Ce diaporama a bien été signalé.

โครงสร้างและหน้าที่ของพืช

38

Partager

1 sur 49
1 sur 49

Plus De Contenu Connexe

Livres associés

Gratuit avec un essai de 30 jours de Scribd

Tout voir

Livres audio associés

Gratuit avec un essai de 30 jours de Scribd

Tout voir

โครงสร้างและหน้าที่ของพืช

  1. 1. บทที่ 11 โครงสร้า งและ หน้า ที่ข องพืช ดอก
  2. 2. โครงสร้า งของพืช พืชประกอบด้วยโครงสร้างต่าง ๆ เพื่อทำาหน้าที่ แตกตางกันออกไป เช่น - ราก - ใบ - ดอก - ผล รวมทั้งโครงสร้างที่เจริญเปลี่ยนแปลงไปเพื่อทำา หน้าที่พิเศษต่าง ๆ
  3. 3. แสดงลัก ษณะ ครงสร้า งของพืช
  4. 4. เนื้อ เยื่อ ของพืช (plant tissue) พืชเป็นสิ่งมีชวิตชนิดหนึ่งทีประกอบ ี ่ ด้วยเซลล์ (cell) หลายๆเซลล์รวมกลุ่ม ทำางานร่วมกัน กลุ่มของเซลล์ที่มาทำางาน ร่วมกันนี้เราเรียกเนื้อเยือ(tissue) ่ เนื้อเยือพืชแบ่งเป็น 2 ประเภท (ตามความ ่ สามารถในการแบ่งตัว)ได้แก่ 1.เนื้อเยือเจริญ ่ (meristematic tissues) 2.เนื้อเยือถาวร (permanent ่ tissues)
  5. 5. เนือ เยือ เจริญ ้ ่ (meristematic tissues) คือ กลุ่มของเซลล์ที่มการเจริญและแบ่ง ี ตัวแบบไมโทซีส (mitosis) อยูตลอดเวลา ่ ลัก ษณะของเนื้อ เยือ เจริญ ่ ขนาดเล็ก ผนังบาง เซลล์แต่ละ ชนิดอยูชิดติดกันมาก ไม่มีช่องว่าง ่ ระหว่างเซลล์ (intercellular space)
  6. 6. ตำา แหน่ง ที่พ บในส่ว นต่า ง ๆ ของพืช 1. เนื้อ เยือ เจริญ ส่ว นปลาย (apical ่ meristem) คือเนื้อเยือที่อยูบริเวณปลายยอด (shoot ่ ่ tip ) หรือปลายราก (root tip) ของพืช เมื่อมีการแบ่งตัวเพิ่ม จำานวนเซลล์จะทำาให้ รากและลำาต้นยืดยาวออก เพิมความสูงให้กับ ่ ต้นพืช เป็นการ
  7. 7. เนือ เยื่อ เจริญ ส่ว น ้ ปลาย (apical meristem) ที่มา http://www.sripatum.ac.th/ online/preeya/tissue.htm
  8. 8. 2. เนื้อ เยื่อ เจริญ เหนือ ข้อ (intercalary meristem) คือเนื้อเยือที่อยูบริเวณเหนือข้อ หรือ ่ ่ โคนของปล้องในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น อ้อย ไผ่ ข้าวโพด หรือหญ้า เป็นต้น เมื่อมีการแบ่งตัวจะช่วยให้ปล้องยาวขึ้น
  9. 9. เนื้อ เยื่อ เจริญ เหนือ ข้อ (intercalary meristem) ที่มา http://www.nana-bio.com/e- learning/Meristem.htm
  10. 10. 3. เนื้อ เยื่อ เจริญ ด้า นข้า ง (lateral meristem หรือ axillary meristem) คือ เนื้อเยื่อเจริญที่แบ่งตัวออกด้านข้าง ของลำาต้นหรือราก เมื่อแบ่งตัวแล้วจะ ทำาให้ลำาต้น ราก ขยายขนาดออกทางด้าน ข้างหรือมีขนาดใหญ่ขึ้น เป็นการเจริญขั้น ที่ 2 (Secondary growth)บางคนอาจ เรียกเนื้อเยื่อเจริญด้านข้างนี้ว่า แคมเบียม (cambium) แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ
  11. 11. Vascular cambium Vascular cambium พบในรากและลำาต้นพืชใบ เลี้ยงคู่ และพืชใบเลี้ยงเดี่ยว บางชนิด เช่น หมากผู้ ที่มาhttp://www.cfr.washington.edu/Classes.ESC. หมากเมีย ศรนารายณ์ 200/lectures/concepts/specialbiology1.htm
  12. 12. cork cambium หรือ Phellogen Cork cambium ให้กำาเนิดคอร์ก หรือเฟล เลมหุ้มรอบรากและลำาต้น พืชใบเลี้ยงคูที่มีอายุมาก ่ ที่มา http://www.sbs.utexas.edu/mauseth/weblab/we
  13. 13. เนื้อ เยื่อ ถาวร (permanent tissues) หมายถึงกลุ่มของเซลล์ที่ในสภาพปกติ ไม่มการแบ่งตัว โดยเซลล์เหล่านี้เจริญ ี เปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยือเจริญอีก ่ ทีหนึ่ง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว (Simple permanent tissue) 2. เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน(Compount permanent tissue)
  14. 14. เนื้อ เยื่อ ถาวรเชิง เดี่ย ว ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ชนิด เดียวกัน มารวมกันเพื่อทำาหน้าที่ อย่างเดียวกัน แบ่งออกได้ 2 ประเภท ได้แก่ 1. เนื้อเยือป้องกัน (Protective ่ tissue) 2. เนื้อเยือพื้น (Ground ่ tissue)
  15. 15. เนื้อ เยื่อ ป้อ งกัน ทำาหน้าที่ปองกันอันตรายรวมทั้งการ ้ สูญเสียนำ้า มักอยูนอกสุดของราก ่ ลำาต้น และใบ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ - เอพิเดอร์มิส (Epidermis) - คอร์ก (Cork) หรือ เฟลเลม (Phellem)
  16. 16. เอพิเ ดอร์ม ิส (Epidermis) epidermis ปกป้องคุ้มครอง เนือเยือต่าง ๆ ้ ่ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผิวด้านนอก มีสารขี้ ผึ้งพวก คิวติน (cutin) ฉาบอยู่เพือช่วย ่ ป้องกันการระเหย ของนำ้า  ชั้นของคิวตินนี้ ที่มา http://www.nana-bio.com/e-learning/plant %20organ/root.html เรียกว่า
  17. 17. หน้าทีของเอพิเดอร์มส ่ ิ 1. ให้ความแข็งแรงและช่วยป้องกันอันตรายให้กับ เนือเยือ ้ ่ ทีอยู่ถัดไป ่ 2. ช่วยป้องกันไม่ให้นำ้าซึมผ่านเข้าไปในรากมาก เกินไป เพราะจะทำาให้รากเน่า 3. เจริญเปลี่ยนแปลงไปเป็น ขนราก เซลล์คุม ขนและต่อม
  18. 18. - ขนราก เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการดูดซึมนำ้าและแร่ธาตุ ที่มา http://www.nana-bio.com/e- learning/permanent.htm
  19. 19. - เซลล์คม ทำาหน้าที่ควบคุมการ ุ ปิด-เปิดของใบ ช่อ งปากใบ เซลล์ค ม ุ ลัก ษณะปากใบ ที่มา http://deen2do.com/idda/2008/03/pa
  20. 20. ขนและต่อม ที่มา http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/s
  21. 21. คอร์ก หรือเฟลเลม เกิดจากการแบ่งตัวของคอร์กแคมเบียม หรือเฟลเจน เมื่อคอร์กเติบโตเต็มที่แล้ว โพรโทพลาสซึมและ เยื่อหุ้มเซลล์ จะสลายไป เหลือเฉพาะผนังเซลล์ที่มีซูเบอริน และคิวติเคิล สะสม ซึ่งนำ้าจะไม่สามารถผ่านได้ เนือเยื่อชั้นคอร์กรวม ้ กับเฟลโลเจน และเฟลโลเดริ์ม เรียกรวมว่า เพอริเดิร์ม
  22. 22. Cor k
  23. 23. เนื้อเยื่อพื้น เป็นองค์ประกอบในราก ลำาต้น ใบ ดอก และเป็นตัวกลางให้เนื้อเยื่ออื่น ๆ แทรก ตัวอยู่ มีหลายประเภท ได้แก่
  24. 24. พาเรงคิม า (parenchyma) พบได้แทบทุกส่วนของ อวัยวะพืช รูปร่างหลายแบบ บางเซลล์คอนข้างกลม ่ รี ทรงกระบอกหรือ เป็นเหลี่ยม มีชองว่าง ่ ระหว่างเซลล์ ช่อ งว่า งระหว่า งเซลล์ (intercellular ที่มา space) http://botit.botany.wisc.edu/images/130/Cells_&_Tis
  25. 25. พาเรงคิม า (parenchyma) ตัด ตามยาว ตัด ตามขวาง (long section) (cross section) ที่มา http://botit.botany.wisc.edu/images/130/Cells_&_Tiss
  26. 26. พาเรงคิมา (parenchyma) ช่อ งอากาศ (air space) สะสมแป้ง ที่มา http://botit.botany.wisc.edu/images/130/Cells_&_Tis
  27. 27. หน้า ที่ข องพาเรงคิม า 1. สะสมนำ้าและอาหารพวกแป้ง โปรตีน และไขมัน 2. ในลำาต้นพืชอ่อน ๆ ทำาหน้าที่สังเคราะห์ด้วยแสง 3. ในพืชตระกูลถั่วจะอยู่รวมเป็นกลุมที่โคนก้านใบทำา ่ หน้าที่เกี่ยวกับ การหุบใบ กางใบในรอบวัน 4. ในพืช ซี-3 พืช ซี-4 บางชนิดพาเรงคิมาจะเจริญล้อม รอบมัด ท่อลำาเลียง ถ้าภายในมีคลอโรพลาสต์ก็จะสังเคราะห์ด้วยแสง ด้วย 5. ใบพืชบางชนิดจะเจริญเปลียนไปเป็นต่อมสร้างสาร เช่น ่ สร้างนำ้ามัน 6. พาเรงคิมาในมัดท่อลำาเลียงจะทำาหน้าที่ลำาเลียงอาหาร 7. ในก้านใบและเส้นกลางใบของพืชบาง
  28. 28. คอลเลงคิม า (collenchyma) ผนังเซลล์หนามากตาม มุมของเซลล์ ไม่ สมำ่าเสมอ เป็นการเพิ่มความยึด หยุ่น สารที่มาฉาบที่ผนังเป็น สารประกอบพวก เซลลูโลส http:// ที่มา ผนัง เซลล์ www.science.smith.edu/~mmarcotr/
  29. 29. คอลเลงคิม า (collenchyma) ลักษณะของคอลเลงคิมา ที่มา http://www.science.smith.edu/~mmarcotr/Hortwebpage-
  30. 30. สเกลอเรงคิม า (sclerenchyma) ผนังเซลล์หนามากสาร ที่มาฉาบเป็นสารพวก ลิกนิน (lignin) เป็นโครงกระดูกหรือ โครงร่างของพืช จำาแนกออกเป็น 2 ชนิด
  31. 31. เซลล์เ ส้น ใย (fiber) รูปร่างของเซลล์ยาว มาก หัวแหลมท้ายแหลม ผนังเซลล์หนามาก เป็นสารประกอบลิ กนิน ช่องว่างภายในเซลล์ แคบมากเรียกว่า ลู เมน มีความเหนียวและ ยืดหยุ่น
  32. 32. สเกลอรีด (scleried) รูปร่างสันและป้อม ้ อาจกลมหรือเป็น เหลี่ยม ผนังเซลล์หนา มักพบตามที่แข็งมาก ๆ เช่น กะลามะพร้าว เมล็ดพุทรา
  33. 33. เอนโดเดอร์ม ส ิ (Endodermis) Endod ermis ส่วนใหญ่พบในราก พืชใบเลี้ยงเดี่ยว เซลล์เรียงตัวเป็นแนว เดียว ผนังเซลล์บาง มีสารพวก ซูเบ อริน คิวติน หรือลิ กนิน มาสะสมเป็น แถบทำาให้ผนังเซลล์ ที่มา หนา เป็นแถบ ซึ่งจะ http://botit.botany.wisc.edu/images/130/Root/และ กีดขวางนำ้า
  34. 34. หน้า ที่ข องเอนโดเดอร์ม ิส 1. ป้องกันเนื้อเยื่อส่วนที่อยู่ถัดเข้าไปข้าง ใน 2. เป็นทางผ่านของนำ้า เกลือแร่ อาหาร และกีดขวางการลำาเลียงสารดังกล่าว
  35. 35. เนื้อ เยื่อ ถาวรเชิง ซ้อ น ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์หลายชนิดมา ทำางานร่วมกัน ซึ่งเนื้อเยือถาวรเชิงซ้อน ่ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ เนื้อเยือที่ทำาหน้าที่ลำาเลียงนำ้า แร่ธาตุ ่ เรียกว่าไซเลม (xylem) และเนื้อเยือ ่ ลำาเลียงอาหาร  เรียกว่า โฟลเอม (phloem)
  36. 36. ไซเลม (xylem) ลำาเลียงนำ้าและแร่ธาตุ ประกอบด้วย 1. vessel 2. tracheid 3. xylem fiber 4. xylem parenchyma ที่มา https://webspace.utexas.edu/harms/VEVI3/transport.
  37. 37. เทรคีด (Tracheid) รูปร่างยาว  หัว ท้ายค่อนข้าง แหลม  ผนังเซลล์ หนามี  สารพวกลิกนิน สะสม ผนังมีรูพรุน ที่เรียกว่า pit ที่มา http://facweb.furman.edu/~lthompson/bgy34/plant
  38. 38. เวสเซล (Vessel) คล้ายท่อยาวๆ ที่ประกอบ ด้วยท่อสั้นๆหลายๆท่อมาต่อ กัน ท่อสั้นแต่ละท่อเรียกว่า vessel member หรือ vessel element ผนังหนาเป็นสารพวกลิกนิ นมาสะสม มีช่องทะลุถึงกัน ซึ่งมีลักษณะเป็นรอยปรุ หรือรูพรุนที่เรียกว่า perforation plate  ที่มา
  39. 39. ไซเลมไฟเบอร์ (xylem fiber) ผนังหนา รูปร่างยาวเรียว หัวท้ายแหลม มีลักษณะคล้ายเส้นใย เป็นเซลล์ที่ตายแล้ว แต่ ยังคงทำาหน้าที่ให้ความแข็งแรงแก่พืชเท่านั้น
  40. 40. ไซเลม พาเรงคิม า (xylem parenchyma) เป็นเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงเซลล์เดียว ในเนื้อเยื่อไซ เลม มีผนังบาง แต่เมื่อแก่แล้วจะมีสารลิกนินมาสะสม ทำาให้ ผนังหนาขึ้น ปกติจะเรียงตัวในแนวตั้งแต่บางกลุมจะเรียง ่ ตัวตามขวาง หรือตามแนวรัศมี ทำาหน้าที่ลำาเลียงนำ้าและ เกลือแร่ไปตามด้านข้าง เรียกว่า ไซเลมเรย์ (xylem ray)
  41. 41. โฟลเอม (phloem) ที่มา http://www.uic.edu/classes/bios/bios100/lectf03a
  42. 42. โฟลเอม (phloem) ทีมา ่
  43. 43. ซีพ ทิว บ์ (sieve tube) มีรูปร่างยาว ปลาย ทั้ง 2 ด้านค่อนข้าง แหลม มีรูเล็กคล้าย ตะแกรง เรียกว่า ซีพเพลท (Sieve plate) บริเวณรูเล็ก ๆ ซีพเอเรีย ซีพทิวบ์ เมมเบอร์หลาย ๆ เซลล์ มาเรียงต่อกันเป็นท่อ ยาวๆ เรียกว่า ซีพทิว บ์ (Sieve tube)
  44. 44. แสดงลัก ษณะ ที่มา ของซีพ ทิว บ์ http://facweb.furman.edu/~lthompson/ bgy34/plantanatomy/plant_cells.htm
  45. 45. มัด ท่อ ลำา เลีย ง (vascular bundle)
  46. 46. เซลล์ค อมพาเนีย น (Companion cell) เซลล์มีขนาดเล็ก รูปร่างเรียว ยาว ปลายแหลม มีนิวเคลียสขนาด ใหญ่ เห็นได้ชัดเจน มีกำาเนิดจาก เซลล์ ต้นกำาเนิดเดียวกับซีพทิวบ์ เมมเบอร์ ที่มา http://www.school.net.th/library/create- web/10000/science/10000-5830.html
  47. 47. โฟลเอมพาเรงคิม า (Phloem parenchyma) เหมือนกับพาเรงคิมา ทั่วไป เป็นเซลล์ที่มีชีวิต ปกติลำาเลียงอาหารใน แนวดิ่ง บางกลุ่มลำาเลียงในแนว รัศมี ขวางลำาต้นและราก เรียกว่า โฟลเอมเรย์ ที่มา http://www.answers.com/topic/pericycle
  48. 48. โฟลเอมไฟเบอร์ (Phloem fiber) เป็นเซลล์ไม่มีชีวิตชนิดเดียวในเนื้อเยื่อโฟลเอม ให้ ความแข็งแรงแก่พืชเท่านั้น ที่มา http://www.sbs.utexas.edu/mauseth/weblab/webc
  49. 49. THE END

Notes de l'éditeur

  • 5/2
  • ×