Ce diaporama a bien été signalé.
Nous utilisons votre profil LinkedIn et vos données d’activité pour vous proposer des publicités personnalisées et pertinentes. Vous pouvez changer vos préférences de publicités à tout moment.

Calculus of variation ตอนที่ 2

บทความทางคณิตศาสตร์

  • Identifiez-vous pour voir les commentaires

Calculus of variation ตอนที่ 2

  1. 1. ฉบับที่ผานมา เราไดแสดงใหเห็นถึงที่มาของสมการออยเลอร-ลากรอนจ ซึ่งเปนผลมาจากเงื่อนไขจําเปนที่ทําใหค าปริพั นธของฟง กชั่นนั ล เปนคาสุ ดขีด (extremal) ในฉบับนี้เราจะกลาวถึง การวิ เคราะหส มการออยเลอร-ลากรอนจ ตามกรณีตา งๆ กันของฟงกชั่ นนัล และการใชสั ญลัก ษณ “ เดลต า (  ) ” แทนตัวดําเนินการของการแปรผันกรณีเฉพาะของสมการออยเลอร-ลากรอนจ ( Special Cases of The Euler-Lagrange Equation )กรณีที่ 1 F  F  x, y  ในกรณีนี้ ฟงกชั่น F ไมปรากฏตัวแปร y อยางชัดแจง d  F  Fจะไดวา  y    0  y   const   (8) dx  กรณี 2 F  F  y, y  ในกรณีนี้ ฟงกชั่น F ไมปรากฏตัวแปร x อยางชัดแจง F d  F จาก สมการออยเลอร-ลากรอนจ จะได    (*) y dx  y    dF  F  dy  F  y   F  dy  F  d 2 yพิจารณา           y  dx   y   dx 2      (**) dx  y  dx  y   x    แทนคา สมการ (*) ลงใน (**) dF d  F  dy  F  d 2 y d   F จะได   y   dx   y   dx 2  dx  y  y         dx dx        d   F  หรือ  F  y   y     0  dx     F ดังนั้น F  y   y    const  (9)  สมการ (8) และ (9) ไดมาจากการหาคาปริพันธครั้งที่หนึ่ง จึงเรียกวา “ คาปริพันธแรก (first integral) ”
  2. 2. dgกรณี 3 F  โดยที่ g  g x , y  dxจากสมการ (4) กําหนดปริพันธของฟงกชั่นนัลโดย F  x, y, y  dx x2 I [ y]  x1 d g  x , y  dx x2  x1 dx  g  x1 , y1   g x 2 , y 2  (10)แสดงใหเห็นวา I เปนอิสระกับฟงกชั่น y ใดๆ ที่ผานจุดปลายทั้งสองดาน x1 , y1  และ x2 , y 2 พิจารณาอนุพันธรวมของฟงกชั่น g dg  x , y  g g F    y (11) dx x yแทนคาใน สมการออยเลอร-ลากรอนจ โดยพิจารณาอนุพันธยอยในสมการ (11) เทียบกับ y จะได F 2g 2 g F g   y ,  y yx y 2 y  y =0 d  F  2 g 2g 2gและ     y  y  dx  y     xy y 2 y  2 2g 2gเนื่องจาก  จะไดวา ฟงกชั่น g สอดคลองกับสมการออยเลอร -ลากรอนจ เมื่อ g เปนฟงกชั่น yx xyที่สามารถหาอนุพันธได เทียบกับ y อยางนอยสองครั้งบนโดเมน [ x1 , x2 ] และเปรียบเทีย บกับสมการ (7) (ดูในตอนที่ 1) ซึ่งกลาววา Fy  Fyx  Fyy y   Fyy y   0 พบวาสมมูลกับสมการออยเลอร-ลากรอนจ เราจะไดคาสัมประสิทธิ์ของ y  คือ   F  F  y    0  y   N x , y   y     F   dF   N x , y  dy   N x , y  y   M x , y ดังนั้น F  x , y , y   M  x , y   N  x , y  y  (12)พิจารณาสมการ (11) และ (12) พบวาเราสามารถหาฟงกชั่น g ไดจากแกสมการ
  3. 3. g   M x , y   x  g  (13)  N x , y   y   F M N d  F  dN M Nนอกจากนั้น   y และ  y    dx  y  y y    y y y dx  จะได สมการออยเลอร-ลากรอนจ อยูในรูป M N   0 (14) y x สมการ (14) ไมใชสมการเชิงอนุพันธของฟงกชั่น y ซึ่งจริงๆ แลวฟงกชั่น y ไมปรากฏอยางชัดแจงในสมการขางตน การมีอยูของผลเฉลยของสมการขึ้นอยูกับฟงกชั่น M และ N ที่กําหนดมาให 1   y  x2 2ตัวอยาง กําหนดใหปริพันธของฟงกชั่นนัล I [ y  x ]   dx จงใชคาปริพันธแรกของสมการ x1 xออยเลอร-ลากรอนจ หาผลเฉลยที่อยูในรูปฟงกชั่น yx    1   y   2 F    yวิธีทํา จาก  C1 แทนคา  C1 y  y   x  x 1   y  2  จะได  y  2  C1   y  2  C1 x 2  y   C1 x 2  C2 x x 2 1   y    1  C1 x 2 1  C1 x 2 2 1  C1 x 2 C2 x y   dx โดยเทคนิคของการหาปริพันธสมมติให u 2  1  C1 x 2  udu   C1 xdx 1  C1 x 2 C 2 u du C2u C2เมื่อแทนคาจะได y    u   C1  C3   C1 1  C1 x  C3 2 C1 2  C นั่นคือ  y  C3  2   2  C     1  C1 x  C 3  x  2 2 x 2   y  C3   C 3 2  1 เปนผลเฉลยทั่วไป (general solution) ซึ่งอธิบาย วงศของสมการวงกลม (family of circles) ‡
  4. 4. ตัวอยาง จงหาคาสุดขีดของปริพันธของฟงกชั่นนัล ซึ่งกําหนดโดย  x   x2 I [ y]  2  3 y 2 y   2 xy dx x1 Nวิธีทํา เนื่องจาก N x , y   x 2  3 y 2   2x x M และ M  x , y   2 xy   2x yเราสามารถหาฟงกชั่น g จากสมการ (13) g  M x , y   2 xy  g  x 2 y  Cy x g  N  x , y   x 2  C  y   C  y   3 y 2  C  y   y 3  k yจะไดวา g x , y   x 2 y  y 3  k เมื่อ k เปนคาคงที่ใด ๆดังนั้น ปริพันธของฟงกชั่นนัล I เปนอิสระกับฟงกชั่น y กําหนดโดยสมการ (10) 3 3  I [ y ]  g  x1 , y  x1   g x 2 , y  x 2   x 2 y 2  y 2  x13 y1  y13  ‡ตัวอยาง พื้นที่นอยที่สุดที่เกิดจากการหมุนเสนโคง พิจารณาพื้น ผิวจากการหมุนรอบแกน x ของเส นโคงที่เชื่อ มจุด คงที่ 2 จุด x1 , y1  และ x2 , y 2  ในระนาบ XY ดังรูปที่ 4 ปญหานี้ตองการหาสมการเสนโคงดังกลาวซึ่งทําใหพื้นที่ผิวจากการหมุนมีคานอยที่สุด รูปที่ 4 : พื้นที่ผิวที่เกิดจากการหมุนเสนโคงรอบแกน X
  5. 5. วิธีที่ 1 : โดยอาศัยคาปริพันธแรก พิจารณาแถบพื้นที่เล็กๆ dA  2 y dS  2 y 1   y  dx 2 x2จะไดวา A  2  y 1   y  dx เนื่องจากฟงกชั่นนัล F  F  y , y    y 1   y  2 2 x1 F  จากคาปริพันธแรก ในสมการ (9) F  y จะได y 1   y   y  y 1   y    C1 2 2  C1 y  y     y 1   y   y  2 yy   C1   2  y 1   y   y  y  2  y  C1 1   y  1   y  1   y  2 2 2 y2 dy y 2  C12 dy dxหรือ  C12  y       C 1   y  2 dx C1 y C 2 1 2 1  y   x โดยเทคนิคการคาปริพันธ จะได cosh 1    C  x  C2 หรือ y  C1 cosh   C 2  C  เมื่อ C1 ,C2  1 C1  1 เปนคาคงที่ของการหาปริพันธ พิจารณาจากเงื่อนไขที่จุดปลาย x1 , y1  และ x2 , y 2  ของเสนโคงวิธีที่ 2 : อาศัยสมการออยเลอร-ลากรอนจ โดยตรง F d  F จาก     0 โดยที่ F  F  y, y   2 y 1   y  2 y dx  y    d   yy     0 d  yy    0จะได 2 y 1   y   2 หรือ 1   y  2 2  dx 1   y 2  dx  1   y2        yy     yy   y2 1   y2  yy      1   y2      0 1   y    2   1   y  2           1   y   2 2  2   1   y yy   y  y  y y   2   0  1   y  2   { โดยการคูณ 1   y ตลอดสมการ } 2  1   y   1   y yy   y   y y y  0 2 2 2 2 2 { โดยการคูณ 1   y  ตลอดสมการ } 2  1  2 y   y  yy   y  y  y y   y  y  y y  0 2 4 2 2 4 2  1   y  yy  0 2เปนสมการเชิงอนุพันธสามัญอันดับสอง ซึ่งสามารถลดรูปเหลือสมการอันดับหนึ่งได
  6. 6. dp dp dy dp dpโดยการสมมติตัวแปร p  y จะได y    y  p dx dy dx dy dyเมื่อแทนคาในสมการขางตน จะได dp dy p 1  p 2  yp dy  0   y   1  p2 dp  y2   n y  1 2   n 1  p 2  C1  n   1  p 2   C1    y2  C2หรือ  y2  C 1  p2  เมื่อ C  eC1 ดังนั้น p  dy dx  C  x โดยอาศัยการหาปริพันธ ก็จะไดเสนโคงที่มีสมการเปน y  C1 cosh   C 2  C  ‡  1 หมายเหตุ 1. ตัวอยางขางตนทําใหเราทราบวาการใชคาปริพันธแรกจะชวยลดการคํานวณลง เนื่องจากอยูในรูปของสมการอันดับหนึ่ง 2. เสน โคงคําตอบนี้เรียกวา “ คาเทนนารี (catenary) ” มาจากภาษาละติน คําวา “ คาเทนนา (catena) ”แปลวา โซ (chain) ซึ่งไลบนิซ (Leibniz) เปนผูที่ตั้งชื่อนี้ขึ้นเนื่องจากเปนเสนโคงที่มีรูปรางเหมือนโซที่มีมวลสม่ําเสมอ แขวนปลายทั้งสองดานไว ณ ตําแหนง x1 , y1  และ x2 , y 2  3. พื้นผิวที่ไดจากการหมุนเสนโคง คาเทนนารี เรียกวา “ คาเทนนอยด (catenoid) ”ตัวอยาง ( The Brachistochrone Problem ) พิจารณาเสนลวดในระนาบดิ่ง ที่เชื่อมจุดกําเนิด O และจุดP x , y  ดังรูป ลูกปดมวล m เคลื่อนที่จากจุดกําเนิดตามเสนลวดไปยังจุด P2 x 2 , y 2  ภายใตแรงโนมถวงของโลก และปราศจากแรงเสียดทาน จงหาสมการแสดงรูปรางของเสนลวดที่ทํ าใหลูกปดเคลื่อนที่ภายในเวลานอยที่สุด X O P(x,y) mg P2 Y รูปที่ 5 : Brachistochrone Problem
  7. 7. วิธีทํา สมมติให ลูกปดมีมวล m เคลื่อนที่จากจุด O ไปยังจุด P2 ใชเวลา t จากหลักการอนุรักษพลังงานกลาววา พลังงานรวม ณ ตําแหนงใดๆ ของระบบอิสระ มีคาคงที่เสมอ กลาวคือ 1 2 ds mgy  mv หรือ v   2 gy 2 dt 1   y  2 T x2 ds 1 x2จะได t   dt     dx 0 0 2 gy 2g 0 yลูกปดจะเคลื่อนที่โดยใชเวลานอยที่สุด เมื่อปริพันธนี้ใหคาต่ําสุด 1   y  2สําหรับกรณีนี้ฟงกชั่นนัลมีคา F  F  y, y  โดยอาศัยคาปริพันธแรก y F 1   y  2  y จากสมการ (9) ซึ่งกําหนด F  y  C1 จะได  y    C1 y y  1   y2 y     1   y    y 2 2  1  C1 หรือ y 1   y   2 C2 เมื่อ C2  1 C1 y 1   y  y 1   y  2 2   y 1   y   C2 2  หรือ y  dy dx  C2  y y y   dx   C2  y dy C2โดยเทคนิคการหาปริพันธ สมมติตัวแปร y  C2 sin 2   1  cos 2  2จะได dy  2C2 sin  cos d  C2 sin 2 d และ   sin 1 y C 2 C 2 sin 2  sin  sin 2 x   C 2 sin 2  d  C2  d C 2  C 2 sin  2 cos   1  cos 2   2C2  sin 2  d  2C2    d  2   sin 2  C  C2  1  cos 2  d  C2     C3  2 2  sin 2   C3  2  2นั่นคือ เราจะไดสมการเสนโคงที่เปนสมการอิงตัวแปรแสริม
  8. 8. x   b  sin    C 3 และ y    b1  cos  โดยที่   2 และ b  C2 2 เนื่องจากเสนโคงผานจุดกําเนิด จะได C3  0ดังนั้น สมการที่ตองการคือ x   b  sin   และ y    b1  cos   ‡หมายเหตุ 1. เสนโคงที่นิยามตามสมการ (**) เรียกวา “ ไซคลอยด ( cycloid ) ” รูปที่ 6 : ไซคลอยด กําหนดโดยเสนทางการเคลื่อนที่บนระนาบของจุดที่อยูบนวงกลม  2. คําวา “ Branchistocrone ” ในปญหานี้ เปนคําในภาษากรีก มาจาก Branchistos หมายถึง สั้นที่สุด (shortest) และ Chronos หมายถึง เวลา (time)ตัวดําเนินการของการแปรผัน (The Variational Operator)บทนิ ยาม 1 กําหนดฟงกชั่นนัล F x, y, y  เมื่อพิจารณาให x เปนคาที่ ถูกตรึงไว (fixed) สวนเปลี่ยนแปลง(increment) ของ F กําหนดโดย F  F  x, y *  , y *    F  x, y, y จากบทนิยาม เมื่อพิจารณาการกระจายอนุกรมเทยเลอร (Taylor series expansion) รอบจุด ( x, y, y ) จะได F F F  x, y *  , y *    F  x, y, y        (higher order terms) y y ดังนั้น สวนเปลี่ยนแปลงของ F คือ F F F      + (higher order terms) y y 
  9. 9. บทนิยาม 2 กําหนดฟงกชั่นนัล F x, y, y  เมื่อพิจารณาให x เปนคาที่ถูกตรึงไว การแปรผั น (variation)ของ F กําหนดโดย F F F F F       y  y y y  y y โดยที่  y   และ  y    สัญลักษณ F เรียกอีกอยางวา “ การแปรผันอันดับหนึ่งของฟงกชั่นนัล F (first variation of F ) ”ขอควรระวัง เมื่อกําหนดให F  x, y , y   เราจะได F F F อนุพันธรวมของฟงกชั่นนัล F : dF  dx  dy  dy  x y y  F F การแปรผันอันดับหนึ่งของฟงกชั่นนัล F : F  y  y y y  ดังนั้น การหาอนุพันธรวม จึงแตกตางกับ การหาคาการแปรผันของฟงกชั่นนัล ในปญหาแคลคูลัสของการแปรผัน ตัวแปรอิสระ x ถูกตรึงไว (fixed) แตฟงกชั่น F จะขึ้นอยูกับตัวแปรy และ y ตัวอยางเชน ลักษณะของเสนโคงที่เชื่อมระหวา งจุดสองจุด การแปรผันของเสนโคงจะมีคา ในขณะ dที่  x  0 จากนิยามของการแปรผัน เรามี  y     y   d      และ  y     dx dxดังนั้น จึงสรุปไดวา y   y  นั่นคือ ตัวดําเนินการ  และ d มีสมบัติการสลับที่ dx สมบัติพื้นฐานของตัวดําเนินการการแปรผัน 1.  F1  F2   F1  F2 2.  F1 F2   F1 F2  F2 F1 3.  cF   c F F  F F  F F 4.  1   2 1 2 1 2 F   2 F2 5. F n  nF n 1 F เมื่อ n เปนจํานวนเต็มบวก 6. y ( n )  y  เมื่อ n เปนจํานวนเต็มบวก (n)
  10. 10. x2 x2ตัวอยาง จงแสดงใหเห็นวา   F  x, y, y dx =  F x, y, y dx x1 x1 F Fวิธีทํา เนื่องจาก F  y  y y y       x2 x2 x2จึงไดวา   F  x, y, y dx    F  x, y , y  dx  y    F  x, y, y dx  y x1 y  x1  y  x1   x 2 F   x 2 F    dx  y    dx  y  x1 y   x1 y  x2  F F     y  y dx x1  y y  x2   F dx x1ดังนั้น ตัวดําเนินการเดล (  ) และปริพันธ (  ) มีสมบัติการสลับที่ ‡ x2 x2ตัวอยาง จงแสดงใหเห็นวาเงื่อนไขจําเปนสําหรับ  F x, y, y dx มีคาสุดขีด คือ   F x, y, ydx  0 x1 x1วิธีทํา จาก คาปริพันธของฟงกชั่นนัล ของเสนโคงขางเคียง คือ I    F  x , y *  x    x  , y *  x     x  x2  x1 dI  สําหรับคาสุดขีด กําหนดให  0 ผลที่ตามมา คือ d  0 dI    F F   y   x   y    x  dx x2 d  0   x1  โดยการคูณดวย  จะไดเงื่อนไขจําเปนสําหรับคาสุดขีด คือ  F F   y   x   y    x  dx  0 x2 x1  ซึ่งสามารถเขียนไดเปน x2  F F  x2 x2 x1  y  y  y   y  dx    x1 F dx    F dx  0 x1 x2ดังนั้น เงื่อนไขจําเปนสําหรับคาสุดขีด คือ   F  x, y, y dx  0 ‡ x1
  11. 11. หมายเหตุ จากตัวอยางนี้แสดงใหเห็นวา เงื่อนไขจําเปนสําหรับปริพันธของฟงกชั่นนัลที่เปนคาสุดขีดนั้นสามารถเขียนในรูปสัญลักษณของการแปรผัน และพิสูจนไดโดยใชส มการออยเลอร -ลากรอนจ ซึ่งใหผ ลลัพ ธเชนเดียวกัน สําหรั บฉบั บหนา ซึ่งเปนตอนสุ ดทาย จะไดกล าวถึง ปญหาของการแปรผัน ที่เกี่ ย วกับ เงื่อนไขขอบเขตธรรมชาติ สมการออยเลอร -ลากรอนจในฟ งกชั่นหลายตัว แปรซึ่งประยุกต กับปญหาการสั่นของเยื่อบาง และสมการคลื่น เปนตน และสุดทายเปนปญหาการแปรผันโดยมีเงื่อนไขบังคับเอกสารอางอิง1. Daviid J. Logan , Applied Mathematics a Contemporary Approach., John Wiley, 1987.2. Donald A. McQuarrie, Mathematical Methods for Scientists and Engineers., 2003.3. Leonid P. Lebedev & Michael J. Cloud, The Calculus of Variations and Functional Analysis withOptimal Control and Applications in Mechanics., volume 12 in Series on stability, vibration andcontrol of systems, World Scientific Publishing, Singapore, 2003, ISBN 981-238-581-9.4. Peter V. O Neil, Advanced Engineering Mathematics (3rd editions)., Thomson InformationPublishing, 1991.5. R. Weinstock, Calculus of Variations., Dover Publications, New York, 1974.6. C. Ray Wylie and Louis C. Barrett, Advanced Engineering Mathematics (6theditions)., McGraw-Hill, Inc., New York.ขอมูลผูเขียน : นายอิทธิเดช มูลมั่งมี นักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลคณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลาธนบุรีE-mail: profittidej@gmail.comชื่อบัญชี นายอิทธิเดช มูลมั่งมี เลขที่บัญชี 029-0-06107-5 ประเภทออมทรัพย ธนาคารกรุงไทย สาขาถนนสุขสวัสดิ์ ที่อยู 53/463 หมูบานสามัคคี (นวมินทร 105) ถนนนวมินทร ตําบลคลองกุม เขตบึงกุมกทม. 10240 เบอรโทรศัพท 08-6579-4040 หรือ 02-5108103

×