Ce diaporama a bien été signalé.
Nous utilisons votre profil LinkedIn et vos données d’activité pour vous proposer des publicités personnalisées et pertinentes. Vous pouvez changer vos préférences de publicités à tout moment.

การประกันภัย

500 vues

Publié le

Publié dans : Économie & finance
  • Login to see the comments

  • Soyez le premier à aimer ceci

การประกันภัย

  1. 1. การประกันชีวิต เป็นวิธีการที่บุคคลกลุ่มหนึ่งร่วมกันเฉลี่ยภัยอันเนื่องจากการ ตาย การสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ และการสูญเสียรายได้ในยามชรา โดยที่เมื่อ บุคคลใดต้องประสบกับภัยเหล่านั้น ก็ได้รับเงินเฉลี่ยช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความ เดือดร้อนแก่ตนเองและครอบครัว โดยบริษัทประกันชีวิตจะทาหน้าที่เป็นแกนกลาง ในการนาเงินก้อนดังกล่าวไปจ่ายให้แก่ผู้ได้รับภัย
  2. 2. 1. ประเภทสามัญ เป็นการประกันชีวิตที่มีจานวนเงินเอาประกันภัยค่อนข้างสูง ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป เหมาะสาหรับผู้ที่มีรายได้ปานกลางขึ้นไป ในการพิจารณา รับประกันชีวิตอาจจะมีการตรวจสุขภาพหรือไม่ตรวจสุขภาพ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ บริษัท และมีการชาระเบี้ยประกันภัยเป็นรายปี, ราย 6 เดือน, ราย 3 เดือน หรือราย เดือน
  3. 3. 2. ประเภทอุตสาหกรรม เป็นการประกันชีวิตที่มีจานวนเงินเอาประกันภัยต่า โดยทั่วไปตั้งแต่ 10,000 - 30,000 บาท เหมาะสาหรับผู้ที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้ ต่า การชาระเบี้ยประกันภัยจะชาระเป็นรายเดือน และไม่มีการตรวจสุขภาพ ฉะนั้นจึง มีระยะเวลารอคอย คือ ถ้าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บตามธรรมชาติ บริษัทจะไม่จ่ายจานวนเงินเอาประกันภัยให้ แต่จะคืนเบี้ยประกันภัยที่ผู้เอา ประกันภัยได้ชาระมาแล้วทั้งหมด
  4. 4. 3. ประเภทกลุ่ม เป็นการประกันชีวิตที่กรมธรรม์หนึ่งจะมีผู้เอาประกันชีวิตร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ส่วนมากจะเป็นกลุ่มของพนักงานบริษัท ในการพิจารณารับประกัน อาจจะมีการตรวจสุขภาพหรือไม่ตรวจก็ได้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัท การประกัน ชีวิตกลุ่มนี้อัตราเบี้ยประกันชีวิตจะต่ากว่าประเภทสามัญและประเภทอุตสาหกรรม
  5. 5. การประกันชีวิตมีมากมายหลายแบบ แต่ละแบบจะมีลักษณะความคุ้มครอง และผลประโยชน์แตกต่างกันออกไป แบบการประกันชีวิตพื้นฐานมีอยู่ 4 แบบคือ
  6. 6. เป็นการประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองตลอดชีพ ถ้าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตเมื่อใดใน ขณะที่กรมธรรม์มีผลบังคับ บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายจานวนเงินเอาประกันภัย ให้แก่ ผู้รับประโยชน์ วัตถุประสงค์เบื้องต้นของการประกันภัยแบบนี้เพื่อจัดหาเงินทุน สาหรับจุนเจือบุคคลที่อยู่ในความอุปการะเมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต หรือเพื่อเป็น เงินทุนสาหรับการเจ็บป่วยครั้งสุดท้ายและค่าทาศพ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ตกเป็นภาระของ คนอื่น
  7. 7. เป็นการประกันชีวิตที่บริษัทจะจ่ายจานวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อมีชีวิตอยู่ครบกาหนดสัญญา หรือจ่ายเงินเอาประกันภัย ให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อ ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตลงภายในระยะเวลาประกันภัย การประกันชีวิตแบบสะสม ทรัพย์เป็นส่วนผสมของการคุ้มครองชีวิตและการออมทรัพย์ ส่วนของการออมทรัพย์ คือส่วนที่ผู้เอาประกันภัยได้รับคืนเมื่อสัญญาครบกาหนด
  8. 8. เป็นการประกันชีวิตที่บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอา ประกันภัยเสียชีวิตในระยะเวลาประกันภัย วัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครอง การเสียชีวิต ก่อนวัยอันสมควร การประกันชีวิตแบบนี้ไม่มีส่วนของการออมทรัพย์ เบี้ยประกันภัย จึงต่ากว่าแบบอื่น ๆ และไม่มีเงินเหลือคืนให้หากผู้เอาประกันภัยอยู่จนครบกาหนด สัญญา
  9. 9. เป็นการประกันชีวิตที่บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินจานวนหนึ่งเท่ากันอย่าง สม่าเสมอให้แก่ผู้เอาประกันภัยทุกเดือน นับแต่ผู้เอาประกันภัยเกษียณอายุ หรือมีอายุครบ 55 ปี หรือ 60 ปี เป็นต้นไป แล้วแต่เงื่อนไขในกรมธรรม์ที่ กาหนดไว้ สาหรับระยะเวลาการจ่ายเงินได้ประจานี้ขึ้นอยู่กับความต้องการ ของผู้เอาประกันชีวิตที่จะเลือกซื้อ
  10. 10. รูปแบบของกรมธรรม์ จะมีหลายรูปแบบและตั้งชื่อเป็นนามเฉพาะของแต่ละ บริษัท ทุกรูปแบบพร้อมอัตราเบี้ยประกันภัยจะต้องได้รับความเห็นชอบจากนาย ทะเบียนประกันชีวิต (อธิบดีกรมการประกันภัย) ก่อนจะนาเสนอขายแก่ประชาชน แต่โดยหลักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นกรมธรรม์รูปแบบใดหรือชื่ออะไรก็ตาม จะอยู่ภายใต้ แบบของการประกันชีวิตรวม 4 แบบคือ
  11. 11. ให้ความคุ้มครองในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่กาหนดไว้ในกรมธรรม์ โดยบริษัทจะจ่ายเงิน ตามจานวนเงินเอาประกันภัยให้ผู้รับประโยชน์ ถ้าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายใน ระยะเวลาที่กาหนดไว้นั้น
  12. 12. บริษัทจะจ่ายเงินตามจานวนเงินเอาประกันภัย ให้ผู้รับประโยชน์ในกรณีที่ผู้เอา ประกันภัยเสียชีวิต ไม่ว่าจะเสียชีวิตเมื่อใดก็ตาม ** ทั้งแบบ 1 และแบบ 2 เป็นการจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ในกรณีที่ผู้เอา ประกันภัยเสียชีวิตแล้วเท่านั้น
  13. 13. บริษัทจะจ่ายเงินตามจานวนที่เอาประกันภัยไว้ ให้แก่ผู้รับประโยชน์ถ้าผู้เอา ประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กาหนดไว้ หรือจ่ายเงินเอาประกันชีวิตให้แก่ผู้ เอาประกันภัยในกรณีที่มีชีวิตอยู่รอดพ้นระยะเวลาที่กาหนดไว้
  14. 14. บริษัทจะจ่ายเงินได้ประจา หรือเงินบานาญให้แก่ผู้เอาประกันภัยโดยเริ่มจ่ายตั้งแต่ วันที่ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติเนื่องจากความชรา ไป จนถึงวันที่กาหนดไว้ (อาจเป็นชั่วระยะเวลาหนึ่ง หรือตลอดอายุก็ได้) ** แบบ 3 ส่วนท้าย และแบบ 4 เป็นการจ่ายเงินโดยมีเงื่อนไขว่าผู้เอาประกันภัยต้องมี ชีวิตรอดอยู่จนพ้นระยะเวลาที่กาหนดไว้
  15. 15. 1.ติดต่อบริษัทประกันชีวิตได้โดยตรงหรือผ่านตัวแทนหรือนายหน้าประกันภัย 2.เลือกแบบประกันชีวิตที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการ 3.วงเงินเอาประกันภัยที่ต้องการ โดยพิจารณาประกอบกับรายได้ประจาที่ได้รับ แ 4.กรอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวท่านในแบบคาขอเอาประกันชีวิต โดยแถลงความจริง ทุกประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติการรักษาพยาบาลและคาแถลงเกี่ยวกับ สุขภาพ เพราะการปิดบังในสาระสาคัญเหล่านี้จะเป็นเหตุให้ไม่ได้รับความคุ้มครอง ตามกรมธรรม์ ละกาลังความสามารถในการส่งเบี้ยประกันภัย
  16. 16. 5.ในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้กรอกแบบคาขอเอาประกันชีวิตแทนท่าน ให้ตรวจสอบความ ถูกต้องก่อนลงชื่อในแบบคาขอเมื่อได้รับกรมธรรม์ ควรตรวจสอบความถูกต้อง หาก พบข้อมูลที่ผิด เช่น ชื่อผู้รับประโยชน์หรือชื่อผู้เอาประกันภัยผิดพลาด ฯลฯ ให้ทักท้วง บริษัทเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง 6.จ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตตามกาหนดทุกครั้ง โดยติดต่อชาระที่บริษัท สาขา หรือทาง ไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือผ่านธนาคารในกรณีชาระผ่านตัวแทนของบริษัท ให้เรียก ใบเสร็จรับเงินตามแบบพิมพ์ของบริษัทเก็บไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง
  17. 17. 7.แจ้งให้ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุชื่อในกรมธรรม์ หรือบุคคลในครอบครัวทราบ ถึง การทาประกันชีวิต และสถานที่เก็บกรมธรรม์ 8.ติดต่อสานักงานคณะกรรมการกากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สานักงาน คปภ.เขต สานักงาน คปภ.ภาค และสานักงาน คปภ. จังหวัด ทุก ครั้งที่มีปัญหา
  18. 18. ในการขอรับเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ หรือที่เข้าใจกันทั่วไปว่าเป็นการ เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้น ให้ดาเนินการดังนี้ 1.ติดต่อบริษัทประกันภัยให้เร็วที่สุด 2.กรณีผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต จะแยกเป็นกรณีตามสาเหตุของการเสียชีวิต ดังนี้ 2.1 เสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ** ต้องแจ้งให้ทราบภายใน 14 วัน และเตรียมหลักฐานประกอบด้วย (1) กรมธรรม์ประกันชีวิต (ถ้าหายให้แจ้งความแล้วนาสาเนา รายงานประจาวันรับ แจ้งเอกสารหายไปแสดงแทน) (2) ใบเสร็จรับเงินงวดสุดท้าย (3) ใบมรณบัตรของผู้เอาประกันภัย (4) ทะเบียนบ้านของผู้รับประโยชน์ (5) บัตรประชาชนของผู้รับประโยชน์
  19. 19. 2.2 เสียชีวิตโดยฆ่าตัวตาย * เตรียมหลักฐานตาม 2.1(1) - (5) โดยเพิ่ม (6) สาเนาบันทึกประจาวันรับแจ้งเหตุของเจ้าหน้าที่ตารวจ (7) ใบชันสูตรพลิกศพ 2.3 เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ * เตรียมหลักฐานตาม 2.1(1) - (5) โดยเพิ่ม (6) สาเนาบันทึกประจาวันรับแจ้งเหตุของเจ้าหน้าที่ตารวจ (7) สาเนาบันทึกประจาวันหลังกลับจากสถานที่เกิดเหตุของเจ้าหน้าที่ตารวจ (8) ใบชันสูตรพลิกศพ
  20. 20. 3.กรณีเรียกร้องค่ารักษาพยาบาล ทุพพลภาพ และสูญเสียอวัยวะ * แจ้งบริษัททราบภายใน 10 วัน และเตรียมหลักฐานดังนี้ (1) กรอกแบบฟอร์มใบเรียกร้องค่าทดแทนของบริษัท (2) ใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาลที่ระบุวันเริ่มต้น และวันสุดท้ายในการรักษา ตัวในโรงพยาบาล (3) อื่น ๆ เช่น ฟิล์มเอ็กซซเรย์ 4.กรณีกรมธรรม์ครบกาหนด ในกรณีเป็นการประกันชีวิต ประเภทสะสมทรัพย์ที่มีเงินคืนเมื่อกรมธรรม์ครบ กาหนด ให้ดาเนินการและเตรียมหลักฐาน (1) ติดต่อบริษัทประกันภัย (2) กรมธรรม์ประกันชีวิต (3) บัตรประชาชนของผู้เอาประกันภัย
  21. 21. ข้อจากัดบางประการที่บริษัทประกันชีวิตยกเว้นการจ่ายเงินเอาประกัน จาก สาเหตุการตายดังนี้ 1.ผู้รับประโยชน์ฆ่าผู้เอาประกันตาย 2.ผู้เอาประกันฆ่าตัวตายภายใน 1 ปี นับจากวันทาสัญญาหรือวันต่ออายุสัญญาครั้ง สุดท้าย ความตายที่เกิดจากสาเหตุข้างต้นดังกล่าว บริษัทประกันชีวิตจะไม่จ่ายจานวนเงิน เอาประกันชีวิตให้ แต่จะคืนเบี้ยประกันชีวิต ที่ได้ชาระมาแล้วทั้งหมดเท่านั้น
  22. 22. ถ้าหากตัวแทนของบริษัทประกันชีวิตยังไม่มาเก็บเงิน ตามกฎหมายจะถือว่า เป็นหน้าที่ของผู้เอาประกันชีวิตจะต้องไปชาระที่สาขาของบริษัทด้วยตนเอง หรือส่ง เป็นธนาณัติ เช็คและเพื่อที่บริษัทจะได้ส่งใบเสร็จรับเงินมาให้อย่างถูกต้อง ท่าน จาเป็นต้องเขียนที่อยู่ของท่านให้ถูกต้อง เพื่อมิให้เสียโอกาสและประโยชน์
  23. 23. ผู้เอาประกันชีวิตมีสิทธิที่จะได้รับการผ่อนผันการชาระเงินได้ โดยการยืด ระยะเวลาได้ประมาณ 30 หรือ 60 วัน
  24. 24. ผู้เอาประกันชีวิตสามารถนามาหักภาษีรายได้บุคคลได้โดยรัฐบาลได้เพิ่ม จานวนเงินเบี้ยประกันชีวิตที่สามารถนาไปหักภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาท
  25. 25. ๑. รถทุกคันต้องทาประกันภัยข้อใด ก. การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ข. การประกันชีวิต ค. ประกันภัยรถตาม พ.ร.บ. ง. การประกันอุบัติเหตุ เฉลย ค. ประกันภัยรถตาม พ.ร.บ.
  26. 26. ๒. ข้อใดกล่าวถึง พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ แก้ไข เพิ่มเติม พ.ศ.๒๕๕๑ ก. ซ่อมคนไม่ซ่อมรถ ข. การประกันชีวิต ค. ประกันภัยรถตาม พ.ร.บ. ง. ซ่อมทั้งคนและรถ เฉลย ง. ซ่อมทั้งคนและรถ
  27. 27. ๓. ข้อใดคือประโยชน์ของการทาประกันชีวิตทางอ้อม ก. สร้างหลักประกันความมั่นคงให้แก่ครอบครัว ข. ออมทรัพย์อย่างมีวินัย ค. ช่วยพัฒนาประเทศ ง. บรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัว เฉลย ง. บรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัว
  28. 28. ๔. กรมธรรม์ที่มีระยะเวลาเอาประกันภัยไม่ต่ากว่ากี่ปี สามารถนาไปหักเป็นค่าลดหย่อน ในการคานวณภาษีเงินได้ ก. ๑ ปี ข. ๕ ปี ค. ๑๐ ปี ง. ๑๕ ปี เฉลย ค. ๑๐ ปี
  29. 29. ๕. หากนักเรียนไปทัศนศึกษาแล้วประสบอุบัติเหตุการทาประกันชีวิตมีประโยชน์อย่างไร ก. ช่วยค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ข. การบริการทางการแพทย์ที่ทันสมัย ค. ได้รับของเยี่ยมจากบริษัทประกันภัย ง. ได้รับเงินค่าทาขวัญเพิ่มเติม เฉลย ก. ช่วยค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล
  30. 30. ๖. หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการประกันภัยนักเรียนสามารถโทรไปที่หมายเลขใด ก. ๑๑๑๒ ข. ๑๑๓๓ ค. ๑๑๘๖ ง. ๑๑๘๘ เฉลย ค. ๑๑๘๖
  31. 31. ๗. ประกันภัยพีเอ (PA) หมายถึงการทาประกันภัยประเภทใด ก. ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ข. ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม ค. ประกันอุบัติเหตุสาหรับนร. นิสิต นศ. ง. ประกันวินาศภัย เฉลย ก. ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล
  32. 32. ๘. เบี้ยประกันชีวิตแบบ 10 ปีขึ้นไปสามารถนาไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุดกี่บาท ก. 10,000 บาท ข. 50,000 บาท ค. 60,000 บาท ง. 100,000 บาท เฉลย ง. 100,000 บาท
  33. 33. ๙. เบี้ยประกันชีวิตแบบใดที่ผู้เอาประกันจะได้รับเงินคืนเมื่อครบสัญญา ก. แบบตลอดชีพ ข. แบบสะสมทรัพย์ ค. แบบชั่วระยะเวลา ง. แบบเงินได้ประจา เฉลย ค. แบบชั่วระยะเวลา
  34. 34. ๑๐. การประกันภัย ประเภทกลุ่ม เป็นการประกันชีวิตที่กรมธรรม์หนึ่งจะมีผู้เอาประกัน ชีวิตร่วมกันตั้งแต่ กี่คนขึ้นไป ก. 5 คน ข. 4 คน ค. 2 คน ง. 1 คน เฉลย ก. 5 คน
  35. 35. ขอจบการนาเสนอ ขอบคุณครับ
  36. 36. นาย คมกฤช จุลเดช เลขที่ 35 นาย สหรัฐ ยิ้มภักดี เลขที่ 43 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียน ตราดสรรเสริญวิทยาคม

×