “Internal Wave” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น ในทะเลหรือมหาสมุทรที่มีความลึกค่อนข้างมาก โดยมีการให้คาจากัดความไว้ว่า เป็นคลื่นที่เกิดขึ้นระหว่างชั้นน้า 2 ชั้นที่มีความหนาแน่นแตกต่างกันเนื่องจากปัจจัยทางฟิสิกส์ อื่นๆ เช่น อุณหภูมิ ความเค็ม ฯ เมื่อทะเลถูกรบกวนจากปัจจัยภายนอก เช่น คลื่นผิวน้าที่เกิดจากลม เรือที่แล่นไปบนผิวน้า ฯลฯ ก็จะส่งผลให้เกิดแรง กระเพื่อมที่ ผิวหน้าของชั้นน้าที่อยู่ลึกลงไปทาให้เกิดการส่งต่อพลังงานในรูปของคลื่นเคลื่อนตัวอยู่ระหว่างชั้นน้าทั้ง 2 ชั้นดังกล่าว
  22. 22. นอกจากนี้คลื่นใต้น้ายังเกิดได้จากการรบกวนที่เกิดจากปัจจัยภายในของมหาสมุทรเอง เช่นกระแสน้าที่ ไหลผ่านบริเวณที่ภูมิประเทศใต้ท้องทะเลมีความลึกแตกต่างกันมากๆ ซึ่งเป็นผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ความหนาแน่นของน้าทะเลในบริเวณเคลื่อนผ่านรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงความลึกทาให้เกิดการ กระเพื่อมและเคลื่อนตัวเป็นลักษณะของคลื่นต่อไป ดังแสดงในรูป
  23. 23. คุณสมบัติของคลื่นใต้น้า ความเร็วของคลื่นใต้น้าสามรถคานวณได้จากสมการ เมื่อ และ คือความหนาแน่นของน้าชั้นบนและชั้นล่างตามลาดับ g คือ อัตราเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก d คือ ความลึกของน้า ความสูงของคลื่นใต้น้าเท่าที่เคยมีการบันทึกอาจมีความสูงได้ถึง 30 เมตร แต่พลังงานที่ถูกถ่ายทอดออกไปจะมีน้อย กว่าคลื่นที่ผิวน้ามาก
  24. 24. ตัวอย่างภาพของคลื่นใต้น้า ภาพจาลองการเกิดคลื่นใต้น้าในถังน้า โดยใช้ของเหลวที่มีความหนาแน่นแตกต่างกัน 2 ชนิด
  25. 25. - ภาพถ่ายทางอากาศของการเกิดคลื่นใต้น้าทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะไหหลาเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2526
  26. 26. ดินถล่ม และโคลนถล่ม (LANDSLIDES AND MUDSLIDES) โคลนถล่ม เป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาจากการเคลื่อนที่ของมวล เป็น กระบวนการการเคลื่อนตัวมวลของหิน ดิน ทราย ลงมาตามแนวของความลาด ชัน โดยอยู่ภายใต้แรงดึงดูดของโลก ซึ่งจะอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ เช่น น้า ลม ธารน้าแข็ง เป็นตัวพัดพาและช่วยเสริมการย้ายมวล
  27. 27. สาหรับในประเทศไทยการเกิดเหตุการณ์ดินถล่มนั้นส่วนใหญ่มีตัวกลางสาคัญในการเคลื่อนย้ายมวลของ ดิน คือ น้า โดยมากแล้วจะมีสาเหตุหลักมาจากการเกิดฝนตกหนัก และน้าท่วม ทาให้ดินไม่สามารถอุ้มน้าไว้ ได้จึงเกิดกาวถล่มลงมาในส่วนของการเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ดินถล่มนั้นเป็นสิ่งสาคัญดังนั้นผู้เขียนจะ บอกถึงวิธีการปฏิบัติตนและเตรียมรับมือก่อนเกิดเหตุการณ์ดินถล่มเพื่อเป็นแนวทางในการรักษาชีวิตรอดได้ ดังนี้
  28. 28. 1.ต้องทาความเข้าใจเกี่ยวกับดินถล่มก่อน ว่าเป็นการถล่มแบบใด เป็นการเคลื่อนย้ายของหิน การเคลื่อนของแผ่นดิน หรือการสไลด์ลง มาตามแนวลาดชัน เป็นการถล่มขนาดเล็กหรือใหญ่ ค่อยเกิดการเคลื่อนตัว หรือเกิดขึ้นฉับพลัน มีสาเหตุมาจากอะไร พายุ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ไฟป่า หรือเกิดมาจากกิจกรรมของมนุษย์ 2.รู้จักสังเกต และให้ความตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวอยู่ตลอดไม่ว่าท่านจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเกิดดินถล่ม หรือเดิน ทางผ่านเส้นทางบริเวณที่อาจเกิดดินถล่ม สิ่งสาคัญที่ต้องให้ความสนใจคือลักษณะของภูมิประเทศและธรณีวิทยาของดินบริเวณนั้น นอกจากนี้ยังต้องสังเกตในเรื่องของ - การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิประเทศโดยรอบ การเคลื่อนไหวของดินหรือมีการสไลด์ของดินขนาดเล็กเกิดขึ้น -มีรอยแตกร้าวปรากฏขึ้นบริเวณผนังของตัวบ้าน -รอยแตกร้าวขยายขนาดเพิ่มขึ้นในบริเวณถนนหรือบริเวณอาคารที่มีรอยแตก -รั้ว กาแพง เสาไฟ และต้นไม้ มีการล้มเอียงเกิดขึ้น -เริ่มรู้สึกได้ถึงการสั่นสะเทือนของพื้นดินบริเวณใต้เท้าของท่าน -มีเสียงผิดปกติเกิดขึ้น เช่น เสียงการหักของต้นไม้ การแตกของหิน และเสียงการเคลื่อนย้ายและการไหลของโคลนเกิดขึ้น -เสียงกระหึ่มหลังสุดจะเป็นเสียงที่บ่งบอกถึงการถล่มของดินเกิดขึ้น
  29. 29. 3.อพยพหรือเคลื่อนย้ายมาอยู่ในบริเวณที่โล่งแจ้งและหลีกเลี่ยงบริเวณเส้นทางที่ดินโคลนถล่ม นอกจากนี้ ท่านยังต้องตื่นตัวต่อการรับมือจากเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลาอย่าวางใจเพราะเคยมีผู้เสียชีวิตจากการนอนโดย ไม่ระวังมาแล้วหลายราย ค่อยสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบๆข้างอยู่เสมอ ต้องติดตามข่าวสารจากวิทยุพกพา เกี่ยวกับการรายงานของปริมาณน้าฝนและการเข้าช่วยเหลือของหน่วยงานกู้ภัย -การรับฟังข่าวสารเกี่ยวกับปริมาณน้าฝนจะช่วยท่านได้ เพราะการที่มีฝนตกอย่างหนักและฉับพลันถือเป็น ความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ดินถล่ม 4.สุดท้ายเพื่อความปลอดภัยต่อท่านและครอบครัวหากพิจารณาแล้วว่าบริเวณที่ท่านอาศัยเป็นพื้นที่อ่อนไหว และมีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ดินถล่ม ท่านควรย้ายออกจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีการ ยืนยันถึงความปลอดภัยจากหน่วยงานของรัฐบาล
  30. 30. นิยามของโคลนถล่ม ดิน ถล่มหรือโคลนถล่ม คือ การเคลื่อนตัวของมวลดินและหินภายใต้อิทธิพลแรงโน้มถ่วง ของโลก สาเหตุหลักของดินถล่มหรือโคลนถล่ม คือ ดินบริเวณนั้นไม่สามารถรับน้าหนักของ ตัวเองได้อีกต่อไป ดินถล่มมักเกิดพร้อมกับหรือตามมาหลังจากน้าป่าไหลหลาก เกิดขึ้นในขณะ หรือภายหลังพายุฝนที่ทาให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องอย่างรุนแรง กล่าวคือ เมื่อฝนตกต่อเนื่อง น้าซึมลงในดินอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงจุดหนึ่งดินจะอิ่มตัวชุ่มด้วยน้ายังผลให้น้าหนักของมวลดิน เพิ่มขึ้น และแรงยึดเกาะระหว่างมวลดินลดลง ระดับน้าใต้ผิวดินเพิ่มสูงขึ้นทาให้แรงต้านทาน การเลื่อนไหลของดินลดลง จึงเกิดการเลื่อนไหลของตะกอนมวลดินและหิน ดังนั้น โอกาสที่ เกิดดินถล่มหรือโคลนถล่มจึงมีมากยิ่งขึ้นการเคลื่อนตัวของดินอาจ เกิดอย่างช้าๆหรืออย่าง ฉับพลัน น้าหนักของมวลดินที่ถล่มลงมามีกาลังมหาศาลที่ทาลายสิ่งต่าง ๆ ที่ขวางทางและ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินการเกิดดินถล่มเกิด ขึ้นได้หลายลักษณะลักษณะ การเคลื่อนตัวได้ 3 ชนิดคือ
  31. 31. 1. แผ่นดินถล่มที่เคลื่อนตัวอย่างแผ่นดินถล่มที่เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ เรียกว่า Creep เช่น Surficial Creep 2. แผ่นดินถล่มที่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วเรียกว่า Slide หรือ Flow เช่น Surficial Slide 3. แผ่นดินถล่มที่เคลื่อนตัวอย่างฉับพลัน เรียกว่า Fall Rock Fall
  32. 32. สาเหตุของดินถล่ม/โคลนถล่ม สาเหตุจากมนุษย์ (Manmade Causes) กิจกรรมที่ มนุษย์ทาในบริเวณที่ลาดชัน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทาให้เกิดดิน ถล่มหรือโคลนถล่ม เช่น -การก่อสร้างในบริเวณเชิงเขาที่ลาดชัน โดยไม่มีการคานวณ ด้านวิศวกรรมที่ดีพอ -การเกษตรในพื้นที่ลาดชันเชิงเขา -การกาจัดพืชที่ปกคลุมดินและการตัดไม้ทาลายป่า
  33. 33. สาเหตุจากธรรมชาติ (Natural factors) เหตุการณ์ทางธรรมชาติก็เป็นสาเหตุให้ เกิดดินถล่มหรือโคลนถล่มได้เช่นกัน เช่น -ฝนตกหนัก การเกิดดินถล่มในประเทศไทยส่วนใหญ่มักจะมีฝนเป็นปัจจัยเร่งที่สาคัญ เสมอ -การละลายของหิมะจะไปเพิ่มระดับน้าใต้ผิวดิน และน้าหนักของดินอย่างรวดเร็ว -การเปลี่ยนแปลงระดับน้าเนื่องจากน้าขึ้นน้าลง การลดระดับน้าในแม่น้าและอ่างเก็บน้า -การกัดเซาะของดินจากกระแสน้าในแม่น้า ลาธาร หรือจากคลื่นซัดทาให้ความหนาแน่น ของมวลดินลดลง -การผุพังของมวลดินและหิน -การสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว
  34. 34. ลักษณะพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดภัยโคลนถล่มและสัญญาณเตือนภัย พื้นที่ที่มีโอกาสเกิดภัยโคลนถล่ม หมายถึง พื้นที่และบริเวณที่อาจจะเริ่มเกิดการเลื่อนไหลของตะกอนมวลดินและหินที่อยู่ บนภูเขาสู่ที่ ต่าในลาห้วยและทางน้าขณะเมื่อมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ลักษณะของพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม มีข้อสังเกตดังนี้ พื้นที่ตามลาดเชิงเขาหรือบริเวณที่ลุ่มใกล้เชิงเขาที่มีการพังทลายของดินสูง พื้นที่เป็นภูเขาสูงชันหรือหน้าผาที่เป็นหินผุพังง่ายและมีชั้นดินหนาจากการผุกร่อนของหิน พื้นที่ที่เป็นทางลาดชัน เช่น บริเวณถนนที่ตัดผ่านหุบเขา บริเวณลาห้วย บริเวณเหมืองใต้ดินและเหมืองบนดิน บริเวณที่ดินลาดชันมากและมีหินก้อนใหญ่ฝังอยู่ในดิน โดยเฉพาะบริเวณที่ใกล้ทางน้า เช่น ห้วย คลอง แม่น้า ที่ลาดเชิงเขาที่มีการขุดหรือถม สภาพพื้นที่ต้นน้าลาธารที่มีการทาลายป่าไม้สูง ชั้นดินขาดรากไม้ยึดเหนี่ยว เป็นพื้นที่ที่เคยเกิดดินถล่มมาก่อน พื้นที่สูงชันไม่มีพืชปกคลุม บริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงความลาดชันของชั้นดินอย่างรวดเร็วซึ่งมีสาเหตุมาจากการก่อสร้าง บริเวณพื้นที่ลาดต่าแต่ชั้นดินหนาและชั้นดินอิ่มตัวด้วยน้ามาก
  35. 35. พายุหิมะและหิมะถล่ม (BLIZZARD AND AVALANCHES)
  36. 36. พายุหิมะเป็นพายุที่ทาให้เกิดหิมะจานวนมาก จนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ผล ที่เกิดขึ้นคือ ทาให้วิสัยทัศน์ในการมองเห็นแทบจะเหลือศูนย์หรือมองไม่ เห็นเลย กองหิมะที่สูงใหญ่และลึก พร้อมกับอากาศที่หนาวสั่น จะ สามารถก่อให้เกิดความเสียหายและขัดขวางต่อการคมนาคมขนส่ง รวมทั้ง การติดต่อสื่อสารด้านโทรคมนาคม ดังนั้นขอให้เราอยู่แต่ภายในบ้านหรืออาคาร และอยู่ให้ห่างจากความ หนาวเย็นมากที่สุด จากสถิติด้านสภาพอากาศระบุว่า ผู้คนเป็นจานวนมาก ที่ไม่เอาใจใส่ต่อข้อแนะนาเรื่องนี้
  37. 37. การเตรียมการ สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ มีความเป็นไปได้มากที่จะสูญเสียความร้อน สูญเสียพลังงานไฟฟ้ า สูญเสีย การสื่อสารโทรคมนาคม และขาดแคลนเสบียง (ขาดแคลนทั้งอาหารและน้าดื่มที่สะอาด) ดังนั้นเราจึงควร ที่จะ - เก็บตุนอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น ผลไม้อบแห้ง ของหวาน และอาหารที่ไม่เน่าเสียง่าย ต้องเป็น อาหารที่พร้อมรับประทานทันที เช่น อาหารกระป๋ อง เป็นต้น - เตรียมเชื้อเพลิงสาหรับการก่อไฟ เช่น ถ่านไม้ ไม้แห้ง โดยต้องเก็บไว้ในที่หยิบได้ง่าย - อุปกรณ์จุดไฟ เช่น ไม้ขีดไฟ ไฟแช็ค โดยต้องเก็บไว้ในที่หยิบได้ง่าย - ควรมีเตาถ่านสาหรับผิงไฟ ไม่ควรจุดไฟไว้บนพื้น หรือจุดเตาถ่านในสถานที่อับ หรือในอากาศที่ไม่ ถ่ายเท - ควรมีอุปกรณ์ดับเพลิง และมีการตรวจสภาพอยู่สม่าเสมอเพื่อสามารถใช้งานได้ตลอดเวลา
  38. 38. ภัยแล้ง หรือทุพภิกขภัย (DROUGHTS) ภัยแล้งคืออะไร ภัยแล้ง คือ ภัยที่เกิดจากการขาดแคลนน้าในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นเวลานาน จนก่อให้เกิดความแห้งแล้ง และส่งผลกระทบต่อชุมชน
  39. 39. สาเหตุ 1. โดยธรรมชาติ 1.1 การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก 1.2 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 1.3 การเปลี่ยนแปลงของระดับน้าทะเล 1.4 ภัยธรรมชาติ เช่น วาตภัย แผ่นดินไหว 2. โดยการกระทาของมนุษย์ 2.1 การทาลายชั้นโอโซน 2.2 ผลกระทบของภาวะเรือนกระจก 2.3 การพัฒนาด้านอุตสาหกรรม 2.4 การตัดไม้ทาลายป่า
  40. 40. วิธีการแก้ปัญหาภัยแล้ง วิธีการแก้ปัญหาภัยแล้วสามารถกระทาได้ดังนี้ 1. แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น แจกน้าให้ประชาชน ขุดเจาะน้าบาดาล สร้างศูนย์จ่าย น้า จัดทาฝนเทียม 2. การแก้ปัญหาระยะยาว โดยพัฒนาลุ่มน้า เช่น สร้างฝาย เขื่อน ขุดลอกแหล่งน้า รักษาป่าและปลูกป่า ให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมมือในการจัดทาและพัฒนา ชลประทาน
  41. 41. อัคคีภัย (FIRES) ความหมายของไฟป่า "ไฟป่า" คือไฟที่เกิดขึ้นจากสาเหตุอันใดก็ตามแล้วลุกลามไปได้โดยอิสระปราศจาก การควบ คุม ทั้งนี้ไม่ว่าไฟนั้นจะลุกลามเข้าป่าธรรมชาติหรือสวนป่า
  42. 42. สาเหตุของการเกิดไฟป่ า ไฟป่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ต้องอาศัยปัจจัย 3 สิ่งคือ เชื้อเพลิง ออกซิเจน และความร้อน ซึ่งเป็น"องค์ประกอบของไฟ" โดย ปกตินั้นในป่ามีทั้งเชื้อเพลิงเช่น กิ่งไม้ใบไม้แห้งต่างๆและออกซิเจนหรืออากาศอยู่แล้ว หากมีความร้อนขึ้นย่อมทาให้ เกิดไฟป่าขึ้น ฉะนั้น"ความร้อน"จึงเป็นสาเหตุที่ทาให้เกิดไฟป่าขึ้น ต้นเหตุที่ทาให้เกิดความร้อนขึ้นจนกระทั่งกลายเป็นไฟป่าอาจเกิดจาก ธรรมชาติเอง เช่น ต้นไม้เสียดสีกัน ฟ้ าผ่าเป็น ต้น หรือจากคนที่จุดไฟขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆ ในประเทศไทยไม่พบไฟป่าที่เกิดโดยความร้อนตามธรรมชาติ ส่วน ใหญ่เกิดจากฝีมือของคนทั้งสิ้น มนุษย์จึงเป็นต้นเหตุของไฟป่า ที่สาคัญยิ่ง "สาเหตุ" ที่ทาให้เกิดไฟป่าโดยฝีมือของมนุษย์ทั้งตั้งใจหรือโดยประมาทในประเทศไทยแบ่งตามลักษณะของกิจกรรม และวัตถุประสงค์ที่เกิดขึ้นดังนี้ -ล่าสัตว์- จุดไฟเพื่อให้สัตว์หนีออกจากที่ซ่อน เพื่อสะดวกในการล่า -เผาไร่- เผากาจัดวัชพืช เตรียมพื้นที่เพาะปลูกโดยปราศจากการควบคุมทาให้ไฟลุกลามเข้าไปในป่า -หาของป่า- ตีผึ้ง เก็บไข่มดแดง ผักหวาน หน่อไม้ เห็ด ใบตองตึง เก็บฟืน -เลี้ยงสัตว์- เพื่อให้หญ้าแตกใบอ่อนเป็นอาหารสัตว์ในบริเวณใกล้พื้นที่ป่าแล้วเกิดลุกลามเข้าไปในป่า -นักท่องเที่ยว- หุงต้มอาหาร ให้แสงสว่าง ให้ความอบอุ่น แล้วดับไม่สนิทเกิดเป็นไฟป่าในที่สุด -ความขัดแย้ง- ชาวบ้านอาจเกิดความขัดแย้งกับหน่วยราชการในพื้นที่แล้วแกล้งโดยจุดไฟเผาป่า -ลักลอบทาไม้- เผาทางให้โล่งเตียนเพื่อสะดวกในการลากไม้ ไล่ยุง หุงต้มอาหารในป่า เป็นต้น
  43. 43. อุทกภัยคือ ภัยและอันตรายที่เกิดจากสภาวะน้าท่วมหรือน้าท่วม ฉับพลัน มีสาเหตุมาจากการเกิดฝนตกหนักหรือฝนต่อเนื่องเป็น เวลานาน เนื่องมาจาก1.1 หย่อมความกดอากาศต่า 1.2 พายุหมุนเขตร้อน ได้แก่ พายุดีเปรสชั่น, พายุโซนร้อน, พายุใต้ฝุ่น 1.3 ร่องมรสุมหรือร่องความกดอากาศต่า 1.4 ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ 1.5 ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ 1.6 เขื่อนพัง อุทกภัย (Floods)
  44. 44. วิธีปฏิบัติในการป้องกันตนเองและบรรเทาจากอุทกภัย 1 การวางแผนการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิ์ภาพ ควรกาหนดผังเมือง เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของตัวเมือง ไม่ให้กีด ขวางทางไหลของน้า กาหนดการใช้ที่ดินบริเวณพื้นที่น้าท่วม ให้เป็นพื้นที่ราบลุ่มรับน้า เพื่อเป็นการหน่วงหรือชะลอการเกิด น้าท่วม 2 การออกแบบสิ่งก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ให้มีความสูงเหนือระดับที่น้าเคยท่วมแล้ว เช่น บ้านเรือนที่ยกพื้นสูงแบบไทย ๆ เป็นต้น 3 การเคลื่อนย้ายวัสดุจากที่ที่จะได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากน้าท่วม ให้ไปอยู่ในที่ปลอดภัยหรือในที่สูง 4 การนาถุงทรายมาทาเขื่อน เพื่อป้ องกันน้าท่วม 5 การพยากรณ์และการเตรียมภัยน้าท่วม เพื่อให้ประชาชนรับทราบล่วงหน้า เพื่อเตรียม ป้ องกัน 6 การสร้างเขื่อน ฝาย ทานบ และถนน เพื่อเป็นการกักเก็บน้าหรือเป็นการกั้นทางเดิน ของน้า เป็นต้น
  45. 45. แผ่นดินไหว แผ่นดินไหว เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของ พื้นดิน อันเนื่องมาจากการปลดปล่อยพลังงานเพื่อลดความเครียดที่ สะสมไว้ภายในโลกออกมาเพื่อปรับสมดุลของเปลือกโลกให้คงที่ ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถทานายเวลา สถานที่ และความรุนแรงของ แผ่นดินไหวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ดังนั้นจึงควรศึกษา เรียนรู้ เพื่อให้ เข้าใจถึงกระบวนการเกิดของแผ่นดินไหวที่แท้จริง เพื่อเป็นแนวทางใน การลดความเสียหายที่เกิดขึ้น
  46. 46. สาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหว การเกิดแผ่นดินไหวมีสาเหตุมาจาก 2 สาเหตุใหญ่ สาเหตุแรกเกิดจากการกระทาของมนุษย์ ได้แก่ การทดลองระเบิด ปรมาณู การกักเก็บน้าในเขื่อน และแรงระเบิดจากการทาเหมืองแร่ ส่วนสาเหตุที่สองเป็นสาเหตุหลักของการเกิด แผ่นดินไหว โดยเป็นการเกิดตามธรรมชาติอันเนื่องมาจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก ทั้งนี้ทฤษฎีกลไกการเกิด แผ่นดินไหวที่ยอมรับกันในปัจจุบันมี 2 ทฤษฎีคือ ทฤษฎีว่าด้วยการขยายตัวของเปลือกโลก โดยแผ่นดินไหวเกิดจากการที่เปลือกโลกเกิดการคดโค้ง โก่งตัวอย่าง ฉับพลัน และเมื่อวัตถุขาดออกจากกันจึงปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปคลื่นแผ่นดินไหว ทฤษฎีว่าด้วยการคืนตัวของวัตถุ โดยแผ่นดินไหวมาจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อน กล่าวคือ เมื่อรอยเลื่อนเกิดการ เคลื่อนตัวถึงจุดหนึ่งวัตถุจะขาดออกจากกันและเสียรูปอย่างมาก พร้อมทั้งปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาในรูปของ คลื่นแผ่นดินไหว และหลังจากนั้นวัตถุจะคืนตัวกลับสู่รูปเดิม
  47. 47. ผู้จัดทา น.ส.สุทธิดา สุทธจิตต์ เลขที่ 3 น.ส.ชูกมล พรหมสวัสดิ์ เลขที่ 22 ชั้น ม .6/14

×