โพธิยาลัย เดือน กุมภาพันธ์ 2555

Panda Jing
Panda JingLearn Corporation

เครดิต : http://www.ebookjang.com/

 

 




     
๒
๓
บทนํา
     สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน       เราก็ได้ มีโอกาสมาพบเจอกันอีกครั้ง
ในจุลสารโพธิยาลัยฉบับที่ ๒ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๕ ซึ่งภายใน
ฉบับนี้ยังคงอัดแน่นด้ วยเนื้อหาสาระ ธรรมะต่างๆ ที่ท่านผู้อ่านสามารถ
นําไปเป็ นคติประจําใจ หรือประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจําวันได้ เป็ นอย่างดี ซึ่ง
โดยหลักการทํางานแล้ ว คณะผู้จัดทําจะพยายามยึดหลักธรรมตามแนว
พระไตรปิ ฎกไว้ ให้ ได้ มากที่สด
                              ุ
       ส่วนภาพที่ปกหน้ า-ปกหลังเป็ นการประมาลภาพเหตุการณ์สาคัญ
                                                            ํ
ต่างๆ ที่เกิดขึ้นคืองานปฏิบติธรรม - สาระจากพระไตรปิ ฎก ครั้งที่ ๑
                               ั
ส่งท้ ายปี เก่า ต้ อนรับปี ใหม่ ระหว่างวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ ถึง
๑ มกราคม ๒๕๕๕ และพิธวางศิลาฤกษ์ศาลาบําเพ็ญบุญหลังใหม่ ของ
                                 ี
วัดจากแดง เมื่อวันศุกร์ท่ี ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ 
      ข่าวบุญครั้งยิ่งใหญ่   วัดจากแดงกําลังดําเนินการก่อสร้ างศาลา
การเปรียญ(ศาลาบําเพ็ญบุญหลังใหม่) จึงใคร่ขอเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธา
ร่วมบริจาคสมทบทุนการก่อสร้ างได้ ท่ี ฝ่ ายประชาสัมพันธ์วัดจากแดง
๐๒ - ๔๖๔ ๑๑๒๒ หรือ สามารถโอนผ่านธนาคารได้ ท่ี ชื่อบัญชี
พระมหาประนอม, พระธิติพงศ์, อัครเดช เลขที่บญชี 037-1-47659-4
                                              ั
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาพระประแดง
                                          บรรณาธิการจุลสารโพธิยาลัย
                                    bodhiyalai.magazine@gmail.com



                                    ๔
ไวยากรณ์ใหญ่ / บาฬีใหญ่เป็ นมาอย่างไร
                                                      รุ่งอรุณ จันทร์สงคราม
                             ี
        การศึกษาภาษาบาฬในสมัยก่อน เรียกกันว่า “เรียนมูล” เพราะถือ
                               ี
กันว่าความรู้ด้านภาษาบาฬน้ัน เป็ นมูลรากเป็ นรากฐานเป็ นพื้นฐานของ
                      ี
การศึกษาพระบาฬไตรปิ ฎก แม้ คัมภีร์กจจายนะที่นามาใช้ เป็ นแบบเรียน
                                                 ั          ํ
วิชาไวยากรณ์ ท่านก็เรียกว่า “มูลกัจจายน์” โดยใส่คาว่า “มูล” ไว้  ํ
ข้ างหน้ าชื่อคัมภีร์เดิม เพื่อให้ ร้ ว่านี่เป็ นวิชาพื้นฐานเป็ นรากฐานและเป็ น
                                      ู
มูลรากของพระปริยัติ
        คัมภีร์กจจายนะที่ใช้ เป็ นแบบเรียนนั้น เป็ นคัมภีร์ท่เขียนด้ วยภาษา
                 ั                                                 ี
บาฬี การศึกษาเล่าเรียนจึงต้ องใช้ เวลา เพราะเป็ นภาษาที่ผ้ ูเรียนยังไม่
คุ้นเคย
        ต่อมา เมื่อมีการปรับเปลี่ยนแบบเรียนจากคัมภีร์เล่มเดิม เป็ น
แบบเรียนเล่มใหม่ท่เขียนเป็ นภาษาไทย เพื่อให้ ผ้ ูเรียนเข้ าใจเนื้อหาของ
                        ี
                   ี
ไวยากรณ์บาฬโดยตลอดในเวลาไม่นาน คัมภีร์ท่เป็ นแบบเรียนเล่มเดิมจึง
                                                         ี
ค่อยๆหมดบทบาทลงไปในวงการศึกษา
        พระเถระผู้ผ่านการเล่าเรียนคัมภีร์มูลกัจจายน์มาก่อนหรือท่านที่ได้
ประจักษ์ ในความสําคัญของคัมภีร์เดิม ต่างรู้คุณประโยชน์ของการศึกษา
ตามคัมภีร์เดิม จึงบอกกล่าวให้ ผ้ ูอ่นได้ รับรู้ด้วยและพยายามหาวิธฟ้ ื นฟู
                                          ื                              ี
การศึกษาตามคัมภีร์เดิมนั้น              จนในที่สดเมื่อท่านอาจารย์พระภัททันต
                                                   ุ
ธัมมานันทมหาเถระ ธัมมาจริยะ อัครมหาบัณฑิต เจ้ าอาวาสวัดท่ามะโอ
จังหวัดลําปาง เปิ ดสอนคัมภีร์เหล่านั้นอย่างทุ่มเทจิตใจ วงการศึกษาภาษา
      ี
บาฬในเมืองไทยจึงได้ ร้ จกและได้ สมผัสเนื้อหาที่กว้ างขวางและยิ่งใหญ่น้ัน
                          ูั            ั
อีกครั้ง

                                      ๕
คัมภีร์ท่ใช้ เป็ นแบบเรียนวิชาไวยากรณ์ ซึ่งเป็ นวิชาแรกนั้น ท่าน
               ี
อาจารย์เลือกคัมภีร์รปสิทธิมาเป็ นแบบเรียน เนื่องจากเป็ นคัมภีร์ท่นา
                        ู                                           ี ํ
สูตรกัจจายนะมาจัดเรียนเนื้อหาใหม่ ทําให้ สะดวกต่อการศึกษาเรียนรู้
      กลุ่มคัมภีร์ไวยากรณ์น้ันมีการเรียบเรียงเป็ นสองแบบคือ
                 ๑. แบบมีสตรเป็ นหลัก เรียกว่า “ไวยากรณ์ใหญ่”
                             ู
                 ๒. แบบไม่มสตร เรียกว่า “ไวยากรณ์น้อย”
                               ี ู
       นี่เป็ นการชี้ให้ เห็นจุดต่างในกลุ่มคัมภีร์ไวยากรณ์ท่มีอยู่ แต่หาก
                                                            ี
กล่าวให้ ละเอียดลงไป คัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่น้ันนอกจากจะมีสตรเป็ นหลัก ู
แล้ ว ยังมีคาอธิบายสูตรที่เรียกว่า “วุตติ” และมีอทาหรณ์คือตัวอย่างของ
               ํ                                      ุ
สูตรอีกด้ วย
         เมื่อการศึกษาคัมภีร์เดิมที่สานักเรียนวัดท่ามะโอเปิ ดสอนอยู่น้นเป็ น
                                     ํ                                ั
ที่ร้ จักมากขึ้น ผู้สนใจต่างมุ่งไปเรียน ถามว่าไปเรียนอะไรที่น่ัน ครั้นตอบ
      ู
ว่าเรียนไวยากรณ์ใหญ่ คนฟังคําตอบก็คงจะงง เพราะไม่ค้ ุนเคย เนื่องจาก
การศึกษาของคณะสงฆ์ท่ค้ ุนเคยกันนั้นมีสองแผนกคือ แผนกธรรม กับ
                           ี
แผนกบาฬี ภายหลังจึงใช้ คาว่า “บาฬใหญ่”แทน เพื่อให้ เข้ าใจได้ ง่าย
                                ํ          ี
เพราะคําว่า “บาฬี” บอกถึงการศึกษาด้ านภาษาบาฬไม่ว่าจะเป็ นคัมภีร์
                                                          ี
ใดๆก็ตาม
         ก่อนจบหัวข้ อนี้ ขอแนะนําชื่อคัมภีร์ไวยากรณ์ท่เขียนเป็ นภาษาบาฬี
                                                        ี
มาให้ ทราบบ้ างดังนี้
         คัมภีร์แบบมีสตรเป็ นหลัก ที่เรียกว่า “ไวยากรณ์ใหญ่” นั้น เช่น
                       ู
คัมภีร์กจจายนะ, ปทรูปสิทธิ, โมคคัลลานะ, สัททนีติ และนิรตติทปนี
           ั                                                      ุ ี
         ส่วนคัมภีร์แบบไม่มีสตร ที่เรียกว่า “ไวยากรณ์น้อย” นั้น เช่น
                              ู
คัมภีร์วิภตยัตถะ, สัททพินทุ และ การิกา เป็ นต้ น 
             ั

                                     ๖
ความสันโดษ หลักธรรมนําความเจริญ
                                                                   เขมาเขมะ
        หลายๆครั้งชาวพุทธมักจะสงสัยกันว่า พระพุทธองค์ทรงสอนให้ เรา
เป็ นผู้มักน้ อยสันโดษ ซึ่งสวนกระแสกับสังคมในปัจจุบนอย่างมาก เพราะ
                                                            ั
สังคมในปัจจุบน ล้ วนแล้ วแต่แก่งแย่งแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น เร่งรีบขวนขวาย
                   ั
หาทรัพย์สนเงินทองกันตลอดเวลา จนกระทั่งทุกๆคนมองว่าความสันโดษ
              ิ
เป็ นความล้ าหลัง เป็ นเครื่องขัดขวางความเจริญ เข้ าใจว่าผู้สนโดษจะเป็ น
                                                                   ั
ผู้เกียจคร้ าน ไม่ทะเยอทะยาน ไม่เจริญก้ าวหน้ า ซึ่งเป็ นความคิดทีผิด      ่
        ก่อนอื่นเรามาทําความเข้ าใจกับคําว่า “สันโดษ” กันเสียก่อน ความ
สันโดษเป็ นคําแสดงถึงหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา เป็ นหลักในการ
ตัดสินพระธรรมวินัย             เป็ นเครื่องชี้ชัดพิสจน์ว่าเป็ นคําสั่งสอนในทาง
                                                     ู
พระพุทธศาสนาหรือไม่ ซึ่งพระพุทธเจ้ าทรงวางหลักในการตัดสินไว้ ว่า
        ธรรมเหล่าใด เป็ นไปเพื่อความกําหนัด เพื่อความประกอบทุกข์
เพื่อการสะสมกองกิเลส เพื่อความอยากใหญ่ เพื่อความไม่สนโดษ เพื่อ        ั
ความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ เพื่อความเกียจคร้ าน และเพื่อความเป็ นผู้เลี้ยง
ยาก สิ่งเหล่านั้น ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คาสั่งสอนของพระพุทธเจ้ า
                                                   ํ
                              สนฺตุฏฐิ ปรมํ ธนํ
                     ความสันโดษเป็ นทรัพย์อย่างยอดเยี่ยม
        ความสันโดษ จัดเป็ นธรรมในหมวดสัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ
ในกลุ่มมรรคมีองค์ ๘
        ท่านแบ่งความสันโดษออกเป็ น ๓ กรณี คือ
                ๑. ยถาพลสันโดษ
                ๒. ยถาลาภสันโดษ
                ๓. ยถาสารุปปสันโดษ
                                      ๗
ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกําลังตน ตามกําลังทรัพย์ กําลังความรู้
กําลังความคิด กําลังบริวาร กําลังคน ซึ่งในจุดนี้แสดงว่าทุกๆคน
สามารถจะแสวงหาความรู้ ค้ นคว้ าทดลอง พิสจน์ได้ ตลอดเวลา ตราบ
                                               ู
เท่าที่ไม่เป็ นการละเมิดสิทธิ หรือเป็ นการเบียดเบียนผู้อ่น ฉะนั้นการ
                                                         ื
พัฒนาก้ าวหน้ า ก็จะมีไปเรื่อยๆ เพียงแต่ว่าควบคุมทิศทางไม่ให้ ผด   ิ
ศีลธรรม ผิดกฎหมายเท่านั้น
      ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้ ได้ มากได้ น้อยก็ทาใจให้ ยินดี
                                                           ํ
เท่ากับสิ่งที่ตนได้ ทําให้ ไม่เป็ นผู้ทะยานอยากจนเกินไป ในบางครั้งหาก
ปล่อยให้ ความอยากเข้ าครอบงําแล้ ว ก็จะเกิดการแสวงหาโดยไม่สนใจ
วิธี ไม่สนใจความถูกต้ อง ไม่ยึดหลักศีลธรรม ก่อให้ เกิดการละเมิด
กฎหมาย
       ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามความเหมาะสม ควรแก่ฐานะของ
ตนเอง กรณีการบริโภคใช้ สอย ความเป็ นอยู่ การจะนุ่งห่ม การจะสร้ าง
บ้ านเรือน เป็ นต้ น ก็พิจารณาอย่างพอเหมาะพอควร ไม่ทาจนเกินตัว
                                                      ํ
เกินฐานะ เกินกําลังทรัพย์ของตน
      ถ้ าสังคมไทยมีความสันโดษ คนในสังคมเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ
การเอารัดเอาเปรียบกัน การคอรัปชั่น โกงกิน การรับสินบนต่างๆก็จะ
ไม่มี สังคมจะอยู่ร่วมกันได้ อย่างปกติสข มีการสร้ างสรรค์พัฒนาบน
                                      ุ
ทิศทางของความถูกต้ องดีงามตลอดไป สันโดษจึงเป็ นทรัพย์อนยอด ั
เยี่ยมในหมู่มนุษย์ท้งหลาย 
                    ั




                                 ๘
ใครควรโจทก์
                                                                      สังคีตวรภิกขุ
       สมัยหนึ่ง       พระผู้มีพระภาคเจ้ าประทับอยู่ท่ป่าเป็ นที่ทาพลีกรรม
                                                      ี           ํ
ใกล้ กรุงกุสนารา ณ ที่น้ันแล พระผู้มีพระภาคเจ้ าตรัสเรียกภิกษุท้งหลาย
            ิ                                                       ั
มาแล้ วตรัสสอนว่า “ภิกษุท้งหลาย ภิกษุผ้ ูท่ต้องการโจทก์ผ้ ูอ่นพึง
                                 ั                  ี                  ื
พิจารณาธรรม ๕ ประการในตน พึงเข้ าไปตั้งธรรม ๕ ประการไว้ ในตน
แล้ วจึงโจทก์ผ้ ูอ่น” ธรรม ๕ ประการอันภิกษุพึงพิจารณาในตนเป็ นไฉน
                   ื
   (๑) ภิกษุท้งหลาย ภิกษุผ้ ูเป็ นโจทก์ประสงค์จะโจทก์ผ้ ูอ่น พึงพิจารณา
                 ั                                             ื
อย่างนี้ว่า เราเป็ นผู้มีกายสมาจารอันบริสทธิ์ เราเป็ นผู้ประกอบด้ วยกาย
                                          ุ
สมาจาร๑อันบริสทธิ์ ไม่ขาด ไม่บกพร่องหรือหนอ ธรรมนี้มพร้ อมอยู่แก่
                     ุ                                           ี
เราหรือไม่หนอ ภิกษุท้งหลาย หากว่าภิกษุมิได้ เป็ นผู้มีกายสมาจารอัน
                            ั
บริสทธิ์ ไม่ขาด ไม่บกพร่องไซร้ จะมีผ้ ูว่ากล่าวกะภิกษุน้นว่า ‘เชิญท่าน
       ุ                                                     ั
ศึกษาความประพฤติทางกายเสียก่อนเถิด’ จะมีผ้ ูกล่าวกะภิกษุน้ันอย่างนี้
      (๒) อีกประการหนึ่ง ภิกษุผ้ ูเป็ นโจทก์ประสงค์จะโจทก์ผ้ ูอ่น พึง
                                                                   ื
พิจารณาอย่างนี้ว่า เราเป็ นผู้มีวจีสมาจารบริสทธิ์ เราเป็ นผู้ประกอบด้ วยวจี
                                             ุ
สมาจารอันบริสทธิ์ ไม่ขาด ไม่บกพร่องหรือหนอ ธรรมนี้มีพร้ อมอยู่แก่
                   ุ
เราหรือไม่หนอ ภิกษุท้งหลาย หากว่าภิกษุมิได้ เป็ นผู้มีวจีสมาจารบริสทธิ์
                          ั                                             ุ
มิได้ ประกอบด้ วยวจีสมาจารบริสทธิ์ ไม่บกพร่อง ไม่ขาดไซร้ จะมีผ้ ูกล่าว
                                   ุ
กะภิกษุน้ันว่า ‘เชิญท่านจงศึกษาความประพฤติทางวาจาเสียก่อนเถิด’ จะ
มีผ้ ูว่ากล่าวกะภิกษุน้ันอย่างนี้
      ๑
       จะขออธิบายคําว่ากายสมาจารก่อน กายสมาจารคือการทําในสิ่งที่ควรทํา ศัพท์น้ ีมา
จาก สํ อุปสัค + อาจาร แปลว่าประพฤติดี + คําว่ากาย ศัพท์คานี้เกี่ยวข้ องทั้งในเรื่องของ
                                                                   ํ
อาชีพและไม่เกี่ยวข้ องกับอาชีพ คนเราควรจะทําสิ่งที่ดีโดยไม่เกี่ยงว่าเพื่ออะไร

                                          ๙
(๓) อีกประการหนึ่ง ภิกษุผ้ ูเป็ นโจทก์ประสงค์จะโจทก์ผ้ ูอ่น พึง
                                                                ื
พิจารณาอย่างนี้ว่าเราเข้ าไปตั้งเมตตาจิต ไม่อาฆาตไว้ ในเพื่อนพรหมจารี
ทั้งหลายแล้ วหรือหนอ ธรรมนี้มีอยู่แก่เราหรือไม่หนอ ภิกษุท้งหลาย หาก
                                                            ั
ว่าภิกษุมิได้ เข้ าไปตั้งเมตตาจิต ไม่อาฆาตไว้ ในเพื่อนพรหมจารีท้งหลาย
                                                                  ั
ไซร้ จะมีผ้ ูว่ากล่าวภิกษุกะนั้นว่า ‘เชิญท่านจงเข้ าไปตั้งเมตตาจิตไว้ ใน
เพื่อนพรหมจารีท้งหลายเสียก่อนเถิด’ จะมีผ้ ูว่ากล่าวกะภิกษุน้ันอย่างนี้
                     ั
       (๔) อีกประการหนึ่ง ภิกษุผ้ ูเป็ นโจทก์ประสงค์จะโจทก์ผ้ ูอ่น พึง
                                                                  ื
พิจารณาอย่างนี้ว่า เราเป็ นพหูสต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็ นผู้ได้ สดับมา
                                 ู
มาก ทรงไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้ วยดีด้วยทิฏฐิ ซึ่งธรรมอันงาม
ในเบื้องต้ น งามในท่ามกลาง งามในที่สด ประกาศพรหมจรรย์พร้ อมทั้ง
                                          ุ
อรรถทั้งพยัญชนะ บริสทธิ์บริบูรณ์ส้ นเชิงหรือหนอ ธรรมนี้มีพร้ อมอยู่แก่
                          ุ          ิ
เราหรือไม่หนอ ภิกษุท้งหลาย หากภิกษุไม่เป็ นพหูสตทรงสุตะ สั่งสมสุตะ
                        ั                            ู
ไม่เป็ นผู้ได้ สดับมามาก ทรงไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้ วยดีด้วยทิฏฐิ
ซึ่งธรรมอันงามในเบื้องต้ น งามในท่ามกลาง งามในที่สด ประกาศ   ุ
พรหมจรรย์ พร้ อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสทธิ์บริบูรณ์ส้ นเชิงไซร้ จะมี
                                              ุ            ิ
ผู้ว่ากล่าวภิกษุน้ันว่า ‘เชิญท่านจงเล่าเรียนคัมภีร์เสียก่อนเถิด’ จะมีผ้ ูว่า
กล่าวกะภิกษุน้ันอย่างนี้
        (๕) อีกประการหนึ่ง ภิกษุผ้ ูเป็ นโจทก์ประสงค์จะโจทก์ผ้ ูอ่น พึงื
พิจารณาอย่างนี้ว่า เราจําปาติโมกข์ท้งสองได้ ดีแล้ ว จําแนกดีแล้ ว ให้
                                        ั
เป็ นไปดีแล้ ว โดยพิสดาร วินิจฉัยดีแล้ วโดยสูตร โดยอนุพยัญชนะหรือ
หนอ ธรรมนี้มีพร้ อมอยู่แก่เราหรือไม่หนอ ภิกษุท้งหลาย หากว่าภิกษุ
                                                      ั
เป็ นผู้ไม่จาปาติโมกข์ท้งสองได้ ดีแล้ ว มิได้ จาแนกดีแล้ ว มิได้ ให้ เป็ นไปดี
            ํ           ั                      ํ
แล้ วโดยพิสดาร มิได้ วินิจฉัยด้ วยดีโดยสูตรโดยอนุพยัญชนะ

                                     ๑๐
ภิกษุน้นถูกถามว่า ท่านผู้มีอายุ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคเจ้ าตรัสแล้ ว
       ั
ในที่ไหน ดังนี้ แก้ ไม่ได้ จะมีผ้ ูว่ากล่าวกะภิกษุน้ันว่า ‘เชิญท่านศึกษา
วินัยเสียก่อนเถิด’ จะมีผ้ ูว่ากล่าวกะภิกษุน้ันอย่างนี้
      ภิกษุควรตั้งไว้ ในธรรม ๕ ประการว่า เรา... จักกล่าวในกาลอัน
ควร จักไม่กล่าวโดยกาลอันไม่ควร ๑ จักกล่าวด้ วยคําจริง จักไม่กล่าวคํา
เท็จ ๑ จักกล่าวด้ วยคําอ่อนหวาน จักไม่กล่าวด้ วยคําหยาบ ๑ จักกล่าว
ด้ วยคําที่ประกอบด้ วยประโยชน์ จักไม่กล่าวถ้ อยคําอันไม่ประกอบด้ วย
ประโยชน์ ๑ จักมีเมตตาจิตกล่าว จักไม่เพ่งโทษกล่าว ๑ พึงตั้งใจ ๕
ประการนี้แล้ วจึงโจทก์ผ้ ูอ่น”
                            ื
     พระพุทธพจน์น้ ีอยู่ใน กุสนาราสูตร อังคุตรนิกาย ทสกนิบาต
                                   ิ
     การโจทก์ผ้ ูอ่นนั้นใช่ว่าจะทําไม่ได้ แต่ควรจะรู้จักกาล ไม่หยาบคาย
                   ื
และมีเมตตาจิต คือ มีใจเอื้อเฟื้ อบุคคลนั้นจริงๆ ไม่ใช่พูดตามใจ หรือ
พูดเพื่อให้ เขาโกรธ แต่พึงพิจารณาก่อนพูด 




                                  ๑๑
พระนางปฏาจาราเถรี
                                                                       ตถตา
          สดับมาว่า พระนางปฏาจารานั้นในอดีตก่อนบวชได้ เป็ นธิดาของ
เศรษฐีผ้ ูหนึ่ง มีทรัพย์สนมากถึง ๔๐ โกฏิในเมืองสาวัตถี นางมีรปโฉม
                             ิ                                           ู
งดงามมาก ในเวลาที่นางมีอายุครบ ๑๖ ปี บิดามารดานั้นต้ องการจะ
รักษาไม่ให้ เกิดข้ อครหานินทา จึงให้ นางอาศัยอยู่บนปราสาทชั้น ๗ โดย
ได้ รับการเลี้ยงดูทะนุถนอมเป็ นอย่างดีจากบิดามารดา ถึงกระนั้นนางก็ยัง
แอบลักลอบมีความสัมพันธ์กบคนใช้ คนหนึ่งของตน
                                  ั
          กาลต่อมา บิดามารดาของนางได้ ยกนางให้ กบบุตรชายของเศรษฐี
                                                          ั
คนหนึ่งผู้มีชาติตระกูลเสมอกัน และได้ กาหนดวันวิวาห์กนไว้ เรียบร้ อย
                                                  ํ                 ั
เมื่อวันวิวาห์ใกล้ เข้ ามา นางจึงพูดกับคนรับใช้ ผ้ ูเป็ นสามีว่า “บิดามารดา
กําลังจะยกฉันให้ กบบุตรชายของเศรษฐีตระกูลหนึ่ง ถ้ าฉันไปสู่สกุลนั้น
                       ั
แล้ ว แม้ เธอจะต้ องถือเครื่องบรรณาการมาเพื่อฉัน ก็จะไม่สามารถเข้ าไป
ในที่น้ันได้ หากเธอมีความรักในฉัน ก็จงพาฉันหนีไปในบัดนี้เถิด” คนรับ
ใช้ ผ้ ูเป็ นสามีรับคําแล้ วบอกว่า “ถ้ าเช่นนั้น ฉันจักยืนรออยู่ท่ประตูเมืองแต่
                                                                  ี
เช้ าตรู่ เธอจงออกไปด้ วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งเถิด” วันรุ่งขึ้นนางได้ นุ่ง
ห่มผ้ าเก่าๆ สยายผม เอารําทาทั่วร่างกาย มือถือหม้ อนําทําตัวประดุจนาง
                                                             ้
ทาสีเดินออกจากเรือน เพื่อไปยังจุดที่นัดพบกัน จากนั้นจึงได้ ออกเดินทาง
จากเมืองไปสู่ชนบทปลายแดนที่แสนกันดาร ยึดอาชีพทําไร่ ไถนา ปลูก
ผักเลี้ยงชีพ ได้ รับผลวิบากคือทุกขเวทนาเป็ นอันมาก
            ต่อมานางได้ ต้งครรภ์บุตรคนแรก ด้ วยมีความกังวลเกี่ยวกับการ
                          ั
คลอดและการดูแลรักษาบุตรของตน จึงได้ ปรึกษากับสามีว่า “ใครๆใน
ที่น้ ีผ้ ูจะคอยอุปการะเราไม่มีเลย พี่จงพาดิฉันไปสู่บ้านเถิด ตามธรรมดา
บิดามารดาเป็ นผู้มีจิตใจอ่อนโยนในบุตร จักยกโทษให้ ดิฉันเป็ นแน่แท้ ”
                                     ๑๒
ฝ่ ายสามีได้ ฟังดังนั้นแล้ วคัดค้ านขึ้นว่า “นางผู้ เจริญ เธอพูดอะไร
ออกมา บิดามารดาของเธอ เมื่อเห็นฉันแล้ วจะต้ องลงทัณฑ์อย่างแน่นอน
ฉันไม่สามารถจะไปในที่น้ันได้ ” แม้ นางอ้ อนวอนอยู่หลายต่อหลายครั้ง ก็
ไม่ได้ รับความยินยอม นางจึงได้ รอเวลาที่สามีเข้ าป่ า บอกคนแถวนั้นผู้
คุ้นเคยกันสั่งว่า “ถ้ าสามีฉันกลับมา แล้ วไม่พบฉัน พวกท่านพึงบอกแก่
สามีของฉัน ว่าฉันได้ กลับไปสู่เรือนของตระกูลแล้ ว” จากนั้นจึงปิ ดประตู
แล้ วก็หนีไป ฝ่ ายสามีพอกลับมาถึงบ้ าน เมื่อไม่พบภรรยา จึงถามคนแถว
นั้น หลังจากได้ ทราบเรื่องแล้ ว ก็ออกติดตามเพื่อจะพานางกลับ เมื่อพบ
นางในระหว่างทางจึงได้ อ้อนวอนต่างๆนานา แต่กไม่สามารถจะให้ นาง็
กลับได้
         ขณะนั้นลมกัมมัชวาตของนางปั่นป่ วน ได้ เวลาที่จะคลอดบุตร นาง
ได้ เข้ าไปสู่พุ่มไม้ แห่งหนึ่ง นอนกลิ้งเกลือกอยู่ท่พ้ ืนคลอดบุตรด้ วยอาการ
                                                       ี
ทุลักทุเล หลังจากคลอดบุตรแล้ วจึงคิดว่า “เราจะกลับไปสู่ตระกูลก็เพื่อ
จะคลอดบุตร บัดนี้บุตรของเราได้ คลอดมาแล้ ว กิจที่จะกลับไปสู่ตระกูลก็
ไม่ม” จึงตัดสินใจเดินทางกลับสู่เรือนกับสามี
      ี
        ต่อมานางได้ ต้ังครรภ์บุตรคนที่ ๒ อีก นางก็ได้ อ้อนวอนสามีดัง
เช่นเดียวกับเมื่อคลอดบุตรคนแรก เมื่อไม่ได้ รับความยินยอมจากสามีอก      ี
จึงตัดสินใจหนีโดยอุ้มบุตรคนแรกไว้ ท่สะเอวแล้ วออกเดินทางเพื่อกลับ
                                          ี
ไปสู่ตระกูลของตน ฝ่ ายสามีเมื่อกลับถึงเรือนไม่พบ จึงออกตามหาจนพบ
เข้ าในระหว่างทาง อ้ อนวอนด้ วยวิธต่างๆแต่กไม่สามารถจะโน้ มน้ าวให้
                                            ี       ็
นางกลับเรือนได้
        ในขณะนั้นเอง ฝนได้ ตกหนักอย่างไม่ขาดสาย ราวกับจะทําลาย
บริเวณนั้นให้ ย่อยยับไปด้ วยเมล็ดฝน ประจวบกับลมกัมมัชวาตของนางก็
เริ่มปั่นป่ วน จึงได้ บอกสามีให้ หาที่หยุดพักเพื่อหลบฝนแต่ในบริเวณนั้น
                                    ๑๓
ไม่มีสถานที่พอจะอาศัยหลบฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสายได้ จะมีกแต่            ็
เพียงจอมปลวกที่อยู่ภายในพุ่มไม้ ไผ่ สามีจึงนํามีดไปตัดจอมปลวกทํา
เป็ นอุโมงค์ เพื่อจะใช้ เป็ นที่หลบฝน ในขณะที่ฟันจอมปลวกอยู่น้น            ั
อสรพิษร้ ายได้ เลื้อยออกจากจอมปลวก ฉกเข้ าที่แขนอย่างแรง พิษนั้น
แล่นเข้ าสู่ภายในร่างกายของสามี          ทําให้ ร่างกายมีสเขียวดุจดังเปลวไฟ
                                                          ี
ตั้งขึ้นจากภายใน ล้ มลงสิ้นชีวิตในที่น้ันนั่นเอง
         ฝ่ ายภรรยาได้ แต่ชะเง้ อรอคอยการกลับมาของสามี โดยไม่อาจทราบ
ได้ เลยว่าสามีของตนเสียชีวิตแล้ ว ในที่สดก็คลอดบุตรคนที่ ๒ ท่ามกลาง
                                            ุ
สายฝนในที่น้ันเอง เด็กทั้งสองไม่สามารถที่จะทนสายฝนและลมกรรโชก
ได้ พากันส่งเสียงร้ องลั่นด้ วยความหนาวเหน็บ นางจึงได้ นาเด็กทั้ง ๒ คน
                                                            ํ
ไว้ ระหว่างอก คุกเข่าใช้ ลาตัวเสมือนเครื่องมุงบังคร่อมเด็กทั้งสองไว้ เพื่อ
                              ํ
บังฝนให้ จนตลอดราตรี ร่างกายของนางซีดขาว ราวกับว่าไร้ ซ่งโลหิต       ึ
         เมื่ออรุณขึ้น ฝนหยุดตก นางก็อ้ มบุตรที่เพิ่งคลอดผู้มีสผวดังชิ้นเนื้อ
                                        ุ                      ี ิ
สดไว้ ท่สะเอว และจูงบุตรคนโตออกตามหาสามี ครั้นเมื่อเห็นสามีนอน
           ี
เสียชีวิตอยู่ท่จอมปลวก จึงได้ ร้องไห้ พรํ่าเพ้ อรําพัน ปริ่มจะขาดใจว่า
                 ี
“เป็ นเพราะเราทีเดียว สามีจึงต้ องมาเสียชีวิตอย่างอนาถในที่น้ ี” แล้ วก็
เดินทางต่อไปจนถึงแม่นาอจิรวดี ซึ่งเชี่ยวกรากเต็มเปี่ ยมด้ วยนําสูงถึงหน้ า
                           ํ้                                      ้
อก เพราะฝนที่ตกอย่างหนักตลอดคืน ไม่สามารถที่จะนําบุตรทั้งสองข้ าม
ไปพร้ อมๆกันได้ จึงให้ บุตรคนโตรออยู่ท่ฝ่งนี้ แล้ วอุ้มบุตรคนเล็กข้ าม
                                                 ี ั
แม่นาไปสู่อกฝั่ง ปูลาดกิ่งไม้ ใบไม้ ไว้ สาหรับให้ บุตรคนเล็กนอน แล้ วจึง
      ํ้       ี                          ํ
ข้ ามกลับไปเพื่อรับบุตรคนโต ในระหว่างข้ ามนํากลับไปเพื่อรับบุตรคนโต
                                                     ้
ก็ไม่อาจจะละความเป็ นห่วงต่อบุตรอ่อนได้ จึงได้ เหลียวกลับแลดู ดูแล้ ว
ดูเล่าในระหว่างเดิน พอเดินถึงกลางแม่นา เหยี่ยวตัวหนึ่งเห็นบุตรคนเล็ก
                                              ํ้
ซึ่งมีผวแดงเข้ มสดดังชิ้นเนื้อนอนอยู่ จึงโฉบถลาลงจากอากาศด้ วยเข้ าใจ
         ิ
                                    ๑๔
ว่าเป็ นชิ้นเนื้อ นางเหลียวมาพบเข้ า จึงได้ ยกมือทั้งสองขึ้นร้ องไล่ด้วยเสียง
ดัง “ซู่ ซู่” แต่เหยี่ยวไม่ได้ ยินเสียง จึงได้ โฉบพาบุตรน้ อยขึ้นไปสู่อากาศ
แล้ วบินหายลับไป ส่วนบุตรที่ยืนอยู่อกฝั่ง เห็นแม่ของตนยกมือทั้งสองขึ้น
                                        ี
พร้ อมกับร้ องเสียงดัง ก็เข้ าใจว่าแม่เรียกตน จึงกระโดดลงนํา ถูกกระแส
                                                                ้
นําอันเชียวกรากพัดจมหายไปในที่น้ัน
   ้
        นางได้ รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส ได้ แต่เดินบ่นเพ้ อตลอดทาง
ปานจะขาดใจว่า “บุตรของเราคนหนึ่งถูกเหยี่ยวโฉบไป คนหนึ่งถูกนําพัด         ้
ไป สามีกตายเสียในที่เปลี่ยว” จนกระทั่งมาถึงกรุงสาวัตถี พบบุรษผู้
              ็                                                            ุ
เดินทางคนหนึ่งจึงได้ ถามว่า “ท่าน ตระกูลชื่อโน้ น ใกล้ ถนนโน้ น ในกรุง
สาวัตถียังมีอยู่หรือ ท่านทราบไหม” ฝ่ ายชายผู้เดินทางตอบว่า “อย่าถาม
ฉันถึงตระกูลนั้นเลยแม่ ถ้ าท่านรู้จักตระกูลอื่น จงถามเถิด” ฝ่ ายธิดา
เศรษฐีตอบว่า “ฉันไม่ได้ มีธุระกับตระกูลอื่นเลย ฉันต้ องการไปสู่ตระกูล
นั้นเท่านั้นแหละพ่อ” แต่ไม่ว่านางจะถามอย่างไร บุรษผู้เดินทางก็ไม่ยอม
                                                       ุ
ตอบ จนกระทั่งทนการรบเร้ าไม่ไหว จึงพูดขึ้นว่า “แม่เอ๋ย แม่เห็นฝนตก
คืนยันรุ่งไหม” ฝ่ ายธิดาของเศรษฐีตอบว่า “เห็นจ้ ะพ่อ ฝนนั้นตกราวกะ
ว่าตกเพื่อฉันเท่านั้น หาได้ ตกเพื่อผู้อ่นไม่ เอาเถิดฉันจักบอกเหตุท่ฝนตก
                                          ื                            ี
แก่ท่านในภายหลัง ท่านจงบอกความความเป็ นไปของเรือนเศรษฐีน้ันแก่
ฉันก่อนเถิด” บุรษเดินทางจึงตอบว่า “แม่ เมื่อกลางคืนพายุฝนได้ พัดเอา
                     ุ
เรือนล้ มทับคนที่อยู่ข้างในบ้ านตายหมด ขณะนี้คนทั้งสามกําลังถูกเผาบน
เชิงตะกอนเดียวกัน แม่เอ๊ย ควันนั่นยังปรากฏอยู่” นางได้ ฟังดังนั้นแล้ วก็
ถึงความเป็ นผู้ส้ นสติ เป็ นคนวิกลจริต ตะลึงอยู่ในขณะนั้นนั่นเอง
                   ิ
พลางเดินกระเซอะกระเซิง ไม่ร้ สกถึงผ้ าที่หลุดออกจากกาย บ่นเพ้ อรําพัน
                                  ู ึ
ไปตลอดทางว่า “บุตรของเรา ๒ คนตายเสียแล้ ว สามีของเราก็ตายแล้ ว
ในทางเปลี่ยว พ่อแม่ และพี่ชายก็ถูกเผาบนเชิงตะกอนเดียวกัน”
                                    ๑๕
ด้ วยอาการเช่นนี้ คนทั้งหลายเห็นนางก็เข้ าใจว่าเป็ นหญิงบ้ า จึงเอามือ
กอบฝุ่ นทรายโปรยลงใส่ศรษะนางบ้ างขว้ างปาด้ วยก้ อนหินบ้ าง
                             ี
      ทีน้ัน พระศาสดาประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัท ๔ ในเขต
พระเชตวันมหาวิหาร ได้ ทอดพระเนตรเห็นนางผู้บาเพ็ญบารมีมาแสนกัป
                                                     ํ
ในสมัยพระพุทธเจ้ าพระนามว่าปทุมุตตระ บริบูรณ์ด้วยบุญญาภินิหารเดิน
มาอยู่ พระองค์จึงทรงดําริว่า “เว้ นขาดจากเราเสีย ผู้อ่นชื่อว่าจะสามารถ
                                                         ื
เป็ นที่พ่ึงของหญิงผู้น้ ี หามีไม่” จึงทรงบันดาลให้ นางเดินบ่ายหน้ ามาสู่
วิหาร พวกเหล่าพุทธบริษัทเห็นนางเข้ า จึงพากันกล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย
อย่าให้ หญิงบ้ าเช่นนี้ เข้ ามาในที่น้ ีเลย” พระศาสดาตรัสว่า “พวกเธอจง
หลีกไป อย่าได้ ห้ามมิให้ หญิงนั้นเข้ ามาเลย” ในเวลาที่นางมาใกล้ จึงตรัส
ว่า “ดูก่อนน้ องหญิง เธอจงกลับได้ สติเถิด” นางก็กลับได้ สติด้วยพุทธานุ
ภาพในขณะนั้นนั่นเอง ในเวลานี้นางกําหนดความที่ผ้าหนุ่งหลุดได้ แล้ ว
เกิดหิริโอตตัปปะขึ้น จึงนั่งกระหย่ง ลําดับนั้นมีบุรษผู้หนึ่งได้ โยนผ้ านุ่งให้
                                                   ุ
นาง นางนุ่งผ้ าผืนนั้นแล้ วเข้ าเฝ้ าพระศาสดา ถวายบังคมด้ วยเบญจาง
คประดิษฐ์         ณ         แทบพระบาทของพระศาสดาผู้มีผวพรรณดุจทอง
                                                            ิ
กราบทูลว่า “ขอพระองค์ทรงเป็ นที่พ่ึงแก่หม่อมฉันเถิด” จากนั้นได้ กราบ
ทูลเล่าเรื่องราวความสูญเสียอันสุดประมาณมิได้ พระศาสดาตรัสตอบว่า
“อย่าเศร้ าโศกไปเลยปฏาจารา บัดนี้เธอได้ มาอยู่สานักของเราผู้สามารถ
                                                       ํ
จะเป็ นที่พ่ึงของเธอได้ แล้ ว นําตาที่ไหลออกของเธอผู้ร้องไห้ เศร้ าโศกอยู่
                                  ้
ในวัฏฏสงสารอันยาวนานนี้ ในเวลาของชนผู้เป็ นที่รักตายไป มีมากกว่านํา         ้
แห่งมหาสมุทรทั้ง ๔ รวมกันเสียอีก” ดังนี้แล้ วจึงตรัสพระคาถาว่า
                “นําในมหาสมุทรทั้ง ๔ มีประมาณน้ อย
                   ้
      นําตาของชนผู้ถูกความทุกข์ ความเศร้ าโศกบีบคั้น มีมากกว่า
        ้
           ดูก่อนน้ องหญิง เหตุไรเธอจึงยังประมาทอยู่เล่า”
                                     ๑๖
หลังจากนางได้ สดับพระคาถา ความเศร้ าโศกได้ ลดน้ อยลง พระ
ศาสดาทรงทราบความที่นางมีความเศร้ าโศกเบาบางลงจึงตรัสอีกว่า
             “บุตรทั้งหลายก็ดี มารดาบิดาหรือพวกพ้ องก็ดี
     ย่อมไม่สามารถเพื่อจะต้ านทานบุคคลผู้ถูกความตายครอบงําได้
           เหล่าบัณฑิตชนทราบอํานาจประโยชน์เช่นนั้นแล้ ว
          สํารวมในศีล พึงชําระทางไปนิพพานโดยเร็วทีเดียว”
    ในกาลจบพระเทศนา นางได้ บรรลุเป็ นพระโสดาบัน กราบทูลขอ
บรรพชาอุปสมบท ภายหลังจึงปรากฏชื่อว่า “ปฏาจารา”
     วันหนึ่งนางได้ เอาหม้ อตักนําล้ างเท้ า เทนําลง นํานั้นไหลไปหน่อยหนึ่ง
                                  ้              ้     ้
แล้ วก็ขาด ครั้งที่ ๒ เทลงอีก นําได้ ไหลไปไกลกว่านั้นหน่อยหนึ่ง ครั้งที่ ๓
                                ้
เทลงอีก นําก็ไหลไปไกลกว่านั้นอีกหน่อย จึงได้ กาหนดนิมิตในนํานั้นว่า
            ้                                       ํ             ้
  “สัตว์เหล่านี้ ตายเสียในปฐมวัยก็มี เหมือนนําที่เราเทลงในครั้งแรก
                                                    ้
   สัตว์บางพวกตายในมัชฌิมวัยก็มี เหมือนนําที่เราเทลงในครั้งที่ ๒
                                                ้
    สัตว์บางพวกตายในปัจฉิมวัยก็มี เหมือนนําที่เราเทลงครั้งที่ ๓”
                                                  ้
     พระศาสดาทรงทราบวาระจิตของนาง ทรงแผ่พระรัศมีราวกะ
ประทับยืน ตรัสต่อหน้ านาง แล้ วตรัสด้ วยพระคาถานี้ว่า            

              “ก็ผ้ ูใด ไม่เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อม
                   แม้ มีชีวิตอยู่ ๑๐๐ ปี ก็ไม่ประเสริฐ
  หากความเป็ นอยู่เพียงวันเดียว ของผู้เห็นความเกิดและความเสื่อม
                      ความเป็ นอยู่น้ันประเสริฐกว่า”
     จากนั้นไม่นาน นางก็บรรลุเป็ นพระอรหันต์ ได้ รับการยกย่องไว้ ใน
ตําแหน่งเอตทัคคะทางด้ านภิกษุณผ้ ูทรงวินัย ฉะนั้นแล 
                               ี

                                   ๑๗
สิงทีควรทํา กับสิงทีอยากทํา
                      ่ ่            ่ ่
                                                                อภิรตภิกขุ
                                                                        ฺ
       การดําเนินชีวิตในแต่ละวัน ถ้ าสังเกตให้ ดีๆแล้ วจะเห็นได้ ว่า เรามัก
เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไร้ ประโยชน์ให้ โทษกับตัวเราเองเป็ นส่วนมาก เสียเวลา
ในห้ องนําเป็ นชั่วโมง เพื่อขัดสีตกแต่งร่างกาย แต่บางทีเรากลับหลงลืมที่
          ้
จะออกกําลังกายเพียงสิบนาที เพราะมัวหลงใหลอยู่ในอารมณ์ท่แปลก            ี
ใหม่ โดยไม่ได้ คานึงถึงสิ่งที่ตนเองจะได้ รับจากการกระทํานั้น ว่ามันจะ
                     ํ
ส่งผลอย่างไรบ้ าง การปล่อยให้ ชีวิตเป็ นไปตามอารมณ์ จึงยากที่จะ
หลีกเลี่ยงต่อปัญหาหรือความละล้ าละลังของชีวิต ในขณะที่คนอื่นเดินไป
ไขว่คว้ าความฝัน เราจึงถูกติดยึดอยู่กบที่ เพราะไม่สามารถควบคุมตนเอง
                                        ั
ได้ หากกล่าวถึงบุคคลที่ประสบความสําเร็จในชีวิต             ไม่ว่าจะด้ านใดก็
ตามเราจะเห็นได้ ถงกฎเหล็กที่คนเหล่านั้นปฏิบติอยู่สองข้ อคือ
                       ึ                        ั
       (๑) การทําในสิงทีควรทํา
                          ่ ่              (๒) การไม่ทําในสิงทีควรทํา
                                                                  ่ ่
       การกระทําในสิ่งที่ควรทํานั้นเป็ นการแสดงออกทางภาวะของตรรกะ
และเหตุผล ส่วนการทําตามความอยากทําให้ อาจทําในสิ่งที่ไม่ควรทํา เป็ น
การตอบสนองต่ออารมณ์ท่ตนต้ องการเพียงแค่น้ัน จึงไม่น่าแปลกใจเลย
                             ี
ว่า ทําไมมีคนเพียงจํานวนน้ อยเท่านั้นที่ประสบความสําเร็จในชีวิต แต่คน
ส่วนมากกลับรู้สกล้ มเหลวในสิ่งที่ทา นี่กเ็ พราะไม่สามารถที่จะควบคุม
                   ึ                 ํ
ตนเองได้ ดังที่หลวงพ่อชา สุภทโท ท่านได้ กล่าวไว้ ว่า
                                ั
“เธอจงระวังความคิด เพราะความคิดจะกลายเป็ นการกระทํา
เธอจงระวังการกระทํา เพราะการกระทําจะกลายเป็ นความเคยชิน
เธอจงระวังความเคยชิน เพราะความเคยชินจะกลายเป็ นนิสย  ั
เธอจงระวังนิสย เพราะนิสยจะกลายเป็ นตัวกําหนดชีวิตของเธอ” 
             ั         ั
                                    ๑๘
โทษของการเลือมใสทีเกิดขึ้ นในบุคคล ๕ อย่าง
                    ่     ่
                                                         สังคีตวรภิกขุ
                                                                    ฺ
        ๑. บุคคลย่อมเลื่อมใสยิ่งในบุคคลใด บุคคลนั้นต้ องอาบัติ อัน
เป็ นเหตุให้ สงฆ์ยกวัตร หมายความว่าบุคคลนั้นประพฤติตนไม่สมควร
จนสงฆ์ลงโทษเขาคือผู้ท่เลื่อมใสก็คิดว่า บุคคลผู้ท่เป็ นที่รักที่ชอบใจ
                         ี                         ี
ของเราถูกสงฆ์ยกวัตรเสียแล้ ว เขาจึงไม่เลื่อมใสในภิกษุพวกนั้น เมื่อ
ไม่เลื่อมใสในภิกษุพวกนั้น เขาก็ไม่ไปคบหากับภิกษุพวกอื่น เมื่อไม่
คบหากับภิกษุพวกอื่น จึงไม่ได้ ฟังพระสัทธรรม จึงเสื่อมจากพระ
สัทธรรม นี้เป็ นโทษในความเลื่อมใสในบุคคล ข้ อที่ ๑
      ๒. อีกประการหนึ่ง บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้น
ต้ องอาบัติอนเป็ นเหตุให้ สงฆ์ต้องบังคับให้ เขานั่งในที่สดสงฆ์ เขาจึง
             ั                                           ุ
คิดอย่างนี้ว่า บุคคลผู้เป็ นที่รักที่ชอบใจของเรา ถูกสงฆ์บงคับให้ น่ังใน
                                                            ั
ที่สดสงฆ์เสียแล้ ว เขาจึงไม่มีความเลื่อมใสในภิกษุ เมื่อไม่เลื่อมใส ก็
    ุ
ไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น ก็ไม่ได้ ฟังพระ
สัทธรรม จึงเสื่อมจากพระสัทธรรม นี้เป็ นโทษในความเลื่อมใสใน
บุคคล ข้ อที่ ๒
      ๓. บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้นหลีกไปสู่ทศเสีย      ิ
เขาจึงคิดอย่างนี้ว่าบุคคลผู้เป็ นที่รักที่ชอบใจของเรา หลีกไปสู่ทศเสีย
                                                                    ิ
แล้ ว เขาจึงเป็ นผู้ไม่มความเลื่อมใสในพวกภิกษุ เมื่อไม่เลื่อมใสก็ไม่
                        ี
คบหาภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น          ก็ไม่ได้ ฟังพระ
สัทธรรม เมื่อไม่ได้ ฟังพระสัทธรรม จึงเสื่อมจากพระสัทธรรม นี่เป็ น
โทษในความเลื่อมใสในบุคคล ข้ อที่ ๓

                                  ๑๙
๔. อีกประการหนึ่ง บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้น
ลาสิกขา เขาจึงคิดว่า บุคคลผู้เป้ นที่รักที่ชอบใจของเรานี้ลาสิกขาเสีย
แล้ ว เขาจึงไม่คบหาภิกษุอ่น เมื่อไม่คบหา ก็ไม่ได้ ฟังพระสัทธรรม
                            ื
เมื่อไม่ได้ ฟังพระสัทธรรมจึงเสื่อมจากพระสัทธรรมนี้เป็ นโทษในความ
เลื่อมใสในบุคคล ข้ อที่ ๔
        ๕. บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้นกระทํากาละเสีย
แล้ ว เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า บุคคลผู้เป็ นที่รักที่ชอบใจของเรานี้ กระทํากา
ละเสียแล้ ว เขาจึงไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น จึง
ไม่ฟังพระสัทธรรม เมื่อไม่ฟังพระสัทธรรม จึงเสื่อมจากพระสัทธรรม
นี้เป็ นโทษในความเลื่อมใสในบุคคลข้ อที่ ๕
      การเลื่อมใสในบุคคลเพียงคนเดียว ผูกพันอยู่กบคนนั้นเพียงคน
                                                     ั
เดียว ยกย่องบุคคลนั้นเพียงคนเดียว แม้ บุคคลนั้นทําผิดก็มองไม่เห็น
ความผิด         เห็นว่าถูกอยู่เสมอ      อย่างนี้เรียกว่าหลงจนตาบอด
      มิหนําซําเมื่อบุคคลนั้นถูกลงโทษก็พาลโกรธไปถึงผู้ท่ลงโทษ และ
              ้                                          ี
พาลโกรธไปถึงบุคคลที่เป็ นพวกเดียวกับผู้ท่ลงโทษด้ วย คนชนิดนี้ย่อม
                                         ี
พบกับความเสื่อมแน่นอนทีดียว โดยเฉพาะในพระสูตรนี้ บุคคลในที่น้ ี
คือภิกษุ การเลื่อมใสในภิกษุรปใดรูปเดียว
                                 ู
      เมื่อภิกษุน้ันถูกลงโทษก็พาลโกรธภิกษุท้งหมด แล้ วก็ไม่ไปฟัง
                                             ั
ธรรม เขาก็เลยไม่ได้ รับรสของพระธรรม คนอย่างนี้น่าสงสารมาก
เพราะสร้ างทางเสื่อมให้ แก่ตนเองแท้ ๆ ด้ วยเหตุน้ ีพระผู้มีพระภาคเจ้ า
จึงตรัสสอนไม่ให้ เลื่อมใสในบุคคล แต่ให้ เลื่อมใสในธรรม


                                  ๒๐
ลองพิจารณาดูว่าเราเป็ นอย่างนี้หรือไม่ ถ้ าเป็ นอย่างนี้กน่าเสียดาย
                                                                  ็
เพราะโอกาสที่เราจะได้ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาและพระธรรมคําสอน
นั้นยากหนักหนา            ท่านผู้ร้ ท่เป็ นบัณฑิตรู้ธรรมเข้ าใจธรรมนั้นมีอยู่
                                    ู ี
อย่าได้ หลงนับถือในบุคคลคนเดียว การนับถือในบุคคลคนเดียวนั้น
ถ้ าบุคคลนั้นมีอนเป็ นไปด้ วยเหตุใดก็ดี เราก็พลาดโอกาสที่จะได้ ร้ ธรรม
                 ั                                                      ู
ได้ เข้ าใจธรรม หรือถ้ าบุคคลที่เราหลงนับถือนั้นเป็ นมิจฉาทิฏฐิ เราก็
จะกลายเป็ นมิจฉาทิฏฐิไปด้ วยโดยที่เราไม่ร้ ตัวู
        ในข้ อธรรมนี้แม้ ว่าจะเน้ นหนักไปที่ภกษุ แต่ในปัจจุบนนี้ศาสนา
                                             ิ                      ั
พึ่งศรัทธาจากญาติโยมเป็ นส่วนใหญ่                    คือถ้ าไม่มีโยมที่เลื่อมใส
พระพุทธศาสนาอย่างแท้ จริง พระภิกษุท้งหลายก็อาจหายไป ประเด็น
                                               ั
ที่เป็ นมุมมองในพระธรรมคําสอนที่นามานี้ คือการบอกกล่าวให้ ถอเอา
                                        ํ                                  ื
ไตรสรณคมน์ไว้ เป็ นที่พ่ึง คือ ถือเอาพระพุทธว่าเป็ นที่พ่ึง ถือเอาพระ
ธรรมว่าเป็ นที่พ่ึงและถือเอาหมู่ของพระอริยสงฆ์ว่าเป็ นที่พ่ึง
        ฉะนั้นสาธุชนคนดีท้งหลายจึงต้ องใช้ ปัญญาให้ มากขึ้นไปอีก คือ
                                ั
เข้ าใจพระธรรมคําสอนแล้ วย้ อนกลับมาดูท่ตัวเราว่าี              ศรัทธาของเรา
เป็ นอย่างไร ความเพียรของเราเป็ นอย่างไร สติของเราเป็ นอย่างไร
สมาธิของเราเป็ นอย่างไร ปัญญาของเราเป็ นอย่างไร ต้ องทําความ
เข้ าใจให้ มาก
        เมื่อเข้ าใจสิ่งเหล่านี้ ประโยชน์ย่อมไม่ละจากบุคคลผู้กระทําสิ่งที่
ควรแก่การงาน ควรแก่สงคม ที่จริงความเชื่อเหมือนเป็ นดาบสองคม
                                  ั
มีคุณอนันต์และมีโทษมหันต์ ความเชื่อที่คล้ อยตามสังคมอาจไม่ใช่ส่ง              ิ
ที่ควรเสมอไป
        พระพุทธเจ้ าตรัสสอนว่าให้ ทาอินทรีย์คอศรัทธาให้ เท่ากับอินทรีย์
                                      ํ            ื
คือปัญญา ก็จะค้ นพบความจริง 
                                     ๒๑
อาสันนกรรม
                                                         สังคีตวรภิกขุ
                                                                    ฺ
ฝ่ ายกุศล
      ในอรรถกถาอัง.ติก.นิทานสูตรท่านเล่าว่า ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ชายคนหนึ่งมีหน้ าที่เฝ้ าประตูบ้านคนทมิฬ ในเวลาเช้ าตรู่ เขาจะถือ
เบ็ดไปตกปลาเป็ นประจํา ปลาที่ตกมาได้ น้ันเขาแบ่งออกเป็ นสามส่วน
ส่วนหนึ่งเอาไปแลกข้ าวสาร ส่วนหนึ่งแลกนมส้ ม อีกส่วนหนึ่งเอา
มาทําเป็ นอาหารรับประทานเอง เขาทําปาณาติบาตคือการฆ่าปลาอยู่
อย่างนี้เป็ นเวลาถึง ๕๐ ปี การกระทําของเขาจัดเป็ นอาจิณณกรรม
แต่เวลาเขาจะตาย            อกุศลอาจิณณกรรมนี้ไม่ได้ โอกาสให้ ผลนําเกิด
แต่เขาได้ กรรมที่เขาทําไว้ เมื่อใกล้ จะตาย ซึ่งเป็ นกุศลเป็ นเหตุนาเกิด
                                                                  ํ
คือ เมื่อเวลาที่อายุมาก ลุกไปไหนไม่ไหว                นอนอยู่บนที่นอน
พระติสสเถระคิดจะสงเคราะห์คนผู้น้ ี         จึงได้ ไปยืนอยู่ท่ประตูบ้าน
                                                              ี
ภรรยาก็บอกชายนั้นว่าพระเถระมา ชายแก่กคิดว่าตลอดเวลา ๕๐ ปี
                                            ็
เราไม่เคยไปมาหาสู่ท่านเลย ชายแก่น้ ีคิดเป็ นทํานองว่า เราไม่ร้ จัก  ู
ท่าน        ท่านมาหาเราทําไม จึงบอกภรรยาว่าบอกให้ ท่านกลับไปเสีย
แต่พระเถระถามอุบาสกว่าเป็ นอย่างไร ภรรยาก็บอกว่าหมดแรงแล้ ว
พระเถระจึงเข้ าไปในเรือน ให้ สติ แล้ วถามว่าจะรับศีล ๕ ไหม
ชายนั้นก็บอกว่าจะรับ พระเถระก็ให้ รับไตรสรณคมน์ก่อนแล้ วเริ่มให้
ศีล ๕ แต่ชายนั้นรับไม่ได้ เพราะลิ้นแข็งแล้ ว พระเถระเห็นว่าเพียง
การรับไตรสรณคมน์เท่านี้ ก็คงจะเป็ นเหตุให้ ชายคนนี้ได้ รับความสุข
แล้ ว จึงลากลับไป ชายนั้นทํากาละแล้ วไปเกิดเป็ นเทวดา

                                 ๒๒
เมื่อเกิดแล้ วก็พิจารณาว่าตนได้ ทากรรมอะไรไว้ จึงได้ มาเกิดในที่น้ ี
                                           ํ
พอทราบแล้ วจึงลงไปไหว้ พระเถระที่สานักของท่าน เมื่อพระเถระถามว่า
                                         ํ
ท่านเป็ นใคร เทพบุตรนั้นก็เล่าให้ ฟัง พร้ อมกับบอกว่า ถ้ าเขารับศีล ๕
ได้ เขาจะได้ เกิดในเทวโลกชั้นสูงกว่านี้ พระเถระก็บอกว่า ที่ไม่อาจรับ
ศีลได้ เพราะลิ้นแข็ง เทพบุตรขอบคุณพระเถระแล้ วลากลับไป การเกิด
ในเทวโลกของชายแก่น้ แหละเป็ นผลของการรับไตรสรณคมน์ เมื่อใกล้
                           ี
จะตาย การรับไตรสรณคมน์น้ ีแหละเป็ นอาสันกรรมฝ่ ายกุศลที่ให้ ผลนํา
เกิดในเทวโลก คงจะเห็นแล้ วว่า ทั้งๆที่ชายคนนี้ทาปาณาติบาตมา ๕๐ปี
                                                  ํ
แต่มารับไตรสรณคมน์ก่อนตาย กรรมนี้กลับได้ โอกาสส่งผลก่อนด้ วย
เหตุน้ ี บางแห่งท่านจึงจัดอาสันนกรรมไว้ ว่า ให้ ผลก่อนอาจิณณกรรม
ความจริงแล้ ว ที่จะกําหนดแน่นอนตายตัวไปว่า อาสันนกรรมหรือ
อาจิณณกรรมให้ ผลก่อนจึงไม่อาจกําหนดได้ แน่นอน                เพราะบางครั้ง
อาสันนกรรมอาจให้ ผลก่อนเหมือนเรื่องที่เล่าแล้ ว แต่บางครั้งอาจิณณ
กรรมที่ทาไว้ บ่อยๆ จนชิน ก็ให้ ผลก่อนอาสันนกรรม
             ํ
ฝ่ ายอกุศล
        มีอบาสกคนหนึ่งทําการสาธยายอาการ ๓๒ เพื่อประโยชน์แก่
           ุ
โสดาปัตติมรรคอยู่เป็ นเวลา ๓๐ ปี ที่ใกล้ ฝ่งแม่นาคงคา ตลอดเวลา
                                            ั      ํ้
๓๐ ปี นั้นเขาไม่มีโอกาสแม้ แต่จะให้ แสงสว่างเกิดขึ้น เขาก็คิดว่า คํา
สอนของพระพุทธเจ้ าคงไม่ใช่คาสอนที่จะนําผู้ปฏิบติออกจากทุกข์ได้ จริง
                             ํ                  ั
ด้ วยอํานาจความเห็นผิด เมื่อเขาตายลง จึงบังเกิดเป็ นจระเข้ อยู่ใน
แม่นาคงคานั้น นี้เป็ นผลของอาสันนกรรม
     ํ้



                                   ๒๓
คือความเห็นผิดเมื่อใกล้ จะตาย  น่าสงสารชายคนนี้ อุตส่าห์เจริญ
กรรมฐานมาถึง ๓๐ ปี แต่เมื่อไม่บรรลุคุณวิเศษก็คิดว่า คําสอนของ
พระพุทธเจ้ าไม่ดี
       ความจริงแล้ วชายคนนี้อาจจะเกิดมาด้ วยเหตุ ๒ คือ อโลภเหตุ
กับอโทสเหตุเท่านั้น ขาดปัญญาคืออโมหเหตุ จึงไม่อาจบรรลุมรรค
ผลก็เป็ นได้ เพราะผู้ท่จะบรรลุมรรคผลได้ น้ัน ต้ องเกิดด้ วยเหตุ ๓
                         ี
คือ มีปัญญาเกิดมาพร้ อมตั้งแต่ปฏิสนธิ หรืออาจจะเป็ นเพราะยังไม่มี
อุปนิสยพร้ อมที่จะบรรลุมรรคผลก็ได้ หากไม่มีอปนิสยแล้ ว แม้ จะ
        ั                                        ุ ั
เกิดด้ วยเหตุ ๓ เป็ นติเหตุกบุคคล ก็ไม่อาจบรรลุมรรคผลได้ เช่นกัน
เพราะฉะนั้นท่านที่เจริญวิปัสสนามานานแล้ วแต่ไม่มีโอกาสได้ บรรลุคุณ
วิเศษใดๆ ก็ขอให้ นึกถึงกรรมของตนว่ายังมีปัจจัยไม่พร้ อม อย่าได้ ไป
กล่าวตู่คาสอนของพระพุทธเจ้ าว่าไม่ดีจริงอย่างอุบาสกที่เล่ามานี้เลย
          ํ
เดี๋ยวจะไปเกิดเป็ นจระเข้ 




                               ๒๔
ฝึ กลูกน้อย ให้รูจกให้ทาน
                                       ้ั
                                                       พระมหาทวี โกสโล
       ความสุขจากการให้ เป็ นความสุขที่สร้ างสรรค์ชนิดหนึ่งที่เราสามารถ
ปลูกฝังลูกให้ มีความรู้สกเช่นนี้ได้ ต้ังแต่เล็กๆ ในสมัยพุทธกาล เวลาที่
                        ึ
พระพุทธองค์จะสอนธรรมะให้ แก่ใคร ถ้ าหากพระพุทธองค์ทรงสังเกตว่า
บุคคลนั้นยังมีความตระหนี่ในใจอยู่ ท่านก็จะเริ่มสอนเรื่องการให้ (ทาน)
เป็ นอันดับแรกก่อน          ทั้งนี้เพื่อฟอกจิตของบุคคลนั้นมีความละเอียด
ประณีตขาวสะอาดเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยแสดงธรรมที่ลึกซึ้งเป็ นลําดับๆ
ต่อไป ดังนั้นการสอนลูกให้ มีความสุขกับการให้ ทาน จึงเท่ากับเป็ นการ
พัฒนาคุณภาพทางอารมณ์ให้ เป็ นปัจจัยเกื้อหนุนพัฒนาการทางปัญญา
ของลูกนั่นเอง สําหรับกิจกรรมง่าย ๆ ที่สามารถนําไปใช้ ในการสอนลูก
ให้ มีความสุขกับการให้ ทานในวันนี้ ขอเสนอ ๓ วิธี เพื่อเป็ นตัวอย่างให้
พ่อแม่นาไปทดลอง ฝึ กให้ ลูกได้ ปฏิบติเป็ นประจําทุกๆวัน ดังต่อไปนี้
         ํ                               ั
ตัวอย่างวิธีฝึกลูกให้รูจกให้ทาน
                       ้ั
      ๑.ให้ คุณแม่ซ้ ือขนมที่คดว่าลูกชอบรับประทานให้ แก่ลูกหนึ่งห่อ
                                ิ
แล้ วสอนลูกว่า กินขนมอร่อยๆคนเดียว เราก็มีความสุขแค่คนเดียว ให้
ถามลูกว่า ลูกอยากให้ คุณพ่อมีความสุขไหม แน่นอนลูกย่อมตอบรับ
จากนั้นเราก็แนะนําให้ ลูกเอาขนมไปให้ คุณพ่อชิมก่อน คุณพ่อก็ควรที่จะ
ทําท่าดีอกดีใจรับขนมจากลูกแล้ วรับประทานด้ วยท่าทีท่มีความสุข
                                                          ี
เอร็ดอร่อยให้ ลูกดูทุกครั้ง ลูกจะรู้สกมีความสุขที่ได้ เห็นคนที่ตัวเองรัก คือ
                                     ึ
พ่อแม่มีความสุขจากการให้ ของตน จากนั้นจึงค่อยๆสอนให้ ร้ จักให้ แก่คน
                                                                ู
อื่นๆ เช่น พี่ ป้ า น้ า อา ปู่ ย่า ตา ยาย เป็ นต้ น ฝึ กอย่างนี้จนเป็ นนิสย
                                                                           ั
เด็กจะมีความสุขกับการเป็ นผู้ให้ มากกว่าที่จะเป็ นผู้รับ
                                    ๒๕
๒. หากที่บ้านมีสนัขเป็ นสัตว์เลี้ยงจะเป็ นการดีมาก เพราะสุนัขคือ
                          ุ
ครูฝึกที่ดี สามารถสอนลูกเกิดความเมตตาได้ เป็ นอย่างดีท่สด โดยทุกๆ
                                                                ีุ
เช้ าพ่อแม่ควรจะจัดเวลาหาขนมให้ ลูกมาเลี้ยงสุนัขทุกเช้ า           ให้ ลูกป้ อน
อาหารสุนัขกับมือของตนเอง (คุณพ่อคุณแม่ควรเป็ นผู้ช่วยดูแลใกล้ ชิด)
เมื่อสุนัขรับอาหารจากเด็ก มันจะแสดงความรู้สกซาบซึ้ง และขอบคุณ
                                                     ึ
ด้ วยสัญชาตญาณของสุนัขที่มีอยู่ประจําตัว เด็กจะสัมผัสความรู้สกตรงนี้   ึ
ได้ (อายุ ๑ ขวบก็หัดได้ แล้ ว) ทําให้ เด็กเข้ าใจด้ วยความรู้สกของตนเองว่า
                                                              ึ
การทําให้ ชีวิตอื่นมีความสุขนั้น เราก็จะพลอยมีความสุขใจไปด้ วย
       ๓. ในช่วงสุดสัปดาห์ คุณพ่อคุณแม่อาจจะซื้อของเล่นแปลกใหม่
หรือขนมอร่อยพิเศษๆ มาฝากลูก โดยให้ ซ้ ือมาสองชุด เหมือนๆกัน
พร้ อมกับอธิบายให้ ลูกฟังว่า     ถ้ าเราเอาอีกชุดหนึ่งไปให้ เพื่อนของลูก
เพื่อนก็จะมีความสุขไปด้ วย และจะเป็ นมิตรกับลูกตลอดไป ตรงนี้ถ้าลูก
เข้ าใจและทําได้ นอกจากลูกจะมีความสุขกับการให้ แล้ ว ยังเป็ นการสร้ าง
มิตรภาพให้ ลูกกลายเป็ นที่รักของคนรอบข้ างต่อไปในอนาคตอีกด้ วย 




                                     ๒๖
คู่มือมนุ ษย์ ภาค ๒
                                                 หลวงพ่อต้ าร์ กุสลจิตโต
                                                                      ฺ
       ขอความสุข ความเจริญ จงมีแก่สาธุชนทั้งหลายผู้ใฝ่ ในศีลธรรม
เป็ นการทํางานครั้งแรกของอาตมาที่ได้ ทาหน้ าที่ เผยแผ่ธรรมะ โดยการ
                                        ํ
เขียน ทั้งหัวข้ อ และฉายา อาจจะแปลกอยู่สกหน่อย โดยที่มาของ
                                                ั
ฉายานั้น มีเด็กหญิงคนหนึ่งถามอาตมาว่า “เมื่ อไหร่ หลวงพ่อจะสึก”
อาตมาจึงตอบไปว่า หลวงพ่อก็จะศึกอยู่เหมือนกัน แต่จะศึกษา เขาก็
ได้ แต่ย้ มออกมาด้ วยความซื่อของเด็กน้ อย
          ิ
        จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า เราควรจะมอบแต่ส่งที่ดีๆแก่คนที่เรารัก
                                                    ิ
จึงเป็ นที่มาของหัวข้ อธรรมที่ว่า “คู่มือมนุษย์ ภาค ๒”
        เครื่องใช้ อ่น ๆ มักจะมีคู่มืออยู่เสมอในเวลาที่เราซื้อหามาใช้ แต่
                     ื
มนุษย์ซ่ึงเป็ นสิ่งมีชีวิต และถือว่ามีความสําคัญเป็ นอย่างมาก กลับขาด
คู่มือในการใช้ คนบางคนก็ใช้ ชีวิตแบบสะเปะสะปะ ไม่มีแบบแผน ไม่
มีคู่มือนั่นเอง จึงทําให้ เขาเหล่านั้นไม่พบกับความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต
        หากว่าใครหรือลูกคนไหนที่จะลองสนใจคู่มือมนุษย์น้ ีเพื่อประโยชน์
แก่ตนเอง เพื่อความเจริญก้ าวหน้ าของชีวิตและการงาน และพัฒนาการ
จนถึงจุดสูงสุดของชีวิต ก็จะพบแต่ความเจริญโดยฝ่ ายเดียว
     อาตมาจึงปรารภเด็กหญิงคนนี้เป็ นเหตุในการเรียกชื่อหรือนามปากกา
และอาศัยเหตุท่ว่าอาตมาเองก็เป็ นมนุษย์คนหนึ่งในโลกนี้และจะมอบสิ่ง
                  ี
ที่ดีๆ ที่เป็ นสาระให้ แก่มนุษย์ทุกๆ คนที่เป็ นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้ วยกัน
ทั้งหมดให้ ได้ มีคู่มือในการใช้ ชีวิต ตั้งชื่อหัวข้ อว่า “คู่มือมนุษย์ ภาค ๒”


                                    ๒๗
โพธิยาลัย เดือน กุมภาพันธ์ 2555
โพธิยาลัย เดือน กุมภาพันธ์ 2555
โพธิยาลัย เดือน กุมภาพันธ์ 2555
โพธิยาลัย เดือน กุมภาพันธ์ 2555
โพธิยาลัย เดือน กุมภาพันธ์ 2555
โพธิยาลัย เดือน กุมภาพันธ์ 2555
โพธิยาลัย เดือน กุมภาพันธ์ 2555
โพธิยาลัย เดือน กุมภาพันธ์ 2555
โพธิยาลัย เดือน กุมภาพันธ์ 2555

Contenu connexe

Tendances(20)

ชีวิตสมณะชีวิตสมณะ
ชีวิตสมณะ
Rose Banioki717 vues
วันอาสาฬหบูชาวันอาสาฬหบูชา
วันอาสาฬหบูชา
utumporn charoensuk5.3K vues
ศาสนาพราหมณ์ศาสนาพราหมณ์
ศาสนาพราหมณ์
นายวินิตย์ ศรีทวี9.3K vues
Wansamkarn tippayaWansamkarn tippaya
Wansamkarn tippaya
tippaya65631.2K vues
สถานการณ์พุทธศาสนา พลิกหายนะเป็นพัฒนาสถานการณ์พุทธศาสนา พลิกหายนะเป็นพัฒนา
สถานการณ์พุทธศาสนา พลิกหายนะเป็นพัฒนา
ธรรมะอินเทรนด์ ธรรมะออนไลน์591 vues

Similaire à โพธิยาลัย เดือน กุมภาพันธ์ 2555(20)

9 mantra9 mantra
9 mantra
kruchayanon3.1K vues
งานงาน
งาน
zone22410294 vues
ติวศาสนา55ติวศาสนา55
ติวศาสนา55
Kwandjit Boonmak4.1K vues
ติวศาสนา55ติวศาสนา55
ติวศาสนา55
Kwandjit Boonmak1.5K vues
590802 บทที่-1-แก้ไขแล้ว590802 บทที่-1-แก้ไขแล้ว
590802 บทที่-1-แก้ไขแล้ว
เตชะชิน เก้าเดือนยี่1.9K vues
บทที่ 1บทที่ 1
บทที่ 1
ชัยสิทธิ์ เรืองวัฒนา1.1K vues

Plus de Panda Jing(20)

Way toteacher001Way toteacher001
Way toteacher001
Panda Jing4.8K vues

โพธิยาลัย เดือน กุมภาพันธ์ 2555

  • 1.      
  • 2.
  • 3.
  • 4. บทนํา สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน เราก็ได้ มีโอกาสมาพบเจอกันอีกครั้ง ในจุลสารโพธิยาลัยฉบับที่ ๒ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๕ ซึ่งภายใน ฉบับนี้ยังคงอัดแน่นด้ วยเนื้อหาสาระ ธรรมะต่างๆ ที่ท่านผู้อ่านสามารถ นําไปเป็ นคติประจําใจ หรือประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจําวันได้ เป็ นอย่างดี ซึ่ง โดยหลักการทํางานแล้ ว คณะผู้จัดทําจะพยายามยึดหลักธรรมตามแนว พระไตรปิ ฎกไว้ ให้ ได้ มากที่สด ุ ส่วนภาพที่ปกหน้ า-ปกหลังเป็ นการประมาลภาพเหตุการณ์สาคัญ ํ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นคืองานปฏิบติธรรม - สาระจากพระไตรปิ ฎก ครั้งที่ ๑ ั ส่งท้ ายปี เก่า ต้ อนรับปี ใหม่ ระหว่างวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ ถึง ๑ มกราคม ๒๕๕๕ และพิธวางศิลาฤกษ์ศาลาบําเพ็ญบุญหลังใหม่ ของ ี วัดจากแดง เมื่อวันศุกร์ท่ี ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕  ข่าวบุญครั้งยิ่งใหญ่ วัดจากแดงกําลังดําเนินการก่อสร้ างศาลา การเปรียญ(ศาลาบําเพ็ญบุญหลังใหม่) จึงใคร่ขอเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคสมทบทุนการก่อสร้ างได้ ท่ี ฝ่ ายประชาสัมพันธ์วัดจากแดง ๐๒ - ๔๖๔ ๑๑๒๒ หรือ สามารถโอนผ่านธนาคารได้ ท่ี ชื่อบัญชี พระมหาประนอม, พระธิติพงศ์, อัครเดช เลขที่บญชี 037-1-47659-4 ั ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาพระประแดง บรรณาธิการจุลสารโพธิยาลัย bodhiyalai.magazine@gmail.com ๔
  • 5. ไวยากรณ์ใหญ่ / บาฬีใหญ่เป็ นมาอย่างไร รุ่งอรุณ จันทร์สงคราม ี การศึกษาภาษาบาฬในสมัยก่อน เรียกกันว่า “เรียนมูล” เพราะถือ ี กันว่าความรู้ด้านภาษาบาฬน้ัน เป็ นมูลรากเป็ นรากฐานเป็ นพื้นฐานของ ี การศึกษาพระบาฬไตรปิ ฎก แม้ คัมภีร์กจจายนะที่นามาใช้ เป็ นแบบเรียน ั ํ วิชาไวยากรณ์ ท่านก็เรียกว่า “มูลกัจจายน์” โดยใส่คาว่า “มูล” ไว้ ํ ข้ างหน้ าชื่อคัมภีร์เดิม เพื่อให้ ร้ ว่านี่เป็ นวิชาพื้นฐานเป็ นรากฐานและเป็ น ู มูลรากของพระปริยัติ คัมภีร์กจจายนะที่ใช้ เป็ นแบบเรียนนั้น เป็ นคัมภีร์ท่เขียนด้ วยภาษา ั ี บาฬี การศึกษาเล่าเรียนจึงต้ องใช้ เวลา เพราะเป็ นภาษาที่ผ้ ูเรียนยังไม่ คุ้นเคย ต่อมา เมื่อมีการปรับเปลี่ยนแบบเรียนจากคัมภีร์เล่มเดิม เป็ น แบบเรียนเล่มใหม่ท่เขียนเป็ นภาษาไทย เพื่อให้ ผ้ ูเรียนเข้ าใจเนื้อหาของ ี ี ไวยากรณ์บาฬโดยตลอดในเวลาไม่นาน คัมภีร์ท่เป็ นแบบเรียนเล่มเดิมจึง ี ค่อยๆหมดบทบาทลงไปในวงการศึกษา พระเถระผู้ผ่านการเล่าเรียนคัมภีร์มูลกัจจายน์มาก่อนหรือท่านที่ได้ ประจักษ์ ในความสําคัญของคัมภีร์เดิม ต่างรู้คุณประโยชน์ของการศึกษา ตามคัมภีร์เดิม จึงบอกกล่าวให้ ผ้ ูอ่นได้ รับรู้ด้วยและพยายามหาวิธฟ้ ื นฟู ื ี การศึกษาตามคัมภีร์เดิมนั้น จนในที่สดเมื่อท่านอาจารย์พระภัททันต ุ ธัมมานันทมหาเถระ ธัมมาจริยะ อัครมหาบัณฑิต เจ้ าอาวาสวัดท่ามะโอ จังหวัดลําปาง เปิ ดสอนคัมภีร์เหล่านั้นอย่างทุ่มเทจิตใจ วงการศึกษาภาษา ี บาฬในเมืองไทยจึงได้ ร้ จกและได้ สมผัสเนื้อหาที่กว้ างขวางและยิ่งใหญ่น้ัน ูั ั อีกครั้ง ๕
  • 6. คัมภีร์ท่ใช้ เป็ นแบบเรียนวิชาไวยากรณ์ ซึ่งเป็ นวิชาแรกนั้น ท่าน ี อาจารย์เลือกคัมภีร์รปสิทธิมาเป็ นแบบเรียน เนื่องจากเป็ นคัมภีร์ท่นา ู ี ํ สูตรกัจจายนะมาจัดเรียนเนื้อหาใหม่ ทําให้ สะดวกต่อการศึกษาเรียนรู้ กลุ่มคัมภีร์ไวยากรณ์น้ันมีการเรียบเรียงเป็ นสองแบบคือ ๑. แบบมีสตรเป็ นหลัก เรียกว่า “ไวยากรณ์ใหญ่” ู ๒. แบบไม่มสตร เรียกว่า “ไวยากรณ์น้อย” ี ู นี่เป็ นการชี้ให้ เห็นจุดต่างในกลุ่มคัมภีร์ไวยากรณ์ท่มีอยู่ แต่หาก ี กล่าวให้ ละเอียดลงไป คัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่น้ันนอกจากจะมีสตรเป็ นหลัก ู แล้ ว ยังมีคาอธิบายสูตรที่เรียกว่า “วุตติ” และมีอทาหรณ์คือตัวอย่างของ ํ ุ สูตรอีกด้ วย เมื่อการศึกษาคัมภีร์เดิมที่สานักเรียนวัดท่ามะโอเปิ ดสอนอยู่น้นเป็ น ํ ั ที่ร้ จักมากขึ้น ผู้สนใจต่างมุ่งไปเรียน ถามว่าไปเรียนอะไรที่น่ัน ครั้นตอบ ู ว่าเรียนไวยากรณ์ใหญ่ คนฟังคําตอบก็คงจะงง เพราะไม่ค้ ุนเคย เนื่องจาก การศึกษาของคณะสงฆ์ท่ค้ ุนเคยกันนั้นมีสองแผนกคือ แผนกธรรม กับ ี แผนกบาฬี ภายหลังจึงใช้ คาว่า “บาฬใหญ่”แทน เพื่อให้ เข้ าใจได้ ง่าย ํ ี เพราะคําว่า “บาฬี” บอกถึงการศึกษาด้ านภาษาบาฬไม่ว่าจะเป็ นคัมภีร์ ี ใดๆก็ตาม ก่อนจบหัวข้ อนี้ ขอแนะนําชื่อคัมภีร์ไวยากรณ์ท่เขียนเป็ นภาษาบาฬี ี มาให้ ทราบบ้ างดังนี้ คัมภีร์แบบมีสตรเป็ นหลัก ที่เรียกว่า “ไวยากรณ์ใหญ่” นั้น เช่น ู คัมภีร์กจจายนะ, ปทรูปสิทธิ, โมคคัลลานะ, สัททนีติ และนิรตติทปนี ั ุ ี ส่วนคัมภีร์แบบไม่มีสตร ที่เรียกว่า “ไวยากรณ์น้อย” นั้น เช่น ู คัมภีร์วิภตยัตถะ, สัททพินทุ และ การิกา เป็ นต้ น  ั ๖
  • 7. ความสันโดษ หลักธรรมนําความเจริญ เขมาเขมะ หลายๆครั้งชาวพุทธมักจะสงสัยกันว่า พระพุทธองค์ทรงสอนให้ เรา เป็ นผู้มักน้ อยสันโดษ ซึ่งสวนกระแสกับสังคมในปัจจุบนอย่างมาก เพราะ ั สังคมในปัจจุบน ล้ วนแล้ วแต่แก่งแย่งแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น เร่งรีบขวนขวาย ั หาทรัพย์สนเงินทองกันตลอดเวลา จนกระทั่งทุกๆคนมองว่าความสันโดษ ิ เป็ นความล้ าหลัง เป็ นเครื่องขัดขวางความเจริญ เข้ าใจว่าผู้สนโดษจะเป็ น ั ผู้เกียจคร้ าน ไม่ทะเยอทะยาน ไม่เจริญก้ าวหน้ า ซึ่งเป็ นความคิดทีผิด ่ ก่อนอื่นเรามาทําความเข้ าใจกับคําว่า “สันโดษ” กันเสียก่อน ความ สันโดษเป็ นคําแสดงถึงหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา เป็ นหลักในการ ตัดสินพระธรรมวินัย เป็ นเครื่องชี้ชัดพิสจน์ว่าเป็ นคําสั่งสอนในทาง ู พระพุทธศาสนาหรือไม่ ซึ่งพระพุทธเจ้ าทรงวางหลักในการตัดสินไว้ ว่า ธรรมเหล่าใด เป็ นไปเพื่อความกําหนัด เพื่อความประกอบทุกข์ เพื่อการสะสมกองกิเลส เพื่อความอยากใหญ่ เพื่อความไม่สนโดษ เพื่อ ั ความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ เพื่อความเกียจคร้ าน และเพื่อความเป็ นผู้เลี้ยง ยาก สิ่งเหล่านั้น ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คาสั่งสอนของพระพุทธเจ้ า ํ สนฺตุฏฐิ ปรมํ ธนํ ความสันโดษเป็ นทรัพย์อย่างยอดเยี่ยม ความสันโดษ จัดเป็ นธรรมในหมวดสัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ ในกลุ่มมรรคมีองค์ ๘ ท่านแบ่งความสันโดษออกเป็ น ๓ กรณี คือ ๑. ยถาพลสันโดษ ๒. ยถาลาภสันโดษ ๓. ยถาสารุปปสันโดษ ๗
  • 8. ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกําลังตน ตามกําลังทรัพย์ กําลังความรู้ กําลังความคิด กําลังบริวาร กําลังคน ซึ่งในจุดนี้แสดงว่าทุกๆคน สามารถจะแสวงหาความรู้ ค้ นคว้ าทดลอง พิสจน์ได้ ตลอดเวลา ตราบ ู เท่าที่ไม่เป็ นการละเมิดสิทธิ หรือเป็ นการเบียดเบียนผู้อ่น ฉะนั้นการ ื พัฒนาก้ าวหน้ า ก็จะมีไปเรื่อยๆ เพียงแต่ว่าควบคุมทิศทางไม่ให้ ผด ิ ศีลธรรม ผิดกฎหมายเท่านั้น ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้ ได้ มากได้ น้อยก็ทาใจให้ ยินดี ํ เท่ากับสิ่งที่ตนได้ ทําให้ ไม่เป็ นผู้ทะยานอยากจนเกินไป ในบางครั้งหาก ปล่อยให้ ความอยากเข้ าครอบงําแล้ ว ก็จะเกิดการแสวงหาโดยไม่สนใจ วิธี ไม่สนใจความถูกต้ อง ไม่ยึดหลักศีลธรรม ก่อให้ เกิดการละเมิด กฎหมาย ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามความเหมาะสม ควรแก่ฐานะของ ตนเอง กรณีการบริโภคใช้ สอย ความเป็ นอยู่ การจะนุ่งห่ม การจะสร้ าง บ้ านเรือน เป็ นต้ น ก็พิจารณาอย่างพอเหมาะพอควร ไม่ทาจนเกินตัว ํ เกินฐานะ เกินกําลังทรัพย์ของตน ถ้ าสังคมไทยมีความสันโดษ คนในสังคมเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ การเอารัดเอาเปรียบกัน การคอรัปชั่น โกงกิน การรับสินบนต่างๆก็จะ ไม่มี สังคมจะอยู่ร่วมกันได้ อย่างปกติสข มีการสร้ างสรรค์พัฒนาบน ุ ทิศทางของความถูกต้ องดีงามตลอดไป สันโดษจึงเป็ นทรัพย์อนยอด ั เยี่ยมในหมู่มนุษย์ท้งหลาย  ั ๘
  • 9. ใครควรโจทก์ สังคีตวรภิกขุ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้ าประทับอยู่ท่ป่าเป็ นที่ทาพลีกรรม ี ํ ใกล้ กรุงกุสนารา ณ ที่น้ันแล พระผู้มีพระภาคเจ้ าตรัสเรียกภิกษุท้งหลาย ิ ั มาแล้ วตรัสสอนว่า “ภิกษุท้งหลาย ภิกษุผ้ ูท่ต้องการโจทก์ผ้ ูอ่นพึง ั ี ื พิจารณาธรรม ๕ ประการในตน พึงเข้ าไปตั้งธรรม ๕ ประการไว้ ในตน แล้ วจึงโจทก์ผ้ ูอ่น” ธรรม ๕ ประการอันภิกษุพึงพิจารณาในตนเป็ นไฉน ื (๑) ภิกษุท้งหลาย ภิกษุผ้ ูเป็ นโจทก์ประสงค์จะโจทก์ผ้ ูอ่น พึงพิจารณา ั ื อย่างนี้ว่า เราเป็ นผู้มีกายสมาจารอันบริสทธิ์ เราเป็ นผู้ประกอบด้ วยกาย ุ สมาจาร๑อันบริสทธิ์ ไม่ขาด ไม่บกพร่องหรือหนอ ธรรมนี้มพร้ อมอยู่แก่ ุ ี เราหรือไม่หนอ ภิกษุท้งหลาย หากว่าภิกษุมิได้ เป็ นผู้มีกายสมาจารอัน ั บริสทธิ์ ไม่ขาด ไม่บกพร่องไซร้ จะมีผ้ ูว่ากล่าวกะภิกษุน้นว่า ‘เชิญท่าน ุ ั ศึกษาความประพฤติทางกายเสียก่อนเถิด’ จะมีผ้ ูกล่าวกะภิกษุน้ันอย่างนี้ (๒) อีกประการหนึ่ง ภิกษุผ้ ูเป็ นโจทก์ประสงค์จะโจทก์ผ้ ูอ่น พึง ื พิจารณาอย่างนี้ว่า เราเป็ นผู้มีวจีสมาจารบริสทธิ์ เราเป็ นผู้ประกอบด้ วยวจี ุ สมาจารอันบริสทธิ์ ไม่ขาด ไม่บกพร่องหรือหนอ ธรรมนี้มีพร้ อมอยู่แก่ ุ เราหรือไม่หนอ ภิกษุท้งหลาย หากว่าภิกษุมิได้ เป็ นผู้มีวจีสมาจารบริสทธิ์ ั ุ มิได้ ประกอบด้ วยวจีสมาจารบริสทธิ์ ไม่บกพร่อง ไม่ขาดไซร้ จะมีผ้ ูกล่าว ุ กะภิกษุน้ันว่า ‘เชิญท่านจงศึกษาความประพฤติทางวาจาเสียก่อนเถิด’ จะ มีผ้ ูว่ากล่าวกะภิกษุน้ันอย่างนี้ ๑ จะขออธิบายคําว่ากายสมาจารก่อน กายสมาจารคือการทําในสิ่งที่ควรทํา ศัพท์น้ ีมา จาก สํ อุปสัค + อาจาร แปลว่าประพฤติดี + คําว่ากาย ศัพท์คานี้เกี่ยวข้ องทั้งในเรื่องของ ํ อาชีพและไม่เกี่ยวข้ องกับอาชีพ คนเราควรจะทําสิ่งที่ดีโดยไม่เกี่ยงว่าเพื่ออะไร ๙
  • 10. (๓) อีกประการหนึ่ง ภิกษุผ้ ูเป็ นโจทก์ประสงค์จะโจทก์ผ้ ูอ่น พึง ื พิจารณาอย่างนี้ว่าเราเข้ าไปตั้งเมตตาจิต ไม่อาฆาตไว้ ในเพื่อนพรหมจารี ทั้งหลายแล้ วหรือหนอ ธรรมนี้มีอยู่แก่เราหรือไม่หนอ ภิกษุท้งหลาย หาก ั ว่าภิกษุมิได้ เข้ าไปตั้งเมตตาจิต ไม่อาฆาตไว้ ในเพื่อนพรหมจารีท้งหลาย ั ไซร้ จะมีผ้ ูว่ากล่าวภิกษุกะนั้นว่า ‘เชิญท่านจงเข้ าไปตั้งเมตตาจิตไว้ ใน เพื่อนพรหมจารีท้งหลายเสียก่อนเถิด’ จะมีผ้ ูว่ากล่าวกะภิกษุน้ันอย่างนี้ ั (๔) อีกประการหนึ่ง ภิกษุผ้ ูเป็ นโจทก์ประสงค์จะโจทก์ผ้ ูอ่น พึง ื พิจารณาอย่างนี้ว่า เราเป็ นพหูสต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็ นผู้ได้ สดับมา ู มาก ทรงไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้ วยดีด้วยทิฏฐิ ซึ่งธรรมอันงาม ในเบื้องต้ น งามในท่ามกลาง งามในที่สด ประกาศพรหมจรรย์พร้ อมทั้ง ุ อรรถทั้งพยัญชนะ บริสทธิ์บริบูรณ์ส้ นเชิงหรือหนอ ธรรมนี้มีพร้ อมอยู่แก่ ุ ิ เราหรือไม่หนอ ภิกษุท้งหลาย หากภิกษุไม่เป็ นพหูสตทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ั ู ไม่เป็ นผู้ได้ สดับมามาก ทรงไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้ วยดีด้วยทิฏฐิ ซึ่งธรรมอันงามในเบื้องต้ น งามในท่ามกลาง งามในที่สด ประกาศ ุ พรหมจรรย์ พร้ อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสทธิ์บริบูรณ์ส้ นเชิงไซร้ จะมี ุ ิ ผู้ว่ากล่าวภิกษุน้ันว่า ‘เชิญท่านจงเล่าเรียนคัมภีร์เสียก่อนเถิด’ จะมีผ้ ูว่า กล่าวกะภิกษุน้ันอย่างนี้ (๕) อีกประการหนึ่ง ภิกษุผ้ ูเป็ นโจทก์ประสงค์จะโจทก์ผ้ ูอ่น พึงื พิจารณาอย่างนี้ว่า เราจําปาติโมกข์ท้งสองได้ ดีแล้ ว จําแนกดีแล้ ว ให้ ั เป็ นไปดีแล้ ว โดยพิสดาร วินิจฉัยดีแล้ วโดยสูตร โดยอนุพยัญชนะหรือ หนอ ธรรมนี้มีพร้ อมอยู่แก่เราหรือไม่หนอ ภิกษุท้งหลาย หากว่าภิกษุ ั เป็ นผู้ไม่จาปาติโมกข์ท้งสองได้ ดีแล้ ว มิได้ จาแนกดีแล้ ว มิได้ ให้ เป็ นไปดี ํ ั ํ แล้ วโดยพิสดาร มิได้ วินิจฉัยด้ วยดีโดยสูตรโดยอนุพยัญชนะ ๑๐
  • 11. ภิกษุน้นถูกถามว่า ท่านผู้มีอายุ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคเจ้ าตรัสแล้ ว ั ในที่ไหน ดังนี้ แก้ ไม่ได้ จะมีผ้ ูว่ากล่าวกะภิกษุน้ันว่า ‘เชิญท่านศึกษา วินัยเสียก่อนเถิด’ จะมีผ้ ูว่ากล่าวกะภิกษุน้ันอย่างนี้ ภิกษุควรตั้งไว้ ในธรรม ๕ ประการว่า เรา... จักกล่าวในกาลอัน ควร จักไม่กล่าวโดยกาลอันไม่ควร ๑ จักกล่าวด้ วยคําจริง จักไม่กล่าวคํา เท็จ ๑ จักกล่าวด้ วยคําอ่อนหวาน จักไม่กล่าวด้ วยคําหยาบ ๑ จักกล่าว ด้ วยคําที่ประกอบด้ วยประโยชน์ จักไม่กล่าวถ้ อยคําอันไม่ประกอบด้ วย ประโยชน์ ๑ จักมีเมตตาจิตกล่าว จักไม่เพ่งโทษกล่าว ๑ พึงตั้งใจ ๕ ประการนี้แล้ วจึงโจทก์ผ้ ูอ่น” ื พระพุทธพจน์น้ ีอยู่ใน กุสนาราสูตร อังคุตรนิกาย ทสกนิบาต ิ การโจทก์ผ้ ูอ่นนั้นใช่ว่าจะทําไม่ได้ แต่ควรจะรู้จักกาล ไม่หยาบคาย ื และมีเมตตาจิต คือ มีใจเอื้อเฟื้ อบุคคลนั้นจริงๆ ไม่ใช่พูดตามใจ หรือ พูดเพื่อให้ เขาโกรธ แต่พึงพิจารณาก่อนพูด  ๑๑
  • 12. พระนางปฏาจาราเถรี ตถตา สดับมาว่า พระนางปฏาจารานั้นในอดีตก่อนบวชได้ เป็ นธิดาของ เศรษฐีผ้ ูหนึ่ง มีทรัพย์สนมากถึง ๔๐ โกฏิในเมืองสาวัตถี นางมีรปโฉม ิ ู งดงามมาก ในเวลาที่นางมีอายุครบ ๑๖ ปี บิดามารดานั้นต้ องการจะ รักษาไม่ให้ เกิดข้ อครหานินทา จึงให้ นางอาศัยอยู่บนปราสาทชั้น ๗ โดย ได้ รับการเลี้ยงดูทะนุถนอมเป็ นอย่างดีจากบิดามารดา ถึงกระนั้นนางก็ยัง แอบลักลอบมีความสัมพันธ์กบคนใช้ คนหนึ่งของตน ั กาลต่อมา บิดามารดาของนางได้ ยกนางให้ กบบุตรชายของเศรษฐี ั คนหนึ่งผู้มีชาติตระกูลเสมอกัน และได้ กาหนดวันวิวาห์กนไว้ เรียบร้ อย ํ ั เมื่อวันวิวาห์ใกล้ เข้ ามา นางจึงพูดกับคนรับใช้ ผ้ ูเป็ นสามีว่า “บิดามารดา กําลังจะยกฉันให้ กบบุตรชายของเศรษฐีตระกูลหนึ่ง ถ้ าฉันไปสู่สกุลนั้น ั แล้ ว แม้ เธอจะต้ องถือเครื่องบรรณาการมาเพื่อฉัน ก็จะไม่สามารถเข้ าไป ในที่น้ันได้ หากเธอมีความรักในฉัน ก็จงพาฉันหนีไปในบัดนี้เถิด” คนรับ ใช้ ผ้ ูเป็ นสามีรับคําแล้ วบอกว่า “ถ้ าเช่นนั้น ฉันจักยืนรออยู่ท่ประตูเมืองแต่ ี เช้ าตรู่ เธอจงออกไปด้ วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งเถิด” วันรุ่งขึ้นนางได้ นุ่ง ห่มผ้ าเก่าๆ สยายผม เอารําทาทั่วร่างกาย มือถือหม้ อนําทําตัวประดุจนาง ้ ทาสีเดินออกจากเรือน เพื่อไปยังจุดที่นัดพบกัน จากนั้นจึงได้ ออกเดินทาง จากเมืองไปสู่ชนบทปลายแดนที่แสนกันดาร ยึดอาชีพทําไร่ ไถนา ปลูก ผักเลี้ยงชีพ ได้ รับผลวิบากคือทุกขเวทนาเป็ นอันมาก ต่อมานางได้ ต้งครรภ์บุตรคนแรก ด้ วยมีความกังวลเกี่ยวกับการ ั คลอดและการดูแลรักษาบุตรของตน จึงได้ ปรึกษากับสามีว่า “ใครๆใน ที่น้ ีผ้ ูจะคอยอุปการะเราไม่มีเลย พี่จงพาดิฉันไปสู่บ้านเถิด ตามธรรมดา บิดามารดาเป็ นผู้มีจิตใจอ่อนโยนในบุตร จักยกโทษให้ ดิฉันเป็ นแน่แท้ ” ๑๒
  • 13. ฝ่ ายสามีได้ ฟังดังนั้นแล้ วคัดค้ านขึ้นว่า “นางผู้ เจริญ เธอพูดอะไร ออกมา บิดามารดาของเธอ เมื่อเห็นฉันแล้ วจะต้ องลงทัณฑ์อย่างแน่นอน ฉันไม่สามารถจะไปในที่น้ันได้ ” แม้ นางอ้ อนวอนอยู่หลายต่อหลายครั้ง ก็ ไม่ได้ รับความยินยอม นางจึงได้ รอเวลาที่สามีเข้ าป่ า บอกคนแถวนั้นผู้ คุ้นเคยกันสั่งว่า “ถ้ าสามีฉันกลับมา แล้ วไม่พบฉัน พวกท่านพึงบอกแก่ สามีของฉัน ว่าฉันได้ กลับไปสู่เรือนของตระกูลแล้ ว” จากนั้นจึงปิ ดประตู แล้ วก็หนีไป ฝ่ ายสามีพอกลับมาถึงบ้ าน เมื่อไม่พบภรรยา จึงถามคนแถว นั้น หลังจากได้ ทราบเรื่องแล้ ว ก็ออกติดตามเพื่อจะพานางกลับ เมื่อพบ นางในระหว่างทางจึงได้ อ้อนวอนต่างๆนานา แต่กไม่สามารถจะให้ นาง็ กลับได้ ขณะนั้นลมกัมมัชวาตของนางปั่นป่ วน ได้ เวลาที่จะคลอดบุตร นาง ได้ เข้ าไปสู่พุ่มไม้ แห่งหนึ่ง นอนกลิ้งเกลือกอยู่ท่พ้ ืนคลอดบุตรด้ วยอาการ ี ทุลักทุเล หลังจากคลอดบุตรแล้ วจึงคิดว่า “เราจะกลับไปสู่ตระกูลก็เพื่อ จะคลอดบุตร บัดนี้บุตรของเราได้ คลอดมาแล้ ว กิจที่จะกลับไปสู่ตระกูลก็ ไม่ม” จึงตัดสินใจเดินทางกลับสู่เรือนกับสามี ี ต่อมานางได้ ต้ังครรภ์บุตรคนที่ ๒ อีก นางก็ได้ อ้อนวอนสามีดัง เช่นเดียวกับเมื่อคลอดบุตรคนแรก เมื่อไม่ได้ รับความยินยอมจากสามีอก ี จึงตัดสินใจหนีโดยอุ้มบุตรคนแรกไว้ ท่สะเอวแล้ วออกเดินทางเพื่อกลับ ี ไปสู่ตระกูลของตน ฝ่ ายสามีเมื่อกลับถึงเรือนไม่พบ จึงออกตามหาจนพบ เข้ าในระหว่างทาง อ้ อนวอนด้ วยวิธต่างๆแต่กไม่สามารถจะโน้ มน้ าวให้ ี ็ นางกลับเรือนได้ ในขณะนั้นเอง ฝนได้ ตกหนักอย่างไม่ขาดสาย ราวกับจะทําลาย บริเวณนั้นให้ ย่อยยับไปด้ วยเมล็ดฝน ประจวบกับลมกัมมัชวาตของนางก็ เริ่มปั่นป่ วน จึงได้ บอกสามีให้ หาที่หยุดพักเพื่อหลบฝนแต่ในบริเวณนั้น ๑๓
  • 14. ไม่มีสถานที่พอจะอาศัยหลบฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสายได้ จะมีกแต่ ็ เพียงจอมปลวกที่อยู่ภายในพุ่มไม้ ไผ่ สามีจึงนํามีดไปตัดจอมปลวกทํา เป็ นอุโมงค์ เพื่อจะใช้ เป็ นที่หลบฝน ในขณะที่ฟันจอมปลวกอยู่น้น ั อสรพิษร้ ายได้ เลื้อยออกจากจอมปลวก ฉกเข้ าที่แขนอย่างแรง พิษนั้น แล่นเข้ าสู่ภายในร่างกายของสามี ทําให้ ร่างกายมีสเขียวดุจดังเปลวไฟ ี ตั้งขึ้นจากภายใน ล้ มลงสิ้นชีวิตในที่น้ันนั่นเอง ฝ่ ายภรรยาได้ แต่ชะเง้ อรอคอยการกลับมาของสามี โดยไม่อาจทราบ ได้ เลยว่าสามีของตนเสียชีวิตแล้ ว ในที่สดก็คลอดบุตรคนที่ ๒ ท่ามกลาง ุ สายฝนในที่น้ันเอง เด็กทั้งสองไม่สามารถที่จะทนสายฝนและลมกรรโชก ได้ พากันส่งเสียงร้ องลั่นด้ วยความหนาวเหน็บ นางจึงได้ นาเด็กทั้ง ๒ คน ํ ไว้ ระหว่างอก คุกเข่าใช้ ลาตัวเสมือนเครื่องมุงบังคร่อมเด็กทั้งสองไว้ เพื่อ ํ บังฝนให้ จนตลอดราตรี ร่างกายของนางซีดขาว ราวกับว่าไร้ ซ่งโลหิต ึ เมื่ออรุณขึ้น ฝนหยุดตก นางก็อ้ มบุตรที่เพิ่งคลอดผู้มีสผวดังชิ้นเนื้อ ุ ี ิ สดไว้ ท่สะเอว และจูงบุตรคนโตออกตามหาสามี ครั้นเมื่อเห็นสามีนอน ี เสียชีวิตอยู่ท่จอมปลวก จึงได้ ร้องไห้ พรํ่าเพ้ อรําพัน ปริ่มจะขาดใจว่า ี “เป็ นเพราะเราทีเดียว สามีจึงต้ องมาเสียชีวิตอย่างอนาถในที่น้ ี” แล้ วก็ เดินทางต่อไปจนถึงแม่นาอจิรวดี ซึ่งเชี่ยวกรากเต็มเปี่ ยมด้ วยนําสูงถึงหน้ า ํ้ ้ อก เพราะฝนที่ตกอย่างหนักตลอดคืน ไม่สามารถที่จะนําบุตรทั้งสองข้ าม ไปพร้ อมๆกันได้ จึงให้ บุตรคนโตรออยู่ท่ฝ่งนี้ แล้ วอุ้มบุตรคนเล็กข้ าม ี ั แม่นาไปสู่อกฝั่ง ปูลาดกิ่งไม้ ใบไม้ ไว้ สาหรับให้ บุตรคนเล็กนอน แล้ วจึง ํ้ ี ํ ข้ ามกลับไปเพื่อรับบุตรคนโต ในระหว่างข้ ามนํากลับไปเพื่อรับบุตรคนโต ้ ก็ไม่อาจจะละความเป็ นห่วงต่อบุตรอ่อนได้ จึงได้ เหลียวกลับแลดู ดูแล้ ว ดูเล่าในระหว่างเดิน พอเดินถึงกลางแม่นา เหยี่ยวตัวหนึ่งเห็นบุตรคนเล็ก ํ้ ซึ่งมีผวแดงเข้ มสดดังชิ้นเนื้อนอนอยู่ จึงโฉบถลาลงจากอากาศด้ วยเข้ าใจ ิ ๑๔
  • 15. ว่าเป็ นชิ้นเนื้อ นางเหลียวมาพบเข้ า จึงได้ ยกมือทั้งสองขึ้นร้ องไล่ด้วยเสียง ดัง “ซู่ ซู่” แต่เหยี่ยวไม่ได้ ยินเสียง จึงได้ โฉบพาบุตรน้ อยขึ้นไปสู่อากาศ แล้ วบินหายลับไป ส่วนบุตรที่ยืนอยู่อกฝั่ง เห็นแม่ของตนยกมือทั้งสองขึ้น ี พร้ อมกับร้ องเสียงดัง ก็เข้ าใจว่าแม่เรียกตน จึงกระโดดลงนํา ถูกกระแส ้ นําอันเชียวกรากพัดจมหายไปในที่น้ัน ้ นางได้ รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส ได้ แต่เดินบ่นเพ้ อตลอดทาง ปานจะขาดใจว่า “บุตรของเราคนหนึ่งถูกเหยี่ยวโฉบไป คนหนึ่งถูกนําพัด ้ ไป สามีกตายเสียในที่เปลี่ยว” จนกระทั่งมาถึงกรุงสาวัตถี พบบุรษผู้ ็ ุ เดินทางคนหนึ่งจึงได้ ถามว่า “ท่าน ตระกูลชื่อโน้ น ใกล้ ถนนโน้ น ในกรุง สาวัตถียังมีอยู่หรือ ท่านทราบไหม” ฝ่ ายชายผู้เดินทางตอบว่า “อย่าถาม ฉันถึงตระกูลนั้นเลยแม่ ถ้ าท่านรู้จักตระกูลอื่น จงถามเถิด” ฝ่ ายธิดา เศรษฐีตอบว่า “ฉันไม่ได้ มีธุระกับตระกูลอื่นเลย ฉันต้ องการไปสู่ตระกูล นั้นเท่านั้นแหละพ่อ” แต่ไม่ว่านางจะถามอย่างไร บุรษผู้เดินทางก็ไม่ยอม ุ ตอบ จนกระทั่งทนการรบเร้ าไม่ไหว จึงพูดขึ้นว่า “แม่เอ๋ย แม่เห็นฝนตก คืนยันรุ่งไหม” ฝ่ ายธิดาของเศรษฐีตอบว่า “เห็นจ้ ะพ่อ ฝนนั้นตกราวกะ ว่าตกเพื่อฉันเท่านั้น หาได้ ตกเพื่อผู้อ่นไม่ เอาเถิดฉันจักบอกเหตุท่ฝนตก ื ี แก่ท่านในภายหลัง ท่านจงบอกความความเป็ นไปของเรือนเศรษฐีน้ันแก่ ฉันก่อนเถิด” บุรษเดินทางจึงตอบว่า “แม่ เมื่อกลางคืนพายุฝนได้ พัดเอา ุ เรือนล้ มทับคนที่อยู่ข้างในบ้ านตายหมด ขณะนี้คนทั้งสามกําลังถูกเผาบน เชิงตะกอนเดียวกัน แม่เอ๊ย ควันนั่นยังปรากฏอยู่” นางได้ ฟังดังนั้นแล้ วก็ ถึงความเป็ นผู้ส้ นสติ เป็ นคนวิกลจริต ตะลึงอยู่ในขณะนั้นนั่นเอง ิ พลางเดินกระเซอะกระเซิง ไม่ร้ สกถึงผ้ าที่หลุดออกจากกาย บ่นเพ้ อรําพัน ู ึ ไปตลอดทางว่า “บุตรของเรา ๒ คนตายเสียแล้ ว สามีของเราก็ตายแล้ ว ในทางเปลี่ยว พ่อแม่ และพี่ชายก็ถูกเผาบนเชิงตะกอนเดียวกัน” ๑๕
  • 16. ด้ วยอาการเช่นนี้ คนทั้งหลายเห็นนางก็เข้ าใจว่าเป็ นหญิงบ้ า จึงเอามือ กอบฝุ่ นทรายโปรยลงใส่ศรษะนางบ้ างขว้ างปาด้ วยก้ อนหินบ้ าง ี ทีน้ัน พระศาสดาประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัท ๔ ในเขต พระเชตวันมหาวิหาร ได้ ทอดพระเนตรเห็นนางผู้บาเพ็ญบารมีมาแสนกัป ํ ในสมัยพระพุทธเจ้ าพระนามว่าปทุมุตตระ บริบูรณ์ด้วยบุญญาภินิหารเดิน มาอยู่ พระองค์จึงทรงดําริว่า “เว้ นขาดจากเราเสีย ผู้อ่นชื่อว่าจะสามารถ ื เป็ นที่พ่ึงของหญิงผู้น้ ี หามีไม่” จึงทรงบันดาลให้ นางเดินบ่ายหน้ ามาสู่ วิหาร พวกเหล่าพุทธบริษัทเห็นนางเข้ า จึงพากันกล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย อย่าให้ หญิงบ้ าเช่นนี้ เข้ ามาในที่น้ ีเลย” พระศาสดาตรัสว่า “พวกเธอจง หลีกไป อย่าได้ ห้ามมิให้ หญิงนั้นเข้ ามาเลย” ในเวลาที่นางมาใกล้ จึงตรัส ว่า “ดูก่อนน้ องหญิง เธอจงกลับได้ สติเถิด” นางก็กลับได้ สติด้วยพุทธานุ ภาพในขณะนั้นนั่นเอง ในเวลานี้นางกําหนดความที่ผ้าหนุ่งหลุดได้ แล้ ว เกิดหิริโอตตัปปะขึ้น จึงนั่งกระหย่ง ลําดับนั้นมีบุรษผู้หนึ่งได้ โยนผ้ านุ่งให้ ุ นาง นางนุ่งผ้ าผืนนั้นแล้ วเข้ าเฝ้ าพระศาสดา ถวายบังคมด้ วยเบญจาง คประดิษฐ์ ณ แทบพระบาทของพระศาสดาผู้มีผวพรรณดุจทอง ิ กราบทูลว่า “ขอพระองค์ทรงเป็ นที่พ่ึงแก่หม่อมฉันเถิด” จากนั้นได้ กราบ ทูลเล่าเรื่องราวความสูญเสียอันสุดประมาณมิได้ พระศาสดาตรัสตอบว่า “อย่าเศร้ าโศกไปเลยปฏาจารา บัดนี้เธอได้ มาอยู่สานักของเราผู้สามารถ ํ จะเป็ นที่พ่ึงของเธอได้ แล้ ว นําตาที่ไหลออกของเธอผู้ร้องไห้ เศร้ าโศกอยู่ ้ ในวัฏฏสงสารอันยาวนานนี้ ในเวลาของชนผู้เป็ นที่รักตายไป มีมากกว่านํา ้ แห่งมหาสมุทรทั้ง ๔ รวมกันเสียอีก” ดังนี้แล้ วจึงตรัสพระคาถาว่า “นําในมหาสมุทรทั้ง ๔ มีประมาณน้ อย ้ นําตาของชนผู้ถูกความทุกข์ ความเศร้ าโศกบีบคั้น มีมากกว่า ้ ดูก่อนน้ องหญิง เหตุไรเธอจึงยังประมาทอยู่เล่า” ๑๖
  • 17. หลังจากนางได้ สดับพระคาถา ความเศร้ าโศกได้ ลดน้ อยลง พระ ศาสดาทรงทราบความที่นางมีความเศร้ าโศกเบาบางลงจึงตรัสอีกว่า “บุตรทั้งหลายก็ดี มารดาบิดาหรือพวกพ้ องก็ดี ย่อมไม่สามารถเพื่อจะต้ านทานบุคคลผู้ถูกความตายครอบงําได้ เหล่าบัณฑิตชนทราบอํานาจประโยชน์เช่นนั้นแล้ ว สํารวมในศีล พึงชําระทางไปนิพพานโดยเร็วทีเดียว” ในกาลจบพระเทศนา นางได้ บรรลุเป็ นพระโสดาบัน กราบทูลขอ บรรพชาอุปสมบท ภายหลังจึงปรากฏชื่อว่า “ปฏาจารา” วันหนึ่งนางได้ เอาหม้ อตักนําล้ างเท้ า เทนําลง นํานั้นไหลไปหน่อยหนึ่ง ้ ้ ้ แล้ วก็ขาด ครั้งที่ ๒ เทลงอีก นําได้ ไหลไปไกลกว่านั้นหน่อยหนึ่ง ครั้งที่ ๓ ้ เทลงอีก นําก็ไหลไปไกลกว่านั้นอีกหน่อย จึงได้ กาหนดนิมิตในนํานั้นว่า ้ ํ ้ “สัตว์เหล่านี้ ตายเสียในปฐมวัยก็มี เหมือนนําที่เราเทลงในครั้งแรก ้ สัตว์บางพวกตายในมัชฌิมวัยก็มี เหมือนนําที่เราเทลงในครั้งที่ ๒ ้ สัตว์บางพวกตายในปัจฉิมวัยก็มี เหมือนนําที่เราเทลงครั้งที่ ๓” ้ พระศาสดาทรงทราบวาระจิตของนาง ทรงแผ่พระรัศมีราวกะ ประทับยืน ตรัสต่อหน้ านาง แล้ วตรัสด้ วยพระคาถานี้ว่า   “ก็ผ้ ูใด ไม่เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อม แม้ มีชีวิตอยู่ ๑๐๐ ปี ก็ไม่ประเสริฐ หากความเป็ นอยู่เพียงวันเดียว ของผู้เห็นความเกิดและความเสื่อม ความเป็ นอยู่น้ันประเสริฐกว่า” จากนั้นไม่นาน นางก็บรรลุเป็ นพระอรหันต์ ได้ รับการยกย่องไว้ ใน ตําแหน่งเอตทัคคะทางด้ านภิกษุณผ้ ูทรงวินัย ฉะนั้นแล  ี ๑๗
  • 18. สิงทีควรทํา กับสิงทีอยากทํา ่ ่ ่ ่ อภิรตภิกขุ ฺ การดําเนินชีวิตในแต่ละวัน ถ้ าสังเกตให้ ดีๆแล้ วจะเห็นได้ ว่า เรามัก เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไร้ ประโยชน์ให้ โทษกับตัวเราเองเป็ นส่วนมาก เสียเวลา ในห้ องนําเป็ นชั่วโมง เพื่อขัดสีตกแต่งร่างกาย แต่บางทีเรากลับหลงลืมที่ ้ จะออกกําลังกายเพียงสิบนาที เพราะมัวหลงใหลอยู่ในอารมณ์ท่แปลก ี ใหม่ โดยไม่ได้ คานึงถึงสิ่งที่ตนเองจะได้ รับจากการกระทํานั้น ว่ามันจะ ํ ส่งผลอย่างไรบ้ าง การปล่อยให้ ชีวิตเป็ นไปตามอารมณ์ จึงยากที่จะ หลีกเลี่ยงต่อปัญหาหรือความละล้ าละลังของชีวิต ในขณะที่คนอื่นเดินไป ไขว่คว้ าความฝัน เราจึงถูกติดยึดอยู่กบที่ เพราะไม่สามารถควบคุมตนเอง ั ได้ หากกล่าวถึงบุคคลที่ประสบความสําเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะด้ านใดก็ ตามเราจะเห็นได้ ถงกฎเหล็กที่คนเหล่านั้นปฏิบติอยู่สองข้ อคือ ึ ั (๑) การทําในสิงทีควรทํา ่ ่ (๒) การไม่ทําในสิงทีควรทํา ่ ่ การกระทําในสิ่งที่ควรทํานั้นเป็ นการแสดงออกทางภาวะของตรรกะ และเหตุผล ส่วนการทําตามความอยากทําให้ อาจทําในสิ่งที่ไม่ควรทํา เป็ น การตอบสนองต่ออารมณ์ท่ตนต้ องการเพียงแค่น้ัน จึงไม่น่าแปลกใจเลย ี ว่า ทําไมมีคนเพียงจํานวนน้ อยเท่านั้นที่ประสบความสําเร็จในชีวิต แต่คน ส่วนมากกลับรู้สกล้ มเหลวในสิ่งที่ทา นี่กเ็ พราะไม่สามารถที่จะควบคุม ึ ํ ตนเองได้ ดังที่หลวงพ่อชา สุภทโท ท่านได้ กล่าวไว้ ว่า ั “เธอจงระวังความคิด เพราะความคิดจะกลายเป็ นการกระทํา เธอจงระวังการกระทํา เพราะการกระทําจะกลายเป็ นความเคยชิน เธอจงระวังความเคยชิน เพราะความเคยชินจะกลายเป็ นนิสย ั เธอจงระวังนิสย เพราะนิสยจะกลายเป็ นตัวกําหนดชีวิตของเธอ”  ั ั ๑๘
  • 19. โทษของการเลือมใสทีเกิดขึ้ นในบุคคล ๕ อย่าง ่ ่ สังคีตวรภิกขุ ฺ ๑. บุคคลย่อมเลื่อมใสยิ่งในบุคคลใด บุคคลนั้นต้ องอาบัติ อัน เป็ นเหตุให้ สงฆ์ยกวัตร หมายความว่าบุคคลนั้นประพฤติตนไม่สมควร จนสงฆ์ลงโทษเขาคือผู้ท่เลื่อมใสก็คิดว่า บุคคลผู้ท่เป็ นที่รักที่ชอบใจ ี ี ของเราถูกสงฆ์ยกวัตรเสียแล้ ว เขาจึงไม่เลื่อมใสในภิกษุพวกนั้น เมื่อ ไม่เลื่อมใสในภิกษุพวกนั้น เขาก็ไม่ไปคบหากับภิกษุพวกอื่น เมื่อไม่ คบหากับภิกษุพวกอื่น จึงไม่ได้ ฟังพระสัทธรรม จึงเสื่อมจากพระ สัทธรรม นี้เป็ นโทษในความเลื่อมใสในบุคคล ข้ อที่ ๑ ๒. อีกประการหนึ่ง บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้น ต้ องอาบัติอนเป็ นเหตุให้ สงฆ์ต้องบังคับให้ เขานั่งในที่สดสงฆ์ เขาจึง ั ุ คิดอย่างนี้ว่า บุคคลผู้เป็ นที่รักที่ชอบใจของเรา ถูกสงฆ์บงคับให้ น่ังใน ั ที่สดสงฆ์เสียแล้ ว เขาจึงไม่มีความเลื่อมใสในภิกษุ เมื่อไม่เลื่อมใส ก็ ุ ไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น ก็ไม่ได้ ฟังพระ สัทธรรม จึงเสื่อมจากพระสัทธรรม นี้เป็ นโทษในความเลื่อมใสใน บุคคล ข้ อที่ ๒ ๓. บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้นหลีกไปสู่ทศเสีย ิ เขาจึงคิดอย่างนี้ว่าบุคคลผู้เป็ นที่รักที่ชอบใจของเรา หลีกไปสู่ทศเสีย ิ แล้ ว เขาจึงเป็ นผู้ไม่มความเลื่อมใสในพวกภิกษุ เมื่อไม่เลื่อมใสก็ไม่ ี คบหาภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น ก็ไม่ได้ ฟังพระ สัทธรรม เมื่อไม่ได้ ฟังพระสัทธรรม จึงเสื่อมจากพระสัทธรรม นี่เป็ น โทษในความเลื่อมใสในบุคคล ข้ อที่ ๓ ๑๙
  • 20. ๔. อีกประการหนึ่ง บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้น ลาสิกขา เขาจึงคิดว่า บุคคลผู้เป้ นที่รักที่ชอบใจของเรานี้ลาสิกขาเสีย แล้ ว เขาจึงไม่คบหาภิกษุอ่น เมื่อไม่คบหา ก็ไม่ได้ ฟังพระสัทธรรม ื เมื่อไม่ได้ ฟังพระสัทธรรมจึงเสื่อมจากพระสัทธรรมนี้เป็ นโทษในความ เลื่อมใสในบุคคล ข้ อที่ ๔ ๕. บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้นกระทํากาละเสีย แล้ ว เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า บุคคลผู้เป็ นที่รักที่ชอบใจของเรานี้ กระทํากา ละเสียแล้ ว เขาจึงไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น จึง ไม่ฟังพระสัทธรรม เมื่อไม่ฟังพระสัทธรรม จึงเสื่อมจากพระสัทธรรม นี้เป็ นโทษในความเลื่อมใสในบุคคลข้ อที่ ๕ การเลื่อมใสในบุคคลเพียงคนเดียว ผูกพันอยู่กบคนนั้นเพียงคน ั เดียว ยกย่องบุคคลนั้นเพียงคนเดียว แม้ บุคคลนั้นทําผิดก็มองไม่เห็น ความผิด เห็นว่าถูกอยู่เสมอ อย่างนี้เรียกว่าหลงจนตาบอด มิหนําซําเมื่อบุคคลนั้นถูกลงโทษก็พาลโกรธไปถึงผู้ท่ลงโทษ และ ้ ี พาลโกรธไปถึงบุคคลที่เป็ นพวกเดียวกับผู้ท่ลงโทษด้ วย คนชนิดนี้ย่อม ี พบกับความเสื่อมแน่นอนทีดียว โดยเฉพาะในพระสูตรนี้ บุคคลในที่น้ ี คือภิกษุ การเลื่อมใสในภิกษุรปใดรูปเดียว ู เมื่อภิกษุน้ันถูกลงโทษก็พาลโกรธภิกษุท้งหมด แล้ วก็ไม่ไปฟัง ั ธรรม เขาก็เลยไม่ได้ รับรสของพระธรรม คนอย่างนี้น่าสงสารมาก เพราะสร้ างทางเสื่อมให้ แก่ตนเองแท้ ๆ ด้ วยเหตุน้ ีพระผู้มีพระภาคเจ้ า จึงตรัสสอนไม่ให้ เลื่อมใสในบุคคล แต่ให้ เลื่อมใสในธรรม ๒๐
  • 21. ลองพิจารณาดูว่าเราเป็ นอย่างนี้หรือไม่ ถ้ าเป็ นอย่างนี้กน่าเสียดาย ็ เพราะโอกาสที่เราจะได้ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาและพระธรรมคําสอน นั้นยากหนักหนา ท่านผู้ร้ ท่เป็ นบัณฑิตรู้ธรรมเข้ าใจธรรมนั้นมีอยู่ ู ี อย่าได้ หลงนับถือในบุคคลคนเดียว การนับถือในบุคคลคนเดียวนั้น ถ้ าบุคคลนั้นมีอนเป็ นไปด้ วยเหตุใดก็ดี เราก็พลาดโอกาสที่จะได้ ร้ ธรรม ั ู ได้ เข้ าใจธรรม หรือถ้ าบุคคลที่เราหลงนับถือนั้นเป็ นมิจฉาทิฏฐิ เราก็ จะกลายเป็ นมิจฉาทิฏฐิไปด้ วยโดยที่เราไม่ร้ ตัวู ในข้ อธรรมนี้แม้ ว่าจะเน้ นหนักไปที่ภกษุ แต่ในปัจจุบนนี้ศาสนา ิ ั พึ่งศรัทธาจากญาติโยมเป็ นส่วนใหญ่ คือถ้ าไม่มีโยมที่เลื่อมใส พระพุทธศาสนาอย่างแท้ จริง พระภิกษุท้งหลายก็อาจหายไป ประเด็น ั ที่เป็ นมุมมองในพระธรรมคําสอนที่นามานี้ คือการบอกกล่าวให้ ถอเอา ํ ื ไตรสรณคมน์ไว้ เป็ นที่พ่ึง คือ ถือเอาพระพุทธว่าเป็ นที่พ่ึง ถือเอาพระ ธรรมว่าเป็ นที่พ่ึงและถือเอาหมู่ของพระอริยสงฆ์ว่าเป็ นที่พ่ึง ฉะนั้นสาธุชนคนดีท้งหลายจึงต้ องใช้ ปัญญาให้ มากขึ้นไปอีก คือ ั เข้ าใจพระธรรมคําสอนแล้ วย้ อนกลับมาดูท่ตัวเราว่าี ศรัทธาของเรา เป็ นอย่างไร ความเพียรของเราเป็ นอย่างไร สติของเราเป็ นอย่างไร สมาธิของเราเป็ นอย่างไร ปัญญาของเราเป็ นอย่างไร ต้ องทําความ เข้ าใจให้ มาก เมื่อเข้ าใจสิ่งเหล่านี้ ประโยชน์ย่อมไม่ละจากบุคคลผู้กระทําสิ่งที่ ควรแก่การงาน ควรแก่สงคม ที่จริงความเชื่อเหมือนเป็ นดาบสองคม ั มีคุณอนันต์และมีโทษมหันต์ ความเชื่อที่คล้ อยตามสังคมอาจไม่ใช่ส่ง ิ ที่ควรเสมอไป พระพุทธเจ้ าตรัสสอนว่าให้ ทาอินทรีย์คอศรัทธาให้ เท่ากับอินทรีย์ ํ ื คือปัญญา ก็จะค้ นพบความจริง  ๒๑
  • 22. อาสันนกรรม สังคีตวรภิกขุ ฺ ฝ่ ายกุศล ในอรรถกถาอัง.ติก.นิทานสูตรท่านเล่าว่า ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชายคนหนึ่งมีหน้ าที่เฝ้ าประตูบ้านคนทมิฬ ในเวลาเช้ าตรู่ เขาจะถือ เบ็ดไปตกปลาเป็ นประจํา ปลาที่ตกมาได้ น้ันเขาแบ่งออกเป็ นสามส่วน ส่วนหนึ่งเอาไปแลกข้ าวสาร ส่วนหนึ่งแลกนมส้ ม อีกส่วนหนึ่งเอา มาทําเป็ นอาหารรับประทานเอง เขาทําปาณาติบาตคือการฆ่าปลาอยู่ อย่างนี้เป็ นเวลาถึง ๕๐ ปี การกระทําของเขาจัดเป็ นอาจิณณกรรม แต่เวลาเขาจะตาย อกุศลอาจิณณกรรมนี้ไม่ได้ โอกาสให้ ผลนําเกิด แต่เขาได้ กรรมที่เขาทําไว้ เมื่อใกล้ จะตาย ซึ่งเป็ นกุศลเป็ นเหตุนาเกิด ํ คือ เมื่อเวลาที่อายุมาก ลุกไปไหนไม่ไหว นอนอยู่บนที่นอน พระติสสเถระคิดจะสงเคราะห์คนผู้น้ ี จึงได้ ไปยืนอยู่ท่ประตูบ้าน ี ภรรยาก็บอกชายนั้นว่าพระเถระมา ชายแก่กคิดว่าตลอดเวลา ๕๐ ปี ็ เราไม่เคยไปมาหาสู่ท่านเลย ชายแก่น้ ีคิดเป็ นทํานองว่า เราไม่ร้ จัก ู ท่าน ท่านมาหาเราทําไม จึงบอกภรรยาว่าบอกให้ ท่านกลับไปเสีย แต่พระเถระถามอุบาสกว่าเป็ นอย่างไร ภรรยาก็บอกว่าหมดแรงแล้ ว พระเถระจึงเข้ าไปในเรือน ให้ สติ แล้ วถามว่าจะรับศีล ๕ ไหม ชายนั้นก็บอกว่าจะรับ พระเถระก็ให้ รับไตรสรณคมน์ก่อนแล้ วเริ่มให้ ศีล ๕ แต่ชายนั้นรับไม่ได้ เพราะลิ้นแข็งแล้ ว พระเถระเห็นว่าเพียง การรับไตรสรณคมน์เท่านี้ ก็คงจะเป็ นเหตุให้ ชายคนนี้ได้ รับความสุข แล้ ว จึงลากลับไป ชายนั้นทํากาละแล้ วไปเกิดเป็ นเทวดา ๒๒
  • 23. เมื่อเกิดแล้ วก็พิจารณาว่าตนได้ ทากรรมอะไรไว้ จึงได้ มาเกิดในที่น้ ี ํ พอทราบแล้ วจึงลงไปไหว้ พระเถระที่สานักของท่าน เมื่อพระเถระถามว่า ํ ท่านเป็ นใคร เทพบุตรนั้นก็เล่าให้ ฟัง พร้ อมกับบอกว่า ถ้ าเขารับศีล ๕ ได้ เขาจะได้ เกิดในเทวโลกชั้นสูงกว่านี้ พระเถระก็บอกว่า ที่ไม่อาจรับ ศีลได้ เพราะลิ้นแข็ง เทพบุตรขอบคุณพระเถระแล้ วลากลับไป การเกิด ในเทวโลกของชายแก่น้ แหละเป็ นผลของการรับไตรสรณคมน์ เมื่อใกล้ ี จะตาย การรับไตรสรณคมน์น้ ีแหละเป็ นอาสันกรรมฝ่ ายกุศลที่ให้ ผลนํา เกิดในเทวโลก คงจะเห็นแล้ วว่า ทั้งๆที่ชายคนนี้ทาปาณาติบาตมา ๕๐ปี ํ แต่มารับไตรสรณคมน์ก่อนตาย กรรมนี้กลับได้ โอกาสส่งผลก่อนด้ วย เหตุน้ ี บางแห่งท่านจึงจัดอาสันนกรรมไว้ ว่า ให้ ผลก่อนอาจิณณกรรม ความจริงแล้ ว ที่จะกําหนดแน่นอนตายตัวไปว่า อาสันนกรรมหรือ อาจิณณกรรมให้ ผลก่อนจึงไม่อาจกําหนดได้ แน่นอน เพราะบางครั้ง อาสันนกรรมอาจให้ ผลก่อนเหมือนเรื่องที่เล่าแล้ ว แต่บางครั้งอาจิณณ กรรมที่ทาไว้ บ่อยๆ จนชิน ก็ให้ ผลก่อนอาสันนกรรม ํ ฝ่ ายอกุศล มีอบาสกคนหนึ่งทําการสาธยายอาการ ๓๒ เพื่อประโยชน์แก่ ุ โสดาปัตติมรรคอยู่เป็ นเวลา ๓๐ ปี ที่ใกล้ ฝ่งแม่นาคงคา ตลอดเวลา ั ํ้ ๓๐ ปี นั้นเขาไม่มีโอกาสแม้ แต่จะให้ แสงสว่างเกิดขึ้น เขาก็คิดว่า คํา สอนของพระพุทธเจ้ าคงไม่ใช่คาสอนที่จะนําผู้ปฏิบติออกจากทุกข์ได้ จริง ํ ั ด้ วยอํานาจความเห็นผิด เมื่อเขาตายลง จึงบังเกิดเป็ นจระเข้ อยู่ใน แม่นาคงคานั้น นี้เป็ นผลของอาสันนกรรม ํ้ ๒๓
  • 24. คือความเห็นผิดเมื่อใกล้ จะตาย น่าสงสารชายคนนี้ อุตส่าห์เจริญ กรรมฐานมาถึง ๓๐ ปี แต่เมื่อไม่บรรลุคุณวิเศษก็คิดว่า คําสอนของ พระพุทธเจ้ าไม่ดี ความจริงแล้ วชายคนนี้อาจจะเกิดมาด้ วยเหตุ ๒ คือ อโลภเหตุ กับอโทสเหตุเท่านั้น ขาดปัญญาคืออโมหเหตุ จึงไม่อาจบรรลุมรรค ผลก็เป็ นได้ เพราะผู้ท่จะบรรลุมรรคผลได้ น้ัน ต้ องเกิดด้ วยเหตุ ๓ ี คือ มีปัญญาเกิดมาพร้ อมตั้งแต่ปฏิสนธิ หรืออาจจะเป็ นเพราะยังไม่มี อุปนิสยพร้ อมที่จะบรรลุมรรคผลก็ได้ หากไม่มีอปนิสยแล้ ว แม้ จะ ั ุ ั เกิดด้ วยเหตุ ๓ เป็ นติเหตุกบุคคล ก็ไม่อาจบรรลุมรรคผลได้ เช่นกัน เพราะฉะนั้นท่านที่เจริญวิปัสสนามานานแล้ วแต่ไม่มีโอกาสได้ บรรลุคุณ วิเศษใดๆ ก็ขอให้ นึกถึงกรรมของตนว่ายังมีปัจจัยไม่พร้ อม อย่าได้ ไป กล่าวตู่คาสอนของพระพุทธเจ้ าว่าไม่ดีจริงอย่างอุบาสกที่เล่ามานี้เลย ํ เดี๋ยวจะไปเกิดเป็ นจระเข้  ๒๔
  • 25. ฝึ กลูกน้อย ให้รูจกให้ทาน ้ั พระมหาทวี โกสโล ความสุขจากการให้ เป็ นความสุขที่สร้ างสรรค์ชนิดหนึ่งที่เราสามารถ ปลูกฝังลูกให้ มีความรู้สกเช่นนี้ได้ ต้ังแต่เล็กๆ ในสมัยพุทธกาล เวลาที่ ึ พระพุทธองค์จะสอนธรรมะให้ แก่ใคร ถ้ าหากพระพุทธองค์ทรงสังเกตว่า บุคคลนั้นยังมีความตระหนี่ในใจอยู่ ท่านก็จะเริ่มสอนเรื่องการให้ (ทาน) เป็ นอันดับแรกก่อน ทั้งนี้เพื่อฟอกจิตของบุคคลนั้นมีความละเอียด ประณีตขาวสะอาดเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยแสดงธรรมที่ลึกซึ้งเป็ นลําดับๆ ต่อไป ดังนั้นการสอนลูกให้ มีความสุขกับการให้ ทาน จึงเท่ากับเป็ นการ พัฒนาคุณภาพทางอารมณ์ให้ เป็ นปัจจัยเกื้อหนุนพัฒนาการทางปัญญา ของลูกนั่นเอง สําหรับกิจกรรมง่าย ๆ ที่สามารถนําไปใช้ ในการสอนลูก ให้ มีความสุขกับการให้ ทานในวันนี้ ขอเสนอ ๓ วิธี เพื่อเป็ นตัวอย่างให้ พ่อแม่นาไปทดลอง ฝึ กให้ ลูกได้ ปฏิบติเป็ นประจําทุกๆวัน ดังต่อไปนี้ ํ ั ตัวอย่างวิธีฝึกลูกให้รูจกให้ทาน ้ั ๑.ให้ คุณแม่ซ้ ือขนมที่คดว่าลูกชอบรับประทานให้ แก่ลูกหนึ่งห่อ ิ แล้ วสอนลูกว่า กินขนมอร่อยๆคนเดียว เราก็มีความสุขแค่คนเดียว ให้ ถามลูกว่า ลูกอยากให้ คุณพ่อมีความสุขไหม แน่นอนลูกย่อมตอบรับ จากนั้นเราก็แนะนําให้ ลูกเอาขนมไปให้ คุณพ่อชิมก่อน คุณพ่อก็ควรที่จะ ทําท่าดีอกดีใจรับขนมจากลูกแล้ วรับประทานด้ วยท่าทีท่มีความสุข ี เอร็ดอร่อยให้ ลูกดูทุกครั้ง ลูกจะรู้สกมีความสุขที่ได้ เห็นคนที่ตัวเองรัก คือ ึ พ่อแม่มีความสุขจากการให้ ของตน จากนั้นจึงค่อยๆสอนให้ ร้ จักให้ แก่คน ู อื่นๆ เช่น พี่ ป้ า น้ า อา ปู่ ย่า ตา ยาย เป็ นต้ น ฝึ กอย่างนี้จนเป็ นนิสย ั เด็กจะมีความสุขกับการเป็ นผู้ให้ มากกว่าที่จะเป็ นผู้รับ ๒๕
  • 26. ๒. หากที่บ้านมีสนัขเป็ นสัตว์เลี้ยงจะเป็ นการดีมาก เพราะสุนัขคือ ุ ครูฝึกที่ดี สามารถสอนลูกเกิดความเมตตาได้ เป็ นอย่างดีท่สด โดยทุกๆ ีุ เช้ าพ่อแม่ควรจะจัดเวลาหาขนมให้ ลูกมาเลี้ยงสุนัขทุกเช้ า ให้ ลูกป้ อน อาหารสุนัขกับมือของตนเอง (คุณพ่อคุณแม่ควรเป็ นผู้ช่วยดูแลใกล้ ชิด) เมื่อสุนัขรับอาหารจากเด็ก มันจะแสดงความรู้สกซาบซึ้ง และขอบคุณ ึ ด้ วยสัญชาตญาณของสุนัขที่มีอยู่ประจําตัว เด็กจะสัมผัสความรู้สกตรงนี้ ึ ได้ (อายุ ๑ ขวบก็หัดได้ แล้ ว) ทําให้ เด็กเข้ าใจด้ วยความรู้สกของตนเองว่า ึ การทําให้ ชีวิตอื่นมีความสุขนั้น เราก็จะพลอยมีความสุขใจไปด้ วย ๓. ในช่วงสุดสัปดาห์ คุณพ่อคุณแม่อาจจะซื้อของเล่นแปลกใหม่ หรือขนมอร่อยพิเศษๆ มาฝากลูก โดยให้ ซ้ ือมาสองชุด เหมือนๆกัน พร้ อมกับอธิบายให้ ลูกฟังว่า ถ้ าเราเอาอีกชุดหนึ่งไปให้ เพื่อนของลูก เพื่อนก็จะมีความสุขไปด้ วย และจะเป็ นมิตรกับลูกตลอดไป ตรงนี้ถ้าลูก เข้ าใจและทําได้ นอกจากลูกจะมีความสุขกับการให้ แล้ ว ยังเป็ นการสร้ าง มิตรภาพให้ ลูกกลายเป็ นที่รักของคนรอบข้ างต่อไปในอนาคตอีกด้ วย  ๒๖
  • 27. คู่มือมนุ ษย์ ภาค ๒ หลวงพ่อต้ าร์ กุสลจิตโต ฺ ขอความสุข ความเจริญ จงมีแก่สาธุชนทั้งหลายผู้ใฝ่ ในศีลธรรม เป็ นการทํางานครั้งแรกของอาตมาที่ได้ ทาหน้ าที่ เผยแผ่ธรรมะ โดยการ ํ เขียน ทั้งหัวข้ อ และฉายา อาจจะแปลกอยู่สกหน่อย โดยที่มาของ ั ฉายานั้น มีเด็กหญิงคนหนึ่งถามอาตมาว่า “เมื่ อไหร่ หลวงพ่อจะสึก” อาตมาจึงตอบไปว่า หลวงพ่อก็จะศึกอยู่เหมือนกัน แต่จะศึกษา เขาก็ ได้ แต่ย้ มออกมาด้ วยความซื่อของเด็กน้ อย ิ จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า เราควรจะมอบแต่ส่งที่ดีๆแก่คนที่เรารัก ิ จึงเป็ นที่มาของหัวข้ อธรรมที่ว่า “คู่มือมนุษย์ ภาค ๒” เครื่องใช้ อ่น ๆ มักจะมีคู่มืออยู่เสมอในเวลาที่เราซื้อหามาใช้ แต่ ื มนุษย์ซ่ึงเป็ นสิ่งมีชีวิต และถือว่ามีความสําคัญเป็ นอย่างมาก กลับขาด คู่มือในการใช้ คนบางคนก็ใช้ ชีวิตแบบสะเปะสะปะ ไม่มีแบบแผน ไม่ มีคู่มือนั่นเอง จึงทําให้ เขาเหล่านั้นไม่พบกับความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต หากว่าใครหรือลูกคนไหนที่จะลองสนใจคู่มือมนุษย์น้ ีเพื่อประโยชน์ แก่ตนเอง เพื่อความเจริญก้ าวหน้ าของชีวิตและการงาน และพัฒนาการ จนถึงจุดสูงสุดของชีวิต ก็จะพบแต่ความเจริญโดยฝ่ ายเดียว อาตมาจึงปรารภเด็กหญิงคนนี้เป็ นเหตุในการเรียกชื่อหรือนามปากกา และอาศัยเหตุท่ว่าอาตมาเองก็เป็ นมนุษย์คนหนึ่งในโลกนี้และจะมอบสิ่ง ี ที่ดีๆ ที่เป็ นสาระให้ แก่มนุษย์ทุกๆ คนที่เป็ นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้ วยกัน ทั้งหมดให้ ได้ มีคู่มือในการใช้ ชีวิต ตั้งชื่อหัวข้ อว่า “คู่มือมนุษย์ ภาค ๒” ๒๗