โปรแกรมย่อยและฟังก์ชันมาตรฐาน
ฟังก์ชันมาตรฐานภาษาซี
ฟังก์ชันในภาษาซีแบ่งตามที่มาของฟังก์ชันแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
1.ฟังก์ชันทีผู้เขียนโปรแกรมสร้างขึ้นเ...
ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโปรแกรมสร้างขึ้นเอง
โปรแกรมย่อยเป็นวิธีเขียนโปรแกรมที่ต้องการแยกระบบงานเป็นส่วน
เช่น ระบบงาน เป็นระเบีย...
โครงสร้างของฟังก์ชัน
type function_name(type1 arg1, type2 arg2,.., typeN argN) { local variable
declaration; statement(s);...
คําอธิบายโปรแกรม
จากโปรแกรม สามารถอธิบายการทํางานของโปรแกรมที่สําคัญๆ ได้ดังนี้บรรทัดที 3
และ 4 คําสั่ง void one(void); แล...
คําอธิบายโปรแกรม
เพราะจะทําให้เราสามารถใช้ฟังก์ชันทีประกาศไว้ในส่วนใดของโปรแกรมก็ได้
บรรทัดที 8 และ 9 คําสั่ง one( ); และ ...
ฟังก์ชันมาตรฐาน
ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ บ่อยครั้งจะต้องมีชุดคําสั่งบางชุดทีจะต้อง
ถูกทํางานบ่อยๆ ถ้าหากโปรแกรมต้องทํา...
โปรแกรมย่อย
ฟังก์ชันที่เขียนขึ้นเองใหม่เพื่อให้ทํางานตามต้องการนิยมเขียนเพื่อทํางานอย่างใดอย่าง
หนึ่งสามารถเรียกใช้ฟังก์ชั...
1. ฟังก์ชันที่ไม่มีการส่งค่าไปและรับค่ากลับ
2.ฟังก์ชันที่มีการส่งค่าไปแต่ไม่มีรับค่ากลับ
3.ฟังก์ชันที่มีทั้งการส่งค่าไปและ...
ฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์
เป็นฟังก์ชันที่ใช้สําหรับการคํานวณทางคณิตศาสตร์ และก่อนที่จะใช้ฟังก์ชัน
ประเภทนี้ จะต้องใช้คําสั่ง #...
1) ฟังก์ชัน acos(x) เป็นฟังก์ชันที่ใช้คานวณหาค่า arc cosine ของ x
โดยที่ x เป็นค่ามุม ในหน่วยเรเดียน (radian) รูปแบบ acos(...
จัดทําโดย
นายชานนท์ คันทะพล เลขที่ 6
นายเตชสิทธิ์ ดาบแก้ว เลขที่7
นายธนกร เอกทุ่งบัว เลขที่ 9
นายธีระ นาบารุง เลขที่10
นาย...
Prochain SlideShare
Chargement dans…5
×

โปรแกรมย่อยและฟังก์ชันมาตรฐาน

188 vues

Publié le

เลขที่ 6 7 9 10 13 19

Publié dans : Art & Photos
  • Soyez le premier à commenter

  • Soyez le premier à aimer ceci

โปรแกรมย่อยและฟังก์ชันมาตรฐาน

  1. 1. โปรแกรมย่อยและฟังก์ชันมาตรฐาน
  2. 2. ฟังก์ชันมาตรฐานภาษาซี ฟังก์ชันในภาษาซีแบ่งตามที่มาของฟังก์ชันแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ 1.ฟังก์ชันทีผู้เขียนโปรแกรมสร้างขึ้นเอง (User-defined Function) เป็นฟังก์ชันหรือโปรแกรมย่อยที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมาใช้ในการเขียนโปรแกรมเพื่อทํางานอย่างใด อย่างหนึ่ง 2. ฟังก์ชันมาตรฐาน (Standard Function) เป็นฟังก์ชันที่ถูกสร้างขึ้นและ เก็บไว้ ในไลบรารี่ ในการใช้งานเราต้องเรียกใช้ include directives เพื่อเรียก header file ขึ้นมาก่อนจงจะสามารถใช้งานฟังก์ชันนั้นได้
  3. 3. ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโปรแกรมสร้างขึ้นเอง โปรแกรมย่อยเป็นวิธีเขียนโปรแกรมที่ต้องการแยกระบบงานเป็นส่วน เช่น ระบบงาน เป็นระเบียบเพราะแบ่งเป็นส่วนงาน สามารถสร้างทีมงานช่วย พัฒนาระบบได้ เมื่อเกิด ข้อผิดพลาดจุดใด สามารถแก้ไขได้แทนที่
  4. 4. โครงสร้างของฟังก์ชัน type function_name(type1 arg1, type2 arg2,.., typeN argN) { local variable declaration; statement(s); return( varlue); }
  5. 5. คําอธิบายโปรแกรม จากโปรแกรม สามารถอธิบายการทํางานของโปรแกรมที่สําคัญๆ ได้ดังนี้บรรทัดที 3 และ 4 คําสั่ง void one(void); และ void two(void); คําสั่งประกาศชื่อ ฟังก์ ชนและชนิดของการส่งค่ากลับมายังฟังก์ชัน ซึ่งในกรณีนี้ทั้งฟังก์ชัน one( ) และ two( ) เป็นฟังก์ชันชนิดทีไม่มีการส่งค่าไปและรับค่ากลับ เนื่องจากคําว่า void ทีอยู่หน้าชื่อ ฟังก์ชัน one( ) และ two( ) เป็นการบอกว่าไม่มีการรับค่าทีส่งกลับ ส่วนคําว่า void ทีอยู่ภายใน ( ) ของฟังก์ชัน one( ) และ two เป็นการบอกว่าไม่มี argument นั้น คือไม่มีการส่งค่าไปนั้นเอง ข้อสังเกต การประกาศชื่อและชนิดของฟังก์ชันจะต้องประกาศ ไว้ก่อนฟังก์ชัน main( )
  6. 6. คําอธิบายโปรแกรม เพราะจะทําให้เราสามารถใช้ฟังก์ชันทีประกาศไว้ในส่วนใดของโปรแกรมก็ได้ บรรทัดที 8 และ 9 คําสั่ง one( ); และ two( ); เป็นการเรียกใช้ฟังก์ชันชื่อ one( ) และ two( ) ตามลําดับ โดยฟังก์ชัน one( ) อยู่ที่คําสั่งบรรทัดที 14 ถึง 18 และ ฟังก์ชัน two( ) อยู่ที่20 ถึง 25 บรรทัดที 14 ถึง 18 ฟังก์ชัน one( ) ให้พิมพ์ค่าทีเก็บไว้ในตัวแปร a และ b แสดงที่จอภาพ บรรทัดที 20 ถึง 25 ฟังก์ชัน two( ) ให้พิมพ์คําที่เก็บไว้ในตัวแปร p และ q และพิมพ์ค่าตัวแปร q แสดงที จอภาพ บรรทัดที่10 และ 11 ภายหลังจากทํางานตามฟังก์ชัน one( ) และ two( ) แล้ว พิมพ์ขอความให้ กดคีย์ใด ๆ เพื่อกลับสูโปรแกรม และหยุดรอรับค่าใด ๆ เช่น กด enter จะกลับเข้าสู่โปรแกรม
  7. 7. ฟังก์ชันมาตรฐาน ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ บ่อยครั้งจะต้องมีชุดคําสั่งบางชุดทีจะต้อง ถูกทํางานบ่อยๆ ถ้าหากโปรแกรมต้องทําชุดคําสั่งเหล่านั้นอีกครั้งผู้เขียนโปรแกรมจะต้อง เขียนชุดคําสั่งชุดเดิมใหม่อกครั้งทําให้ โปรแกรมมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่เราสามารถนํา ชุดคําสั่งทีจะต้องถูกใช้งานบ่อย ๆ มารวม เป็นฟังก์ชันได้ แล้วจึงเรียกใช้ชื่อฟังก์ชันแทน การทีจะต้องเขียน ชุดคําสั่งนั้นใหม่อีกครั้ง โครงสร้างของฟังก์ชันการสร้างฟังก์ชันทั้งฟังก์ชันมาตรฐานและฟังก์ชันที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมี รูปแบบโครงสร้างดังนี้
  8. 8. โปรแกรมย่อย ฟังก์ชันที่เขียนขึ้นเองใหม่เพื่อให้ทํางานตามต้องการนิยมเขียนเพื่อทํางานอย่างใดอย่าง หนึ่งสามารถเรียกใช้ฟังก์ชันนี้หลายๆ ที่ได้ ประโยชน์ ทําให้ทั้งโปรแกรมมีโครงสร้างทีดี กะทัดรัด เข้าใจง่ายง่ายต่อการทดสอบและแก้ไข นํา กลับมาใช้ง่ายและรวดเร็ว ในการเขียนฟังก์ชันขึ้นมาใช้งานอย่างใดอย่างหนึ่ง เราสามารถจําแนกฟังก์ชันที่เขียนขึ้น ตามลักษณะการส่งค่าไปและรับค่ากลับได้ 3 แบบ คือ
  9. 9. 1. ฟังก์ชันที่ไม่มีการส่งค่าไปและรับค่ากลับ 2.ฟังก์ชันที่มีการส่งค่าไปแต่ไม่มีรับค่ากลับ 3.ฟังก์ชันที่มีทั้งการส่งค่าไปและรับค่ากลับ ซึ่งฟังก์ชันแต่ละแบบก็เหมาะกับงานแต่ละอย่าง ดังนั้นผู้เขียนฟังก์ชันจึง จาเป็นที่จะต้องศึกษาทาความเข้าใจฟังก์ชันแต่ละแบบ เพื่อจะได้มาประยุกต์ใช้กับ งานได้อย่างเหมาะสม ข้อแนะนาในการเขียนโปรแกรมย่อย กรณีเลือกวางโปรแกรมย่อยไว้หลังโปรแกรมหลัก ต้องประกาศชื่อโปรแกรมย่อย ต่อ จาก #include เสมอ มิฉะนั้นจะเกิดข้อผิดพลาดได้ กรณีมีโปรแกรมย่อยหลาย ส่วนงาน วางโปรแกรมย่อยไว้หลังโปรแกรมหลัก เพราะหลักการอ่านคาสั่งงานจะต้อง อ่านในส่วนโปรแกรมหลักก่อน แล้วจึงโนยงไปทีโปรแกรม ย่อย หากมีโปรแกรมย่อย จานวนมากจะดันโปรแกรมหลักไปอยู่ส่วนล่าง ทาให้เสียเวลา ค้นหาโปรแกรมหลัก
  10. 10. ฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ เป็นฟังก์ชันที่ใช้สําหรับการคํานวณทางคณิตศาสตร์ และก่อนที่จะใช้ฟังก์ชัน ประเภทนี้ จะต้องใช้คําสั่ง #include <math.h> แทรกอยู่ ตอนต้นของโปรแกรม และตัวแปรที่จะใช้ฟังก์ชันประเภทนี้จะต้องมีชนิด (type) เป็น double เนื่องจากผลลัพธ์ที่ได้จากฟังก์ชันประเภทนี้จะได้ ค่าส่งกลับของข้อมูลเป็น double
  11. 11. 1) ฟังก์ชัน acos(x) เป็นฟังก์ชันที่ใช้คานวณหาค่า arc cosine ของ x โดยที่ x เป็นค่ามุม ในหน่วยเรเดียน (radian) รูปแบบ acos(x); 2) ฟังก์ชัน asin(x) เป็นฟังก์ชันที่ใช้คานวณหาค่า arc sine ของ x โดยที่ x เป็นค่ามุมในหน่วยเรเดียน รูปแบบ asin(x); 3) ฟังก์ชัน atan(x) เป็นฟังก์ชันที่ใช้คานวณหาค่า arc tan ของ x โดยที่ x เป็นค่ามุมในหน่วยเรเดียน รูปแบบ atan(x); 4) ฟังก์ชัน sin(x) เป็นฟังก์ชันที่ใช้คานวณหาค่า sine ของ x โดยที่ x เป็นค่า มุมในหน่วยเรเดียน รูปแบบsin(x); 5) ฟังก์ชัน cos(x) เป็นฟังก์ชันที่ใช้คานวณหาค่า cosine ของ x โดยที่ x เป็นค่ามุมในหน่วยเรเดียน รูปแบบ cos(x); 6) ฟังก์ชัน tan(x) เป็นฟังก์ชันที่ใช้คานวณหาค่า tan ของ x โดยที่ x เป็นค่า มุมในหน่วยเรเดียน รูปแบบ tan(x);
  12. 12. จัดทําโดย นายชานนท์ คันทะพล เลขที่ 6 นายเตชสิทธิ์ ดาบแก้ว เลขที่7 นายธนกร เอกทุ่งบัว เลขที่ 9 นายธีระ นาบารุง เลขที่10 นายอภิวัฒน์ อินหนู เลขที่13 นายวิศิษฏ์ มณีศรี เลขที่19

×