Ce diaporama a bien été signalé.
Le téléchargement de votre SlideShare est en cours. ×

การเขียนภาพแผ่นคลี่

Publicité
Publicité
Publicité
Publicité
Publicité
Publicité
Publicité
Publicité
Publicité
Publicité
Publicité
Publicité
2
สาระการเรียนรู
ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับหลักการ อานแบบ-เขียนแบบทั่วไป มาตรฐานตางๆ ที่ใชในการ
เขียนแบบมาตรฐาน การเขียน...
3
วิวัฒนาการของการเขียนแบบ
มนุษยที่อยูบนโลกเรานี้มีภาษาพูดที่แตกตางกัน แตภาษาที่มนุษยสามารถสื่อสารกันไดทั่ว
โลกนั้นก...
4
ตอมายุคโรมันรุงเรืองนับไดวาเปนยุคที่มีการพัฒนาการเขียนแบบในชวงระยะเวลาหนึ่ง
ซึ่งจะเห็นไดจากมีการประดิษฐเครื่องมื...
Publicité
Publicité
Publicité
Publicité
Publicité
Publicité
Publicité
Publicité
Publicité
Publicité
Prochain SlideShare
Plan
Plan
Chargement dans…3
×

Consultez-les par la suite

1 sur 220 Publicité
Publicité

Plus De Contenu Connexe

Similaire à การเขียนภาพแผ่นคลี่ (20)

Publicité

การเขียนภาพแผ่นคลี่

  1. 1. 2 สาระการเรียนรู ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับหลักการ อานแบบ-เขียนแบบทั่วไป มาตรฐานตางๆ ที่ใชในการ เขียนแบบมาตรฐาน การเขียนแบบแผนคลี่ ดวยวิธีอยางงาย เสนขนาน เสนรัศมี เสนสามเหลี่ยม การกําหนดสัญลักษณงานเชื่อม รอยตอและมาตรฐานงานเชื่อมลงในแบบสั่งงานเชื่อมชนิดตางๆ การ เขียนแบบแผนคลี่ การสรางแบบบนชิ้นงาน ขอควรปฏิบัติในการสรางแผนคลี่ชิ้นงานเพื่อปองกันการ ผิดพลาดและการสูญเสียวัสดุ การสรางแผนคลี่อยางงาย จุดประสงคเชิงพฤติกรรม 1. เพื่อใหเขาใจหลักการเบื้องตนในการเขียนแบบ 2. เพื่อใหรูมาตราสวน และมาตรฐานในการเขียนแบบ 3. เพื่อใหเขาใจหลักเกณฑการเขียนแบบ 4. สามารถอธิบายลักษณะของเสนตางๆ ไดถูกตอง 5. สามารถใชอุปกรณตางๆ ไดอยางถูกตอง 6. ปฏิบัติการเขียนแบบโดยใชลักษณะของเสนตัวอักษรและการกําหนดขนาดไดถูกตอง
  2. 2. 3 วิวัฒนาการของการเขียนแบบ มนุษยที่อยูบนโลกเรานี้มีภาษาพูดที่แตกตางกัน แตภาษาที่มนุษยสามารถสื่อสารกันไดทั่ว โลกนั้นก็คือ การขีดเขียนเปนภาพ ในยุคหิน มนุษยถ้ํามักจะเขียนภาพสัตวชนิดตาง ๆ ไวผนังถ้ํา เพื่อใชเปนเพื่อใชเปนภาษาใชสื่อสารกัน และในยุคตอมามีผูคนพบภาพวาดของสัตวชนิดตางๆ ซึ่ง ชาวอียิปตโบราณไดวาดไวเชนกันดังแสดงในรูปที่ 1.1 รูปที่ 1.1 ภาพ (ก) แสดงสัญลักษณตาง ๆ ที่มนุษยถ้ําไดบันทึกการกระทําหรือความคิดตาง ๆ ไว บนผนังถ้ํา และภาพ (ข) เปนสัตวที่ชาวอียิปตโบราณไดวาดไวบนแผนหิน จากการสํารวจพบไดวา การเขียนแบบไดมีการพัฒนาอยูตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะมนุษยมีการ บันทึกความคิดและการสื่อสารกัน ก็ยอมจะตองการใชรูปภาพกราฟฟกและสัญลักษณตางๆ เขามา เกี่ยวของดังเชน ภาพแปลนปอมปราการบนแผนดิน ซึ่งวิศวกรชื่อ ชาลเดน (Chaldean) ไดวาด ไวประมาณ 1,000 ป กอนที่จะมีการนํากระดาษมาใชในการเขียนแบบ รูปที่ 1.2 แสดงภาพวาดปอมปราการบนแผนหินซึ่งวาดโดยชาลเดนกอนที่จะมีการนํากระดาษมาใชงาน
  3. 3. 4 ตอมายุคโรมันรุงเรืองนับไดวาเปนยุคที่มีการพัฒนาการเขียนแบบในชวงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะเห็นไดจากมีการประดิษฐเครื่องมือที่ใชในการเขียนแบบ เชน วงเวียน และปากกาเปนตน ดังแสดงในรูปที่ 1.3 รูปที่ 1.3 แสดงลักษณะของวงเวียนและปากกาเขียนแบบ ซึ่งออกแบบและวาดโดยลีโอนาโด ดาวินซี จิตรกร ชาวอิตาลี นอกจากนี้ ลีโอนาโด ดาวินซี ยังไดวาดภาพแสดงวิธีการเคลื่อนยายวัตถุขนาดใหญที่มี น้ําหนักมากในความคิดของเขาออกมาเปนภาพโดยใชหลักการของคานงัด ดังแสดงในรูปที่ 1.4 รูปที่ 1.4 ภาพแสดงการเคลื่อนยายของวัตถุที่มีน้ําหนักมากในความคิดของ ลีโอนาโด ดาวินซี
  4. 4. 5 มีการเขียนแบบโครงสรางและนําไปสรางจินตนาการจริงที่นาพิศวงอีกชิ้นหนึ่งนั่นก็คือ สนามกีฬาในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ปจจุบันกลายเปนสากปรักหักพัง แตก็ยังมีเคาโครงให ผูสนใจไดศึกษาประวัติศาสตร ดังแสดงในรูปที่ 1.5 รูปที่ 1.5 แสดงโครงสรางของสนามกีฬา เซอรคัส เมกซิมัส (Circus Maximus) ในกรุงโรม สามารถ บรรจุคนดูไดถึง 250,000 คน ความสําคัญของงานเขียนแบบ เมื่อกลาวมาถึงจุดนี้อาจจะมีผูสงสัยวา เหตุการณตางๆ เหลานั้นเกี่ยวของกับงานเขียน แบบอยางไร ซึ่งยอมมีความสัมพันธกันโดยตรงระหวางเหตุการณเหลานั้นกับงานเขียนแบบอยาง แนนอนเพราะการเขียนแบบเปนภาษากราฟกที่ใชกันอยูทั่วโลก เพื่อแสดงออกทางความคิดหรือ โครงสราง หากปราศจากการสื่อสารดวยกราฟกนี้แลว สิ่งที่ยังปรากฏเปนหลักฐานอยูจะสามารถ สรางขึ้นมาไดอยางไร ปจจุบันการเขียนแบบไดรับการยอมรับใหเปนสื่อในการติดตอกับหมูนักวิทยาศาสตร วิศวกรนักออกแบบ ชางเทคนิค และคนงานที่เกี่ยวของกับการผลิต ไมวาพวกเขาเหลานั้นจะมี ภาระหนาที่ในตําแหนงใดก็ตาม พวกเขาตองสามารถสเกตชหรือเขียนแบบ หรือตองสามารถอาน แบบออกได โดยปกติความคิดจะเริ่มตนจากการสเกตชอยางหยาบๆ กอน จากนั้นจึงคอยเพิ่มเติม จากภาพสเกตชดังกลาวจนกระทั่งเปนแบบที่สมบูรณและถูกสงตอไปใหชางเทคนิคไดศึกษาอาน แบบและตีความหมายของแบบเพื่อแนะนําอธิบายใหชางฝมือไดเขาใจ นําไปปฏิบัติงานตามนั้น ตอไปอีกทอดหนึ่ง
  5. 5. 6 เนื่องจากการเขียนแบบเปนองคประกอบที่สําคัญในกระบวนการอุตสาหกรรมทั่วไป แบบที่ เขียนขึ้นจึงนับเปนสื่อในการศึกษา ไมใชงานทางดานศิลปะ เนื่องจากเวลาเปนองคประกอบที่สําคัญ ในการผลิตของสถานประกอบการอุตสาหกรรม แบบงานจึงตองมีลักษณะงายๆ กระชับและ เที่ยงตรงปราศจากสิ่งตกแตงที่สวยงาม องคประกอบที่สําคัญเปนหัวใจของแบบก็คือ ความเขาใจ กลาวคือ แบบงานโดยเฉพาะแบบที่เขียนอยางลวกๆ ไมสมบูรณ และมักงาย มีแตจะยิ่งเพิ่มเวลา กอใหเกิดความสับสนความคลาดเคลื่อนและสูญเปลาทางกําลังงาน ในวงการอุตสาหกรรมมีโรงงานตั้งแตขนาดเล็กซึ่งมีคนงานเพียงไมกี่คน จนถึงโรงงาน ขนาดใหญซึ่งมีคนงานหลายรอยคน ตองก็ตองพยายามดําเนินงานใหมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึง จําเปนตองผลิตงานเขียนแบบที่มีคุณภาพ เพื่อไมใหเกิดความผิดพลาดในการผลิตของผลิตภัณฑ ในการที่จะเปนผูมีความรูความสามารถในการเขียนแบบที่ดีขึ้นนั้น จะตองมีความรู ครอบคลุมถึงการลงเสน การเขียนตัวอักษร การเขียนภาพฉาย การเขียนภาพตัด การนําเสนอใน รูปแบบที่ใชกันทั่วไปการกําหนดพิกัดความเผื่อ สัญลักษณของผิวงาน และการบอกขนาด ประสิทธิภาพของงานจะมีขึ้นไดเมื่อมีความเขาใจดี เกี่ยวกับกรรมวิธีการผลิตและวิธีการประกอบ มี่ความรูเกี่ยวกับการหลอ การตี มีความเขาใจเกี่ยวกับวัสดุเกลียว ตัวยึด สปริง และชิ้นสวนอื่นๆ ที่ เกี่ยวของ อยางไรก็ตามบุคลากรทางงานชางก็ยังมีความจําเปนจะตองอานและทําความเขาใจแบบอยู เสมอ พื้นฐานของการอานแบบและการเขียนแบบ จึงนับเปนหัวใจสําคัญของการศึกษาทางชาง อุตสาหกรรมตอไป ดังนั้น วิชาเขียนแบบจึงเปนวิชาหลักสําหรับหลักสูตรชางอุตสาหกรรมทุกสาขา การจําแนกลักษณะของการเขียนแบบ ขอบขายของการเขียนแบบครอบคลุมสาขาวิชาตางๆ อยางกวางขวาง ในอุตสาหกรรม ขนาดใหญบุคลากรดานการเขียนแบบจะถูกกําหนดใหทํางานเขียนแบบเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สวนโรงงานขนาดเล็กบุคลากรดานการเขียนแบบสวนมากตองทํางานคาบเกี่ยวหลายเรื่องหลาย สาขา อยางไรก็ดี แมวาคนคนหนึ่งอาจจะไดรับมอบหมายใหทํางานเขียนแบบเฉพาะดานใดดาน หนึ่ง แตความรูพื้นฐานในสาขาอื่นก็เปนสิ่งจําเปนเชนเดียวกัน ผูที่มีความสามารถทางดานเขียน แบบหลายสาขายอมมีโอกาสกาวหนามากกวาผูที่มีความรูเพียงสาขาเดียว ลักษณะการเขียนแบบที่เปนที่ยอมรับ ซึ่งจําแนกไดดังนี้ 1. การเขียนแบบทางสถาปตยกรรม 2. การเขียนแบบโครงสราง 3. การเขียนแบบทางไฟฟาและอิเล็กทรอนิกส 4. การเขียนแบบเครื่องมือกล
  6. 6. 7 5. การเขียนแบบสําหรับการผลิต ผลิตภัณฑตางๆ 6. การเขียนแบบงานทอ 7. การเขียนแบบทางกําลังของไหล 8. การเขียนแบบที่แผนที่ 9. การเขียนแบบงานโลหะแผน 10. การเขียนแบบสิทธิบัตร ในการเขียนแบบวิศวกรรมที่จะกลาวตอไปนี้ เปนงานเขียนแบบดานเครื่องกล อุตสาหการ ดานโลหะที่ตองมีการสื่อความหมายระหวางวิศวกร ชางเทคนิค ชางฝมือ (ที่ทําหนาที่ผลิต) ชาง ประกอบ ฝายตรวจสอบคุณภาพ ลูกคาผูนําสินคาไปใชงาน และชางถอดซอม ใหสามารถเขาใจ ความหมายตรงกัน ดวยเหตุนี้ การกําหนดหลักเกณฑเกี่ยวกับการเขียนแบบดวยเสนที่มีขนาดและลักษณะตางๆกัน แบบสั่งงานการผลิต แบบงานสําหรับตรวจวัดขนาดหรือคุณภาพ แบบงานการประกอบชิ้นสวน แบบงานอํานวยความสะดวกในการถอดประกอบและจัดซื้อชิ้นสวน เปนตน จึงมีความสําคัญอยาง ยิ่งในการปฏิบัติงานผลิตชิ้นสวน อุปกรณ เครื่องจักรกล ใหเปนระบบและมีประสิทธิภาพสูง ตามเหตุผลที่กลาวมา จึงตองใชอุปกรณในการเขียนแบบ ขนาดมาตรฐานตางๆ ใหเปนไป ตามหลักการสากลที่ปฏิบัติกัน ในบทนี้จะขอกลาวถึงอุปกรณที่เกี่ยวของกับงานเขียนแบบวิศวกรรมที่ตองใชพอสังเขป คือ การใชดินสอในการเขียนแบบจะกระทําเมื่อมีการสเกตชภาพชิ้นสวนเครื่องจักรที่เสียหาย (ไมมี แบบเดิมอยู) เพื่อนํามาผลิตใหม หรือการเขียนแบบสั่งงานการผลิตจํานวนนอยชิ้น เสนขอบชิ้นที่ ตองการกําหนดจะใชไสดินสอ B หรือ 2B สวนการรางเสนโครงราง เสนฉาย จะใชดินสอ H หรือ 2H ดังรูปที่ 1.8 1. อุปกรณชวยในการเขียนแบบ อุปกรณชวยในการเขียนแบบ สําหรับอุปกรณที่ทํางานดวยมือจะประกอบดวย • ดินสอ • ยางลบ • วงเวียน • ไมเซตสามเหลี่ยม • ไมที
  7. 7. 8 เครื่องมือแตละชนิดมีหนาที่ตางกัน รูปที่ 1.6 วงเวียนแบบถอดเปลี่ยนขาได ใชเขียนดวยดินสอหรือปากกาไดวงเวียนวัดระยะ เขียนขนาดรัศมีตางๆ ได รูปที่ 1.7 ไมเซตสามเหลี่ยม ใชเขียนแบบมุมตาง ๆ รูปที่ 1.8 ดินสอเขียนแบบ
  8. 8. 9 รูปที่ 1.9 การขีดเสนตรงดวยไมบรรทัดสเกล รูปที่ 1.10 บรรทัดเขียนอักษร ใชกับปากกาเขียนแบบ รูปที่ 1.11 เซตครึ่งวงกลมแบบวัดมุมได
  9. 9. 10 รูปที่ 1.12 สวนประกอบของไมที รูปที่ 1.13 ไมเซตสามเหลี่ยมปรับมุมได รูปที่ 1.14 แสดงรูปลักษณะการใชของวงเวียนเขียนเสนรอบวง
  10. 10. 11 รูปที่ 1.15 แสดงการเขียนภาพดวยวงเวียนตอขาหรือวงเวียนคาน บรรทัดเขียนสวนโคง (Irregular Curve) เปนเครื่องมือที่ชวยในการเขียนรูปโคงตางๆ ที่ไม สามารถหาจุดศูนยกลางเพื่อใชวงเวียนเขียนได ซึ่งจําเปนตองเขียนสวนโคงนั้นใหสัมผัสกันทุกจุด และจุดที่กําหนดใหมีมากมาย จึงจําเปนตองหาเครื่องมือที่ใชใหเขียนไดงายขึ้น บรรทัดเขียนสวน โคงมีมากมายหลายแบบใหเลือกใช ดังรูปที่ 1.16 รูปที่ 1.16 บรรทัดเขียนสวนโคงตาง ๆ
  11. 11. 12 รูปที่ 1.17 การใชบรรทัดเขียนสวนโคงเขียนเสนรูปจริง ในการเขียนสวนโคงใด ๆ ที่มีขนาดยาวๆ เราตองใชบรรทัดเขียนสวนโคงตอกันหลายๆ ชวง แตในปจจุบันมีเครื่องชวยเขียนที่สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น เรียกวา “กระดูกงู” จะมีลักษณะเปนเสนยาว ๆ ขอบนอกทําดวยพลาสติกภายในเปนโลหะที่โคงงอไดโดยไมหัก อาจจะเปนหลักหรือวัสดุอื่นที่ คงที่ในขณะดัดโคงและสามารถปรับไดทุกระยะตามรัศมีหรือสวนโคงที่ตองการเขียน ดังรูปที่ 1.17 และรูปที่ 1.18 ( ก )โครงสรางภายในของกระดูกงู ( ข ) รูปรางของเสนกระดูกงู รูปที่ 1.18 ลักษณะของกระดูกงู
  12. 12. 13 รูปที่ 1.19 แสดงลักษณะการใชกระดูกงูชวยเขียนสวนโคง รูปที่ 1 .20 แสดงรูปเครื่องมือชวยเขียน ( ข ) ที่เหลาดินสอ( ก ) แผนรองเขียนตัวอักษร ( ค ) ยางลบดินสอ ( ง ) การใชแผนกั้น ( จ ) แปรงขนออน ( ฉ ) เทมเพลรูปตาง ๆ
  13. 13. 14 บรรทัดสเกล เปนอุปกรณที่ชวยในการยอขนาดของแบบที่มีขนาดใหญใหเปนแบบขนาดเล็ก เพื่อที่จะใหแบบนั้นอยูในกระดาษที่เหมาะสมและใหรายละเอียดที่สมบูรณ โดยกําหนดเปนมาตรา สวนยอไว มีขนาดยอไดดังนี้คือ 1:2(1:20),1:2.5(1:25),1:5(1:50),1:7.5(1:75),1:10(1:100) และ1:12.5(1.125) ดังรูปที่ 1.21 รูปที่ 1.21 รูปบรรทัดสเกลตางๆ เครื่องมืออื่นๆ นอกจากเครื่องมืออุปกรณที่กลาวมาแลว ยังมีเครื่องมืออํานวยความสะดวก ในการเขียนแบบอีกมาก ไดแก 1. กระดาษกาวติดกระดาษ หรือเทปติดกระดาษ 2. ยางลบดินสอ 3. แปรงปดเศษยางลบ 4. บรรทัดปรับองศา 5. เทมเพลท (เพลทเขียนรูปลักษณะตางๆ ) 6. แผนกั้นลบ 7. แผนรองเขียนตัวอักษร 8. ยางลบหมึก 9. ตัวอักษรลอก 10. ปากกาเข็มสําหรับเขียนแบบ ฯลฯ
  14. 14. 15 การเหลาดินสอ การเหลาดินสอเปนกระบวนการที่ควรคํานึงถึงในการใชดินสอ เพราะในขณะที่เขียนไปนั้น ปลายดินสอจะสึกหรอตลอดเวลา ทําใหปลายดินสอไมแหลมคม แมจะใชไดอยางถูกวิธีก็ตาม โดยเฉพาะดินสอแบบเปลือกไมหุม จึงตองเหลาอยูบอยๆ มักจะเสียเวลาในการเหลาและการเขียน แบบ การเหลาดินสออยางถูกวิธีนั้นทําใหรวดเร็วและนาหยิบใช อีกทั้งยังเขียนแบบไดสวยงามเสน แหลมคม และตรงตามจุดประสงคของการเขียนดวย การเหลาดินสอแบบเปลือกไม มีวิธีเหลา 2 วิธี คือ การเหลาแบบกรวยแหลมกับการเหลา แบบลิ่ม ในปจจุบันนิยมใชการเหลาแบบกรวยแหลมมากกวา เพราะเมื่อใชเขียนไปแลวสามารถ หมุนเขียนใหแหลมคมไดมากกวาการเหลาแบบลิ่ม สวนการเหลาแบบลิ่มนั้นนิยมใชไสประกอบ กับวงเวียนมากกวา เพราะในการใชหมุนจะไปทางเดียวและสามารถเนนความหนา หรือความเขม ของเสนไดงาย โดยการเขียนทับอีกครั้งหนึ่ง ก็จะไดเสนที่มีความเขมหรือหนามากกวาเดิม วิธีการ เหลาดินสอในแบบทรงกรวยนั้นจะยุงยากกวาการเหลาแบบลิ่มเล็กนอย กลาวคือ ตองมีอุปกรณ เหลาดินสอคือมีด และกระดาษประกอบกัน และตองเหลาใหกลมแหลม หรืออาจใชเครื่องเหลา ดินสอเหลาก็ได ซึ่งจะไดรูปแบบและความแหลมคม สวนแบบลิ่มนั้น เมื่อปอกเปลือกไมแลวอาจ ใชขัดบนกระดาษทรายละเอียด โดยหมุนใหเปนลิ่มเลยทีเดียวก็ได ดังรูปที่ 1.22 และ รูปที่ 1.23 รูปที่ 1.22 การเหลาดินสอแบบปลายแหลมทรงกรวยและเครื่องเหลาดินสอ
  15. 15. 16 รูปที่ 1.23 การเหลาดินสอแบบลิ่มและการใชกับวงเวียน ตารางที่ 1 มาตราสวนที่ใชในงานเขียนแบบตาม DIN ISO 5455 ขนาดมาตราสวน มาตราสวนขยาย 50 : 1 5 : 1 20 : 1 2 : 1 10 : 1 มาตราสวนจริง 1 : 1 มาตราสวนยอ 1 : 2 1 : 20 1 : 200 1 : 2000 1 : 5 1 : 50 1 : 500 1 : 5000 1 : 1 1 : 10 1 : 100 1 : 1000
  16. 16. 17 2. เสน (Line) ตาม ISO 128 – 1982 (E) ประเภทของเสน จะแสดงดังรูปตอไป โดยมีรายละเอียดดังตอไนป รูปที่ 1.24 ตัวอยางการใชเสนตาง ๆ ตารางที่ 2 ความสัมพันธของเสนที่ใชแทนความหมายในแบบ ลําดับ ชื่อเรียก , รูปแบบ , การเขียน ความหนา เสนกลุม0.5 เกรดความ แข็งดินสอ ใชเขียนเสน , แทนความหมาย 1 เสนเต็มหนัก (เสนเต็มหนา) 0.5 B , HB , F - เสนของขอบรูปที่มองเห็นไดชัดเจน - เสนขอบรูปของเกลียว (เสนผาน ศูนยกลางยอดเกลียว) - สัญลักษณแนวเชื่อม - เสนขอบเนื้อที่ที่ใชเขียนแบบ 2 เสนเต็มบาง (เสนเต็มบาง) 0.25 H , 2H - เสนรางแบบ - เสนกําหนดขนาด (เสนกําหนดขนาด) - เสนชวยกําหนดขนาด (เสนชวย กําหนดขนาด) - เสนแสดงภาคตัดเนื้อชิ้นงาน 2
  17. 17. 18 ตารางที่ 2 ความสัมพันธของเสนที่ใชแทนความหมายในแบบ (ตอ) ลําดับ ชื่อเรียก , รูปแบบ , การเขียน ความหนา เสนกลุม0.5 เกรดความ แข็งดินสอ ใชเขียนเสน , แทนความหมาย - เสนแสดงโคนเกลียว (เสนผาน ศูนยกลางโคนเกลียว) - เสนทแยงมุมแสดงพื้นที่เรียบของ งานเหลี่ยม - เสนขอบของสวนขางเคียง เพื่อแสดง ความเกี่ยวของกัน - เสนแสดงรายละเอียด 3 เสนประ - - - - - - - - - - - - - - ขีด 4 มม. เวน 1 มม. – ขีด 4 มม. เวน 1 มม. ไปเรื่อยๆจนติดขอบเสนจริง 0.35 F , HB (แหลม) H , 2H (มน) - เสนขอบรูปที่ถูกบังคับ (เสนที่มองไม เห็น) - เสนขอบรูปใส - เสนโคนสลักเกลียว เสนนอกของ แปนเกลียว (แบบเกา) 4 เสนศูนยกลางเล็ก, (เสนลูกโซเล็ก , บาง) ขีด 8 - 10 มม. เวน 1 มม. จุด,ขีด 8 - 10 มม. เวน 1 มม. จุด,ขีด 8 – 10 เวน 1 มม. จุด,ขีด เวน 1 มม. ... 0.25 H , 2H - เสนผานศูนยกลางของชิ้นงาน,วงกลม - เสนแสดงรูปทรงลักษณะเดิมของชิ้นงาน - วงลอมรอบสวนที่แสดงภาพขยาย - ระยะต่ําสุดและไกลสุดของแขนหมุน - เสนผานศูนยกลางวงกลมพิตช (Pitch Diameter) ของฟนเฟอง - เสนของสวนที่ตองทําเพิ่มเติม - ขอบเขตที่จะขยายแสดงรายละเอียด - ขอบเขตที่จะตองแสดงรายละเอียด เพิ่มเติมในโอกาสตอไป 5 เสนศูนยใหญ , หนา (เสนลูกโซใหญ , หนา) - --- - --- - --- - --- - --- ขีด 6 – 7 มม. เวน 1 มม. ขีด 1 มม. หรือจุดเวน 1 มม. ขีด 6 – 7 มม. เวน 1 มม. หรือจุด , ขีด 6 – 7 มม. ... 0.5 B , HB , F - เสนแสดงแนวที่ถูกตัด (แนวตัด) - เสนแสดงขอบเขตการชุบแข็งหรือ กระทําดวยวิธีอื่น
  18. 18. 19 ตารางที่ 2 ความสัมพันธของเสนที่ใชแทนความหมายในแบบ (ตอ) ลําดับ ชื่อเรียก , รูปแบบ , การเขียน ความหนา เสนกลุม0.5 เกรดความ แข็งดินสอ ใชเขียนเสน , แทนความหมาย 6 เสนเขียนดวยมือเปลา 0.25 H , 2H - เสนแสดงแนวตัดแตกสวนในการ เขียนภาพตัด - เสนรอยตัดยอสวนของงานยาว ๆ - เสนแสดงฉนวนกั้นความรอน - เสนแสดงการแตกหักของไม - การเขียนเสนสเกตซแบบ 3. การเขียนตัวอักษรและมาตราสวน ในงานเขียนแบบมิใชวารูปแบบของงานเทานั้น รายละเอียดตางๆ ที่เขียนกําหนด เชน ขนาด ของมิติตางๆ คําอธิบายเพิ่มเติมตารางรายการ จําเปนตองเขียนรายละเอียดที่เปนคําอธิบายประกอบ ในการเขียนรูปแบบของตัวอักษรนั้นไมมีกฎเกณฑแนนอนขึ้นอยูกับผูเขียน สวนขนาดความสูง และความกวางของตัวอักษร แตก็มีขอกําหนดไวใหเลือกใชใหเหมาะสม ดังจะกลาวตอไปนี้ ตัวอักษรภาษาไทย ตัวอักษรภาษาไทย ซึ่งเปนตัวอักษรประจําชาติไทย มีมาตั้งแตสมัยพอขุนรามคําแหง ที่ทรง คิดประดิษฐอักษรไทยใหเราใช ตัวอักษรภาษาไทยมี 44 ตัว และรูปของตัวสระตางๆ รูปแบบ ลักษณะของตัวอักษรไดมีการพัฒนาใหมีรูปแบบที่สวยงามและเหมาะสมกับงาน เราสามารถจะ แบงลักษณะรูปแบบตัวอักษรออกไดเปน 2 รูปแบบ คือ 1. ตัวอักษรที่ใชในราชการ ตัวอักษรที่ใชในราชการจะมีรูปแบบที่เรียบงาย สวยงาม ดูมั่นคงแข็งแรง แตนิ่มนวล และออนชอย รูปลักษณะของตัวอักษรที่ใชในงานเขียนแบบมีอยู 2 รูปแบบ คือ 1. ชนิดหัวเหลี่ยม ลักษณะหัวตัวอักษรจะเปนรูปสี่เหลี่ยมขนมเปยกปูน มุมปาน นิยม ใชเขียนใบประกาศนียบัตร ปริญญาบัตร กําหนดขอความตางๆ ในแบบสวนใหญจะเขียนโดยไมมี อุปกรณชวยในเขียน หรือเขียนโดยใชมือเปลานั่นเอง ดังรูปที่1.25
  19. 19. 20 รูปที่ 1.25 ตัวอักษรราชการชนิดหัวเหลี่ยม 2. ชนิดหัวกลม เปนลักษณะที่ถูกกําหนดขึ้นตั้งแตเริ่มมีอักษรไทยใช ลักษณะหัวของ ตัวอักษรจะกลม โปรง ดูแลวใหความแข็งแรงมั่นคง และมีความสวยงาม ใชกับงานเขียนในราชการ ทั่วไป ในปจจุบันนี้มีบรรทัดรองชวยใหเขียนเร็วขึ้นและสามารถเขียนดวยมือเปลาได ดังรูปที่ 1.26 และ รูปที่ 1.27 รูปที่ 1.26 ตัวอักษรทางราชการชนิดหัวกลมโปรง
  20. 20. 21 รูปที่ 1.27 ตัวอักษรหัวกลมที่ไดจากเครื่องชวยเขียน 2. ตัวอักษรประดิษฐ ตัวอักษรประดิษฐใชกับงานเขียนแบบไดในบางรูปแบบ โดยเฉพาะแบบที่มีความเรียบ อานงาย ในรูปลักษณะบางแบบจะไมเหมาะกับการใชเขียนแบบ แตเหมาะกับการโฆษณาเพื่อเนน ขอความ ซึ่งตัวอักษรลักษณะนี้จะไมมีรูปแบบที่ตายตัวขึ้นอยูกับการออกแบบของผูเขียน ตัวอักษร ลักษณะนี้จะเห็นมากในแบบชางกอสราง ดังรูปที่ 1.28 รูปที่ 1.28 ตัวหนังสือประดิษฐที่ใชในงานเขียนแบบ
  21. 21. 22 ตัวอักษรภาษาอังกฤษและเลขอารบิก ตัวอักษรภาษาอังกฤษและเลขอารบิก เปนที่นิยมใชในงานเขียนเพราะเปนภาษาสากล ในการเขียนรูปแบบของตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ใชในงานเขียนแบบแบงออกเปน 2 รูปแบบ คือ 1. แบบมาตรฐานสากลตัวตรง เปนแบบที่กําหนดขึ้นโดยเจาของภาษาเชนเดียวกับภาษาไทย มีมาตรฐานกําหนด ในการลากเสนของแตละตัวอักษรไวเพื่อฝกปฏิบัติ หรือฝกหัดเขียนสําหรับผูเริ่มตนศึกษา ภาษาอังกฤษ ดังรูปที่ 1.29 (ก) และ (ข) รูปที่ 1.29 รูปแบบมาตรฐานภาษาอังกฤษตัวตรง
  22. 22. 23 2. แบบมาตรฐานสากลตัวเอียง จะมีรูปแบบเชนเดียวกับชนิดแรก เสนตัวอักษรจะเอียงไปทางดานหลัง 15 องศา กับแนวดิ่ง หรือ 75 องศากับระดับแนว ดังรูปที่ 1.30 (ก) และ (ข) รูปที่ 1.30 รูปแบบมาตรฐานภาษาอังกฤษตัวเอียง มาตรฐานของขนาดตัวอักษร 1. มาตรฐานตัวอักษรภาษาไทย ในมาตรฐานอุตสาหกรรม จะมีมาตรฐานสําหรับการเขียนตัวอักษรภาษาไทย โดยใช บรรทัดรองนําเขียนตัวอักษรภาษาไทย ดังตารางที่ 3 นอกจากนี้ยังมีตัวอักษรกดหรือตัวอักษรลอก ซึ่งกําหนดเปนมาตรฐาน ดังตารางที่ 4 (ก) ตัวอักษรพิมพใหญตัวเอียง
  23. 23. 24 ตารางที่ 3 ตัวอยางขนาดของตัวอักษรแบบบรรทัดตัวหนังสือ (บรรทัดรองนําเขียนตัวอักษร) ตารางที่ 4 ตัวอยางขนาดของตัวอักษรแบบแผนอักษรลอก
  24. 24. 25 2. มาตรฐานตัวอักษรภาษาอังกฤษ มาตรฐานอุตสาหกรรม มอก. 210 – 2520 กําหนดกําหนดขนาดตางๆ ของตัวอักษร ภาษาอังกฤษ โดยใหใชความหนาของเสนเทากับ 1 ใน 10 ของความสูงของตัวอักษร (1/10 h เมื่อ h = ความสูงของตัวอักษรพิมพใหญ) สําหรับความสูงของตัวอักษรพิมพเล็ก = 7 ใน 10 เทาของ ความสูงอักษรพิมพใหญ (7/10 h) ดังรูปที่ 1.31 ในสวนการเขียนสัดสวนตัวอักษรพิมพใหญกับ พิมพเล็กหรือตัวนํากับตัวตาม ใหเปนไปตามตารางที่ 5 รูปที่ 1.31 ขนาดและระยะตัวอักษรมาตรฐาน ขนาดความสูง (h) ของตัวอักษรมี 7 ขนาด ดังนี้ 2.5 3.5 5 7 10 14 20 มม. ขนาดและระยะของตัวอักษร ตารางที่ 5 ขนาดของตัวอักษร ความสูงของตัวอักษรตัวใหญ = h 10 10 ⋅ ความสูงของตัวอักษรตัวเล็ก = h 10 7 ⋅ ความหนาของตัวอักษร ≈ h 10 1 ⋅ สวนลางของตัวอักษรตัวเล็ก เชน p , y = h 10 3 ⋅ ระยะหางระหวางบรรทัด (ลาง – ลาง) ≥ h 10 16 ⋅ ระยะชองไฟของตัวอักษร ≥ h 10 2 ⋅
  25. 25. 26 หมายเหตุ : ตัวอักษรตัวเอียงเหมาะสําหรับใชมือเขียน สวนตัวอักษรตัวตรงเหมาะสําหรับการเขียนดวยแผนนํา รองอักษร (Template) 3. การกําหนดขนาดและหลักเกณฑเขียนแบบทั่วไป หลักเกณฑทั่วไป ตามปกติ แบบงานทางเทคนิคจะตองมีพิกัดขนาดที่แสดงสภาวะสุดทายของชิ้นงาน (วัตถุ) พิกัดขนาดตามมาตรฐานสากล(ISO) จะกําหนดเปนมิลลิเมตร โดยเขียนเพียงตัวเลขแสดงในแบบงาน ในการกําหนดขนาดสามารถกําหนดตามลักษณะการผลิต ตามลักษณะการทํางานของ ชิ้นสวนและเพื่อการตรวจสอบ (ทดสอบ) การกําหนดขนาด ปกติจะกําหนดขนาดจากระนาบอางอิง เชน เสนกึ่งกลาง ขอบชิ้นงาน และอื่นๆ รวมทั้งการกําหนดขนาดระยะแบง ระบบโคออดิเนต ในลักษณะรูปรางตางๆ ดังแสดง ใหเห็นในตัวอยางตอไปนี้ a เสนกําหนดขนาดและเสนชวยกําหนดขนาดจะเปนเสนเต็มบาง เสนกําหนดขนาดควรจะ หางจากขอบวัสดุ 10mm. เสนกําหนดขนาดอื่นที่ขนานถัดออกมาควรมีระยะหางอยางนอย7mm. b ขอบเขตเสนกําหนดขนาดจะใชหัวลูกศรชี้หรือขีดเอียง ดูรูปที่ 1.33 หรือจุด ดูรูปที่ 1.33 ในแบบงานแตละแบบควรเลือกใชแบบใดแบบหนึ่ง
  26. 26. 27 c ตัวเลขกําหนดขนาดตามมาตรฐานISOความสูงของตัวเลขจะตองโตเทาๆกัน (ไมเล็กกวา 3.5 mm.) ตัวเลขกําหนดขนาดควรจะสามารถอานไดจากขางลาง หรือจากทางขวาได ตัวเลขบอก ขนาดที่ไมมีหนวยกํากับแสดงวามีหนวยเปน mm. ความหนาของชิ้นงานจะใชสัญลักษณ t เขียนไว (“t”=Thickness) d เสนศูนยกลางและขอบชิ้นงานจะไมอนุญาตใหใชเปนเสนกําหนดขนาด e เสนชวยกําหนดขนาดจะตองใหยาวเลยเสนกําหนดขนาดออกมา 1 ถึง 2 mm. และไม อนุญาตใหเสนชวยกําหนดขนาดลากจากภาพหนึ่งไปยังอีกภาพหนึ่ง f เสนกําหนดขนาดและเสนชวยกําหนดขนาดจะอนุญาตใหมีการเขียนลากตัดเสนอื่นๆ ให นอยที่สุดเทาที่จะทําได รูปที่ 1.32 การใชเสนตาง ๆ ในการเขียนแบบ g เสนกําหนดขนาดจะตองขีดลากใหขนานกันและสวนใหญจะตองทํามุม 90 ํ กับเสน กําหนดขนาด [(แตถาตองการใหเกิดความชัดเจนสามารถเขียนใหทํามุม 60 ํ) (ดูรูปที่ 1.35)] h เสนศูนยกลางสามารถใชเปนเสนชวยกําหนดขนาดได
  27. 27. 28 รูปที่ 1.34 ใสจุดตอทายของการกําหนดขนาด รูปที่ 1.35 การกําหนดมุม รูปที่ 1.33 การเขียนหัวลูกศร i หัวลูกศรสามารถระบายทึบหรือไมระบายก็ได หรือจะเขียนเปนลูกศรเปดที่มีมุมเปด α = 15 ํ ถึง 90 ํ สวนขีดเอียงเมื่ออยูในทิศทางอานจะใหขีดเริ่มจากซายลางใหเอียงไปทางขวาขางบน สําหรับจุดสามารถระบายทึบหรือไมทึบก็ได ซึ่งจะนํามาใชงานในกรณีที่มีเนื้อที่นอย k “d” หมายถึง ความหนาของเสนเต็มใหญ ในกรณีที่ตัวเลขกําหนดขนาดเปนเลข 6; 9; 68; 69; 80 และอื่นๆ ที่อาจจะเปนเหตุใหเกิดการ สับสนในการอาน เมื่อระนาบการกําหนดขนาดอยู ในลักษณะเอียง ใหทําจุดอยูหลังตัวเลขเพิ่มเติมได เชน เลขกําหนดขนาด9 ที่มีจุดตอทาย ดังรูปที่ 1.34 เพื่อใหการอานขนาดมุมเปนไปตามกฎเกณฑ การกําหนดขนาดความยาว ก็จะตองใหสามารถอาน ไดในแนวดิ่ง หรืออานจากดานขวาได ดังรูปที่ 1.35
  28. 28. 29 รูปที่ 1.37 การกําหนดขนาด ตัวอยางการกําหนดขนาดมุมซายมือ (รูปที่1.36 (ก)) เปนมุม 45 ํ เขาไปทางขวามือ 3 mm และการกําหนดขนาดมุมผายปากรู ขวามือเปนมุม 90 ํ ลึก 2 mm หรือสามารถกําหนดขนาด แสดง ดังรูปที่ 1.36 (ข) เปน 3 45 ํ และกําหนดขนาดเปน 2 45 ํ แทนมุม 90 ํ ลึก 2 mm รูปที่ 1.36 การกําหนดมุมตาง ๆ การกําหนดขนาด การกําหนดขนาดแบงแยกไดเปน 3 ลักษณะ คือ 1. ขนาดพื้นฐาน จะกําหนดความยาว ความกวาง และความสูงของรูปรางชิ้นงาน (ดูรูปที่ 1.37 ขนาด 63 , 45 และ 18) 2. ขนาดรูปราง จะกําหนดจากรูปรางของ ตกบา รองรูตาง ๆ (ดูรูปที่1.37 ขนาด 20 และ 60 รวมทั้ง 10) 3. ขนาดตําแหนง จะกําหนดใหทราบวา ตําแหนงของรู รอง และอื่นๆ เชน หางจากขอบ งานเทาใด (ดูรูปที่ 1.37 ขนาด 14 , 16 และ 48)
  29. 29. 30 ขนาดตางๆ จะกําหนดเพียงครั้งเดียว โดยกําหนดจาก (กรณีหลายภาพ) ภาพที่สามารถ เห็นรูปรางชิ้นสวนไดชัดเจนที่สุด และใหหลีกเลี่ยงการกําหนดขนาดจากขอบที่มองไมเห็น (เสนประ) บอยครั้งที่ชิ้นงานที่เปนรูปรางรองหรือรู มีระยะหางเทากันและมีจํานวนมาก ก็ สามารถทําการกําหนดขนาดอยางงายได ดังรูปที่ 1.38 (ก) เชน รองกวาง 3 mm. หางกัน 8 mm. มี จํานวน 6 รอง สามารถกําหนดขนาดเปน 6 8 = (48) ขนาด (48) เปนขนาดชวย รูปที่ 1.38 การกําหนดขนาดครั้งเดียว ชิ้นงานที่มีขนาดยาวๆ สามารถตัดยนระยะดวยเสนมือเปลา รูที่ขนาด ∅ เทากัน มีระยะหาง เทากันสามารถกําหนดระยะหางของศูนยกลางเปนเสนศูนยเล็ก ดังรูปที่ 1.39 รูปที่ 1.39 การตัดยนระยะ รองหรือรูที่มีระยะหางไมเทากัน สามารถกําหนดขนาดจากจุดศูนยกลาง ขนาดแสดง ตําแหนงใหบวกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยใหหัวลูกศรชี้ตอเนื่องไปในทิศทางเดียวกัน ดังรูปที่ 1.40
  30. 30. 31 รูปที่ 1.40 การกําหนดขนาดรอง , รู จากจุดศูนยกลาง ชิ้นงานที่มีขนาดรองหรือรูไมเทากันและมีระยะหางกันไมเทากัน สามารถกําหนดขนาดได ดังรูปที่ 1.41 ขนาดรองที่มีขนาดเล็กใหใชจุดแทนลูกศร รูปที่ 1.41 การกําหนดระยะที่ไมเทากันโดยใชจุดแทนลูกศร ชิ้นงานโครงสรางที่มีเนื้อที่กําหนดขนาดไมเพียงพอ สามารถกําหนดขนาดระหวางเสนชวย กําหนดขนาด โดยไมตองลากเสนกําหนดขนาด สัญลักษณยอของรูปรางรูปพรรณ (I , T , L) เพื่อใหทราบลักษณะตําแหนงได ดังรูปที่ 1.42 รูปที่ 1.42 การกําหนดขนาดระยะแบงของงานโครงสรางเหล็กและโลหะเบา
  31. 31. 32 แบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน อุปกรณในการเขียนแบบ การเขียนตัวอักษร มาตราสวนหลักเกณฑเขียนแบบทั่วไปและมาตรฐานตางๆ คําสั่ง ใหนักเรียนทําเครื่องหมายกากบาท ( X ) ทับขอที่ถูกที่สุดเพียงขอเดียว 1. อุปกรณใดที่เปนเครื่องมือขนาดใหญ ก. ไมที ข. กระดานรองเขียนแบบ ค. โตะเขียนแบบ ง. ชุดอุปกรณเขียนแบบ 2. บรรทัดสามเหลี่ยม(Set Square) ที่ดีควรมีลักษณะของเสนขอบอยางไร ก. เรียบ แบนราบ ข. เรียบ ขอบปาดเหลี่ยมขางเดียว ค. เรียบ ขอบปาดเหลี่ยมสองขาง ง. เรียบ ใหตัวได ขอบปาดเหลี่ยมขางเดียว 3. กระดูกงู เปนอุปกรณสําหรับเขียนเสนอะไร ก. เสนตรง วงกลม ข. เสนสวนโคงเล็กๆและวงกลม ค. เขียนสวนโคงที่มีจุดศูนยกลางไมตายตัว ง. เขียนสวนโคงใหญที่มีจุดศูนยกลางตายตัว 4. บรรทัดสเกลยอสวนขอใดเมื่อเขียนแบบแลวไดแบบภาพเล็กที่สุด ก. 1:1000 ข. 1:500 ค. 1:125 ง. 1:100
  32. 32. 33 5. ไมทีมีความยาวตางกัน แตที่เหมาะสมกับนักเรียนขั้นพื้นฐานควรจะเปนขนาดเทาใด ก. 50 CM. ข. 60 CM. ค. 75 CM. ง. 120 CM. 6. ดินสอแบบเปลี่ยนไสได หรือแบบไสดินสอเคลื่อนที่ได ใชกันมากที่สุดมีขนาดใด ก. 2 , 0.25 mm. ข. 2 , 0.3 mm. ค. 2 , 0.5 mm. ง. 2 , 0.7 mm. 7. เสนประควรเขียนดวยดินสอที่มีความแข็งใดจึงเหมาะสม ก. HB ปลายแหลม ข. H ปลายแหลม ค. HB ปลายมล ง. 2B ปลายมล 8. ศูนยกลางวงกลมฟตซ คือเสนศูนยกลางใด ก. เสนศูนยกลางใหญ ข. เสนศูนยกลางเล็ก ค. เสนเต็มเบา ง. เสนเต็มหนัก 9. มาตราสวนใด ที่จัดเปนมาตราสวนสากล ก. 1 :1.5 ข. 1 :2 ค. 1 :3.5 ง. 1 :4
  33. 33. 34 10. อุปกรณใดที่ไมจําเปนในการเขียนแบบ ก. ดินสอ 6 บี ข. บรรทัดสามเหลี่ยม (Set) ค. ไมที ง. วงเวียน 11. ความหนาใด ก. . 12. ในการเขียนตัวเลขบอกขนาดในแบบงานควรเปนอยางไร ก. ตองเปนมาตรฐานเดียวกัน ข. มีขนาดเทากันตลอดทั้งแบบ ค. ตามความกวางและความยาวของแบบ ง. เปนมาตรฐานเดียวกันและมีขนาดเทากันทั้งแบบ
  34. 34. 35 ใบงานที่ 1 การเขียนเสนตาง ๆ ตัวอักษรภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ตัวเลขอารบิก 1. เสนเต็มหนักแนวตั้งและแนวนอน 2. เสนเต็มบางแนวตั้งและแนวนอน 3. เสนเต็มประแนวตั้งและแนวนอน 4. เสนเต็มศูนยกลางแนวตั้งและแนวนอน 5. ตัวอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษ 6. ตัวเลขอารบิก
  35. 35. 36 ใบงานที่ 2 จงกําหนดขนาดลงในแบบงานใหครบถวนสมบูรณ มาตราสวน 1:1
  36. 36. 37 แบบประเมินใบงานที่ 1 ชื่อ ............................................................... รหัสประจําตัว................................................ วัน........................เดือน.................................. พ.ศ. ............. ชื่อชิ้นงาน การเขียนเสนตางๆ ตัวอักษรภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ตัวเลขอารบิก รายการประเมิน คะแนนเต็ม คะแนนที่ได หมายเหตุ ความสมบูรณของเสนและตัวอักษร 1 การวางไดเหมาะสมถูกตอง 2 การเขียนไดถูกตอง 4 ขนาดของตัวอักษร น้ําหนักเสน 2 ความสะอาดของแบบ 1 รวม 10 รายการที่ตองปรับปรุง น้ําหนักของเสน การกําหนดชองไฟ หัวตัวอักษร การวางแบบ ความสะอาด อื่น ๆ..................................................... ลงชื่อ ............................................................................ (................................................................) ผูประเมิน ..................../.............................../................
  37. 37. 38 แบบประเมินใบงานที่ 2 ชื่อ ............................................................... รหัสประจําตัว................................................ วัน........................เดือน.................................. พ.ศ. ............. ชื่อชิ้นงาน การกําหนดขนาดในแบบงาน รายการประเมิน คะแนนเต็ม คะแนนที่ได หมายเหตุ ความสมบูรณของแบบ 1 การวางแบบไดเหมาะสมถูกตอง 2 การกําหนดขนาดลงในแบบไดถูกตอง 4 ขนาดหัวลูกศร การกําหนดขนาด น้ําหนักเสน 2 ความสะอาดของแบบ 1 รวม 10 รายการที่ตองปรับปรุง น้ําหนักของเสน การกําหนดขนาด หัวลูกศร การวางแบบ ความสะอาด อื่น ๆ..................................................... ลงชื่อ ............................................................................ (................................................................) ผูประเมิน ..................../.............................../................
  38. 38. 39 ที่ รหัสประจําตัว ชื่อ - สกุล คะแนน 2 2 2 2 2 2 2 2 2 2 20 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 ครูผูสอน .................................. หัวหนาแผนก ........................................ (..................................... ) (.....................................) รวม มีความสามัคคี กลาแสดงความคิดเห็น มีสัมมาคารวะตอครู ความมีระเบียบวินัย การแตงกายถูกตองตามระเบียบวิทยาลัย การตรงตอเวลา แบบประเมิน ดานคุณธรรม จริยธรรม คานิยมและคุณลักษณะอันพึงประสงค รหัสวิชา 21032102 วิชา เขียนแบบชางเชื่อมโลหะ2 ภาคเรียนที่ .......... ปการศึกษา............. แผนกวิชาชางเชื่อมโลหะ ระดับชั้น .................... กลุมที่ .......... ความรับผิดชอบ ใฝเรียนรู มีความซื่อสัตยในการทํางาน มีความสนใจในการชักถามขอสงสัย
  39. 39. 41 สาระการเรียนรู ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับการอานแบบ-เขียนแบบแผนคลี่ ดวยวิธีอยางงาย เสนขนาน และ หลักการเขียนแบบแผนคลี่ การสรางแบบบนชิ้นงาน การเขียนแบบแผนคลี่ดวยวิธีเสนขนาน การ อานแบบความหมายของคําตางๆ ในแบบภาพคลี่เสนขนาน การเขียนแผนคลี่ปริซึม การเขียนแผน คลี่ทรงกระบอก จุดประสงคเชิงพฤติกรรม 1. เพื่อใหเขาใจหลักการเบื้องตนในการเขียนแบบแผนคลี่อยางงาย 2. เพื่อใหรูความหมายของการเขียนแบบแผนคลี่อยางงายและแบบแผนคลี่ดวยวิธีเสนขนาน 3. เพื่อใหเขาใจหลักวิธีการอานและการเขียนแบบแผนคลี่อยางงา ย และการเขียนแบบ แผนคลี่ดวยวิธีเสนขนาน 4. เพื่อใหเขาใจขั้นตอนของการเขียนแบบแผนคลี่ดวยวิธีเสนขนานได 5. สามารถเขียนแบบแผนคลี่อยางงาย และเขียนแผนคลี่ดวยวิธีเสนขนานได
  40. 40. 42 การเขียนแบบแผนคลี่ การเขียนแบบแผนคลี่ในงานโลหะแผน การสรางโดยทั่วไปแลวมักจะใชกันอยูเสมอๆ มี 4 แบบดวยกัน 1. วิธีอยางงาย 2. วิธีเสนขนาน (Parallel - Line Method) 3. วิธีเสนรัศมี (Radial – Line Method) 4. วิธีรูปสามเหลี่ยม (Triangulation Method) ชางเขียนแบบแผนคลี่ในงานโลหะแผน จะตองตัดสินใจวาวิธีการเขียนใหเหมาะสมกับ รูปรางของชิ้นงานเพียงวิธีเดียว ผูที่จะทําการเขียนแบบแผนคลี่ไดสมบูรณดีนั้น จะตองรูจักตะเข็บ ตางๆ ตลอดจนการเผื่อขอบโลหะสําหรับตะเข็บนั้นๆ รวมทั้งการพับ การเขามุม นอกจากนี้จะตอง รูจักนอตช (Notch) คือ รอยบากภายในแผนคลี่ เชน ครีบ เพื่อตองการพับขึ้นรูปกระทําไดอยาง ถูกตองและชิ้นงานที่พับไมเสียรูปทรง รูปที่ 2.1 การเขียนแบบอยางงายใชกับกระปองหรือกลองสี่เหลี่ยม
  41. 41. 43 ชนิดของตะเข็บของงานโลหะแผน
  42. 42. 44 การเขียนแบบแผนคลี่อยางงาย การเขียนแบบแผนคลี่อยางงาย สวนมากจะเปนการคลี่ชิ้นงานหรือผลิตภัณฑที่เปนรูป สี่เหลี่ยมที่มีรูปรางไมซับซอน สามารถที่จะนําขนาดที่เห็นในภาพสามมิติหรือภาพฉาย นํามาใชใน การเขียนแบบแผนคลี่ไดโดยตรง โดยไมตองนํามาหาขนาดสูงจริงอีก การเขียนแบบแผนคลี่อยางงายจะใชวิธีเริ่มตนคลี่ออกมาจากฐาน หรือคลี่ออกทางดานขางก็ได เชน การคลี่ผลิตภัณฑกลองสี่เหลี่ยมและถาด เปนตน การเขียนแบบคลี่กลองสี่เหลี่ยมมุมฉากดวยวิธีอยางงาย โดยคลี่ออกจากฐาน 1. ศึกษาจากภาพสามมิติ โดยพิจารณาลักษณะและรายละเอียดของกลอง เชน ขนาด การ พับขอบ และตะเข็บที่ใชประกอบยึด เปนตน ดังแสดงใหดูรูปที่ 2.2 รูปที่ 2 .2 แสดงลักษณะของกลองสี่เหลี่ยมมุมฉาก
  43. 43. 45 2. ทําการคลี่กลองสี่เหลี่ยมมุมฉากโดยเริ่มจากฐาน ดังรูปที่ 2.3 รูปที่ 2.3 แสดงวิธีการคลี่กลองสี่เหลี่ยมมุมฉากโดยคลี่ออกมาจากฐาน 3. เพิ่มเติมการพับขอบและการทําตะเข็บตามแบบ ดังแสดงในรูปที่ 2.4 รูปที่ 2.4 แสดงวิธีการเผื่อตะเข็บเกยและการพับขอบ
  44. 44. 46 การคลี่กลองสี่เหลี่ยมมุมฉากตัดเฉียง โดยคลี่ออกทางดานขาง 1. ศึกษาแบบจากภาพสามมิติ โดยพิจารณาลักษณะรูปรางและรายละเอียดตางๆ ของกลอง เชน ตะเข็บและการพับขอบ เปนตน ดังแสดงในรูปที่ 2.5 รูปที่ 2.5 แสดงลักษณะของกลองสี่เหลี่ยมตัดเฉียง 2. พิจารณาจากภาพสามมิติจะเห็นวา พื้นที่บริเวณฐานของกลองมีขนาดเล็ก การคลี่ออก จากฐานหรือกนกลองจะทําใหการพับขึ้นรูปทําไดไมสะดวก จึงควรพิจารณาคลี่ออกทางดานขาง จะเหมาะสมกวา ดังแสดงในรูปที่ 2.6 รูปที่ 2.6 แสดงวิธีการคลี่กลองสี่เหลี่ยมมุมฉากตัดเฉียง
  45. 45. 47 3. เพิ่มเติมตะเข็บเกยบริเวณกนกลอง พับขอบชั้นเดียวบริเวณขอบดานบน และทําตะเข็บ สองชั้นที่ดานขางของแผนคลี่ ดังแสดงในรูปที่ 2.7 รูปที่ 2.7 แสดงลักษณะการเพิ่มตะเข็บและขอบ การเขียนแบบแผนคลี่กลองสี่เหลี่ยมมุมฉากแบบแยกชิ้น การออกแบบแผนคลี่กลองสี่เหลี่ยมมุมฉากนี้ สามารถออกแบบใหแผนคลี่เปนชิ้นเดียวกัน หรือแบบแยกชิ้นก็ได กรณีการออกแบบแผนคลี่แบบแยกชิ้น จะทําใหการพับขึ้นรูปและการ ประกอบชิ้นสวนกระทําไดงาย อีกทั้งการออกแบบแผนคลี่แบบแยกชิ้นทําใหประหยัดวัสดุไดเปน อยางดี นั่นคือ มีเศษแผนโลหะเหลือทิ้งนอยกวาการออกแบบแผนคลี่แบบเปนชิ้นเดียวกัน ดังแสดงในรูปที่ 2.8 รูปที่ 2.8 แสดงการออกแบบกลองสี่เหลี่ยมมุมฉากแบบแยกชิ้น
  46. 46. 48 1. ศึกษาแบบจากภาพสามมิติ โดยพิจารณากับรูปราง และรายละเอียดตางๆ ของกลอง เชน ลักษณะการตอ ชนิดของตะเข็บ และการเขาขอบลวด เปนตน จากภาพสามมิติที่ไดออกแบบ ไวเห็นวา กลองสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีชิ้นสวนประกอบจํานวน 3 ชิ้น 2. ทําการคลี่ชิ้นสวนหลักกอน คือ ชิ้นที่1 โดยทําการคลี่ออกจากฐาน ดังแสดงในรูปที่ 2.9 รูปที่ 2.9 แสดงวิธีการคลี่ชิ้นสวนกลองสี่เหลี่ยมชิ้นที่ 1 3. นําแผนคลี่ชิ้นที่ 1 ที่ไดมาเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเผื่อการเขาขอบลวด ระยะเผื่อ ของตะเข็บ ดังแสดงในรูปที่ 2.10 ระยะเผื่อตะเข็บเกย = 5 มม. ระยะเผื่อการเขาขอบลวด = 2.5 3 = 7.5 มม. รูปที่ 2.10 แสดงวิธีการเผื่อตะเข็บเกยและการเผื่อระยะการเขาขอบลวด
  47. 47. 49 4. ทําการเขียนแบบแผนคลี่ชิ้นที่2 และ3 ซึ่งมีขนาดเทากัน พรอมทั้งเผื่อระยะการเขาขอบลวด ดังแสดงในรูปที่ 2.11 รูปที่ 2.11 แสดงวิธีการเขียนแบบแผนคลี่ชิ้นสวนของกลองสี่เหลี่ยมชิ้นที่ 2 และ 3 การเขียนแผนคลี่ถาดจีบมุม การออกแบบกลองสี่เหลี่ยมมุมฉาก และถาดสามารถออกแบบการคลี่ใหเปนชิ้นเดียวกันหรือ แยกชิ้นก็ได ทั้งนี้ขึ้นอยูกับความสะดวก หรือความยากงายในการขึ้นรูปประกอบ และขั้นตอนใน การปฏิบัติงาน แตชิ้นงานที่ไดจากการออกแบบทั้งสองแบบนี้ กอนนําไปใชงานตองบัดกรีกอน เพื่อปองกันของเหลวรั่วซึม แตมีการออกแบบถาดอีกแบบหนึ่ง หลังจากพับขึ้นรูปแลวสามารถ นําไปบรรจุของเหลวไดเลยโดยไมตองนําไปบัดกรีอีก นั่นก็คือถาดแบบจีบมุมดังแสดงในรูปที่ 2.12 รูปที่ 2.12 แสดงลักษณะของถาดแบบจีบมุม
  48. 48. 50 วิธีการคลี่ถาดจีบมุม 1. ศึกษาแบบงานจากภาพสามมิติและภาพฉาย โดยพิจารณาความกวาง ความยาว และ ความสูงของชิ้นงาน 2. เขียนแบบการคลี่ โดยคลี่ออกมาจากฐานหรือกนถาด ดังแสดงในรูปที่ 2.13 รูปที่ 2.13 แสดงวิธีการคลี่ถาดแบบจีบมุม โดยคลี่ออกมาจากฐาน
  49. 49. 51 3. รางสวนที่จีบ โดยใชจุด a เปนจุดศูนยกลาง กางรัศมี ac เขียนสวนโคง ใชวงเวียนถาย ระยะ cg เทากับ ge ลากเสน ah และ bh จากนั้นจึงเผื่อระยะพับขอบ ดังแสดงในรูปที่ 2.14 รูปที่ 2.14 แสดงวิธีการเขียนแบบรอบจีบ และการเผื่อพับขอบของถาดแบบจีบมุม สรุป งานเขียนแบบแผนคลี่ดวยวิธีอยางงายนั้น จะใชคลี่ผลิตภัณฑที่มีรูปรางไมซับซอน สามารถ นําขนาดจริงจากภาพสามมิติ หรือภาพฉายมาทําการคลี่ไดเลย ซึ่งอาจจะทําการคลี่ออกมาทาง ดานขาง หรือคลี่ออกมาจากฐานก็ได แลวแตความเหมาะสมหรือความยากงายในการพับขึ้นรูป และการตอตะเข็บ ซึ่งเปนสิ่งที่ผูปฏิบัติงานตองพิจารณาเลือกใชวิธีการคลี่
  50. 50. 52 การเขียนแบบแผนคลี่โดยวิธีเสนขนาน หลักการเขียนแบบแผนคลี่โดยวิธีเสนขนาน การเขียนแบบแผนคลี่ดวยเสนขนาน ชิ้นงานจะตองมีรูปทรงของฐานและยอดเหมือนกัน เชน รูปปริซึม (Prism) และรูปทรงกระบอก (Cylinder) เมื่อเราฉายเสนแผนคลี่ออกไปจะเปนเสน ขนาน (Parallel Line) รูปที่ 2.16 แสดงชิ้นงานปริซึม และทรงกระบอกชนิดตาง ๆ คําจํากัดความ 1. รูปดานหนา (Front View or Elevation View) เปนรูปดานหนา ซึ่งจะแสดงความสูง และความกวางของชิ้นงาน หรือจะใชรูปดานขาง (Side View) 2. เสนฐาน (Base Line) เปนเสนที่ลากจากฐานรูปดานหนาออกไปทางขางจะตองใหตั้ง ฉากกับเสนของรูปดานขางดวย ใชเปนเสนอางอิงและเปนเสนฐานของรูปแผนคลี่ 3. เสนแบงสวน(Element Line) เปนเสนแบงเสนรอบรูปชิ้นงานที่รูปแปลน ออกเปน สวนๆ และ จะตองใชถายระยะสวนแบงไปยังเสน BaseLine ซึ่งจะตองใชประกอบกันเปน รูปแผนคลี่ 4. เสนรอบรูป (Stretch Out Line) เปนเสนรอบรูปของแผนคลี่ 5. เสนฉาย(ProjectionLine) เปนเสนที่ใชถายขนาดหรือระยะจากรูปดานหนึ่งไปยังรูปอีกดานหนึ่ง
  51. 51. 53 รูปที่ 2.17 แสดงการเขียนแบบแผนคลี่รูปขนาน การเขียนรูปดานบน (Plane View) และรูปดานหนา (Front View) ในการเขียนรูปทรงปริซึม ก็คลายกับการเขียนแบบรูปทั่วๆ ไป เพียงแตวาเมื่อรูปทรงมีหลาย เหลี่ยมโอกาสผิดพลาดในการเขียนจึงมีคอนขางมาก ซึ่งถาหากวาเขียนรูปผิดก็เทากับวางานชิ้นนั้น จะเปลี่ยนรูปทรงทันที ดังนั้น เราควรพิจารณาขั้นตอนการเขียนรูปดังนี้ 1. เขียนรูปดานบน วาตองการรูปทรงใด รูปที่ 2.18 แสดงการเขียนรูปดานบนของรูปทรงตาง ๆ Element Line A AA B BB C C C D D DEE E F F F Projection Stretch Out Line Basc Line Side View Plane View 40 15 15 20 A Element LinePattern 30 50
  52. 52. 54 2. ฉายเสนจากภาพดานบนไปยังเสนฐานของภาพดานหนา รูปที่ 2.19 แสดงการฉายเสนจากภาพดานบนไปยังเสนฐานของภาพดานหนา 3. นําความสูงของชิ้นงานที่ตองการมาเขียน จะไดภาพฉายดานหนาที่ถูกตอง รูปที่ 2.20 แสดงความสูงของชิ้นงาน ไดจากภาพดานหนา แบบแผนคลี่โดยวิธีเสนขนาน จะมีสวนสําคัญอยู 2 สวน คือ 1. สูงจริง (True Length) จะไดจากรูปดานหนา หรือดานขาง (Front or Side View) สวน ใหญจะฉายเสน (Projection Line) ไปยังรูปแผนคลี่ใหตั้งฉากกับเสนขางของรูปดานหนาหรือ ดานขาง
  53. 53. 55 2. สวนแบง (Element) จะเปนสวนที่บอกถึงความยาวของเสนรอบรูป และเปนสวนสําคัญ ที่ใชขึ้นรูปแผนคลี่ รูปที่ 2.21 แสดงการแบงสวนของรูปทรงกระบอก การแบงสวนเสนรอบวง โดยทั่วไปในการสรางแผนคลี่โลหะแผนจะแบงสวนอยางนอย 12 สวน ยิ่งแบงสวนไดมาก ก็จะไดเสนความยาวของเสนรอบวงตรงกับความจริงมากขึ้น รูปที่ 2.22 แสดงการแบงสวนหาความยาวเสนรอบวง ภาพสามมิติ การคลี่ แบง 12 สวนการแบงสวนทรงกระบอก
  54. 54. 56 รูปที่ 2.23 แสดงวิธีการแบงสวนแผนคลี่ใหไดความยาวเสนรอบวงใกลความจริงมากขึ้น การถายระยะสวนแบง และการคํานวณเสนรอบรูปงานกลม 1. การใชวงเวียนถายระยะสวนแบงเสนรอบวง รูปที่ 2.24 แสดงการถายระยะหาเสนรอบวงดวยวงเวียน แบง 12 สวน แบง 16 สวน แบง 24 สวน
  55. 55. 57 2. การคํานวณเสนรอบวง รูปที่ 2.25 แสดงการคํานวนหาเสนรอบวง หลักการเขียนแบบแผนคลี่ จะมีอยู 2 ขั้นตอน คือ 1. รูปฉาย (Working Drawing) ซึ่งประกอบดวยรูปดานหนา (Front View) และดานบน (Top View) 2. รูปแผนคลี่ (Pattern หรือ Development) เปนรูปแผนแบบเรียบ เชน แผนกระดาษเมื่อ นํามาขึ้นรูปก็จะไดตามแบบที่ตองการ
  56. 56. 58 รูปที่ 2.26 แสดงสูงจริง และสวนแบงของรูป รูปที่ 2.27 แสดงการเคลื่อนที่ขึ้นรูปชิ้นงาน ขอควรคํานึงในการเขียนแบบ - พิจารณารูป ปริซึม ทรงกระบอก แบบตั้งฉากหรือแบบเอียง - การฉายเสนที่ถูกตอง จะเปนเสนขนาน - การแบงสวนใหเหมาะกับรูปดานบน - ลากเสนฐานคลี่ (Base Line or Base Curve) - ความยาวแผนคลี่ไดจากเสนรอบรูปดานบน - สวนสูงแผนคลี่ไดจากเสนสูงจริงจากรูปดานหนา - การลากเชื่อมจุดตัดตาง ๆ
  57. 57. 59 ดานหนา ดานบน 2 2 7 3 6 1 8 4 5 7 8 6 5 1 3 4 ขั้นตอนการเขียนแผนคลี่ดวยเสนขนาน ISOMETRIC rectangular duet รูปที่ 2.28 แสดงภาพสามมิติ 1. เขียนรูปดานหนา (Elevation View)และรูปดานบน (Top View) 2. แบงสวนรูปดานบน กําหนดตัวอักษร หรือตัวเลขกํากับสวน รูปที่ 2.29 แสดงภาพดานหนา และภาพดานบน รูปที่ 2.30 แสดงการกําหนดตัวอักษร หรือตัวเลขกํากับสวน
  58. 58. 60 2 7 3 6 1 8 4 5 7 8 6 5 2 1 3 4 8 2 4 5 8 รูปที่ 2.33 แสดงการแบงสวนเสนฐานของแผนคลี่ 3. ฉายเสนจากจุดแบงรูปดานบนไปยังรูปดานหนา และฉายออกไปทางดานขางของรูปดานบน กอนอื่นตองลากเสนฐานของแผนคลี่ (Base Line) ออกไปกอน 4. วัดความยาวสวนแบงจากรูปดานบนถายลงบนเสนฐานของรูปแผนคลี่ รูปที่2.32 แสดงการแบงสวนของแผนคลี่ 5. จุดแบงบนเสนฐานของแผนคลี่ใหลากเสนตั้งฉากขึ้นไป ตัดกับเสนถายระยะความสูงของรูปดานหนา 2 7 3 6 1 8 4 5 7 8 6 5 1 3 2 7 3 6 1 8 4 5 7 8 6 5 2 1 3 4 8 2 4 5 8 รูปที่ 2.31 แสดงเสนฉายภาพดานบนเพื่อหาฐานของแผนคลี่
  59. 59. 61 2 7 3 6 1 8 4 5 7 8 6 5 2 1 3 4 8 2 4 5 8 แผนคลี่ รูปที่ 2.34 แสดงรูปแผนคลี่ 6. ลากเสนรอบรูป และเสนรอบพับจะไดรูปแผนคลี่ 7. เผื่อตะเข็บรอยตอในการขึ้น และเพื่อตะเข็บรอยตอในการประกอบงาน (กรณีมีการประกอบ ชิ้นงาน) รูปที่ 2.35 แสดงการเผื่อตะเข็บรอยตอในการขึ้นรูป
  60. 60. 62 วิธีสรางแผนคลี่แบบเสนขนาน รูปที่ 2.36 แสดงการคลี่ออกของปริซึม วิธีสราง 1. กําหนดจุดที่ภาพดานหนา ดานขาง ดานบน และรอยตอ 2. ฉายเสนตรงจากภาพดานหนาและดานขางจะไดความสูง 3. วัดระยะฐานกอนแลวกําหนดจุดจะเริ่มตนจากรอบพับจาก X ไปที่จุด 1 แลวลากเสนตรง ตั้งฉากไปตัดเสนที่ลากขนานจุดที่เหลือทําเหมือนจุดแรก ไปจนถึง X’ 4. กําหนดจุดความสูงแลวลากเสนตอจุดจะไดแผนคลี่ของปริซึม
  61. 61. 63 ดานบน วิธีสรางแผนคลี่แบบเสนขนาน (ปริซึมถูกตัดเฉียง) รูปที่ 2.37 แสดงวิธีการสรางแผนคลี่ทรงกระบอกหกเหลี่ยมตัดเฉียง วิธีสราง 1. กําหนดจุดที่ภาพดานบน ภาพดานหนา และกําหนดจุดรอยตอ 2. ฉายเสนตรงขนานทุกจุดที่ภาพดานหนา 3. ใชวงเวียนหรือวัดระยะที่ฉายโดยวัดระยะความหางที่ภาพดานบนแลวลากเสนตั้งฉากตัด เสนตรงที่ลากขนาน จะไดจุดตัด กําหนดจุดแลวลากเสนตอจุดจะไดแผนคลี่รูปปริซึม วิธีการเขียนภาพคลี่ชิ้นงานทรงกระบอกตัด รูปที่ 2. 38 แสดงวิธีการสรางแผนคลี่ทรงกระบอกตัดเฉียง 1 1 1 2 2 4 4 55 6 66 6 3 ดานหนา 5 24 3 3
  62. 62. 64 รูปที่ 2.39 ตัวอยางการเขียนแผนคลี่ชิ้นงานรูปทรงหกเหลี่ยมถูกตัดเฉียง ตัวอยาง การเขียนแผนคลี่ดวยวิธีเสนขนาน 30 Front View แผนคลี่ Top View รูปที่ 2.40 แสดงการเขียนแบบแผนคลี่ของทอกลมตัดเฉียง
  63. 63. 65 รูปที่ 2.41 แสดงการเขียนแบบแผนคลี่ของทอกลมตัดเฉียงสองขาง รูปที่ 2.42 แสดงขั้นตอนวิธีการเขียนแผนคลี่ของอ 90 ํ
  64. 64. 66 ตัวอยาง การเขียนแผนคลี่ดวยวิธีเสนขนาน ตัวอยาง การเขียนแบบแผนคลี่ทอทรงกระบอกดวยวิธีเสนขนาน (ทรงกระบอกสวนบนและลาง) รูปที่ 2.44 แสดงการเขียนแบบแผนคลี่ทรงกระบอกสวนบนและสวนลางตอกัน A B C D H G F E 1 1 2 2 4 44 2 1 1 ดานหนา ดานบน แผนคลี่ 3 3 3 รูปที่ 2.43 แสดงการเขียนแบบแผนคลี่กลองสี่เหลี่ยมตัดเปนมุม
  65. 65. 67 ตัวอยาง การเขียนแบบแผนคลี่ดวยวิธีเสนขนาน (ภาพปริซึมเอียง) รูปที่ 2.45 แสดงการเขียนแบบแผนคลี่ทรงกระบอกสวนกลางตอกัน
  66. 66. 68 ตัวอยาง การเขียนแบบแผนคลี่ดวยวิธีเสนขนาน (ขอตอกลม 3 ทาง) รูปที่ 2.46 แสดงการเขียนแผนคลี่ขอตอ ทรงกระบอก 3 ทาง

×