Ce diaporama a bien été signalé.
Nous utilisons votre profil LinkedIn et vos données d’activité pour vous proposer des publicités personnalisées et pertinentes. Vous pouvez changer vos préférences de publicités à tout moment.
กอนคุณจะเหลือเพียงวิญญาณที่ถามหาสุคติภูมิดวยความสิ้นหวัง...เสียดาย…                       คนตาย                       ไม...
๑                                                                        สารบัญสารบัญ .......................................
๒                                             คํานํา         ทุกคนตางมีความนาเวทนาอยูในทางใดทางหนึ่ง ตอใหเปนบุคคลที่...
๓          แนวคิดขางตนทําใหโครงสรางของหนังสือแบงเปน ๓ ภาค หรือ ๓ บรรพ (อานวาบัพพะ) บรรพแรกคือการตอบคําถามวาพวกเรา...
๔   ปฐมบรรพ - เกิดมาเปนอยางนี้ไดอยางไร?         บางคนใชเวลากวาครึ่งชีวิต หมกมุนอยูกับคําถามซ้ําๆ เชนทําไมถึงเกิดม...
๕ หรือแมกระทําตอเราเชนใดก็ตาม เหตุผลหลักคือพวกทานเปนประตูนําเราเขาเสนทางมนุษย อันเปนที่สุดแหงศักยภาพการพัฒนาตนเอ...
๖            บทที่ ๑ - ใครเปนผูรูแจงเรื่องกรรม?         คนเราชอบพูดเรื่องลี้ลับนาตื่นเตน เรื่องที่พยากรณยากวาจะออก...
๗        ๒) ฌานวิสัย – หมายถึงคุณภาพจิตที่สามารถนิ่งอยางเอกอุ เสพรสปติสุขในสมาธิอันยิ่งใหญระดับทิพยที่เกินประสบการณมน...
๘        และสําหรับมนุษยที่บารมีไมสามารถถึงความเปนพระพุทธเจา ก็อาจบําเพ็ญเพียรทําสมาธิจนถึงฌาน ผูไดฌานยอมทราบฌานวิสั...
๙       และการยืนยันทํานองเดียวกันก็มิไดขึ้นอยูกับยุคสมัย ไมใชวาสิ้นพระสัมมาสัมพุทธเจาและพระสาวกแวดลอมพระองคแลวก็...
๑๐        ในที่นี้สรุปคือโดยความเปนมนุษยธรรมดาๆที่มีหูตา มีหนึ่งสมองสองมืออยางนี้เอง สามารถเขาอกเขาใจเรื่องกรรมได เพ...
๑๑          และฐานอํานาจที่กรรมเกาสงมาใหนั้น ก็เปนเสมือนกําแพงปกปองที่มีความหนาบางและสูงต่ําผิดกัน เชนเศรษฐีใหญตอง...
๑๒        กรรมที่อํานวยผลในขอบเขตกามธาตุมีอยู กามภพจึงปรากฏ และดวยเหตุน้ี กรรมจึงชื่อวาเปนไรนา วิญญาณชื่อวาเปนพืช ต...
๑๓        บทสํารวจตนเอง        เมื่อทราบนิยามของกรรมและวิบาก จะเห็นวาคนธรรมดาสามารถรูแกใจวาตนทํากรรมทางความคิด กรรมทาง...
๑๔           การตอบคําถามอยางซื่อสัตยกับตัวเองจนครบทุกขอโดยไมคานึงถึงคะแนน จะเปนชนวนใหจต                            ...
๑๕            บทที่ ๒ - เหตุใดจึงเกิดเปนมนุษย?         ในบทกอนเราไดเห็นพระพุทธองคทรงตรัสวาเพราะมีกรรมเปนไรนา จึงมี...
๑๖โลกเฉยๆไมได สําหรับในไทยกําหนดวาอยางชา ๑๕ วันนับแตถือกําเนิด เกินกวานี้ตองมีใครสักคนโดน                          ...
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
เสียดาย....
Prochain SlideShare
Chargement dans…5
×

เสียดาย....

4 187 vues

Publié le

dhamma pdf

Publié dans : Spirituel
  • Soyez le premier à commenter

เสียดาย....

  1. 1. กอนคุณจะเหลือเพียงวิญญาณที่ถามหาสุคติภูมิดวยความสิ้นหวัง...เสียดาย… คนตาย ไมไดอาน ดังตฤณ
  2. 2. ๑ สารบัญสารบัญ ................................................................................................................................................................. ๑คํานํา ....................................................................................................................................................................๒ปฐมบรรพ - เกิดมาเปนอยางนี้ไดอยางไร .........................................................................................................๔ บทที่ ๑ - ใครเปนผูรูแจงเรื่องกรรม ............................................................................................................... ๖ บทที่ ๒ - เหตุใดจึงเกิดเปนมนุษย............................................................................................................... ๑๕ บทที่ ๓ - เหตุใดจึงเกิดเปนหญิงเปนชาย .................................................................................................. ๒๖ บทที่ ๔ - เหตุใดจึงเกิดเปนผูมรูปงาม ........................................................................................................ ๓๖ ี บทที่ ๕ - เหตุใดจึงมีฐานะร่ารวย................................................................................................................ ๕๖ ํ บทที่ ๖ - เหตุใดจึงมีสติปญญามาก............................................................................................................๗๓  สรุปปฐมบรรพ ............................................................................................................................................. ๘๖ทุติยบรรพ - ตายแลวไปไหนไดบาง................................................................................................................๘๗  บทที่ ๗ - สัจจะเกี่ยวกับความตาย...............................................................................................................๙๐ บทที่ ๘ - สภาพความเปนอยูของสัตวในภพภูมิตางๆ............................................................................ ๑๑๗ สรุปทุติยบรรพ.......................................................................................................................................... ๑๓๔ตติยบรรพ - ยังอยูแลวควรทําอะไรดี ............................................................................................................ ๑๓๕ บทที่ ๙ - คําถามที่นากลัวที่สุดในชีวต.....................................................................................................๑๓๗ ิ บทที่ ๑๐ - วิชารูตามจริง .......................................................................................................................... ๑๔๕ สรุปตติยบรรพ ...........................................................................................................................................๑๕๙บทสงทาย.......................................................................................................................................................๑๖๑ โปรยปกและหนาขอบคุณ..........................................................................................................................๑๖๒
  3. 3. ๒ คํานํา ทุกคนตางมีความนาเวทนาอยูในทางใดทางหนึ่ง ตอใหเปนบุคคลที่เหมือนอิ่มเอมเปรมสุข เปนที่อิจฉาของสังคมขนาดไหน ก็ยอมรูในใจเขาเองวาชีวตยังมีขอขัดของประการใดบาง ิ ทําไมชีวิตถึงมีความขัดแยง เหตุใดจึงไมมีใครเปนสุขไดแตถายเดียว? ก็เพราะคนเราไมรูแลวกอ กรรมดีบางเปนบางครั้ง และเพราะคนเราไมรูแลวกอกรรมชั่วบางเปนบางคราว ไมมีใครเกิดมาพรอมกับความรูวาทําดีตองเสวยผลดี ทําชั่วตองเสวยผลชั่ว จะชาเร็วไมมีใครหนีแรงสะทอนกลับของบาปบุญไดพน คนทั่วไปจะมีความเชื่อทางศาสนา หรือเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายอยางไรก็ตาม สํารวจแบบชําแหละตัวเองแลวก็ตองพูดกันตรงๆวานอกจากอาการปกใจเชื่อ แทบไมมีใครรูแจงเห็นจริงราวกับตาเห็นรูปกันสักกี่ราย โดยเฉพาะอยางยิ่งถาเชื่อมั่นและอยากไปสวรรค อยากเขาถึงนิพพาน ก็ยิ่งนอยเทานอยชนิดนับหัวไดที่จะทราบทางไปอยางแทจริง ชนิดติดความจําขึ้นใจ และถือประพฤติปฏิบัตตนบน ิเสนทางกรรมอันนําสูสุคติภมิ ู พระพุทธเจามีคําตอบ มีคําอธิบาย มีความรูจริงเกี่ยวกับเรื่องกรรมวิบากและภพภูมิทั้งปวง บางวันผูเขียนนึกเสียดายขึ้นมาวาธรรมะในพระไตรปฎกอันเปรียบประดุจภูเขาทองยังกองอยูอยางเปดเผยแตนอยคนจะเหลือบแลไปเห็น และนอยคนที่เห็นแลวเต็มใจจะอาน จึงเปนที่มาของหนังสือชื่อ‘เสียดาย… คนตายไมไดอาน’ เลมนี้ จุดใหญใจความของหนังสือเลมนี้ สําหรับเปาหมายแรกคือใหรและเขาใจเหตุผลที่มาที่ไป ูเกี่ยวกับกรรม ชนิดที่อานแลวไดคําตอบนาพอใจใหกับความสงสัยของคนทั่วไป สวนเปาหมายปลายทางสุดทายคือใหประจักษแนววิธีรูแจงเรื่องกรรมดวยตนเอง ชนิดที่อานแลวไมตองเถียงใครอีก รูเฉพาะตนวากรรมวิบากเปนเรื่องจริง เปนสัจจะ เปนอมตะไมแปรผันตามกาล แมอานอยางคราวที่สุด อยางนอยผูอานก็นาจะเปดตาขึ้นเห็นโลกดวยมุมมองที่แตกตางไปเหลือบแลไปตามทองถนนก็สามารถเห็นผลกรรมปรากฏฟองอยูบนรูปรางหนาตาและบุคลิกนิสัยของใครตอใครอยางชัดเจน กระทั่งเมื่อเบิ่งจองมองกระจกเงา หรือเฝาพินิจความสุขความทุกขอันเปนปจจุบันกาลของตนเอง ก็สามารถเห็น ‘ความจริง’ เกี่ยวกับกรรมวิบากไดทุกวินาทีอยูแลว ผูเขียนประสงคจะเรียบเรียงเรื่องกรรมวิบากตามลําดับความอยากรูอยากเห็นของมนุษย นั่นคือใหทราบที่มาวาเราเปนอยางนี้ดวยกรรมเกาอันใด จากนั้นจึงแสดงใหเห็นวาในธรรมชาติมีชองชั้นภพภูมิ ใดรองรับกรรมประเภทตางๆอยูบาง แลวจึงสรุปลงที่ความนาจะเปน หรือสิ่งที่นาจะทําขณะยังมีลม หายใจของความเปนมนุษยนี้อยู
  4. 4. ๓ แนวคิดขางตนทําใหโครงสรางของหนังสือแบงเปน ๓ ภาค หรือ ๓ บรรพ (อานวาบัพพะ) บรรพแรกคือการตอบคําถามวาพวกเรา เกิดมาเปนอยางนี้ไดอยางไร? บรรพที่สองคือการตอบคําถามวาพวกเรา ตายแลวไปไหนไดบาง? บรรพสุดทายคือการตอบคําถามวาพวกเรา ยังอยูแลวควรทําอะไรดี? ซึ่งก็แปลวาครอบคลุมเรื่องกรรมวิบากและภพภูมิทั้ง ๓ กาลคืออดีต ปจจุบัน และอนาคต ผูเขียนขอถวายกุศลทั้งหมดจากการเขียนหนังสือเปนเครื่องบูชาพระพุทธเจา ผูถายทอดความรูอันเปนประโยชนสงสุดใหแกพระสาวก เพื่อพระสาวกจะไดสบทอดความรูท้งหลายใหแกครูบาอาจารย ู ื ัรวมสมัย ตราบกระทั่งตกทอดมาถึงผูเขียนในกาลปจจุบัน ดังตฤณ สิงหาคม ๒๕๔๗
  5. 5. ๔ ปฐมบรรพ - เกิดมาเปนอยางนี้ไดอยางไร? บางคนใชเวลากวาครึ่งชีวิต หมกมุนอยูกับคําถามซ้ําๆ เชนทําไมถึงเกิดมากับพอแมฐานะความเปนอยูอัตคัดขัดสน ทําไมถึงเกิดเปนหญิงใหตองเสียเปรียบเขาอยูร่ําไป ทําไมถึงรูปไมงามแถมนามยังตลก ไมมีอะไรเปนที่เชิดหนาชูตาสักอยาง หรือบางคนแมเหมือนมีพรอมทั้งทรัพยสมบัติ รูปสมบัติ และคุณสมบัติ ก็ตองทรมานใจกับขอบกพรองเล็กใหญในชีวิต เชนฐานะร่ํารวยแตเต็มไปดวยภาระนาหนักอก เปนชายแตใจแอบเปนหญิงสวยหลอแตตัวเตี้ยขาสั้นเตอ เรียกวาเจอเผชิญปญหารบกวนจิตใจเดิมๆไดตลอด มองคนอื่นรอบตัวเขาไมเห็นตองทนทุกขทรมานกับปญหาเชนตนกันเลย หากเคยรูสึกนอยใจในชะตากรรมของตัวเองมากอน คนที่คงโดนเรากลาวโทษมากที่สดเห็นจะ ุไดแกบุพการีผูใหกําเนิด ใหเราเกิดมาแลวก็ไมรูจักเลี้ยงใหดีมีความสุขสมบูรณอยางลูกคนอื่น อันดับตอมานาจะไดแกเทวดาฟาดิน อุตสาหทําดีเหตุใดจึงแลไมเห็นและตกรางวัลกับเรามากๆ และแมคนไทยบางสวนถูกสอนมาถูกทาง คือใหหมั่นทองติดปากวาเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ‘มันเปนกรรมเกาของเราเอง’ แตก็มักเปนการทองแบบนกแกวนกขุนทองเอาไวปลอบใจตัวเอง มากเสียกวาที่จะตระหนักวานั่นเปนความรูอันควรลงใหลึกและเขาใจใหซึ้ง จําแนกละเอียดเปนเรื่องๆไปวาที่กาลัง ํเปนอยู ที่กําลังพอใจหรือไมพอใจมาจากการกระทําแบบไหน เพื่อความรูแจง เพื่อความสังวรระวัง และเพื่อความเรงรัดใหตนเองพัฒนาตอๆไป ทั้งในดานที่ดีอยูแลวและในดานที่ยังพรองอยู ในปฐมบรรพหรือสวนแรกของหนังสือเลมนี้ จะพูดถึง ‘กรรมเกา’ ในหลายฐานะ ทั้งโดยความเปนชางผูปนแตงรูปรางหนาตา ทั้งโดยความเปนบรรพบุรุษผูมอบมรดกตกทอดเปนเงินทองของใช ทั้งโดยความเปนองครักษพิทักษความปลอดภัย ทั้งโดยความเปนยักษในตะเกียงวิเศษ รวมทั้งความเปนอะไรตออะไรใหเราอีกมากมาย ชนิดที่ตอไปจะไดขอบคุณหรือกลาวโทษใหถูกตัวกันจริงๆ ไมใชโทษมั่วไปเรื่อยโดยไมตองมีหลักฐานประกอบการพิจารณาใดๆ หาวาพอแมไมพยายามใหดีกวาที่เคยบาง หาวาเทวดากลั่นแกลงบาง หาวาคนรอบขางเลวรายไปหมดบาง ปฐมบรรพจะชี้ชัดตามพระพุทธองคตรัส คือ สัตวทั้งหลายมีกรรมเปนของตน มีตนเปนทายาทแหงกรรม มีกรรมเปนกําเนิด มีกรรมเปนเผาพันธุ มีกรรมเปนที่พึ่งอาศัย กรรมยอมจําแนกสัตวใหเลวและประณีตได ผูที่เริ่มเชื่อความจริงดังนี้ยอมเลิกเรียกรองสิ่งใดๆจากผูอื่น แลวหันมาเรียกรองเอาสิ่งที่ตนปรารถนาจากปจจุบันกรรมของตัวเอง และตอไปหากจะนอยใจชะตาหรือสภาพความเปนอยูตางๆ ก็คงนอยใจตัวเองในอดีต ไมนอยใจ ‘ผิดตัว’ อยางที่แลวๆมา กับทั้งตระหนักในสิ่งที่ควรตระหนัก เชนโดยหลักธรรมชาติแลวเราควรกราบกรานแทบเทาขอบพระคุณพอแม ไมวาทานจะเลี้ยงดูเรามาอยางไร
  6. 6. ๕ หรือแมกระทําตอเราเชนใดก็ตาม เหตุผลหลักคือพวกทานเปนประตูนําเราเขาเสนทางมนุษย อันเปนที่สุดแหงศักยภาพการพัฒนาตนเอง รวมทั้งตระหนักวาเทวดานางฟาทานเคยทําดีมาก็สมควรไปเสวยสวรรคเพื่ออยูเลนเปนสุข ไมใชตองมาคอยสอดสองดูแลมนุษยตั้งเกือบหมื่นลานคนบนโลกทุกวัน หากรางวัลแหงการทําดีคือตองขึ้นสวรรคไปคอยสอดสองดูแลมนุษยราวกับเปนขี้ขาสิ่งมีชีวิตในภูมิต่ํากวาไปทั้งชาติ ซึ่งอยางนี้ก็อยาทําดีหวังสวรรคกนเลยดีกวา เอาแคครึ่งๆกลางๆพอไดกลับมาเปนมนุษยอีกที ัแลวงอมืองอเทารอรับความชวยเหลือจากเบื้องบนเทานั้นพอ พระพุทธเจาตรัสวา ผูสามารถมีตนเปนที่พึ่งแหงตนนั้น นับวาไดที่พึ่งอันหายาก และในแงของการเปนที่พึ่งแหงตนในระยะยาวก็ควรจะตองรูจักกรรมทั้งฝายดีและฝายชั่ว รูวากรรมอันใดดีจะไดทํา ใหมากเพื่อไดเปนเรือใหญอาศัยแลนไปในมหาสมุทรแหงภพภูมิ รวมทั้งรูวากรรมอันใดชัวจะไดหลีกเลี่ยง ่ใหหางเพื่อไมตองโดนมันโยนลงน้ําไปลอยคอลําบากลําบน
  7. 7. ๖ บทที่ ๑ - ใครเปนผูรูแจงเรื่องกรรม? คนเราชอบพูดเรื่องลี้ลับนาตื่นเตน เรื่องที่พยากรณยากวาจะออกหัวออกกอยทาไหน เพราะชอบแสดงความคิดเห็นวาเรื่องนั้นเรื่องนี้นาเชื่อหรือไมนาเชื่อ และถึงจุดหนึ่งอยากพิสูจนวาตนเปนฝายถูกในขณะที่คนอื่นอานทางไมขาดอยางตน อยางเชนบางทีเถียงกันคอเปนเอ็นเรื่องมนุษยตางดาว เรื่อง สัตวประหลาด เรื่องสงครามโลก ฯลฯ ตางคนตางมั่นใจเอาจริงๆวาความเชื่อของตนถูก ความเชื่อของตนเทานั้นตรงกับความจริง ทั้งๆที่อาจไมรูขอมูลอันเปนขอเท็จจริงประกอบเลยแมแตนอย มนุษยเปนกันไดอยางนี้จริงๆ คือเชื่อโดยไมตองหาหลักฐานสนับสนุน ฉะนั้นเมื่อเถียงกันเรื่องความเชื่อแลวถามอีกฝายวา ‘แนใจไดอยางไร?’ แลวสืบไปสืบมาสรุปวาเพราะคิดเอาเอง เพราะคาดเดาเอาตามอําเภอใจ หรือเพราะมีอคติอยากใหความจริงตรงกับสิ่งที่ตนเชื่อ ก็อยาไปใสใจเลยจะดีกวา เปนทุกขเปลาๆ เพราะคนเกือบทั้งโลกตางก็ยินดีที่จะทึกทักตามใจตนตางๆนานา ไมมีวันที่เราจะไปไลจี้ใหใครตอใครหันเหศรัทธาของเขามาตามทางศรัทธาของเราไดหมดแนๆ ขอยกตัวอยางที่เห็นไดชัดประการหนึ่ง ไมวาไทยหรือเทศ ไมวาเชื่อนรกสวรรคหรือไม เวลาโกรธเกลียดใครก็มักสาปแชงวา ‘ไปลงนรกเถอะ!’ หรือแมไมถึงขั้นสาปแชง ก็นึกอยูในใจวากรรมที่เขาทําใหเราเดือดเนื้อรอนใจยอมสงเขาไปไมดีแนนอน นับวาเปนการเดาแกมแชงอยูดี คนเราก็เทานี้ รักใครก็จะดันกนเขาขึ้นฝงสวรรค เกลียดใครก็จะขวางเขาลงเหวนรก โดยที่ความจริงสวรรคและนรกไมไดเปดประตูตอนรับใครตามการแยกเขี้ยวยิงฟนลุนตัวโกงของบรรดาญาติมตรหรือศัตรูคอาฆาตรายใดเลย ิ ู เรื่องของกรรม หรือที่คนไทยชินหูกับคําวา ‘กฎแหงกรรม’ นั้น เปนหนึ่งในสี่ของอจินไตยอจินไตยคือเรื่องที่ไมควรใชความคิดตรึกเดาหรือฟุงซานจินตนาการไปเอง คือจิตไมรูวาทําอะไรแลวจะ โดนสนองคืนทาไหน แตกรรมรูวาจะตองจัดการอยางไร จิตไดแตคาดเดา สวนกรรมเปนผูตดสินวาเรา ัเดาถูกหรือเดาผิด ในตนบทขอกลาวถึงอจินไตยโดยสังเขปเปนอันดับแรก เพราะเห็นวาโยงกันแลวจะทําใหเขาใจเรื่องกรรมวิบากไดกระจางกวางขวางขึ้น อจินไตย ๔ ๑) พุทธวิสัย – หมายถึงคุณสมบัติและความสามารถของพระพุทธเจา ยกตัวอยางเชนหนึ่งในความสามารถของพระพุทธองคคือ ‘รูทกอยาง’ ถาดวยปุถุชนวิสัยก็ยอมสงสัยวามันจะเปนไปไดอยางไร ุมนุษยที่ไหนจะไปรูทุกอยางไดเลา อันนี้เปนการมองมาจากมุมมืดอันแคบจํากัดของปุถชน ซึ่งแมไดขาว ุ วามนุษยอื่นแคจดจําสิ่งตางๆไดมากกวา หรือคิดเลขไดเร็วกวา หรือเจนจัดในการงานหลากหลายกวาตนก็โนมเอียงจะดูหมิ่น เห็นเปนขาวกุ พรอมจะเอยเต็มปากเต็มคําแลววาไมเชื่อ อยางนี้จะไปเชื่อพุทธวิสัยอันเหนือมนุษยและเทวดาทั้งหลายไดอยางไร
  8. 8. ๗ ๒) ฌานวิสัย – หมายถึงคุณภาพจิตที่สามารถนิ่งอยางเอกอุ เสพรสปติสุขในสมาธิอันยิ่งใหญระดับทิพยที่เกินประสบการณมนุษยสามัญ และนอกจากนั้นยังมีผลเปนความผองใสทางกายเกินคนธรรมดา ลวงรูสิ่งลี้ลับตางๆมากกวาที่จิตคิดๆนึกๆทั่วไปจะทําได เมื่อผูไดฌานพยายามพรรณนาความสุขและความลวงรูตางๆใหคนกิเลสหนาทั้งหลายฟง หรือกระทั่งอยากใหรับรูตาม เขาจะมีภาพของคนบา คนเพอเจอ หรือคนหลอกลวงมากกวาอยางอื่น และในทํานองเดียวกันแมใครเชื่อเรื่องฌาน ก็ไมอาจจินตนาการถูกวารสสุขระดับฌานนั้นยิ่งกวารสสุขแบบโลกๆสักแคไหน รวมทั้งไมอาจเขาใจเลยวาจิตอีกแบบสามารถทะลุทะลวงกําแพงความไมรูตางๆนานาไดอยางไร เชนอานใจคนอื่นออกเปนคําๆพยากรณอนาคตไดแมนยําเหลือเชื่อ ฯลฯ ๓) วิบากแหงกรรม – หมายถึงผลที่ปรากฏเปนเหตุการณตางๆนานาในชีวตเรา เมื่อไมรูเหตุผล ิเราก็อาจบัญญัติคําวา ‘บังเอิญ’ ขึ้นมา แตแมเมื่อเชื่อวาสิ่งทั้งหลายเปนผลที่หลั่งไหลมาจากตนธารคือกรรมเกา ก็ไมอาจเขาถึงวาตนเองเคยไปทํากรรมอันใดไว หลายคนโยงกรรมอันเปนตนเหตุเขากับผลกรรมอันเปนปลายทางดวยความคิดคาดเดา บางทีเผอิญถูก แตหลายทีจะผิดถนัด และแมจะเรียนรูเรื่องกฎแหงกรรมละเอียดลออปานใด ทองจําหลักของกรรมวิบากไดมากมายเพียงไหน ก็ไมอาจระบุดวยจินตนาการคิดนึกวาตนเจอสุขหรือเจอทุกขหนึ่งๆเพราะแรงกรรมเกาอันใดเหวี่ยงมา ๔) ความคิดเรืองโลกและจักรวาล – หมายถึงที่มาที่ไปของวัตถุซึ่งใหญมากๆเชนโลกและ ่ดวงดาว กับวัตถุที่เล็กมากๆเชนอะตอมและองคประกอบสุดจิ๋ว หลายคนเขาใจวาปจจุบันนักวิทยาศาสตรพบคําตอบทั้งหมดแลว แตความจริงก็คืออัจฉริยะที่อุทิศทั้งชีวิตทํางานคนควาวิจัยเกี่ยวกับวัตถุระดับมหภาคและจุลภาคนั้น เลิกพูดถึง ‘ความจริงสุดทาย’ กันนานแลว หลายคนเชื่อวานักวิทยาศาสตรที่รูมากที่สดในโลก อยางมากก็เปนไดแคเด็กที่ยืนอยูชายหาดแตอยากรูอยากเห็นและสัมผัสความลี้ลับของทอง ุสมุทรกันเทานั้น เอาแคไดขอสันนิษฐานวากอนเกิดจักรวาลไมมีอวกาศ ไมมีกาลเวลา เทานี้ก็งงแปดกลับแลววาสภาพนั้นเปนอยางไร และเหตุใดจึงอุบัติมหากัมปนาท จากความไมมีอะไรกลายเปนดาราจักรนับแสนลานอยางที่กําลังเห็นๆอยูไดทาไหน ผูมีสิทธิ์ลวงรูเรื่องอจินไตย จากนิยามของอจินไตยทั้ง ๔ คงสรุปไดวาเรื่องอจินไตยนั้น ขืนคิดๆนึกๆเอาก็หัวแตกเปลา เพราะจะไมมีใครไดคําตอบเรื่องอจินไตยจากจินตนาการคาดเดา อยางไรก็ตาม ใชวาเปนเรื่องอจินไตยแลวเราจะหมดสิทธิ์ลวงรูความจริงอยางสิ้นเชิง เชนพุทธวิสัยนั้น เมื่อชาติหนึ่งชาติใดเบื้องหนาโพนสามารถบําเพ็ญบารมีจนแกกลาพอจะบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ไดตรัสรูเปนพระพุทธเจาพระองคหนึ่ง ก็ยอมเขาถึงพุทธวิสัยไดวามีขอบเขตประมาณใด 
  9. 9. ๘ และสําหรับมนุษยที่บารมีไมสามารถถึงความเปนพระพุทธเจา ก็อาจบําเพ็ญเพียรทําสมาธิจนถึงฌาน ผูไดฌานยอมทราบฌานวิสัยได รวมทั้งยังอาจจะหยั่งรูเรื่องกรรมวิบากและเรื่องจักรวาลกับภพภูมิ ตางๆเปนของแถมอีกดวย สมดังที่พระพุทธเจาตรัสไวเกียวกับเรื่องนี้วา ่ เมื่อจิตเปนสมาธิ บริสุทธิ์ผองแผว ไมมีกเลสใดจรมารบกวน มีความออนควรแกการ ิงาน มีความตั้งมั่นไมหวั่นไหวแลว ก็ยอมสามารถโนมนอมจิตไปเพื่อรูการจุติและการอุบัติของสัตวท้งหลาย อาศัยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ลวงตาเนือของมนุษย เห็นหมูสัตวที่กําลังจุติและกําลัง ั ้อุบัติ ทั้งในสภาพเลว ทั้งในสภาพประณีต ทั้งมีผิวพรรณดี ทั้งมีผิวพรรณทราม ทั้งไดดี ทั้งตกยาก นอกจากนั้นยังรูชัดวาหมูสัตวยอมเปนไปตามกรรม จําแนกถูกวาเมื่อสัตวใดดํารงตนอยูดวยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจา เปนมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทําดวยอํานาจความเห็นผิด เบื้องหนาเมื่อตายเพราะกายแตก ก็ยอมเขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกสวนสัตวเหลาใดดํารงตนอยูดวยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไมติเตียนพระอริยเจา เปนสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทําดวยอํานาจความเห็นชอบ เบื้องหนาเมื่อตายเพราะกายแตก เขายอมเขาถึงสุคติ โลก สวรรค นี่คือภาพการเห็นอยางใหญที่สด สรุปโดยรวมคือถาทําดี มีความเห็นถูก สัตวยอมบายหนาไป ุถือกําเนิดในสภาพนาชื่นใจ แตถาทําชั่ว มีความเห็นผิด สัตวยอมบายหนาไปถือกําเนิดในสภาพนาสังเวช เมื่อเห็นการถือกําเนิดของวิญญาณแบบหนึ่งๆ ก็หมายความวายอมเห็นสภาพแหงภพภูมิซึ่งปรากฏอยูนอกเหนือการรับรูของตาเนื้อดวย อยางเชนโลกมนุษยใบอื่น หรือเชนโลกทิพยของเทวดาเปนตน เปนอันวาใครมีสมาธิจิตที่บริสทธิ์ก็มีสิทธิ์ลวงรูเรื่องอจินไตย ทราบวาวิสัยของผูมีฌานมีขอบเขต ุประมาณไหน ทราบวาผลของการประพฤติประกอบกรรมแบบหนึ่งๆจะออกหัวออกกอยในวันตายทาใดกับทั้งทราบดวยวาโลกอื่นมีจริงหรือไม มีที่มาที่ไปเพื่อรองรับวิญญาณบุญวิญญาณบาปประเภทใดบาง พระพุทธองคยังตรัสปดทายวาการจะมีสมาธิบริสุทธิ์ผองแผวไดนั้น คือตองปฏิบัติธรรมตามแนวทางที่ถูกตองอีกดวย และพระองคทานก็ไมไดตรัสลอยๆแบบคิดเองสรุปเองโดยปราศจากหลักฐานยืนยันเปนบุคคล สมัยพุทธกาลมีพระที่เจริญสติเจริญปญญาตามแนวทาง ‘สติปฏฐาน ๔’ แลวไดผลจริงมากมาย อยางพระผูทรงคุณวิเศษเปนทีเลื่องลือเชนทานอนุรุทธะ ซึ่งมีตาทิพยและลวงรูเรื่องกรรมวิบาก ่ไดมาก สาธยายธรรมเกี่ยวกับกรรมวิบากไดมาก พอใครสงสัยไถถามวาทําไมทานทราบกรรมวิบากไดแจมแจงแทงตลอดนัก ทานก็จะตอบใหหายกังขาวา ดูกรผูมีอายุทั้งหลาย เรายอมรูวิบากของการกระทําทั้งที่เปนอดีต ทั้งที่เปนอนาคต โดยฐานะ โดยเหตุ จะแจงตามความเปนจริง ก็เพราะไดเจริญ ไดกระทําใหมากซึ่งสติปฏฐาน ๔
  10. 10. ๙ และการยืนยันทํานองเดียวกันก็มิไดขึ้นอยูกับยุคสมัย ไมใชวาสิ้นพระสัมมาสัมพุทธเจาและพระสาวกแวดลอมพระองคแลวก็เปนอันหมดกัน ไมมีใครทําไดอีก ขอเท็จจริงคือใครเจริญสติปฏฐาน ๔ ใหมาก จะเปนสองพันปกอน จะเปนสองพันปหนา หรือจะเปนปนี้ พ.ศ. นี้ ก็ยอมมีสิทธิ์รูเรื่องอจินไตยอยางกรรมวิบากและภพภูมิไดเสมอกันหมด ไมเวนแมแตผูเขียนและผูอานหนังสือเลมนี้ดวย! นิยามของกรรมและวิบาก กรรม แปลวาการกระทํา แบงอยางกวางสุดเปนทําดี (กุศลกรรม) และการทําชั่ว (อกุศลกรรม)และการกระทํานั้นยอมไหลมาจากเจตนา จึงตองตัดสินกันที่เจตนาวาเปนบวกหรือเปนลบ คือจะเห็นพระพุทธเจาตรัสไวชด เรากลาวเจตนาวาเปนกรรม บุคคลคิดกอน แลวจึงกระทํากรรมดวยกาย ัดวยวาจา ดวยใจ ดังนี้จะเห็นวากรรมมิใชสิ่งที่ลี้ลับแตอยางใด ไมตองใชความสามารถแบบผูวิเศษที่ไหน ถาหากเห็นเขาไปในขณะหนึ่งๆไดวาเรามีเจตนาอยางไร ก็เรียกวาเปนผูเห็นกรรมของตนเองแลววา ดีหรือราย หากเปนไปในทางเกื้อกูลกรุณาก็ตองวาดี หากเปนไปในทางเบียดเบียนใหเดือดรอนก็ตองวาราย ขอยกตัวอยางงายที่สุด คนเราอาจรองดังๆออกมาเปนคําวา ‘เฮย!’ เหมือนกัน ทั้งสุมเสียง ทั้งระดับเสียง ทั้งความสั้นยาวของเสียง ดูเผินๆนาจะกอกรรมทางวาจาอันเดียวกัน แตหากทราบวารองในเหตุการณแบบไหนก็จะเห็นเจตนาที่อยูเบื้องหลังวจีกรรม เชนถารองขึ้นมาขางหลังคนกําลังเผลอ กะใหเขาสะดุงตกใจขวัญหาย อันนั้นก็เรียกวามีความประสงคราย แตถารองขึ้นเตือนเพราะเห็นคนกําลังจะเดินเหมอใหรถชน เชนนั้นจะเรียกวามีความประสงคดี แมทางกฎหมายเวลาจะตัดสินใครก็ดูกันที่เจตนา ไมใชเห็นใครฆาคนแลวตัดสินไปเหมือนๆกันหมด กฎแหงกรรมก็เชนนั้น คือไมไดมองกรรมโดยความเปนเหตุการณที่เกิดขึ้น แตมองกรรมโดยความเปนเจตนา ถาจําไวอยางนี้ก็จะสบายใจและตอบคําถามใหตัวเองไดหลายๆเรื่อง เชนขับรถอยูดีๆมีแมวโดดใสลอ ไมเปดโอกาสใหเราเบรกใดๆทั้งสิ้น อยางนี้เรายอมไมไดชอวาเปนผูฆาสัตวแตอยางใดเลย ื่ อีกประเด็นหนึ่ง มีผูเชื่อวาคนเราเจตนาทําอะไรไปทั้งชีวตนั้นก็เพราะการดลบันดาล หรือเพราะ ิการควบคุมของสิ่งลี้ลับที่ทรงอํานาจเหนือมนุษย ความจริงการคิดทําอะไรของเราเปนเพียงปฏิกิริยาโตตอบสิ่งกระทบเทานั้น ดังเชนที่พระพุทธองคทรงยืนยันวา ก็เหตุเกิดแหงกรรมเปนไฉน? ผัสสะนั่นเองเปนเหตุเกิดแหงกรรม ฉะนั้นหากขาดผัสสะเชนรูปกระทบตา เสียงกระทบหู กลิ่นกระทบจมูก รสกระทบลิ้น ของกระทบตัว นามธรรมกระทบใจ จิตของเราจะวางเฉย ไมนอมไปสูความจงใจเจตนากระทําการใดๆเลยตัวอยางเชนถาเด็กขางถนนผูตกยากไมมีความหิวโหยแตะตองกาย น้ําลายก็จะไมไหลสอ ใจคอจะไมอยากลอบขโมยขาวและน้ําขึ้นมาได เปนตน สวนที่วาเขาจะยับยั้งชั่งใจหรือตัดสินใจลงมือขโมย อันนี้ก็ขึ้นอยูกบการรบกันระหวางกิเลสและมโนธรรม ซึ่งจะไดกลาวถึงรายละเอียดในบทตอๆไป ั
  11. 11. ๑๐ ในที่นี้สรุปคือโดยความเปนมนุษยธรรมดาๆที่มีหูตา มีหนึ่งสมองสองมืออยางนี้เอง สามารถเขาอกเขาใจเรื่องกรรมได เพราะทั้งเหตุใหเกิดกรรม และทั้งเจตนากอกรรมหนึ่งๆนั้น สามารถสืบทราบตรวจสอบ และรูจริงแกใจตนวาทําสิ่งใดเพราะอะไร และเพื่ออะไร วิบาก แปลวาผลแหงกรรมดีกรรมชัวที่ทําไว วิบากเปนสิ่งที่รูไมไดงายๆเหมือนกรรม ดังที่กลาว ่แลวแตตนวาวิบากกรรมเปนหนึ่งในอจินไตย ไมควรคิดคาดเดาใหเกิดโทษทางใจเปลาๆ อยางเชนเราชอบไปเรงรัดระคนสาปแชงใหคนเลวไดรบความวิบัติไวๆ ยิ่งถาใครทํารายเราแลวไมเห็นเขาถึงความ ัวอดวายภายใน ๓ วัน ๗ วัน ก็มักบนวาสงสัยวิบากกรรมไมมีจริงกระมัง ที่วิบากเปนสิ่งรูไดยาก หรือกระทั่งเชื่อไดยากวาเปนของจริง ก็เพราะลําดับการใหผลของกรรมนี่เอง เชนบอกยากวาเรารอง ‘เฮย!’ ดวยเจตนาแกลงคนไปแลวเมื่อใดผลนั้นจะยอนกลับมาหาเรา ลองตรองดูวาถารองแกลงเพื่อนใหตกใจเลนโดยทราบวาเปนไปเพื่อหัวเราะสนุก ก็จะมีน้ําหนักความรูสกที่ใส  ึลงไปในการกระทําอยางหนึ่ง แตถารองแกลงคนแกที่เราทราบวาเปนโรคหัวใจ ไมควรตกใจมากๆอาจ ช็อกได น้ําหนักความรูสึกที่ใสลงไปในการกระทําจะตางไปเปนคนละเรื่องทันที ดวยความคิดนึกคาดเดาธรรมดาเราจะไมมีวันรูเลยวาผลสะทอนที่ยอนกลับมาหาตัวนั้น ระหวางแกลงเพื่อนเอาสนุกกับแกลงคนแกใหช็อกตายจะตางกันขนาดไหน ที่สําคัญคือเมื่อใดจะใหผล เมื่อใหผลแลวเราอาจนึกไมถึง หรือลืมไปแลววาเคยกอกรรมอันเปนตนเหตุใหโดนลงโทษแตปางไหน พระพุทธเจาตรัสวา วิบากแหงกรรมเปนไฉน? เรายอมกลาววิบากแหงกรรมวามี ๓ประการ คือ กรรมที่ใหผลในปจจุบันหนึ่ง กรรมที่ใหผลในภพที่ไปเกิดใหมหนึ่ง กรรมที่ใหผลในภพถัดๆไปหนึ่ง เหลานี้แหละเรียกวาวิบากแหงกรรม ถาทราบวารางกายนี้ก็เปนวิบากกรรมของเรา เราจะทราบวาแมวินาทีที่หายใจเขาออกในปจจุบัน เราก็กําลังเสวยวิบากของกรรมอันทําไวในอดีตชาติอยู เชนเมื่อเจอใครเขาใหความชื่นชมวาเราสวยหลอ อันนั้นก็เรียกวาเปนการเสวยผลจากกุศลกรรมเกาในอดีตทีมาใหผลในชาติปจจุบน เปนตน ่ ั นอกจากนี้ผูคนและสรรพสิ่งในโลกทั้งใบ ก็เหมือนถูกจัดตั้งมาใหพรอมตกรางวัลและลงโทษเราไดทุกที่ทุกเวลา ไมมีการพักรอนหรือวันหยุดพิเศษดวย ฉะนั้นสิ่งที่เราทําไปโดยรูเทาไมถึงการณอาจพุงยอนกลับมาสนองตอบรวดเร็วราวกับจรวดภายในชั่วโมงหรือสองชั่วโมงถัดจากนาทีที่กอกรรมก็ได! วิบากกรรมเปนธรรมชาติที่มีความอัศจรรย และไมมีธรรมชาติอื่นมาเปรียบเทียบ เพราะวิบากกรรมอาจทําตัวเปนแรงดึงดูด เปนแรงผลักดัน เปนผูกอสราง หรือเปนผูทําลายก็ไดทั้งนั้น และสําคัญคือ การเขาคิวใหผลนั้น ไมอาจประเมินหรือประมาณเอาดวยอคติของปุถุชนธรรมดา แตละคนมีฐานอํานาจที่พรอมใหกอกรรมตางกัน เชนเศรษฐีจะใหทรัพยแกผูตกยากไดมากกวาคนใจบุญที่รวยนอยกวา ขณะเดียวกันเศรษฐีก็มีอิทธิพลจางวานคนไปบุกรุกหรือทํารายศัตรูไดมากกวาคนใจบาปที่รวยนอยกวาไปดวย
  12. 12. ๑๑ และฐานอํานาจที่กรรมเกาสงมาใหนั้น ก็เปนเสมือนกําแพงปกปองที่มีความหนาบางและสูงต่ําผิดกัน เชนเศรษฐีใหญตองเลนพนันหลายปกวาจะหมดตัว ในขณะที่ชาวบานฐานะปานกลางเลนพนันไมกี่วันอาจลมจมลอนจอนได หากกรรมเกาในอดีตใหวบากเปนเรือใหญเอาไวลอยลําอยางปลอดภัยแลว ิเจาของเรือตองทุบ ตองเจาะ ตองรื้อเรือตัวเองกันนาน กวาที่เรือจะจม อันนี้คงพอทําใหหายสงสัยไดวาเหตุใดผูท่เราพิจารณาวาเขาเลวสุดๆถึงไมไดรับการลงโทษจากกฎแหงกรรมเสียที ี เราอาจเห็นเฉพาะเมื่อเขาสรางอกุศลกรรมในปจจุบัน แตไมเคยเห็นเลยวาปางกอนปางไหนเขาสรางอัครมหากุศลยิ่งใหญเกินกันเพียงใด ดังนั้นจึงควรทําใจเปนกลาง บอกตนเองวาเรายังไมรูแจงเรื่องวิบาก แตหากรูจริงๆก็ตองปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธองคประทานไว กระทั่งมีสมาธิต้งมั่น จิตมีความ ัผองแผวจากกิเลส มีความเปนกลางไมลําเอียงเขาขางตัวเอง ไมมีอคติกับใครอื่น จึงคอยนอมจิตไปหยั่งรูจับคูไดถูกวาวิบากนี้ไหลมาแตกรรมอันใด หรือกอกรรมนี้แลวจะตองไปเจอกับวิบากทาไหน แนวทางปฏิบติดังกลาวจะแสดงไวตอไปในหนังสือเลมนี้ดวย ั  ขอกลาวถึงเกร็ดเกี่ยวกับคําวา ‘กรรม’ อีกสักนิด นิยามของกรรมยังมีอีกอยางหนึ่งที่เปนลบ คือดั้งเดิมในภาษาทมิฬหรือมลายู กรรมจะหมายถึงผลรายของการกระทํา ดังนั้นถาใครใชคําวากรรมคําเดียวแทนบาปเคราะห หรืออีกนัยหนึ่งคือเปนวิบากราย เชนไทยเรามักพูดวา ‘ไปทําเวรทํากรรมมาแตไหนหนอ?’ ก็ไมถือวาผิดจากความหมายของตนตํารับเสียทีเดียว เพียงแตตองทําความเขาใจใหลึกซึ้งขึ้นอีกนิดหนึ่ง วาพุทธเรากลาวถึงกรรมโดยความเปนกลาง สื่อไดทั้งทางดีและทางราย ถาเปนกรรมดีก็เรียก‘กรรมขาว’ บาง หรือ ‘กุศลกรรม’ บาง สวนถาเปนกรรมรายก็เรียก ‘กรรมดํา’ บาง หรือ ‘อกุศลกรรม’บาง ที่ตั้งของกรรมวิบาก นี่เปนปญหาอีกขอหนึ่งที่คนเริ่มศึกษาเรื่องกรรมมักไถถามกัน คนเราเคยชินกับการเห็นรูปดวยตา เห็นตนแหลงกําเนิดเสียง กลิ่น รส และสัมผัส เลยทําใหเชื่อวาถากรรมมีจริง ก็ตองสามารถแสดงตัวได หรือเราสามารถตรวจตําแหนงที่อยูของวิบากซึ่งเหมือนติดตามเราเปนเงาตามตัวได ทวาพลังที่อยูในรูปของ ‘สัจจะ’ ไมไดตรวจจับกันงายๆเหมือนพลังชนิดอื่น นอกจากสมาธิจิตอันบริสทธิ์จากกิเลสชั่วคราวแลว ปุถชนไมอาจทราบไดวามีสัจจะกี่ลานเรื่องติดตามพวกเขาอยู และเรื่อง ุ ุไหนจะใหผลกอน เรื่องไหนจะใหผลทีหลัง แตในเมื่อบอกวา ‘มีอยู’ ก็ควรจะบอกไดถูกวาสัมพันธกับสิ่งที่เราเห็นจะจะอยางไร พระพุทธองคเปนนักเปรียบเทียบอุปมาอุปไมยที่ไมมีใครเสมอเหมือน เหตุเพราะพระองคสามารถเห็นในสิ่งที่สัตวอื่นไมเห็น และเปนการเห็นที่แจมแจงลึกซึ้งตลอดสาย ฉะนั้นจึงควรฟงพระองคตรัสคือ
  13. 13. ๑๒ กรรมที่อํานวยผลในขอบเขตกามธาตุมีอยู กามภพจึงปรากฏ และดวยเหตุน้ี กรรมจึงชื่อวาเปนไรนา วิญญาณชื่อวาเปนพืช ตัณหาชื่อวาเปนยาง หมายความวาเมื่อทํากรรมอันเกลือกกลั้วอยูดวยกาม ไมไดทากรรมอันจะหลุดพนจากกามไป ํรวมอยูกับพระพรหมหรือเขาถึงนิพพาน ก็ยังตองถูกคุมขังไวในอาณาเขตของกาม นั่นเองภพอันเนื่องดวยกามจึงปรากฏ เพราะฉะนั้นกรรมจึงชื่อวาเปนไรนา เปนพื้นยืน เปนจุดเริ่มตนฝงเมล็ดพันธุ สวนวิญญาณเปนพืชซึ่งอาศัยผืนนาตั้งอยู เปนสิ่งที่งอกเงยขึ้นจากพื้นดินนั้น และตัณหาหรือความทะยานอยากเปรียบเหมือนยาง คือพืชนั้นถายังไมหมดยางก็แปลวายังไมตาย และเอาไปเพาะปลูกใหมได จากหลักธรรมนี้สามารถพลิกมุมมองของเราเสียใหมไดประการหนึ่ง นั่นคือเราไมอาจจินตนาการวามีวญญาณอมตะเปนดวงๆ วิญญาณไมไดมีรูปทรงหนาตาอยางหนึ่งๆเที่ยงแท บนสวนยอดสุดมิไดมี ิเขาหรือสวมชฎาถาวร แตดวยสนามพลังกุศลแหงกรรมขาว จึงมีท่เกิดของวิญญาณซึ่งฉายรัศมีสวาง  ีและดวยสนามพลังอกุศลแหงกรรมดํา จึงมีที่เกิดของวิญญาณอับแสงไสว และเมื่อตั้งมุมมองไวใหมไดอยางนี้ เราก็จะเลิกพยายามนึกคิดจินตนาการวากรรมมีรูปทรงอยางไร เปนลูกคลื่น เปนดวงกลม หรือเปนของทึบของโปรงที่ดักหนาดักหลังหางจากเราอยูกี่เมตร ภาพความจริงที่ใหญที่สุดนั้นอยูเหนือจินตนาการ เราตองทราบผานสัมผัสรูสึกเขาไปตรงๆ วาเพราะมีสนามพลังกรรมปรากฏรองรับอยู วิญญาณจึงไดที่ปรากฏ หลักธรรมชาติที่วา ‘เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมีได’ เปนเรืองลึกซึ้งมาก หากเขาใจไดก็จะทําลาย  ่ความกังขาในขอขัดแยงทั้งปวงลงไดเชนกัน เราจะเลิกสงสัยอยางแคบจํากัดอยูในขอบเขตของรูปทรงสีสันของรูปธรรมหยาบๆ แตจะเขาไปสัมผัสถึง ‘สัจจะแหงเหตุผล’ อันเปนตนแหลงบันดาลรางกายสิ่งแวดลอม และเหตุการณท้งหมด คําถามเชน ‘ที่ตั้งของกรรมวิบากอยูตรงไหน?’ จะกลายเปนของตื้นๆ ัไปในทันที หากรูสึกเหมือนจะเขาใจอะไรเปนเคารางๆ แตไมกระจางแจงเต็มที่ ก็ขอใหเห็นเปนเรื่องปกติเพราะจิตที่ยังคิดๆในแบบตองมีรูปทรงสีสันเปนตัวตั้งนัน จะไมสามารถสัมผัสนามธรรมซึ่งอยูคนละมิติ ้กับรูปทรงสีสัน เหมือนสมมุติใหเราอาศัยอยูในกระดาษสองมิติที่มีเพียงดานกวางกับดานยาว เราจะนึกไมออกเลยวาดานลึกหรืออากาศที่รองรับกระดาษอยูนั้นเปนอยางไร เอาเปนวาทําความเขาใจผานสติปญญาแบบมนุษยไปพลางๆ วายังมีมิติแหงความจริงที่ใหญกวาหอหุมเราอยู และภายในขอบเขตมิติ ดังกลาวนั้นเองเปนที่ตั้งของวิบากกรรมของเรา
  14. 14. ๑๓ บทสํารวจตนเอง เมื่อทราบนิยามของกรรมและวิบาก จะเห็นวาคนธรรมดาสามารถรูแกใจวาตนทํากรรมทางความคิด กรรมทางคําพูด และกรรมทางกายไวอยางไรบาง แตไมอาจรูเห็นแจมแจงในเรื่องวิบากของกรรมทั้ง ๓ นั้น เพื่อใหสัมผัสกับของจริงในตนเอง บทนี้จะใหทําความรูจักกับกรรมวิบากของแตละคนผานกรรมรายและกรรมดีตามลําดับ ขอใหระลึกวานี่เปนการสํารวจตนเพื่อทําความรูจักกับกรรมวิบาก ยังไมใชขอสอบ เพราะฉะนั้นไมตองหวังเก็บเกี่ยวคะแนน ไมตองพะวงคิดปกปองตนเอง ไมตองหวงเรื่องภาพไม ดี เราเอาความจริงเปนที่ตั้งอยางเดียวพอ อกุศลกรรม ถาใหนึกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ มีกรรมอันใดในชัวชีวตที่เรารูสึกผิดชัด ไมวาจะลวงเลยมา ่ ินานเพียงใดก็ยังนึกถึงอยู หรือยังจําไดอยู โดยเฉพาะอยางยิ่งที่มีเหตุการณยอนกลับมาสนอง แลวกระตุนเตือนใหนึกถึงความผิดนั้นๆเสมอ ใหถามตัวเองเปนขอๆอีกดวยวา ๑) เราสํานึกผิดหรือไม? ๒) เราตั้งใจไมทําอีกหรือไม? ๓) เรารักษาความตั้งใจไมทําอีกไดจริงหรือไม? กุศลกรรม ถาใหนึกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ มีกรรมอันใดตลอดชีวิตที่ผานมาซึ่งเราภาคภูมิใจเสมอทุกครั้งที่นึกถึง ไมวาจะลวงเลยมานานเพียงใดก็ยังนึกถึงอยู หรือยังจําไดอยู โดยเฉพาะอยางยิ่งที่มีเรื่องยอนกลับมาตอบแทน แลวกระตุนเตือนใหนึกถึงความดีนั้นๆเสมอ ใหถามตัวเองเปนขอๆอีกดวยวา ๑) เรารูสึกวาบุญนั้นเปนของดีหรือไม? ๒) เรามีกําลังใจจะทําดีเชนนั้นใหยิ่งขึ้นไปหรือไม? ๓) เรารักษาความตั้งใจทําดีไดจริงหรือไม?
  15. 15. ๑๔ การตอบคําถามอยางซื่อสัตยกับตัวเองจนครบทุกขอโดยไมคานึงถึงคะแนน จะเปนชนวนใหจต ํ ิเริ่มหยั่งเขาไปในความจริงเกี่ยวกับกรรมวิบากที่สัมผัสได โยงเหตุโยงผลได โดยเฉพาะเมื่อคอยๆสังเกตไปเรื่อยในชีวตจริงวันตอวัน แมยังไมมีญาณหยั่งรูเชนผูมีกําลังสมาธิจิตผองแผว แตอยางนอยก็ไมทําให ิจิตของเราฉาบฉวย ละเลย ดูดายกับการกระทําตางๆอยางที่ผานมา สวนลึกตองเริมถูกปลุกใหสํานึกวา ่กรรมใดๆทําแลวไมสูญเปลา แตตองยอนกลับมาคืนผล แมไมดวยเหตุการณกระทบ ก็มาในรูปสุขทุกขทางใจอยูดี สรุป พระพุทธเจาตรัสเรื่องกรรมและวิบากไวแจมแจงแลว นาเสียดายที่เหลามนุษยผูมีบุญพอจะพบพุทธศาสนากลับไมยอมอานกันเอง เรื่องการตัดสินวาจะไดรับผลกรรมอยางไรนั้น จิตไมรู แตกรรมเขารู เขาไมมีอคติในการทําหนาที่ตัดสินสงใครไปเสวยผลใดๆ ผูรูแจงเรื่องกรรมวิบากจากจิตอันเปนสมาธิผองแผวยอมไดเปรียบ เพราะจะไมเพียงเชื่อตามๆกัน แตเปนความเห็นประจักษแจงในสิ่งที่กําลังปรากฏอยูทนโทตอหนาตอตาทุกวินาที ชีวตที่เหลือจะขวนขวายพยายามประกอบแตกรรมดีใหมากที่สุด เพื่อความสุขความเจริญของ ิตนเองโดยตรง ขอใหอานตอไป จะทราบวามีวิธีพสจนเพื่อความประจักษแจงความจริงเกี่ยวกับ ิูกรรมวิบากดวยตนเอง ซึ่งพระพุทธเจาประทานแนวทางไวชัดเจนแลว
  16. 16. ๑๕ บทที่ ๒ - เหตุใดจึงเกิดเปนมนุษย? ในบทกอนเราไดเห็นพระพุทธองคทรงตรัสวาเพราะมีกรรมเปนไรนา จึงมีวิญญาณเปนเหมือนพืชตั้งอยูได ในบทนี้เราจะมองตามจริงวา… เพราะมีกรรมดีเการองรับ วิญญาณมนุษยเราจึงปรากฏมีอยูได และเพราะตองมีวิญญาณมนุษยปรากฏอยู รางมนุษยจึงตองเกิดมีเปนที่อาศัย และเพราะตองมีรางมนุษย โลกมนุษยจึงตองปรากฏอยูเปนภาชนะรองรับ และเพราะตองมีโลกมนุษย มหาจักรวาลทั้งหมดจึงปรากฏออกมาจากความวาง! ความเปนมนุษย บางคนนั่งชมทะเลอยางเหมอลอยก็เปนสุขแลว ไมตองการคิดอะไรเกี่ยวกับความเปนมนุษยอีก หลายคนไดเสพกามไปวันๆก็หนําใจพอ ศักยภาพมนุษยอยางอื่นมีอยางไรบางไมสน หลายคนไดรบผิดชอบตนเองและครอบครัวใหอยูรอดก็เหนื่อยแลว อยาเข็นใหคิดใชความเปน ัมนุษยในทางอื่นใดเพิ่มเติมเสียใหยาก หลายคนตั้งเปาหมายและมุงมั่นบากบั่นไปจนถึงปลายทางสักครั้งเดียวก็เต็มอิ่มกับความเปนมนุษยแลว หลายคนรักการใฝฝนหลากหลาย และเต็มใจบินไปควาดาวจากหลายขอบฟา เพื่อรูจักความเปนมนุษยอยางพิสดารสูงสุด แตมีคนนอยเทานอย ที่ตั้งคําถามกับตนเองอยูทุกเมื่อเชื่อวันวาอะไรคือประโยชนสูงสุดที่สมควรไดจากความเปนมนุษย ใครจะเห็นความเปนมนุษยอยางไร ก็ขึ้นอยูกับวาเจอใครมาบาง ประสบพบพานอะไรมาบาง และใชชวิตอยางไรมาบาง ี แคเพียงถือกําเนิดขึ้นในโลกนี้เปนวันแรก ก็เหมือนพวกเราเกิดความไมคอยชอบใจกันแลว โดยประกาศผานการรองไหจาทันทีที่ออกจากทองแม ถาไมรองก็จะโดนตีใหรองเปนการบริหารปอดกันนอกจากนั้นยังมีใครบางคนตองรับภาระแจงการเกิดของเราใหเปนที่รับรู อยูๆจะยอมใหมาปรากฏตัวบน
  17. 17. ๑๖โลกเฉยๆไมได สําหรับในไทยกําหนดวาอยางชา ๑๕ วันนับแตถือกําเนิด เกินกวานี้ตองมีใครสักคนโดน ปรับเปนพัน และนับจากนาทีที่ถูกแจงเกิด เราจะมีเอกลักษณประจําตัวใหสําคัญวาเปนตนคือชือพรอม ่นามสกุล เราจะไมรูตัวเลยวาชื่อไปซ้ํากับใครเขาบาง รวมทั้งไมรูเลยวารวมใชนามสกุลกับญาติกี่คน รูอยางเดียว หลายคนไมทราบดวยซ้ําวาเพียงรวมนามสกุลกับใครบางคน ก็อาจมีหนามีตาไปทั้งชีวิต หรืออาจตองอยูแบบหลบๆซอนๆไมอาจเปนปกติสุขในสังคมไดอยางคนอื่น แตแมขั้นตอนอันผิวเผินของการเกิดจะยุงยากเชนนี้ จํานวนมนุษยที่มากมายนาลายตามีสวนทําใหเราไมเลื่อมใสวาการเกิดเปนมนุษยนั้นยากสักเทาไหร เหมือนใครๆก็มีชีวิตมนุษยกนได แถมการ ัเปลี่ยนแปลงของประชากรโลกที่มีแนวโนมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆดุจการโถมเขามาของคลื่นยักษเปนการยืนยันเสียดวย เมื่อสี่รอยปกอนจํานวนพลโลกเพิ่งมีแค ๔๐๐ ลาน แตในป ๒๕๐๔ พุงพรวดขึ้นเปน ๓,๐๐๐ลาน และในเดือนกรกฎาคมป ๒๕๔๖ โลกมีประชากรทั้งสิ้นประมาณ ๖,๓๐๐ ลานคน เกือบ ๑๖ เทาของเมื่อสี่รอยปกอน! มากพอที่เรามองไปตามแหลงชุมชนดวยตาเปลาแลวรูสึกเหมือนตัวเองรวมเปนหนึ่งในขบวนมดปลวกบนเสนทางอันไรความหมาย และแมเรายอมเชื่อวาโลกนี้มีมนุษยกวาหกพันลาน ก็ไมไดแปลวาเราเขาใจถูกตองรอยเปอรเซนต ความจริงคือทุกวินาทีมีการเกิดตายถายเทอยูตลอดเวลา พูดงายๆคือสมมุติวาเราสามารถเปนดวงตาสวรรค รูครอบโลกในคราวเดียว เราจะเห็นวิญญาณจํานวนหนึ่งมาสูโลกและไดรางมนุษยแหกปากรองอุแววินาทีละ ๔ คน และเห็นมนุษยจานวนหนึ่งเดินทางลาโลกวินาทีละ ๒ คน ดุจฝนที่ตกลงมา ํจากเวิ้งฟาแหงความวางเปลา และเปนกระแสธารไหลบาออกไปสูมหาสมุทรแหงความไรแกนสารปริมาณมนุษยไมเคยคงที่มีสมาชิกเกาอยูพรอมหนาเลยแมแตวินาทีเดียว! มนุษยเกือบทุกคนตองการเปนที่จดจํา แตมีไมถึงหนึ่งในลานที่ถูกบันทึกในหนาประวัตศาสตร ิอาจยาวนานหลายสิบป หลายรอยป หรือหลายพันป แลวในที่สุดก็จะตองถูกลืมเลือนไปจนได แมแตองคพระสัมมาสัมพุทธเจาผูเปนหนึ่งในศาสดาของศาสนาใหญก็ทรงเคยตรัสพยากรณถึงยุคของสงฆรุนสุดทายที่เรียก ‘โคตรภูสงฆ’ ซึ่งพนยุคนั้นไปแลวจะไมมีใครทองจําธรรมบทไดอีก และนั่นหมายความวาจะไมมีใครรูเลยวาครั้งหนึ่งโลกนี้เคยเปนที่อุบัติของมหาบุรุษผูทรงความสําคัญยิ่งยวดตอมนุษยและเทวดาอินทรพรหมยมยักษนับจํานวนไมถวน จะพูดวาพวกเราเกิดมาเพื่อรูแลวลืมก็ได จะพูดวาพวกเราเกิดมาเพื่อถูกลืมก็ได แกนสารและคุณคาของความเปนมนุษยอยูที่ไหน? นี่คือสิ่งที่ถูกถามถึงมาตลอด แตละคนก็ใหความหมาย ใหคุณคากันไปตามมุมมองของตน แทจริงเราอาจไดคําตอบอันถูกตอง หากตั้งคําถามเสียใหมใหตรงประเด็นกวาเดิม นั่นคือเราเกิดมาเปนมนุษยไดดวยเหตุอนใดกัน? ั

×