Ce diaporama a bien été signalé.
Nous utilisons votre profil LinkedIn et vos données d’activité pour vous proposer des publicités personnalisées et pertinentes. Vous pouvez changer vos préférences de publicités à tout moment.

บทที่ 2 แสง ม.2

58 304 vues

Publié le

บทที่ 2 แสง ม.2
ครูวิชัย ลิขิตพรรักษ์

Publié dans : Formation

บทที่ 2 แสง ม.2

  1. 1. บทที่ 2 แสง รายวิชาวิทยาศาสตร์ 4 (ว32102) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556
  2. 2. แสงเดินทางเป็นอย่างไร? 1 3 2
  3. 3. ลาแสง : การเคลื่อนของแสงที่ผ่านตัวกลาง วัตถุทึบแสง วัตถุโปร่งแสง วัตถุโปร่งใส
  4. 4. นัยน์ตากับการมองเห็น • นัยน์ตาของคนมีส่วนประกอบที่สาคัญหลายอย่าง เช่น เลนส์ตา ซึ่งมี ลักษณะคล้ายเลนส์นูน ทาหน้าที่รับแสงให้ไปเกิดภาพบนจอตาที่ไวต่อการ รับแสง ที่เรียกว่า เรตินา (Retina) • บนเรตินาจะมีเซลล์ประสาททาหน้าที่รับแสงสีต่างๆ แล้วส่งสัญญาณผ่าน เส้นประสาทตาและส่งต่อไปแปลความหมายที่สมอง • การที่เราจะมองเห็นวัตถุได้ชัดเจนนั้น แสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตาจะต้องมี ความสว่างมากพอ • ถ้าปริมาณแสงไม่เพียงพอจะทาให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆได้ไม่ชัดเจนแต่ถ้า มากเกินไปจะทาให้รู้สึกตาพร่ามัว
  5. 5. ปัญหาเกี่ยวกับนัยน์ตา 1. สายตาสั้น เป็น ภาวะที่แสงผ่านกระจกตาและเลนส์ตา มาโฟกัสหน้าจอประสาทตา ทาให้ภาพที่ตกบน จอประสาทตาไม่ชัดเจน อาจเกิดจากการที่ดวงตามีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวเกินไป หรือกาลังรวมแสง ของกระจกตาและเลนส์มากเกินไป ทาให้แสงที่ผ่านกระจกตาและเลนส์ตา มาโฟกัสหน้าจอประสาท ตา ภาพที่เห็นจึงไม่คมชัด การทีจะเห็นได้ชัดเจนต้องใช้เลนส์เว้ากระจายแสงออกเพื่อให้แสงไปตกที่ จอ ประสาทตาพอดี 2. สายตายาว เป็นภาวะที่ตรงข้ามกับสายตาสั้น คือ แสงผ่านที่กระจกตาและเลนส์มาโฟกัสหลังจอ ประสาทตา แต่ร่างกายสามารถแก้ไขให้ชัด โดยใช้เลนส์ตาช่วยปรับโฟกัสได้ โดยใช้การเพ่ง ตลอดเวลา ซึ่งทาให้เกิดอาการปวดตา ปวดศรีษะได้ และเมื่ออายุมากขึ้นกาลังการเพ่งจะลดลง จน ไม่สามารถจะโฟกัสแสงได้อีกก็ทาให้เห็นภาพไม่ชัด วิธีการแก้ไขคือการใส่แว่นเลนส์นูน 3. สายตาเอียง หมายถึง การที่กระจกตามีความโค้งในแต่ละแนวไม่เท่ากัน เปรียบผิวของกระจกตาได้กับ ผิวของลูกรักบี้ส่วนสายตาปกติจะมีผิวของกระจกตาเหมือนความโค้งของลูกฟุตบอล ทาให้ตาไม่ สามารถจะโฟกัสแสงในแต่ละแกน ให้เป็นจุดเดียวกัน การแก้ไขคือการใส่แว่นที่มีกาลังของเลนส์ใน แกนหนึ่งมากกว่าอีกแกนหนึ่ง หรือการใช้เลนส์สัมผัส
  6. 6. แสง (Light) • เป็นพลังงานรูหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นของมนุษย์ • แหล่งกาเนิดแสงในธรรมชาติที่สาคัญที่สุด คือ ดวงอาทิตย์ นอกจากนี้ยังมีกองไฟ เทียนไข และหลอดไฟชนิดต่างๆ เป็นต้น • เมื่อตกกระทบบนผิววัตถุต่างๆ ทาให้มีความสว่างเกิดขึ้น • ถ้าแหล่งกาเนิดแสงอยู่ห่างจากผิววัตถุมากขึ้น : ความสว่าง น้อยลง แต่ถ้าให้ระยะห่างมีค่าคงตัว พบว่า แหล่งกาเนิดแสงที่ ให้พลังงานแสงออกมาในหนึ่งหน่วยเวลามากกว่าก็จะมีความ สว่างมากกว่า • การหาความสว่างทาได้โดยใช้เครื่อง ลักซ์มิเตอร์ นิยมใช้ใน กล้องถ่ายรูป
  7. 7. • คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า • เคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง • อัตราเร็วของแสงในสุญญากาศ= 3 x108 m/s • เคลื่อนที่ผ่านตัวกลางแต่ละชนิดด้วยความเร็วไม่เท่ากัน • แสงหักเหได้ • แสงขาวประกอบด้วยแสงสี 7 สี (สเปกตรัม) สมบัติของแสง
  8. 8. ความสว่าง (Brightness) • ความสว่างของแสงบนวัตถุจะมีผลต่อกล้ามเนื้อตา กล่าวคือ ถ้าบริเวณที่มี ความสว่างน้อย ม่านตาจะเปิดกว้างมากเพื่อให้แสงเข้านัยน์ตาเพียงพอ ม่านตาซึ่งทาหน้าที่ปรับความสว่างของแสงบนเรตินาจะต้องทางานหนัก ขึ้น • ในทานองเดียวกัน กรณีที่แสงสว่างมาก เรตินาก็ต้องทางานหนักเช่นกัน • ความสว่างของแสงมีผลต่อสุขภาพของนัยน์ตา ดังนั้น ในสถานที่ต่างๆ ควรจัดให้มีความส่วางอย่างเพียงพอและเหมาะสม เพราะอาจเป็น อันตรายกับนัยน์ตาได้
  9. 9. ความสว่างที่เหมาะสมในสถานที่ต่างๆโดยประมาณ สถานที่ ความสว่าง (ลักซ์) ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องอาหาร 150-300 ห้องอ่านหนังสือ ห้องทางาน 500-1000 โรงพลศึกษา หอประชุม 75-300 ห้องเรียน 300-750 ห้องสมุด ห้องปฏิบัติการ ห้องเขียนแบบ 750-1000 ห้องตรวจโรค 200-750 ห้องผ่าตัด 5000-10000 บันไดฉุกเฉิน 30-75 ทางเดินภายในอาคาร 75-200 ห้องประชุมห้องรับรอง 200-750
  10. 10. 6/2/2015 สารภี เทพคงคา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนรัตภูมิ วิทยา จังหวัดสงขลา 13 สีของแสง
  11. 11. สีของแสง แสงขาว ( Visible Light ) คือ ช่วงคลื่นแสงที่ทา ให้สามารถมองเห็น วัตถุเป็นสีต่างๆ ได้
  12. 12. การผสมสารสี การผสมแสงสี
  13. 13. การสะท้อนของแสงและภาพที่เกิดจากการสะท้อน • วัตถุที่ไม่มีแสงในตัวเองสามารถสะท้อนแสงที่ได้รับจาก แหล่งกาเนิดแสงมาเข้าตาเราได้ • โดยเขียนรังสีตกกระทบแทนการเดินของแสงจาก แหล่งกาเนิดตกกระทบวัตถุแล้วเขียนเส้นสะท้อนจากวัตถุ เข้าสู่ตาเรา • พบว่าเมื่อขนาดของมุมตกกระทบเพิ่มขึ้นหรือลดลง ขนาด ของมุมสะท้อนก็จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วย นั่นคือ เมื่อมุม ตกกระทบเปลี่ยนแปลง มุมสะท้อนก็จะเปลี่ยนแปลงด้วย มุมตกกระทบ = มุมสะท้อน เสมอ ณ ตาแหน่งที่แสงตกกระทบ รังสีตกกระทบ/สะท้อน/เส้นแนวฉากอยู่ในระนาบเดียวกัน
  14. 14. การสะท้อนของแสงและภาพที่เกิดจากการสะท้อน • ในชีวิตประจาวัน เราใช้หลักการสะท้อนของแสงจากอุปกรณ์ต่างๆ เช่น การดูภาพ ในกระจกเงาราบ • พบว่า ขนาดของวัตถุและขนาดของภาพเท่ากัน ตาแหน่งของภาพ (ระยะภาพ) และตาแหน่งของวัตถุ (ระยะวัตถุ) ห่างจากผิวกระจกเงาราบเท่ากัน • เมื่อแสงจากวัตถุตกกระทบกับผิวตัวสะท้อนแสงแล้วสะท้อนมาเข้าตาเรา ถ้ามีรังสี ตกกระทบจากทุกจุดบนวัตถุก็จะมีรังสีสะท้อนจานวนมากมาเข้าตาเรา ทาให้เห็น ภาพของวัตถุมีรูปร่างเหมือนวัตถุและขนาดเท่ากับวัตถุได้ • รังสีของแสงสะท้อนไม่ได้ตัดกันจริงเรียกภาพที่เกิดในลักษณะนี้ว่า ภาพเสมือน
  15. 15. ภาพที่เกิดในกระจกเงาระนาบสองบานทามุม 1)ภาพแรกที่เกิดขึ้น จะเป็นวัตถุของการสะท้อนครั้งที่ 2 2)ภาพที่ 2 ที่เกิดขึ้น มีระยะภาพเท่ากับระยะวัตถุ 3) ถ้าภาพที่ 2 ยังอยู่หน้ากระจกเงาระนาบของบานแรก ภาพนั้นจะเป็นวัตถุในการสะท้อนต่อไป ถ้าผลลัพธ์ n ที่ได้ไม่ลงตัว ให้ปัดขึ้นเป็นจานวนเต็ม
  16. 16. ภาพจากกระจกเว้า และกระจกนูน • เมื่อใบหน้าอยู่ใกล้กระจกเว้าภาพที่เห็นในกระจกเว้าจะเห็นเป็นภาพหัวตั้ง เมื่อเลื่อน กระจกเว้าห่างจากใบหน้ามากขึ้นจะเห็นเป็นภาพหัวกลับ • กระจกนูนและเว้าที่ใช้กันอยู่ทั่วไปมีรูปทรงเป็นส่วนหนึ่งของผิวทรงกลม มีจุด ศูนย์กลางของความโค้งและรัศมีความโค้ง • จุดกึ่งกลางของผิวโค้งคือขั้วกระจกหรือจุดยอด เส้นตรงที่ลากผ่าน เรียกว่า แกนมุข สาคัญ
  17. 17. ภาพจากกระจกเว้า และกระจกนูน • ความยาวโฟกัสเป็นครึ่งหนึ่งของรัศมีความโค้งเสมอ f = R/2 เมื่อ f คือ ความยาวโฟกัส R คือ รัศมีความโค้ง • สูตรที่ใช้ในการคานวณการเกิดภาพในกระจกเว้าและกระจกโค้ง
  18. 18. ภาพจากกระจกเว้า และกระจกนูน • การหาตาแหน่งภาพที่เกิดจากการสะท้อนของแสงโดยใช้วิธีเขียนแผนภาพ มีขั้นตอนดังนี้ 1. วาดรูปวัตถุในแนวตั้งบนแกนมุขสาคัญ 2. เขียนรังสีตกกระทบ 1 จากจุดสูงสุดของวัตถุไปตกกระทบกระจกเว้าและกระจกนูนโดยให้ รังสีตกกระทบขนานแกนมุขสาคัญของกระจกและรังสีสะท้อน 1 สะท้อนในแนวที่ผ่าน โฟกัสของกระจก 3. เขียนรังสีตกกระทบ 2 จากจุดสูงสุดของวัตถุไปที่จุดยอดกระจกและเขียนรังสีสะท้อนที่ 2 4. ต่อแนวรังสีสะท้อนทั้งสองให้พบกันที่จุดหนึ่งจะได้ตาแหน่งของภาพ
  19. 19. ภาพจากกระจกเว้า และกระจกนูน • ภาพที่เกิดจากกระจกโค้งเนื่องจากรังสีสะท้อนไปตัดกันจริง เรียกว่า ภาพ จริง ส่วนภาพที่เกิดขึ้นจากรังสีสะท้อน เสมือนว่าตัดกัน เรียกว่า ภาพเสมือน
  20. 20. ภาพจากกระจกเว้า และกระจกนูน
  21. 21. ภาพจากกระจกเว้า และกระจกนูน
  22. 22. ภาพจากกระจกเว้า และกระจกนูน
  23. 23. ภาพจากกระจกเว้า และกระจกนูน
  24. 24. การเขียนแผนภาพแสดงทางเดินแสงเพื่อหาตาแหน่งภาพที่เกิดจากการหักเหของแสง ผ่านเลนส์นูนมีวิธีการดังต่อไปนี้ 1. เขียนรังสีตกกระทบจากวัตถุให้ขนานกับแกนมุขสาคัญ เมื่อหักเหผ่านเลนส์แล้ว รังสีจะผ่านจุดโฟกัสของเลนส์เสมอ 2. เขียนรังสีตกกระทบจากวัตถุให้ผ่านจุดกึ่งกลางเลนส์ เมื่อผ่านเลนส์แล้วรังสีจะผ่าน เลนส์ไปเป็นเส้นตรงโดยไม่มีการหักเห 3. ตาแหน่งหรือจุดที่มีการหักเหในข้อ 1 และ 2 ตัดกัน คือ ตาแหน่งหรือจุดที่เกิด ภาพ สาหรับการหาตาแหน่งของภาพที่เกิดจากเลนส์เว้า ก็ใช้หลักการดังกล่าวเพียงแต่รังสี ตกกระทบที่ขนานกับแกนมุขสาคัญที่ผ่านเลนส์เว้าแล้วรังสีหักเหจะเบนออกห่างจาก เส้นแกนมุขสาคัญ แต่เมื่อต่อแนวรังสีหักเหในทิศย้อนกลับจะผ่านโฟกัสของเลนส์
  25. 25. ภาพจากเลนส์เว้า และเลนส์นูน
  26. 26. ภาพจากเลนส์เว้า และเลนส์นูน
  27. 27. ภาพจากเลนส์เว้า และเลนส์นูน
  28. 28. ภาพจากเลนส์เว้า และเลนส์นูน
  29. 29. การหักเหของแสง • เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อแสงเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางต่างชนิดกันเมื่อแสงเคลื่อนที่จาก ตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหนึ่งแสงจะมีการหักเห และการหักเหจะเกิดขึ้นเฉพาะผิวรอยต่อ ของตัวกลางเท่านั้น • สิ่งควรทราบเกี่ยวกับการหักเหของแสง - ความถี่ของแสงยังคงเท่าเดิม ส่วนความยาวคลื่น และความเร็วของแสงจะไม่เท่าเดิม - ทิศทางการเคลื่อนที่ของแสงจะอยู่ในแนวเดิมถ้าแสงตกตั้งฉากกับผิวรอยต่อของตัวกลาง จะไม่อยู่ในแนวเดิมถ้าแสงไม่ตกตั้งฉากกับผิวรอยต่อของตัวกลาง
  30. 30. การหักเหของแสง
  31. 31. การสะท้อนกลับของแสง • การสะท้อนกลับทั้งหมด คือ ปรากฏการณ์แสงลักษณะหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อรังสีของแสง ตกกระทบ กับพื้นผิวของตัวกลาง ในมุมที่กว้างกว่า มุมวิกฤต เกิดขึ้นเฉพาะกรณีที่ ดัชนีหักเหของตัวกลาง ต่า กว่า ดัชนีหักเหของของตัวกลางที่อยู่อีกด้านหนึ่งของพื้นผิวตกกระทบ โดยที่แสงไม่ผ่านออกไป และ แสงทั้งหมดสะท้อนกลับ โดยใช้กฎการสะท้อน • เมื่อแสงข้ามผ่านเส้นแบ่งระหว่างตัวกลางสองชนิด ที่มีดัชนีหักเหที่แตกต่างกัน ลาแสงอาจเกิดการ หักเห ที่พื้นผิวของตัวกลางใหม่ หรือ อาจเกิดการสะท้อนกลับทั้งหมด ขึ้นกับว่ามุมตกกระทบ มากกว่า มุมวิกฤตหรือไม่ ทั้งนี้เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ แสงเดินทางมาจากตัวกลางที่มีดัชนีหักเห มากกว่า ไปยังตัวกลางที่มีดัชนีหักเหน้อยกว่า ยกตัวอย่างเช่น เมื่อแสงเดินทางจากแก้วไปยัง อากาศ
  32. 32. การสะท้อนกลับของแสง
  33. 33. เส้นใยนาแสง • เส้นใยแก้วนาแสงหรือไฟเบอร์ออปติก เป็นตัวกลางของสัญญาณแสงชนิดหนึ่ง ที่ทามา จากแก้วซึ่งมีความบริสุทธิ์สูงมาก เส้นใยแก้วนาแสงมีลักษณะเป็นเส้นยาวขนาดเล็ก มี ขนาดประมาณเส้นผมของมนุษย์เรา เส้นใยแก้วนาแสงที่ดีต้องสามารถนาสัญญาณ แสงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ โดยมีการสูญเสียของสัญญาณแสงน้อยมาก • เส้นใยแก้วนาแสงสามารถแบ่งตามความสามารถในการนาแสงออกได้เป็น 2 ชนิด คือ เส้นใยแก้วนาแสงชนิดโหมดเดี่ยว (Singlemode Optical Fibers, SM) และชนิดหลายโหมด (Multimode Optical Fibers, MM)
  34. 34. เลเซอร์ (Laser) • เลเซอร์ ในทางฟิสิกส์ คือ อุปกรณ์ที่ให้กาเนิดลาแสง ที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่รวมกัน ระหว่างกลศาสตร์ควอนตัมกับอุณหพลศาสตร์ ซึ่งพลังงานแสงเลเซอร์ สามารถมีคุณสมบัติได้ หลากหลาย ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการออกแบบ เลเซอร์ส่วนมากจะเป็นลาแสงที่มีขนาดเล็ก มีการ เบี่ยงเบนน้อย และสามารถระบุความยาวคลื่นได้ง่าย โดยดูจากสีของเลเซอร์ ถ้าอยู่ในสเป็กตรัมที่ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งเลเซอร์นี้อาจกล่าวได้ว่า เป็นการรวมพลังงานแสงที่ส่งออกมาจาก หลายความยาวคลื่นเข้าด้วยกัน • เลเซอร์ จะหมายรวมไปถึงการให้พลังงานผ่านทางสื่อนาแสง ซึ่งสื่อนาแสงอาจเป็นได้ทั้งของแข็ง ของเหลว ก๊าซ หรืออิเล็กตรอนอิสระที่มีคุณสมบัติสามารถนาแสงได้
  35. 35. ทัศนูปกรณ์ • กล้องจุลทรรศน์ • กล้องโทรทรรศน์ • กล้องถ่ายรูป • ฯลฯ
  36. 36. แว่นขยาย • แว่นขยาย (magnifying glass) เป็นอุปกรณ์ที่ทาจากเลนส์นูน ที่ช่วย ขยายขนาดของวัตถุ ให้ส่องดูวัตถุขนาดเล็กที่ตามองเห็นไม่ชัด ให้เกิดความ ชัดเจนมากขึ้น ในการใช้ต้องให้ระยะวัตถุอยู่ห่างจากแว่นขยายน้อยกว่าระยะ ความยาวโฟกัสของแว่นขยาย ลักษณะภาพที่ได้เป็นภาพเสมือนหัวตั้งเหมือน วัตถุ เกิดภาพด้านเดียวกับวัตถุ แว่นขยายที่มีความยาวโฟกัสสั้นจะขยายขนาด ของวัตถุได้มาก จึงใช้แว่นขยายส่องดูวัตถุที่ต้องการความชัดเจน เช่น ส่องดู พระเครื่อง ส่องดูเพชร ใช้ดูลายมือ ลายนิ้วมือ เป็นต้น
  37. 37. กล้องจุลทรรศน์ • กล้องจุลทรรศน์ เป็นเครื่องมือสาคัญของนักชีววิทยา เพราะกล้องจุลทรรศน์ ช่วยให้ศึกษาโครงสร้างและส่วนประกอบของเซลล์และสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ได้ กล้องจุลทรรศน์แต่ละแบบจะให้กาลังขยายที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับ ประสิทธิภาพและลาแสงที่ใช้ • กล้องจุลทรรศน์ที่ใช้กันทั่วไปแบ่งตามแหล่งกาเนิดแสงได้เป็น 2 ชนิด คือ 1. กล้องจุลทรรศน์ที่ใช้แสง (Light Microscope) หรือ L.M. ใช้ แสงที่มองเห็นได้ เป็นตัวให้แสง 2. กล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน (Electron Microscope) หรือ E.M.
  38. 38. กล้องโทรทรรศน์ • กล้องโทรทรรศน์ (telescope) เครื่องมือซึ่งสร้างภาพขยายของวัตถุที่ อยู่ไกล กล้องโทรทรรศน์มีสองชนิด คือ • กล้องโทรทรรศน์ชนิดหักเห (refracting telescope) มีลักษณะเป็น ท่อปิด มีเลนส์ใกล้วัตถุอยู่ที่ปลายข้างหนึ่ง และเลนส์ใกล้ตาที่ปลายอีกข้าง หนึ่ง • กล้องโทรทรรศน์ชนิดสะท้อน (reflecting telescope) เป็นท่อเปิด มีกระจกเว้าอยู่ข้างใน และมีเลนส์ใกล้ตาอยู่ข้างนอก • ในกล้องทั้งสองชนิด เมื่อรังสีแสงจากวัตถุที่อยู่ไกลๆ เข้ามาในท่อ รังสีจะหัก เหผ่านเลนส์ใกล้วัตถุ หรือสะท้อนจากกระจกเงามาสร้างภาพจริงของวัตถุ ภาพจะถูกมองผ่านทางเลนส์ใกล้ตา ซึ่งจะให้ภาพเสมือนขนาดขยายของวัตถุ
  39. 39. กล้องสองตา • กล้องสองตา (binoculars) คือ อุปกรณ์ที่ใช้สาหรับส่องดูวัตถุที่อยู่ ห่างไกลให้มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยอาศัยเลนส์และปริซึม ปริซึมทาหน้าที่สะท้อน และหักเหแสง กลับภาพจากภาพหัวกลับให้เป็นภาพหัวตั้ง ภาพที่ได้จึงต่าง จากที่เห็นในกล้องโทรทรรศน์ธรรมดา • ข้อกาหนดของกล้องสองตาแต่ละกล้อง มักบอกด้วยตัวเลขสองตัวคั่นกลาง ด้วยกากบาท "×" เช่น "7×50" หมายถึงกล้องสองตานี้มีกาลังขยาย 7 เท่า เส้นผ่านศูนย์กลางของเลนส์วัตถุมีขนาด 50 มิลลิเมตร
  40. 40. กล้องถ่ายรูป • กล้องถ่ายภาพ หรือ กล้องถ่ายรูป เป็นอุปกรณ์บันทึกแสงที่สะท้อนจากวัตถุ ผ่านเลนส์ของกล้อง เป็นการจาลองภาพทางแสงให้บันทึกลงบนวัสดุไวแสง (ฟิล์มถ่ายภาพประเภทต่าง ๆ และ/หรือตัวรับภาพ - Image Sensor) บันทึกเป็นภาพแฝงบนวัสดุไวแสง ก่อนนาไปผ่านกระบวนการล้างให้เป็น ภาพถ่ายถาวร • ความหมายของการถ่ายภาพ มี 2 ประเด็น คือ • 1. เชิงวิทยาศาสตร์ หมายถึง การทาปฏิกิริยาระหว่างวัสดุไวแสงกับแสง • 2. เชิงศิลปะ หมายถึง การวาดภาพด้วยแสงและเงารวมทั้งการผสมสีเพื่อ ถ่ายทอดความหมาย ความรู้สึก อารมณ์ หรือทัศนคติ
  41. 41. เครื่องฉายข้ามศรีษะ (Over head) • เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ หรือบางทีเรียกว่า เครื่องฉายภาพโปร่งใส เพราะ วัสดุฉาย เป็นแผ่นโปร่งใส (Transparency) หรืออาจเรียกว่า กระดาน ชอล์กไฟฟ้ าเพราะใช้แทนกระดานชอล์กได้ เป็นเครื่องฉายที่จัดอยู่ในระบบ ฉายอ้อม ใช้สาหรับฉายภาพ วัสดุ หรือเครื่องมือที่โปร่งใส โดยเขียนข้อความ หรือวาดภาพบนแผ่นโปร่งใส ซึ่งอาจจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า แล้วนามาวางบน เครื่องฉายซึ่งตั้งอยู่หน้าชั้นเรียน ภาพที่ปรากฏบนจอเหมือนการใช้กระดาน ชอล์ก ซึ่งผู้สอนจะอธิบายประกอบการฉายก็ได้ สะดวกต่อการนามาใช้
  42. 42. เครื่องฉายภาพยนต์ • ภาพยนตร์ คือ เป็นกระบวนการบันทึกภาพด้วยฟิล์ม แล้วนาออกฉายใน ลักษณะที่แสดงให้เห็นภาพเคลื่อนไหว ภาพที่ปรากฏบนฟิล์มภาพยนตร์ หลังจากผ่านกระบวนการถ่ายทาแล้วเป็นเพียงภาพนิ่งจานวนมาก ที่มี อิริยาบถหรือแสดงอาการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยต่อเนื่องกันเป็น ช่วงๆ ตามเรื่องราวที่ได้รับการถ่ายทาและตัดต่อมา ซึ่งอาจเป็นเรื่องราวหรือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หรือเป็นการแสดงให้เหมือนจริง หรืออาจเป็นการ แสดงและสร้างภาพจากจินตนาการของผู้สร้างก็ได้ • เครื่องฉายภาพยนตร์เป็นอุปกรณ์แสง-เชิงกล สาหรับการฉายภาพยนตร์ จาก ฟิล์ม เป็นภาพเคลื่อนไหว ให้ไปปรากฎภาพบนจอฉายภาพ ส่วนประกอบ ของเครื่องฉายภาพยนตร์นั้น ส่วนใหญ่แล้วก็เหมือนกับส่วนประกอบในกล้อง ถ่ายภาพยนตร์ เว้นแต่อุปกรณ์ให้ความสว่าง และอุปกรณ์ด้านเสียง
  43. 43. เครื่องฉายโปรเจคเตอร์ • โปรเจคเตอร์ได้มีวิวัฒนาการมาจากเครื่อง Over Head หรืออีกชื่อหนึ่ง คือเครื่องปิ้งแผ่นใสในภาษาชาวบ้าน ที่เอาไว้ฉายสไลด์แผ่นใสเมื่อก่อนก็ว่าได้ โดยพอมาถึงยุคของโปรเจคเตอร์ก็ทาให้เกิดความสะดวกในการใช้งานมากขึ้น อีกทั้งยังมีขนาดเล็กและน้าหนักเบาพกพาได้อย่างสะดวก • โปรเจคเตอร์ (projector) คือ อุปกรณ์ที่ช่วยในการแสดงภาพให้มีขนาด ใหญ่ขึ้น เหมาะสาหรับการนามาใช้ เสนองานหรือที่เราเรียกว่า presentation หรืออาจนามาทาเป็น Home Theater โดยปกติ โปรเจคเตอร์สามารถนามาต่อกับอุปกรณ์ได้หลายประเภท เช่น วีดีโอ วีดีโอ ซีดี หรือ ดีวีดี รวมทั้งคอมพิวเตอร์ เป็นต้น เนื่องจากราคาของโปรเจคเตอร์ ค่อนข้างสูง

×