Ce diaporama a bien été signalé.
Nous utilisons votre profil LinkedIn et vos données d’activité pour vous proposer des publicités personnalisées et pertinentes. Vous pouvez changer vos préférences de publicités à tout moment.

พรบคอมพิวเตอร์ 58

5 288 vues

Publié le

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับ 2558

Publié dans : Droit
  • Soyez le premier à commenter

พรบคอมพิวเตอร์ 58

  1. 1. ประเด็นที่ 1 เพิ่มนิยาม “ผู้ดูแลระบบ” มาตรา 4 เพิ่มนิยามคาว่า “ผู้ดูแลระบบ” หมายความว่า “ผู้มีสิทธิเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการแก่ ผู้อื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น” ในกฎหมายเดิมมีการกาหนดโทษของ “ผู้ให้บริการ” ซึ่งหมายถึงผู้ที่ให้บริการแก่ บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการ วิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า การพยายามเอาผิดผู้ให้บริการซึ่งถือเป็น “ตัวกลาง” ในการ สื่อสาร จะส่งผลต่อความหวาดกลัวและทาให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง อีกทั้งในแง่ของ กฎหมายคาว่าผู้ให้บริการก็ตีความได้อย่างกว้างขวาง คือแทบจะทุกขั้นตอนที่มีความ เกี่ยวข้องในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารก็ล้วนเป็น ผู้ให้บริการทั้งสิ้น สาหรับร่างฉบับใหม่ที่เพิ่มนิยามคาว่า “ผู้ดูแลระบบ” ขึ้นมานี้อาจหมายความถึงเจ้าของ เว็บไซต์ เว็บมาสเตอร์ แอดมินระบบเครือข่าย แอดมินฐานข้อมูล ผู้ดูแลเว็บบอร์ด บรรณาธิการเนื้อหาเว็บ เจ้าของบล็อก ขณะที่ “ผู้ให้บริการ” อาจหมายความถึงผู้ ให้บริการอินเทอร์เน็ต ตามร่างกฎหมายนี้ตัวกลางต้องรับโทษเท่ากับผู้ที่กระทาความผิด เช่น หากมีการเขียน ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง กระทบกระเทือนต่อความมั่นคง ผู้ดูแลระบบและผู้ให้บริการ ที่จงใจหรือยินยอมมีความผิดทางอาญาเท่ากับผู้ที่ กระทาความผิด และสาหรับความผิด ต่อระบบคอมพิวเตอร์ เช่น การเจาะระบบ การดักข้อมูล หากผู้กระทานั้นเป็นผู้ดูแล ระบบเสียเอง จะมีโทษ 1.5 เท่า ของอัตราโทษที่กาหนดกับคนทั่วไป
  2. 2. ประเด็นที่ 2 คัดลอกไฟล์ จาคุกสูงสุด 3 ปี สิ่งใหม่ในกฎหมายนี้คือมีมาตรา 16 ที่ เพิ่มมาว่า “ผู้ใดสาเนา ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ โดย ประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจาทั้งปรับ” การทาสาเนาคอมพิวเตอร์ อาจหมายถึงการคัดลอกไฟล์ การดาว์นโหลดไฟล์ จากเว็บไซต์ต่าง ๆ มาตรานี้อาจมีไว้ใช้เอาผิดกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์หรือเพลง แต่แนวทางการเขียนเช่นนี้อาจกระทบไปถึงการแบ็กอัพข้อมูล การเข้าเว็บแล้ว เบราว์เซอร์ดาว์นโหลดมาพักไว้ในเครื่องโดยอัตโนมัติหรือที่ เรียกว่า “แคช” (cache เป็น เทคนิคที่ช่วยให้เรียกดูข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น โดยเก็บข้อมูลที่เคยเรียกดูแล้วไว้ในเครื่อง เพื่อให้การดูครั้งต่อไป ไม่ต้องโหลดซ้า) ซึ่งผู้ใช้อาจมิได้มีเจตนาหรือกระทั่งรับรู้ว่ามี กระทาการดังกล่าว ประเด็นที่ 3 มีไฟล์ลามกเกี่ยวกับเด็ก ผิด ในมาตรา 25 “ผู้ใดครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กหรือเยาวชน ต้อง ระวางโทษจาคุกไม่เกิน 6 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจาทั้งปรับ” เป็นครั้งแรกที่มีการระบุขอบเขตเรื่องลามกเด็กหรือเยาวชนโดยเฉพาะขึ้น แต่ อย่างไรก็ดี ยังมีความคลุมเครือว่า ลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนนั้น หมายความอย่างไร นอกจากนี้มาตราดังกล่าวยังเป็นการเอาผิดที่ผู้บริโภค ซึ่งมีความน่า กังวลว่า การชี้วัดที่ “การครอบครอง” อาจทาให้เกิดการเอาผิดที่ไม่เป็นธรรม เพราะ ธรรมชาติการเข้าเว็บทั่วไป ผู้ใช้ย่อมไม่อาจรู้ได้ว่าการเข้าชมแต่ละครั้งดาว์นโหลดไฟล์ใด มาโดย อัตโนมัติบ้าง และหากแม้คอมพิวเตอร์ถูกตรวจแล้วพบว่ามีไฟล์โป๊ เด็ก ก็ไม่อาจ หมายความได้ว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของ หรือเป็นผู้ดูผู้ชม
  3. 3. ประเด็นที่ 4 ยังเอาผิดกับเนื้อหา มาตรา 24 (1) นาเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง โดยประการที่น่าจะเกิดความ เสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชน เนื้อความข้างต้น เป็นการรวมเอาข้อความในมาตรา14 (1) และ (2) ของ กฎหมายปัจจุบันมารวมกัน ทั้งนี้หากย้อนไปถึงเจตนารมณ์ดั้งเดิมก่อนจะเป็นข้อความ ดังที่เห็น มาจากความพยายามเอาผิดกรณีการทาหน้าเว็บเลียนแบบให้เข้าใจว่าเป็นหน้า เว็บ จริงเพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคล (phishing) จึง เขียนกฎหมายออกมาว่า การทา ข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมถือเป็นความผิด แต่เมื่อแนวคิดนี้มาอยู่ในมือนักกฎหมายและ เจ้าหน้าที่ ได้ตีความคาว่า “ข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม” เสียใหม่ กลายเป็นเรื่องการเขียน เนื้อหาอันเป็นเท็จ และนาไปใช้เอาผิดฟ้ องร้องกันในเรื่องการหมิ่นประมาท ความเข้าใจ ผิดนี้ยังดารงอยู่และต่อเนื่องมาถึงร่างนี้ซึ่งได้ปรับถ้อยคาใหม่ และกากับด้วยความน่าจะ เสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่น ตระหนกแก่ประชาชน มีโทษ จาคุกสูงสุด 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจาทั้งปรับ หากพิจารณาจากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐในการดาเนินคดีคอมพิวเตอร์ที่ ผ่านมา ปัญหานี้ก่อให้เกิดการเอาผิดประชาชนอย่างกว้างขวาง เพราะหลายกรณี รัฐไทยเป็น ฝ่ายครอบครองการนิยามความจริง ปกปิดความจริง ซึ่งย่อมส่งผลให้คนหันไปแสดง ความคิดเห็นในอินเทอร์เน็ตแทน อันอาจถูกตีความได้ว่ากระทบต่อความไม่มั่นคงของ “รัฐบาล” ข้อความกฎหมายลักษณะนี้ยังขัดต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดง ความคิดเห็นโดยไม่จาเป็น
  4. 4. ประเด็นที่ 5 ดูหมิ่น ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 26 ผู้ใดนาเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏ เป็นภาพ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น หรือข้อมูลอื่นใด โดยประการที่น่าจะทาให้บุคคลอื่นเสียหาย เสีย ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย หรือเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นข้อมูลที่แท้จริง ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจาทั้งปรับ ที่ผ่านมามีความพยายามฟ้ องคดีหมิ่นประมาทซึ่งกันและกันโดยใช้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จานวนมาก แต่การกาหนดข้อหายังไม่มีมาตราใดใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่จะใช้ได้อย่างตรงประเด็น มีเพียงมาตรา 14 (1) ที่ระบุเรื่องข้อมูลอันเป็น เท็จดังที่กล่าวมาแล้ว และมาตรา 16 ว่าด้วยภาพตัดต่อในร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับ ใหม่ได้สร้างความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ใช้ตั้งข้อหาการ ดูหมิ่นต่อกันได้ง่ายขึ้น ข้อสังเกตคือ ความผิดตามร่างฉบับใหม่นี้กาหนดให้การดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาทมีโทษ จาคุก 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งที่การหมิ่นประมาทในกรณีปกติ ตาม ประมวลกฎหมายอาญามีโทษจาคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท
  5. 5. ประเด็นที่ 6 ส่งสแปม ต้องเปิดช่องให้เลิกรับบริการ มาตรา 21 ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เป็นจานวนตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรี ประกาศกาหนด เพื่อประโยชน์ทางการค้าจนเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเดือดร้อนราคาญ และโดยไม่เปิดโอกาส ให้ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ สามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธ การตอบรับได้ ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจาทั้งปรับ จากที่กฎหมายเดิมกาหนดเพียงว่าการส่งจดหมายรบกวน หากเป็นการส่งโดย ปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มา ถือว่าผิดกฎหมาย ในร่างฉบับใหม่แก้ไขว่า หากการ ส่งข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับสามารถบอกเลิกหรือแจ้ง ความประสงค์เพื่อปฏิเสธการ บอกรับได้ ทั้งนี้อัตราโทษลดลงจากเดิมที่กาหนดโทษปรับ ไม่เกิน 100,000 บาท มาเป็นจาคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 หรือทั้งจาทั้ง ปรับ ทั้งนี้ยังต้องตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากการส่งข้อมูลดังกล่าว แม้จะเป็นเหตุให้บุคคลอื่น เดือดร้อนราคาญ แต่ไม่ได้ทาไปเพื่อประโยชน์ทางการค้า ก็จะไม่ผิดตามร่างฉบับใหม่นี้
  6. 6. ประเด็นที่ 7 เก็บโปรแกรมทะลุทะลวงไว้ คุกหนึ่งปี มาตรา 23 ผู้ใดผลิต จาหน่าย จ่ายแจก ทาซ้า มีไว้ หรือทาให้แพร่หลายโดยประการใด ซึ่ง ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ชุดคาสั่ง หรืออุปกรณ์ที่จัดทาขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อนาไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทา ความผิดตามมาตรา 15 มาตรา 16 มาตรา 17 มาตรา 18 มาตรา 19 และมาตรา 20 ต้องระวางโทษจาคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจาทั้งปรับ น่าสังเกตว่า เพียงแค่ทาซ้าหรือมีไว้ซึ่งโปรแกรมที่ใช้เจาะระบบ การก๊อปปี้ดาวน์ โหลดไฟล์อย่างทอร์เรนท์ การดักข้อมูล การก่อกวนระบบ ก็มีความผิดจาคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท เรื่องนี้น่าจะกระทบต่อการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์โดยตรง ประเด็นที่ 8 เพิ่มโทษผู้เจาะระบบ สาหรับกรณีการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ เดิมกาหนดโทษจาคุก ไว้ไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท ร่างกฎหมายใหม่เพิ่มเพดานโทษเป็นจาคุกไม่เกิน 2 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 40,000 บาท (เพิ่มขึ้น 4 เท่า)
  7. 7. ประเด็นที่ 9 ให้หน้าที่หน่วยใหม่ สานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ร่างกฎหมายนี้กาหนดหน้าที่ให้หน่วยงานซึ่งมีชื่อว่า “สานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)” เรียกโดยย่อว่า “สพธอ.” และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Electronic Transactions Development Agency (Public Organization)” เรียกโดยย่อว่า “ETDA” เป็นองค์การมหาชนภายใต้การ กากับดูแลของกระทรวงไอซีที หน่วยงานนี้เพิ่งตั้งขึ้นเป็นทางการประกาศผ่าน “พระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง สานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิสก์ พ.ศ. 2554″ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 โดยเริ่มมีการโอนอานาจหน้าที่และจัดทาระเบียบ สรรหาประธานและกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2554 ในร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่นี้กาหนดให้สานักงานพัฒนาธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) มีบทบาทเป็นฝ่ายเลขานุการของ “คณะกรรมการ ป้ องกันและปราบปรามการกระทาความผิดทางคอมพิวเตอร์” ภายใต้ร่าง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ฉบับที่กาลังร่างนี้ นอกจากนี้หากคดีใดที่ต้องการสอบสวนหาตัวผู้กระทาความผิดซึ่งอยู่ในต่างประเทศ จะ เป็นอานาจหน้าที่ของสานักงานอัยการสูงสุด ในร่างกฎหมายนี้กาหนดว่า พนักงาน สอบสวนอาจร้องขอให้สานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(องค์การ มหาชน) เป็นผู้ประสานงานกลางให้ได้ข้อมูลมา
  8. 8. ประเด็นที่ 10 ตั้งคณะกรรมการ สั.ดส่วน 8 – 3 – 0 : รัฐตารวจ-ผู้ทรงคุณวุฒิ-ประชาชน ร่างกฎหมายนี้เพิ่มกลไก “คณะกรรมการป้ องกันและปราบปรามการกระทาความผิดทางคอมพิวเตอร์” ประกอบด้วย – นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ – รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นรองประธานกรรมการ – รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ บัญชาการตารวจแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้อานวยการสานักข่าวกรอง แห่งชาติ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยระบุตัวบุคคลจากผู้มีความรู้ ความ เชี่ยวชาญและประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านกฎหมาย วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การเงินการ ธนาคาร หรือสังคมศาสตร์จานวนสามคน โดยให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในตาแหน่งคราวละ 4 ปี คณะกรรมการชุดนี้ให้ผู้แทนจากสานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(องค์กรมหาชน), สานักงาน กากับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (สังกัดกระทรวงไอซีที), สานักคดีเทคโนโลยี (สังกัดกรมสอบสวนคดี พิเศษ กระทรวงยุติธรรม), และ กลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทาความผิดทางเทคโนโลยี กอง บังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี (บก.สสท.) (สังกัดสานักงานตารวจแห่งชาติ) เป็นเลขานุการร่วมกัน คณะกรรมการชุดนี้มีอานาจหน้าที่แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ออกระเบียบ ประกาศ ตามที่กาหนดใน พ.ร.บ.นี้และมีอานาจเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคาหรือส่งเอกสารหลักฐาน รวมถึง “ปฏิบัติการอื่นใด” เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ โดยให้ถือว่าคณะกรรมการและอนุกรรมการเป็น เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.toywars.in.th/webboard/content.aspx?nForumID=1&nTopicID=11847

×